https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/issue/feed
วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
2025-12-30T09:22:04+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิวรรณ ทัศนเอี่ยม
sasiwan@snru.ac.th
Open Journal Systems
<p class="p1"><strong>วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม <br />Academic Journal of Health and Environment <br /></strong>ISSN : 2985-0738 (Online)<br />Journal Abbreviation : Acad. J. Health Environ.<br /><strong><br /></strong><strong>Focus and Scope <br /></strong>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ที่มีคุณภาพของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สนใจในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การบริหารสาธารณสุข โภชนาการและอาหาร การพยาบาล การสาธารณสุข อนามัยสิ่งแวดล้อม สุขภาพครอบครัว สุขภาพชุมชน ระบาดวิทยา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสุขาภิบาล การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการและการควบคุมมลพิษ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม <br /><br /></p> <p class="p2"><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong>ผู้ประเมินจำนวน 3 ท่าน ต่อหนึ่งบทความ รูปแบบการพิจารณาบทความ เป็นแบบ “Double blind” </p> <p class="p1"><strong>กำหนดออกวารสาร ปีละ 2 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 เดือน<span class="s1">มกราคม – มิถุนายน<br /></span>ฉบับที่ 2 เดือน<span class="s1">กรกฎาคม – ธันวาคม</span><span class="s1"><br /><br /><strong>Publication fee: </strong>NO Article Submission Charges & NO Article Processing Charges (APC)<br /><strong>Free access:</strong> Immediate<br /></span></p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/4725
ประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลขุมเงิน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร
2025-10-15T08:54:50+07:00
Thitima Sutsue
cph65-12@scphub.ac.th
Suthathini Meekang
cph65-37@scphub.ac.th
Thanom Namwong
thanom@scphub.ac.th
<p> การศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลขุมเงิน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มอย่างง่าย 66 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน ดำเนินการวิจัยเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรม 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับสุขศึกษาตามมาตรฐาน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ t-test, ANCOVA</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น 17.55 คะแนน (p-value < 0.001) และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้น 3.82 คะแนน (p-value < 0.001) ส่วนกลุ่มควบคุมมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพลดลง 1.39 คะแนน (p-value = 0.015) เมื่อเปรียบเทียบหลังเข้าร่วมโปรแกรมระหว่างกลุ่ม โดยคำนึงถึงอิทธิพลของคะแนนก่อนเข้าร่วมโปรแกรม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted mean diff 19.83, p-value = 0.001) และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองดีกว่า (Adjusted mean diff 2.95, p-value = 0.001) ผลของโปรแกรมส่งผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพและมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมสุขภาพยังไม่มากนัก สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้ระยะเวลา</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/4811
ความรู้ ความเชื่อ และทัศนคติของผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟาริน ในโรงพยาบาลอากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร
2025-10-15T09:10:51+07:00
Prarinet Detworarwatin
prarinet82558@gmail.com
Phutthipong Areerat
prarinet82558@gmail.com
Siriyakorn Vinitsumanon
prarinet82558@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเชื่อ และทัศนคติต่อการใช้ยาวาร์ฟาริน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟารินในคลินิกวาร์ฟาริน โรงพยาบาลอากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร จำนวน 132 เป็นรวบรวมข้อมูลความรู้ ความเชื่อและทัศนคติเกี่ยวกับยาวาร์ฟารินและโรค จากแบบสอบถามศึกษาในช่วงมิถุนายน ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2568</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 53.03 อายุเฉลี่ย 66.64 ± 14.05 ปี มีคะแนนความรู้เกี่ยวกับยาวาร์ฟารินเฉลี่ย 4.08 ± 1.85 จากคะแนนรวม 6 คะแนน แต่สัดส่วนที่ผู้ป่วยมีค่า INR อยู่ในช่วงเป้าหมายยังน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด ร้อยละ 48.48 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าสมุนไพรและอาหารเสริมสามารถเกิดอันตรกิริยากับยาวาร์ฟารินได้ ด้านความเชื่อและทัศนคติเกี่ยวกับการใช้ยาวาร์ฟาริน พบว่าความเชื่อที่เป็นด้านลบที่ผู้ป่วยเห็นด้วยมากและมากที่สุด คือความเชื่อว่ากินยาวาร์ฟารินไปนานๆ จะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายผู้ป่วยรู้สึกเบื่อและอยากหยุดกินยาวาร์ฟาริน ส่วนการมารับบริการที่คลินิกวาร์ฟารินทำให้ผู้ป่วยเสียเวลานั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่เห็นด้วยระดับน้อยที่สุด ผลการศึกษานี้แสดงถึงความสำคัญของการให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความร่วมมือในการใช้ยา รวมถึงการพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยวาร์ฟาริน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ทางคลินิกในการรักษาผู้ป่วยที่ใช้ยาวาร์ฟาริน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/4165
