https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/issue/feed
วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
2026-09-21T10:37:38+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิวรรณ ทัศนเอี่ยม
sasiwan@snru.ac.th
Open Journal Systems
<p class="p1"><strong>วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม <br />Academic Journal of Health and Environment <br /></strong>ISSN : 2985-0738 (Online)<br />Journal Abbreviation : Acad. J. Health Environ.<br /><strong><br /></strong><strong>Focus and Scope <br /></strong>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ที่มีคุณภาพของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สนใจในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การบริหารสาธารณสุข โภชนาการและอาหาร การพยาบาล การสาธารณสุข อนามัยสิ่งแวดล้อม สุขภาพครอบครัว สุขภาพชุมชน ระบาดวิทยา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสุขาภิบาล การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการและการควบคุมมลพิษ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม <br /><br /></p> <p class="p2"><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong>ผู้ประเมินจำนวน 3 ท่าน ต่อหนึ่งบทความ รูปแบบการพิจารณาบทความ เป็นแบบ “Double blind” </p> <p class="p1"><strong>กำหนดออกวารสาร ปีละ 2 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 เดือน<span class="s1">มกราคม – มิถุนายน<br /></span>ฉบับที่ 2 เดือน<span class="s1">กรกฎาคม – ธันวาคม</span><span class="s1"><br /><br /><strong>Publication fee: </strong>NO Article Submission Charges & NO Article Processing Charges (APC)<br /><strong>Free access:</strong> Immediate<br /></span></p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/5693
ผลของการใช้โปรแกรมการสอนเชิงรุกต่อความรู้และทักษะในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของผู้ดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด
2026-08-02T20:22:28+07:00
Sunida Chaingam
aorsuni344@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินผลของการใช้โปรแกรมการสอนเชิงรุกต่อความรู้และทักษะในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของผู้ดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดต่อความรู้และทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของผู้ดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด และ 2) เพื่อศึกษาอัตราการกลับมารักษาซ้ำด้วยภาวะแทรกซ้อนฉุกเฉินภายใน 28 วันหลังจำหน่ายทารกเกิดก่อนกำหนด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดจำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ณ หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม 1 โรงพยาบาลปทุมธานี ระหว่างเดือนกรกฎาคม–ธันวาคม พ.ศ. 2568 จะได้รับโปรแกรมการเรียนรู้แบบโปรแกรมการสอนเชิงรุก ซึ่งประกอบด้วยการให้ความรู้แบบมีส่วนร่วม การสาธิตโดยผู้สอน การฝึกปฏิบัติผ่านสถานการณ์จำลอง และการสาธิตย้อนกลับ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบทดสอบความรู้และแบบประเมินทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Dependent t-test หลังจำหน่าย ผู้วิจัยติดตามการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยและฐานข้อมูลสารสนเทศของโรงพยาบาล ด้วยแบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนของหน่วยงาน </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม ผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 4.53 (SD = 0.36) เป็น 7.43 (SD = 0.42) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.30, p < .001, 95% CI: 2.28–3.52 ขนาดอิทธิพล Cohen's d = 0.97) และคะแนนรวมเฉลี่ยทักษะเพิ่มขึ้นจาก 22.17 (SD = 4.88) เป็น 49.46 (SD = 3.52) จากคะแนนเต็ม 63 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 23.71, p < .001, 95% CI: 24.95–29.63, Cohen's d = 4.33) และไม่พบการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วันหลังจำหน่าย (ร้อยละ 0.00) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการสอนเชิงรุกมีประสิทธิผลในการพัฒนาความรู้และทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของผู้ดูแลทารเกิดก่อนกำหนด ควรนำไปใช้เป็นมาตรฐานการเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่ายเพื่อความปลอดภัยของทารก</p>
2026-09-21T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/5821
ผลของโปรแกรมการให้ความรู้ต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ แผนกผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลสกลนคร
2026-08-02T20:24:14+07:00
Awadee Singsupan
arwadee28@gmail.com
<p> ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่หลังการผ่าตัดต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านการดูแลแผล โภชนาการ การขับถ่าย การเคลื่อนไหว และในบางรายต้องดูแลทวารเทียม ซึ่งจำเป็นต้องมีความรู้และทักษะการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและเตรียมความพร้อมก่อนกลับไปดูแลตนเองที่บ้าน การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และศึกษาความพึงพอใจต่อโปรแกรมในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดแผนกผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลสกลนคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และเข้ารับการรักษาในช่วงศึกษาจำนวน 42 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการให้ความรู้ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 7.74 (SD = 3.57) เป็น 17.57 (SD = 1.89) โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ย 9.83 คะแนน (95% CI = 8.51–11.15, p < .001) และคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2.29 (SD = 0.45) เป็น 4.40 (SD = 0.44) โดยมีผลต่างค่าเฉลี่ย 2.11 คะแนน (95% CI = 1.95–2.27, p < .001) ความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.57, SD = 0.49) โปรแกรมการให้ความรู้ช่วยเพิ่มความรู้และส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด และสามารถใช้เป็นแนวทางเตรียมความพร้อมก่อนผู้ป่วยกลับไปดูแลตนเองที่บ้านได้</p>
