https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/issue/feed วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข 2026-10-16T10:13:01+07:00 บุญเรือง ขาวนวล woranuch2419@hotmail.com Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข มีนโยบายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ด้านการแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุข โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ แพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุขทุกสาขา และผู้สนใจในด้านระบบบริการสุขภาพ</p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6198 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-09-07T12:09:13+07:00 อรรฆพร สุวรรณ cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างจำนวน 304 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ปัจจัยสนับสนุนทางสังคมและการบริการสาธารณสุข และพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องโรคเบาหวาน แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และปัจจัยสนับสนุนทางสังคมและการบริการสาธารณสุขอยู่ในระดับสูง อาชีพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ² = 10.08, p = 0.04) ความรู้เรื่องโรคเบาหวาน การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ และปัจจัยสนับสนุนทางสังคมและการบริการสาธารณสุขมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปัจจัยสนับสนุนทางสังคมและการบริการสาธารณสุขมีความสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.59, p &lt; 0.001) ส่วนการรับรู้อุปสรรคมีความสัมพันธ์ทางลบ (r = -0.31, p &lt; 0.001) สรุปได้ว่า ควรส่งเสริมการสนับสนุนจากครอบครัว อสม. และบุคลากรสาธารณสุข ควบคู่กับการลดอุปสรรคในการดูแลตนเอง เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-09-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6200 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-09-07T17:31:00+07:00 ไชยยุทธ มะเกลี้ยง cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งวิเคราะห์อิทธิพลของแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างจำนวน 214 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายจากประชากรกลุ่มเสี่ยง 474 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล แรงจูงใจในการป้องกันโรค แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบ Enter กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 88.79 อายุเฉลี่ย 53.27 ปี ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 74.77 และมีญาติสายตรงป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 54.21 แรงจูงใจในการป้องกันโรคอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 89.25 มีคะแนนเฉลี่ย 4.19 คะแนน แรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 81.78 มีคะแนนเฉลี่ย 4.19 คะแนน และพฤติกรรมการป้องกันโรคอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 50.93 มีคะแนนเฉลี่ย 3.05 คะแนน ผลการวิเคราะห์ถดถอยพบว่าแรงจูงใจและแรงสนับสนุนทางสังคมสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการป้องกันโรคได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 24.10 (R² = 0.241, p &lt; 0.001) แรงสนับสนุนทางสังคมมีน้ำหนักในการพยากรณ์สูงที่สุด (Beta = 0.344, p &lt; 0.001) รองลงมาคือแรงจูงใจ (Beta = 0.231, p = 0.001) ผลการศึกษาสะท้อนว่าควรส่งเสริมแรงจูงใจควบคู่กับการสนับสนุนจากครอบครัว อสม. และบุคลากรสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคของกลุ่มเสี่ยงให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่</p> 2026-09-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6204 ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในทีมหมอครอบครัว ตำบลนาหมอบุญ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-09-07T22:45:32+07:00 พัฒนา พูนพนัง cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้บทบาทหน้าที่ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในทีมหมอครอบครัว รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานในตำบลนาหมอบุญ อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างเป็น อสม. จำนวน 96 คน จากประชากร 132 คน คัดเลือกด้วยการสุ่มอย่างง่ายแบบไม่ใส่คืน เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป การรับรู้บทบาทหน้าที่ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และการปฏิบัติงานในทีมหมอครอบครัว มีค่า IOC เท่ากับ 0.75 และค่าความเที่ยงโดยรวมเท่ากับ 0.724 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้บทบาทหน้าที่อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 100.00 (Mean = 4.55, SD = 0.43) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 91.67 (Mean = 4.23, SD = 0.53) และการปฏิบัติงานในทีมหมอครอบครัวอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 91.67 (Mean = 4.33, SD = 0.53) การรับรู้บทบาทหน้าที่และแรงจูงใจสามารถร่วมกันพยากรณ์การปฏิบัติงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 39.058, p &lt; 0.001) และอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 45.70 (R² = 0.457) โดยแรงจูงใจมีน้ำหนักในการพยากรณ์สูงที่สุด (Beta = 0.429) รองลงมาคือการรับรู้บทบาทหน้าที่ (Beta = 0.335) ดังนั้น ควรส่งเสริมความชัดเจนในบทบาทและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของ อสม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทีมหมอครอบครัว</p> 2026-09-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6208 อิทธิพลของความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลท่าแซะ จังหวัดชุมพร 2026-09-09T13:34:27+07:00 ชูสิริ ไกรมาก cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และวิเคราะห์อิทธิพลของความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมดังกล่าวในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลท่าแซะ จังหวัดชุมพร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 151 คน ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม 3 ตอน มีค่าความเที่ยงโดยรวมเท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 74.17 (Mean = 3.89, SD = 0.44) และมีพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 70.20 (Mean = 3.87, SD = 0.58) ทักษะการเข้าใจข้อมูลสุขภาพ การตัดสินใจด้านสุขภาพ และการนำข้อมูลสุขภาพไปใช้ สามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F(3,147) = 62.037, p &lt; 0.001) โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 55.90 (R² = 0.559) ทั้งนี้ ทักษะการเข้าใจข้อมูลสุขภาพมีน้ำหนักการพยากรณ์สูงที่สุด (Beta = 0.342) ผลการศึกษาสะท้อนว่าควรส่งเสริมทักษะการเข้าใจ การตัดสินใจ และการนำข้อมูลสุขภาพไปใช้ เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2</p> 2026-09-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6276 ผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพของตนเองของหญิงตั้งครรภ์โดยใช้สื่อออนไลน์ต่อความรู้และการปฏิบัติของหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์โรงพยาบาลนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-09-30T22:36:54+07:00 อรอนงค์ บุญทรง cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลสุขภาพของตนเองของหญิงตั้งครรภ์โดยใช้สื่อออนไลน์ต่อความรู้และการปฏิบัติของหญิงตั้งครรภ์ที่<br>มาฝากครรภ์โรงพยาบาลนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ราย และกลุ่มควบคุม 20 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ประกอบด้วยการให้ความรู้ผ่านสื่อวีดิทัศน์ การสาธิตและฝึกปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการติดตามผ่านแอปพลิเคชัน LINE ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามระบบฝากครรภ์ตามปกติ เครื่องมือเก็บข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ 25 ข้อ และแบบสอบถามการปฏิบัติ 25 ข้อ แบบทดสอบความรู้มีค่าความเชื่อมั่น KR-20 เท่ากับ 0.84 และแบบสอบถามการปฏิบัติมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired samples t-test และ Independent samples t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองคะแนนความรู้และการปฏิบัติของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เพิ่มจาก 16.95 ± 1.61 เป็น 19.95 ± 3.10 คะแนน และคะแนนการปฏิบัติเพิ่มจาก 70.70 ± 6.06 เป็น 80.90 ± 7.89 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบคะแนนการเปลี่ยนแปลงระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม 2.70 คะแนน และคะแนนการปฏิบัติเพิ่มขึ้นมากกว่า 8.85 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) แสดงว่าโปรแกรมการดูแลสุขภาพของตนเองโดยใช้สื่อออนไลน์สามารถส่งเสริมความรู้และการปฏิบัติในการดูแลสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ได้</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6281 การพัฒนาการประเมิน INHOMESSS ในผู้ป่วย Palliative care ของ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เชื่อมโยงจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน 2026-10-02T14:11:52+07:00 อมรพันธ์ อรุณโชติ cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้การประเมิน INHOMESSS ในผู้ป่วย Palliative care ภายหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล เปรียบเทียบคุณภาพชีวิตก่อนและหลังการใช้การประเมิน และศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วยและครอบครัว การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วย Palliative care ของโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จำนวน 35 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงและติดตามเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมิน INHOMESSS แบบประเมินคุณภาพชีวิต และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired samples t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการใช้การประเมิน INHOMESSS ผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการสมส่วนเพิ่มจากร้อยละ 71.43 เป็น 74.29 สภาพบ้านสะอาดและเป็นระเบียบเพิ่มจากร้อยละ 94.29 เป็น 100.00 และการใช้ยาได้ถูกต้องครบถ้วนเพิ่มจากร้อยละ 82.86 เป็น 88.57 คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตก่อนและหลังการใช้การประเมินเท่ากับ 2.66 (SD = 0.18) และ 2.64 (SD = 0.21) ตามลำดับ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br>(t = 1.29, p = .205) ส่วนความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.20, SD = 0.12) สรุปได้ว่า INHOMESSS เป็นกรอบที่ช่วยให้การประเมินผู้ป่วยมีความครอบคลุมและสนับสนุนความต่อเนื่องของการดูแลจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน แม้ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6286 การพยาบาลผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีโรคร่วมได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 2026-10-03T13:22:34+07:00 อุดมลักษณ์ แต่งงาม cparimanon1992@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหา ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล การพยาบาล และผลลัพธ์การดูแล รวมทั้งเปรียบเทียบภาวะสุขภาพ โรคร่วม ภาวะแทรกซ้อน และผลลัพธ์การพยาบาลของผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีโรคร่วมและได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จำนวน 2 ราย เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบกรณีศึกษาเปรียบเทียบ ดำเนินการ ณ หอผู้ป่วยพิเศษ 4–5 โรงพยาบาลระนอง ระหว่างเดือนเมษายน–สิงหาคม พ.