วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE <p class="p1"><strong>วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม <br />Academic Journal of Health and Environment <br /></strong>ISSN : 2985-0738 (Online)<br />Journal Abbreviation : Acad. J. Health Environ.<br /><strong><br /></strong><strong>Focus and Scope <br /></strong>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ที่มีคุณภาพของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สนใจในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การบริหารสาธารณสุข โภชนาการและอาหาร การพยาบาล การสาธารณสุข อนามัยสิ่งแวดล้อม สุขภาพครอบครัว สุขภาพชุมชน ระบาดวิทยา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสุขาภิบาล การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการและการควบคุมมลพิษ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม <br /><br /></p> <p class="p2"><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong>ผู้ประเมินจำนวน 3 ท่าน ต่อหนึ่งบทความ รูปแบบการพิจารณาบทความ เป็นแบบ “Double blind” </p> <p class="p1"><strong>กำหนดออกวารสาร ปีละ 2 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 เดือน<span class="s1">มกราคม – มิถุนายน<br /></span>ฉบับที่ 2 เดือน<span class="s1">กรกฎาคม – ธันวาคม</span><span class="s1"><br /><br /><strong>Publication fee: </strong>NO Article Submission Charges &amp; NO Article Processing Charges (APC)<br /><strong>Free access:</strong> Immediate<br /></span></p> Sakon Nakhon Rajabhat University en-US วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 2985-0738 การประเมินความเสี่ยงโรคหืดกำเริบเชิงความน่าจะเป็นในเด็กภายใต้สภาวะหมอกควันข้ามพรมแดน: ข้อเสนอเกณฑ์เตือนภัยแบบพลวัตสำหรับพื้นที่ภาคใต้ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/5092 <p> ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนในภาคใต้ของประเทศไทยส่งผลกระทบเฉียบพลันต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีความเปราะบางทางสรีรวิทยามากกว่าผู้ใหญ่ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความน่าจะเป็นของความเสี่ยงโรคหืดกำเริบในเด็กนักเรียน (อายุ 6-11 ปี) และเสนอเกณฑ์เตือนภัยคุณภาพอากาศที่เป็นธรรมและเหมาะสมสำหรับกลุ่มเปราะบาง การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงแบบจำลอง (Simulation Study) ด้วยเทคนิคแบบจำลองมอนเตคาร์โล (Monte Carlo Simulation) จำนวน 10,000 รอบสถานการณ์จำลอง โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการศึกษาทางระบาดวิทยาในจังหวัดสงขลา เพื่อกำหนดพารามิเตอร์นำเข้า ได้แก่ การแจกแจงความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ในกลุ่มเด็ก และอิทธิพลของความชื้นสัมพัทธ์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความเสี่ยงของการเกิดโรคหืดกำเริบในเด็กมีความสัมพันธ์แบบไม่เป็นเส้นตรงกับระดับความเข้มข้นของฝุ่น โดยพบจุดเริ่มความไม่แน่นอนของความเสี่ยงที่ระดับ 25 และความน่าจะเป็นของการเกิดโรคเพิ่มขึ้นร้อยละ 64 ที่ระดับ 50 นอกจากนี้ ปัจจัยความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงในภาคใต้ยังมีผลร่วมที่ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น การศึกษานี้จึงเสนอแนะให้โรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับใช้เกณฑ์เตือนภัยแบบพลวัตโดยควรงดกิจกรรมกลางแจ้งสำหรับเด็กกลุ่มเสี่ยงทันทีที่ค่าฝุ่นสูงกว่า 25 แทนการใช้เกณฑ์มาตรฐานทั่วไป เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความยุติธรรมทางสุขภาพให้กับเยาวชนในพื้นที่</p> Phisit Suvarnaphaet Copyright (c) 2026 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 2026-04-22 2026-04-22 4 1 5092 5092 10.55674/ajhe.v4i1.5092 ผลของโปรแกรมเด็กแยกหยะต่อการจัดการขยะโรงเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเมืองอำนาจเจริญ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/5129 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์ มีเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรม เด็กแยกหยะต่อการจัดการของขยะโรงเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเมืองอำนาจเจริญ จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 82 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามและเครื่องมือในโปรแกรม ประกอบด้วยกิจกรรมเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ประกอบด้วย การให้ความรู้เรื่องการคัดแยกขยะ การรีไซเคิล และสร้างประสบการณ์แบบลงมือปฏิบัติ โดยเล่นเกมส์การฝึกเตรียมขยะเพื่อรีไซเคิล เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบบันทึกข้อมูลปริมาณขยะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเพื่อเปรียบเทียบความรู้ และพฤติกรรมการจัดการขยะก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการใช้สถิติเชิงอนุมาน Paired samples T-Test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมนักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับขยะเฉลี่ย 10.71 คะแนน ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับขยะเฉลี่ย 11.72 คะแนน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.01) และมีคะแนนพฤติกรรมคัดแยกขยะก่อนเข้าร่วมโปรแกรม 27.56 คะแนน หลังเข้าร่วมโปรแกรมมีคะแนน 30.00 คะแนน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงโปรแกรมนี้มีประสิทธิผลในการสร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการคัดแยกขยะได้ ดังนั้นโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจนำรูปแบบของกิจกรรมโปรแกรมเด็กแยกหยะไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาความรู้เกี่ยวกับขยะและพฤติกรรมการจัดการขยะของนักเรียน และบุคลากรในหน่วยงานต่อไป</p> Sasiprapha Srikamon Rattanawadee Chitchak Wichaya Srisawat Pattajaree Krasaesen Nathakamon Padawech Panupong Rasri Copyright (c) 2026 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 2026-04-22 2026-04-22 4 1 5129 5129 10.55674/ajhe.v4i1.5129 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีพฤติกรรมรุนแรง โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โรงพยาบาลแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHE/article/view/5222 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วย พร้อมประเมินผลการใช้รูปแบบในพื้นที่โรงพยาบาลแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น การวิจัยดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 โดยใช้กรอบแนวคิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis และ McTaggart ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล ดำเนินการจำนวน 2 วงจร กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีพฤติกรรมรุนแรง จำนวน 57 คน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลผู้ป่วยในชุมชน จำนวน 40 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยมีเกณฑ์การคัดเลือก ได้แก่ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อพฤติกรรมรุนแรง อยู่ในระบบการดูแลของโรงพยาบาล และยินยอมเข้าร่วมการวิจัยตลอดระยะเวลาดำเนินการ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินอาการทางจิต แบบประเมินระดับความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง และแบบติดตามผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน 10 ด้าน ซึ่งครอบคลุมด้านการรับประทานยา การมาตามนัด การรับรู้อาการเตือน การดูแลตนเอง การสนับสนุนจากครอบครัว และการปรับตัวในชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้รูปแบบด้วย paired t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ได้พัฒนารูปแบบการดูแล WNM-C Model (Waeng Noi Mental Health and Substance Abuse Comprehensive Care Model) ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพทีมดูแลและเครือข่ายในชุมชน กลไกการดูแลและจัดการผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมรุนแรงในชุมชน ระบบติดตาม ประเมินผล และการพัฒนาความยั่งยืนของการดูแล รูปแบบดังกล่าวนำไปทดลองใช้ในพื้นที่เป็น ระยะเวลา 6 เดือน ผลการประเมินพบว่า คะแนนอาการทางจิตของผู้ป่วยตามแบบประเมิน BPRS ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากระดับปานกลาง (Mean = 3.90, SD = 1.33) เป็นระดับเล็กน้อย (Mean = 2.63, SD = 1.37) (p &lt; .05) และระดับความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงตามแบบประเมิน PVSS ลดลง ผู้ป่วยมีพฤติกรรมรุนแรงลดลง สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวและชุมชนได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น สรุปได้ว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีพฤติกรรมรุนแรงที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน สามารถช่วยลดอาการทางจิตและพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในระดับชุมชนต่อไป</p> Sukanya Wilawan Copyright (c) 2026 วารสารวิชาการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 2026-04-22 2026-04-22 4 1 5222 5222 10.55674/ajhe.v4i1.5222