2026-09-22T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/5964
ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของแกนนำชุมชนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
2026-08-10T12:46:34+07:00
Dawprakay Yangam
dawprakay2013@gmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนหลังทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมไข้เลือดออก การรับรู้พลังอำนาจ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกก่อนและหลังการทดลอง และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มตัวอย่างคือแกนนำชุมชนพื้นที่เทศบาลตำบลธาตุพนมใต้ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 8 หมู่บ้าน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 43 คน และกลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของแกนนำชุมชนในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ใช้ระยะเวลาทั้งหมด 11 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลร้อยละ ค่าเฉลี่ย independent t-test และ paired sample t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก การรับรู้พลังอำนาจ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) โดยมีค่า Mean diff. เท่ากับ 2.18, 5.86, 4.76 และ 8.04 คะแนน ตามลำดับ ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ การรับรู้พลังอำนาจ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) โดยมีค่า Mean diff. เท่ากับ 2.75, 5.51, 4.50 และ 6.24 คะแนน ตามลำดับ</p>
2026-09-22T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/5989
ผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกต่ออุบัติการณ์ภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย โรงพยาบาลโคกศรีสุพรรณ
2026-08-14T14:07:01+07:00
Uraiwan Singrung
thidapalm@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกที่พัฒนาขึ้นต่ออุบัติการณ์ของภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย โรงพยาบาลโคกศรีสุพรรณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไปที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลโคกศรีสุพรรณ และมีแผนการรักษาที่ได้รับสารน้ำหรือยาทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติเดิม 30 ราย กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามแนวปฏิบัติทางคลินิกที่พัฒนาขึ้น 30 ราย ซึ่งครอบคลุมการประเมินหลอดเลือด การเลือกตำแหน่งแทงเข็ม การใช้เทคนิคปลอดเชื้อ และการติดตามภาวะแทรกซ้อน เป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมถึงความพึงพอใจของพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติทางคลินิก แบบบันทึกภาวะแทรกซ้อน และแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Fisher’s exact test และอัตราส่วนอุบัติการณ์พร้อมช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีสัดส่วนผู้ป่วยที่เกิดภาวะแทรกซ้อนร้อยละ 13.33 เทียบกับร้อยละ 33.33 ในกลุ่มเปรียบเทียบแต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.125) อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนเท่ากับ 28.37 และ 87.72 ครั้งต่อ 1,000 วันให้สารน้ำ ตามลำดับ (IRR = 0.32; 95% CI 0.10–1.03) พยาบาลมีคะแนนความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติ โดยรวมอยู่ที่ 4.62 (S.D.= 0.51) หัวข้อที่มีระดับความพึงพอใจระดับมากที่สุด ได้แก่ ความเหมาะสมกับหน้างาน 4.70(S.D.= 0.48) รองลงมาคือ ความชัดเจนของแนวปฏิบัติ 4.60 (S.D.= 0.52) และความสะดวกในการใช้งาน 4.50 (S.D.= 0.53) ตามลำดับ</p>
2026-09-25T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/6025
ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับสมาธิบำบัดต่ออาการหายใจลำบาก และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลเต่างอย จังหวัดสกลนคร
2026-08-14T14:15:06+07:00
Sangratchanee Oungmeepit
smallnurse111@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับสมาธิบำบัดต่ออาการหายใจลำบากและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลเต่างอย จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเต่างอย จังหวัดสกลนคร ระหว่างวันที่ 2 มีนาคม ถึงวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 จำนวน 44 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่ายเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับสมาธิบำบัดและกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินอาการหายใจลำบาก และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างด้วย independent T-test และ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมต่ำกว่าก่อนการทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) 2) หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยอาการหายใจลำบากต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) สรุปได้ว่า โปรแกรมการจัดการกับอาการร่วมกับสมาธิบำบัด มีประสิทธิผลในการลดอาการหายใจลำบากและช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง</p>
2026-09-28T00:00:00+07:00
Copyright (c) 2026 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม