ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลขุมเงิน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

Effectiveness of Health Literacy Program by LINE Application Among Patients with Type 2 Diabetes in Khum Ngoen Sub-district, Mueang District, Yasothon

Authors

  • Thitima Sutsue Faculty of Public Health and Allied Health Sciences, Praboromarajchanok Institute Sirindhorn College of Public Health, Ubon Ratchathani Province, THAILAND
  • Suthathini Meekang Faculty of Public Health and Allied Health Sciences, Praboromarajchanok Institute Sirindhorn College of Public Health, Ubon Ratchathani Province, THAILAND
  • Thanom Namwong Faculty of Public Health and Allied Health Sciences, Praboromarajchanok Institute Sirindhorn College of Public Health, Ubon Ratchathani Province, THAILAND

DOI:

https://doi.org/10.55674/ajhe.v3i2.4725

Keywords:

โปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพ, แอปพลิเคชันไลน์, ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

Abstract

     การศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลขุมเงิน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่าย 66 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน ดำเนินการวิจัยเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรม 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับสุขศึกษาตามมาตรฐาน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test, ANCOVA

     ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น 17.55 คะแนน (p-value < 0.001) และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้น 3.82 คะแนน (p-value < 0.001) ส่วนกลุ่มควบคุมมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพลดลง 1.39 คะแนน (p-value = 0.015) เมื่อเปรียบเทียบหลังเข้าร่วมโปรแกรมระหว่างกลุ่ม โดยคำนึงถึงอิทธิพลของคะแนนก่อนเข้าร่วมโปรแกรม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted mean diff 19.83, p-value = 0.001) และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองดีกว่า (Adjusted mean diff 2.95, p-value = 0.001) ผลของโปรแกรมส่งผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพและมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมสุขภาพยังไม่มากนัก สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้ระยะเวลา

References

(1) กรมควบคุมโรค. กรมควบคุมโรค รณรงค์วันเบาหวานโลก 2566 มุ่งเน้นให้ความรู้ประชาชนถึงความเสี่ยงโรคเบาหวาน และหากตรวจพบก่อนจะลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ [อินเทอร์เน็ต]. 2566. [เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2567]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=38403&deptcode=brc&news_views=2606

(2) กองโรคไม่ติดต่อ. ข้อมูลสถิติการตาย/ป่วย โรคไม่ติดต่อ [อินเทอร์เน็ต]. 2567 [เข้าถึงเมื่อ 5 ม.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/ckeditor2/dncd/files/จำนวนและอัตราตายด้วย5โรคNCD25612565.xlsx

(3) คลังข้อมูลสุขภาพ (Health data center). อัตราการป่วยด้วยโรคเบาหวาน จังหวัดยโสธร ปีงบประมาณ 2567 [อินเทอร์เน็ต]. 2568 [เข้าถึงเมื่อ 5 ม.ค. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://yst.hdc.moph.go.th/hdc/reports/report.php?&cat_id=6a1fdf282fd28180eed7d1

cfe0155e11&id=cefa42b9223ec4d1969c5ce18d762bdd

(4) พวงเงิน พานทอง. พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี. วารสารวิชาสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม. 2567; 8(16): 86–96.

(5) ราตรี ทองคำ. ประสิทธิผลของการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จังหวัดลพบุรี. วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี. 2565; 30(3): 86–99.

(6) ณัฏฐ์กานต์ ปภากิจพงศ์ภัค, สุมาลี เลิศมัลลิกาพร, รักวงศ์ ปภากิจพงศ์ภัค. บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19. ศรีนครินทร์เวชสาร. 2565; 37(6): 695–704.

(7) สุดา อักษรดิษฐ์, ดลนภา ไชยสมบัติ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่เข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยในโรงพยาบาลเทิง จังหวัดเชียงราย. วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ. 2566; 10(1): 31–49.

(8) ภคภณ แสนเตชะ, ประจวบ แหลมหลัก. ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลแม่ปืม อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา. วารสารสุขศึกษา. 2563; 43(2): 150–64.

(9) รัตนาภรณ์ กล้ารบ, อรพิน สีขาว, ชฎาภา ประเสริฐทรง. ผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพสสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้. วารสารพยาบาลทหารบก. 2564; 22(3): 274–83.

(10) วุฒิศักดิ์ ปรีดาศักดิ์. ผลของแอปพลิเคชันไลน์โนติฟายและการส่งเสริมการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการแพทย์เขต 11. 2567; 38(3): 1–14.

(11) อารีย์ วัชวัฒนานันท์. ผลของการใช้โปรแกรมสนับสนุน และให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง ของผู้ป่วยเบาหวานที่บ้านในอําเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร. วารสารโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา. 2567; 12(2): 76–91.

(12) ศิริกุล ศรีหนา. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยใช้การสื่อสารทาง Line. วารสารวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางสุขภาพ. 2564; 2(1): 123–33.

(13) Lemeshow S, Hosmer DW, Klar J LS. Statistical Methods for Sample Size Determination [Internet]. Adequacy of Sample Size in Health Studies. 1990. 247 p. Available from: http://apps.who.int/iris/bitstream/10665/41607/1/0471925179_eng.pdf?ua=1

(14) สุรศักดิ์ เจริญคุณ. ผลของโปรแกรมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2อำเภอภูเวียงจังหวัดขอนแก่น. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขภาพชุมชน. 2567; 9(2): 830–5.

(15) Nutbeam D. Health literacy as a public health goal: a challenge for contemporary health education and communication strategies into the 21st century. Health Promot Int. 2000; 15(3): 259–67.

(16) ชินตา เตชะวิจิตรจารุ. ความรอบรู้ทางสุขภาพ:กุญแจสำคัญสู่พฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์สุขภาพที่ดี. วารสารพยาบาลทหารบก. 2561; 19(ฉบับพิเศษ): 1–11.

(17) เจษฎา ปวีณเกียรติคุณ. การรับรู้สมรรถนะแห่งตนและพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลกองแขก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. เชียงใหม่: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่; 2557.

Downloads

Published

2025-12-30

How to Cite

Sutsue, T., Meekang, S. ., & Namwong, T. . (2025). ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลขุมเงิน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร: Effectiveness of Health Literacy Program by LINE Application Among Patients with Type 2 Diabetes in Khum Ngoen Sub-district, Mueang District, Yasothon. วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม, 3(2), 4725. https://doi.org/10.55674/ajhe.v3i2.4725