https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/issue/feed
วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข
2026-09-09T13:34:27+07:00
บุญเรือง ขาวนวล
woranuch2419@hotmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข มีนโยบายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ด้านการแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุข โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ แพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุขทุกสาขา และผู้สนใจในด้านระบบบริการสุขภาพ</p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6198
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-09-07T12:09:13+07:00
อรรฆพร สุวรรณ
cparimanon1992@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างจำนวน 304 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ปัจจัยสนับสนุนทางสังคมและการบริการสาธารณสุข และพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องโรคเบาหวาน แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และปัจจัยสนับสนุนทางสังคมและการบริการสาธารณสุขอยู่ในระดับสูง อาชีพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ² = 10.08, p = 0.04) ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ และปัจจัยสนับสนุนทางสังคมและการบริการสาธารณสุขมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปัจจัยสนับสนุนทางสังคมและการบริการสาธารณสุขมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.59, p < 0.001) ส่วนการรับรู้อุปสรรคมีความสัมพันธ์ทางลบ (r = -0.31, p < 0.001) สรุปได้ว่า ควรส่งเสริมการสนับสนุนจากครอบครัว อสม. และบุคลากรสาธารณสุข ควบคู่กับการลดอุปสรรคในการดูแลตนเอง เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-09-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6200
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-09-07T17:31:00+07:00
ไชยยุทธ มะเกลี้ยง
cparimanon1992@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งวิเคราะห์อิทธิพลของแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างจำนวน 214 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายจากประชากรกลุ่มเสี่ยง 474 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล แรงจูงใจในการป้องกันโรค แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบ Enter กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 88.79 อายุเฉลี่ย 53.27 ปี ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 74.77 และมีญาติสายตรงป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 54.21 แรงจูงใจในการป้องกันโรคอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 89.25 มีคะแนนเฉลี่ย 4.19 คะแนน แรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 81.78 มีคะแนนเฉลี่ย 4.19 คะแนน และพฤติกรรมการป้องกันโรคอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 50.93 มีคะแนนเฉลี่ย 3.05 คะแนน ผลการวิเคราะห์ถดถอยพบว่าแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคมสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการป้องกันโรคได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 24.10 (R² = 0.241, p < 0.001) แรงสนับสนุนทางสังคมมีน้ำหนักในการพยากรณ์สูงที่สุด (Beta = 0.344, p < 0.001) รองลงมาคือแรงจูงใจ (Beta = 0.231, p = 0.001) ผลการศึกษาสะท้อนว่าควรส่งเสริมแรงจูงใจควบคู่กับการสนับสนุนจากครอบครัว อสม. และบุคลากรสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคของกลุ่มเสี่ยงให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่</p>
2026-09-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6204
ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในทีมหมอครอบครัว ตำบลนาหมอบุญ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-09-07T22:45:32+07:00
พัฒนา พูนพนัง
cparimanon1992@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้บทบาทหน้าที่ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในทีมหมอครอบครัว รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานในตำบลนาหมอบุญ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างเป็น อสม. จำนวน 96 คน จากประชากร 132 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มอย่างง่ายแบบไม่ใส่คืน เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป การรับรู้บทบาทหน้าที่ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติงานในทีมหมอครอบครัว มีค่า IOC เท่ากับ 0.75 และค่าความเที่ยงโดยรวมเท่ากับ 0.724 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้บทบาทหน้าที่อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 100.00 (Mean = 4.55, SD = 0.43) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 91.67 (Mean = 4.23, SD = 0.53) และการปฏิบัติงานในทีมหมอครอบครัวอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 91.67 (Mean = 4.33, SD = 0.53) การรับรู้บทบาทหน้าที่และแรงจูงใจสามารถร่วมกันพยากรณ์การปฏิบัติงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 39.058, p < 0.001) และอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 45.70 (R² = 0.457) โดยแรงจูงใจมีน้ำหนักในการพยากรณ์สูงที่สุด (Beta = 0.429) รองลงมาคือการรับรู้บทบาทหน้าที่ (Beta = 0.335) ดังนั้น ควรส่งเสริมความชัดเจนในบทบาทและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของ อสม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทีมหมอครอบครัว</p>
2026-09-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6208
อิทธิพลของความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลท่าแซะ จังหวัดชุมพร
2026-09-09T13:34:27+07:00
ชูสิริ ไกรมาก
cparimanon1992@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และวิเคราะห์อิทธิพลของความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมดังกล่าวในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลท่าแซะ จังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 151 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม 3 ตอน มีค่าความเที่ยงโดยรวมเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 74.17 (Mean = 3.89, SD = 0.44) และมีพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 70.20 (Mean = 3.87, SD = 0.58) ทักษะการเข้าใจข้อมูลสุขภาพ การตัดสินใจด้านสุขภาพ และการนำข้อมูลสุขภาพไปใช้ สามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F(3,147) = 62.037, p < 0.001) โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 55.90 (R² = 0.559) ทั้งนี้ ทักษะการเข้าใจข้อมูลสุขภาพมีน้ำหนักการพยากรณ์สูงที่สุด (Beta = 0.342) ผลการศึกษาสะท้อนว่าควรส่งเสริมทักษะการเข้าใจ การตัดสินใจ และการนำข้อมูลสุขภาพไปใช้ เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2</p>
2026-09-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026