ศ. 2569 รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน บันทึกทางการพยาบาล การซักประวัติ การตรวจร่างกาย และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยใช้แบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอนร่วมกับกระบวนการพยาบาล</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กรณีศึกษารายที่ 1 อายุ 72 ปี มีโรคร่วมหลายโรค หลังผ่าตัดมีภาวะความดันโลหิตต่ำ ปัสสาวะออกน้อย และ pre-renal azotemia ค่า Hct ลดจากร้อยละ 36.5 เป็น 30.9 หลังได้รับสารน้ำอาการดีขึ้น สามารถงอเข่าได้มากกว่า 90 องศา และนอนโรงพยาบาล 5 วัน กรณีศึกษารายที่ 2 อายุ 87 ปี มี Hct ก่อนผ่าตัดร้อยละ 30.3 หลังผ่าตัดเกิด pre-renal azotemia และ Hct ลดเหลือร้อยละ 24.8 ได้รับเม็ดเลือดแดงเข้มข้น 1 ยูนิต หลังให้เลือด Hct เพิ่มเป็นร้อยละ 28.0 มีระดับความปวดสูงสุด 7–8 คะแนน งอเข่าได้ประมาณ 80 องศา และนอนโรงพยาบาล 7 วัน ผู้ป่วยทั้งสองรายไม่พบการติดเชื้อ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรือการพลัดตกหกล้ม และสามารถลุกเดินได้ก่อนจำหน่าย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคร่วมและได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมควรเน้นการประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคล การเฝ้าระวังการสูญเสียเลือด การไหลเวียนโลหิต การทำงานของไตและความปวด ควบคู่กับการฟื้นฟูสมรรถภาพและการเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-10-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6288 ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ่อน้ำร้อน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-10-04T13:42:33+07:00 กัญญา เนินหาด cparimanon1992@gmail.com สุรชัย ชัยสิทธิ์ cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมสุขภาพและระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ประกอบด้วยการให้ความรู้ การเข้าถึงและประเมินข้อมูลสุขภาพ การกำหนดเป้าหมายและวางแผนจัดการตนเอง การติดตามรายบุคคล และการกระตุ้นเตือนผ่านแอปพลิเคชัน LINE ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ และแบบบันทึกระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired Samples t-test และ Independent Samples t-test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 63.50 ± 7.21 เป็น 80.07 ± 6.85 คะแนน และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารลดลงจาก 176.43 ± 22.58 เป็น 139.20 ± 18.74 mg/dL และต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) สรุปได้ว่า โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดดีขึ้น</p> 2026-10-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/6360 ความสัมพันธ์ของค่าดัชนีไตรกลีเซอไรด์-กลูโคส (Triglyceride-Glucose Index : TyG-Index)และค่าน้ำตาลสะสมในเลือด ( Hb A1c ) ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลศรีสะเกษ 2026-10-16T10:13:01+07:00 อุไรวัลย์ ทองปัญญา trinnawat2565@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีไตรกลีเซอไรด์–กลูโคส (TyG Index) กับระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) และประเมินความสามารถของ TyG Index ในการจำแนกผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มี HbA1c ≥7% เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังจากฐานข้อมูลบริการโรงพยาบาลศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 519 คน ใช้ข้อมูลผู้ป่วยคนละหนึ่งรายการตรวจ คำนวณ TyG Index จากระดับไตรกลีเซอไรด์และน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณโดยปรับอายุ เพศ และดัชนีมวลกาย และการวิเคราะห์โค้ง ROC โดยเลือกจุดตัดจากค่า Youden index สูงสุด</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงร้อยละ 57.03 อายุเฉลี่ย 59.40±11.85 ปี มีค่า TyG Index เฉลี่ย 9.14±0.65 และค่ามัธยฐาน HbA1c เท่ากับ 7.40% (ควอไทล์ที่ 1–3: 6.50–8.90%) ผู้ป่วยมี HbA1c ≥7% ร้อยละ 61.27 TyG Index มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ HbA1c (rₛ=0.470; 95% CI: 0.392–0.540; p&lt;0.001) และยังคงมีความสัมพันธ์หลังปรับตัวแปรร่วม (B=1.687; 95% CI: 1.336–2.039; p&lt;0.001) โดยแบบจำลองมีค่า R² เท่ากับ 0.235 พื้นที่ใต้โค้ง ROC เท่ากับ 0.695 (95% CI: 0.650–0.741) จุดตัด TyG Index ≥9.2223 มีความไวร้อยละ 52.83 ความจำเพาะร้อยละ 80.10 ค่าทำนายผลบวกร้อยละ 80.77 และค่าทำนายผลลบร้อยละ 51.77 TyG Index มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ HbA1c หลังปรับอายุ เพศ และดัชนีมวลกาย แต่มีข้อจำกัดด้านความไวในการจำแนกผู้ป่วยที่มี HbA1c ≥7% จึงอาจใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินผู้ป่วยร่วมกับ HbA1c และข้อมูลทางคลินิก</p> 2026-10-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026