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ บ้านหนองเลิง ตำบลแคนน้อย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
2025-05-01T14:46:22+07:00
Phattarapon Ponprisan
phattarapon.po@gmail.com
Wilawan Chada
phattarapon@snru.ac.th
Khanittha Pratumchart
phattarapon@snru.ac.th
Chulaporn Sota
phattarapon@snru.ac.th
Thanart Armartmuntri
phattarapon@snru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ การวิจัยใช้รูปแบบ กึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุจำนวน 30 คน ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบทดสอบก่อนและหลังการทดลอง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และ สถิติ Paired Sample t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 63.3 อายุเฉลี่ย 67.40 ปี (S.D.=5.78) คะแนนความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตก่อนการทดลองอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 50 แต่หลังการทดลองเพิ่มขึ้นเป็นระดับดีมาก ร้อยละ 66.7 สำหรับ คะแนนทัศนคติ พบว่าก่อนการทดลองส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 73.3 แต่หลังการทดลองลดลงเหลือ ร้อยละ 56.7 ส่วน พฤติกรรมสุขภาพจิต พบว่า ก่อนการทดลองกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในระดับสุขภาพจิตเท่ากับคนทั่วไป ร้อยละ 46.7 แต่หลังการทดลองเพิ่มขึ้นเป็นระดับสุขภาพจิตมากกว่าคนทั่วไป ร้อยละ 76.7 นอกจากนี้ การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพจิต ก่อนและหลังการทดลอง พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/4575
การศึกษาความรู้ ทัศนคติ และความเต็มใจใช้ผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติกของประชาชนในกรุงเทพมหานครต่อผลกระทบของไมโครพลาสติกและไบโอพลาสติกต่อสุขภาพ
2025-08-21T14:32:24+07:00
Sujimon Mungkalarungsi
khunsujimon.m@gmail.com
Paveenrat Piasangka
672-59972@kkw.ac.th
Saranporn Supannasri
sirima.phachuabchoke@mane.com
Anan Haque
ananhaque14@gmail.com
Bunyaporn Preechaviboon
aoiaimoon@gmail.com
Kanyavee Thanomsap
zenkanyavee@gmail.com
Phitchapha Wayoviset
33099.phitchapha@gmail.com
<p>ไมโครพลาสติกและไบโอพลาสติกเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังขาดความเข้าใจในระดับประชาชน โดยเฉพาะในเขตเมือง การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเป็นการศึกษาเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความรู้ ทัศนคติ และความเต็มใจของประชาชนอายุ 15–60 ปีในกรุงเทพมหานครต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติก และวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถทำนายความเต็มใจในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชาชนจำนวน 688 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ระหว่างวันที่ 1–31 มีนาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติกเชิงลำดับ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับไมโครพลาสติกและไบโอพลาสติกในระดับต่ำ ร้อยละ 52.18 ทัศนคติอยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 53.92 และมีความเต็มใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติกในระดับปานกลาง (ร้อยละ 43.60) ตัวแปรรายได้ครัวเรือนต่อเดือนเป็นปัจจัยเดียวที่สามารถทำนายความเต็มใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.101, p -value < 0.05) โดยประชาชนที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มยอมรับและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติกมากกว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่าแม้ประชาชนจะตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้น การพัฒนานโยบายและกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ที่ถูกต้อง การกำหนดฉลากผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน และการสนับสนุนราคาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืนในสังคมเมือง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/4630
ความรู้ ทัศนคติ และความเต็มใจในการใช้บริการทันตกรรมทางไกล ในประชาชนอายุระหว่าง 15–60 ปี เขตจังหวัด ราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม
2025-08-21T14:44:59+07:00
Sujimon Mungkalarungsi
khunsujimon.m@gmail.com
Prai Juntavee
nummonkonjaidee@gmail.com
<p> ทันตกรรมทางไกล (Teledentistry) เป็นรูปแบบบริการสุขภาพช่องปากที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากร การศึกษานี้เป็นการวิจัยเป็นแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความรู้ ทัศนคติ และความเต็มใจในการใช้บริการทันตกรรมทางไกลของประชาชนอายุ 15–60 ปี ในจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และนครปฐม รวมถึงศึกษาปัจจัยที่ทำนายความเต็มใจดังกล่าว เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 363 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.80 และความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.70 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจับ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับทันตกรรมทางไกลในระดับดี (ร้อยละ 67.49) มีทัศนคติระดับปานกลางถึงดี (ร้อยละ 95.87) และมีความเต็มใจใช้บริการในระดับมากถึงมากที่สุด (ร้อยละ 75.21) ปัจจัยเดียวที่สามารถทำนายความเต็มใจในการใช้บริการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ทัศนคติ (β = 0.734, p < 0.01) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความพร้อมในการยอมรับบริการทันตกรรมทางไกล โดยเฉพาะเมื่อมีทัศนคติในเชิงบวก ดังนั้น ควรส่งเสริมความรู้และทัศนคติที่ดีต่อบริการดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการขยายบริการทันตกรรมทางไกลในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม