https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/issue/feed วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข 2026-02-24T11:17:46+07:00 บุญเรือง ขาวนวล woranuch2419@hotmail.com Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข มีนโยบายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ด้านการแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุข โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ แพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุขทุกสาขา และผู้สนใจในด้านระบบบริการสุขภาพ</p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5301 การพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็กปฐมวัยในการใช้ TEDA4I ต่อพัฒนาการด้านภาษา ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย 2026-02-03T06:44:16+07:00 เนตรนภา แสงฟ้าม่วง trinnawat2565@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (One-group pretest-posttest design) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาศักยภาพด้านความรู้และทักษะของผู้ดูแลเด็กปฐมวัยในการใช้เครื่องมือประเมินเพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีปัญหาพัฒนาการ (TEDA4I) และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลที่มีต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าด้านภาษาและผู้ดูแลหลัก ในตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย จำนวน 40 คู่ ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลในการใช้ TEDA4I ซึ่งประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ การฝึกทักษะ และการติดตามเยี่ยมบ้าน ระยะเวลาดำเนินการ 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา, Paired t-test, Wilcoxon signed-rank test และ McNemar test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ภายหลังการทดลอง ผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 7.95 เป็น 10.58 คะแนน (p&lt;.001) และคะแนนเฉลี่ยทักษะเพิ่มขึ้นจาก 23.27 เป็น 34.52 คะแนน (p&lt;.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านภาษาตามเกณฑ์ TEDA4I ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ในทุกด้าน ได้แก่ ด้านการเข้าใจภาษา ด้านการแสดงออกทางภาษา และด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยค่ามัธยฐานของระดับพัฒนาการเพิ่มขึ้นจากระดับ 1 (ต้องช่วยเหลือทุกขั้นตอน) เป็นระดับ 3 (ทำได้ด้วยตนเอง) นอกจากนี้ ผลการติดตามความก้าวหน้าพบว่าค่าเฉลี่ยระดับพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1.40 ในสัปดาห์แรก เป็น 2.64 ในสัปดาห์สุดท้าย และสัดส่วนเด็กที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง DSPM เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 62.5 ผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมาก (Mean=4.26)&nbsp; ข้อค้นพบยืนยันว่าการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลให้สามารถใช้ TEDA4I ในบริบทครอบครัว เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลในการส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยในชุมชน</p> 2026-02-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5302 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง 2026-02-03T06:57:15+07:00 กาญจนา สมะพงษ์ trinnawat2565@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ และ 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง โดยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional survey research) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรักษาในพื้นที่ตำบลบ้านโพธิ์ จำนวน 263 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่พฤติกรรมสุขภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี ปัจจัยส่วนบุคคลที่พบความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ได้แก่ เพศ โดยเพศหญิงมีคะแนนพฤติกรรมสูงกว่าเพศชาย นอกจากนี้ อายุ (r=0.21) ระยะเวลาการเจ็บป่วย (r=0.20) และความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r=0.24) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) สรุปได้ว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมกิจกรรมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม รวมถึงการใช้สื่อออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น</p> 2026-02-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5319 การพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้การบริโภคอาหารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลทองแสนขัน 2026-02-06T21:47:17+07:00 ธนกฤต เพชรวิรัตน์ trinnawat2565@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เน้นการนับคาร์โบไฮเดรตร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง ที่มีต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับบริการ ณ โรงพยาบาลทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและจัดเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน ดำเนินการทดลองโดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ Bandura ซึ่งประกอบด้วยการฝึกทักษะการนับคาร์โบไฮเดรต การเรียนรู้ผ่านตัวแบบ และการติดตามสนับสนุนทางโทรศัพท์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการพยาบาลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของตัวแปรด้วยสถิติ Paired t-test และ Independent t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังสิ้นสุดการทดลองสัปดาห์ที่ 12 กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเองและพฤติกรรมการบริโภคอาหารสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) อีกทั้งยังมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลงจากร้อยละ 8.42 เป็นร้อยละ 7.18 ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง (p = .001) และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เน้นการนับคาร์โบไฮเดรตร่วมกับการสร้างการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความมั่นใจ ปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และลดระดับน้ำตาลสะสมในเลือดได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงควรส่งเสริมให้นำรูปแบบการนับคาร์โบไฮเดรตไปประยุกต์ใช้ในการให้สุขศึกษาแก่ผู้ป่วยเบาหวานเพื่อนำไปสู่การควบคุมโรคที่ยั่งยืน</p> 2026-01-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5338 ผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคต่อพฤติกรรม การดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดของผู้ดูแล 2026-02-12T14:44:06+07:00 ทิพรดา กาญจนรูจี trinnawat2565@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการประยุกต์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคที่มีต่อความรู้ แรงจูงใจในการป้องกันโรค และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืดของผู้ดูแล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยเด็กโรคหืดอายุ 0–15 ปี ที่เข้ารับการรักษา ณ คลินิกโรคหืด โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จำนวน 35 ราย ซึ่งคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนดและใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือโปรแกรมการพัฒนาพฤติกรรมระยะเวลา 4 สัปดาห์ และแบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired Sample t-test)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 77.14) มีช่วงอายุระหว่าง 31–40 ปี (ร้อยละ 42.86) และมีสถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 94.29) ภายหลังการได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ แรงจูงใจในการป้องกันโรค และพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคหืด สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียวก่อนและหลังการทดลองโดยใช้การประเมินผลผ่านแบบสอบถามในระยะสั้น การนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้จึงควรพิจารณาภายใต้ข้อจำกัดด้านระเบียบวิธีวิจัยดังกล่าว</p> 2026-02-10T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5346 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลระนอง 2026-02-15T22:13:16+07:00 วิภาพร เพชรเจริญ cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ณ โรงพยาบาลระนอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยหลักเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีภาวะกำเริบเฉียบพลันตามรหัส ICD-10 จำนวน 294 คน เลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง แบ่งเป็นส่วนข้อมูลทั่วไป ความรู้ และการปฏิบัติ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ (KR-20 = 0.617 และ Alpha = 0.752) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 52.72) อายุเฉลี่ย 65.04 ปี ป่วยมาแล้ว 5–10 ปี (ร้อยละ 69.39) และมีความรุนแรงของโรคระดับปานกลาง (ร้อยละ 80.27) ด้านระดับความรู้พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 97.28) แต่ระดับการปฏิบัติส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 94.90) สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ประกอบด้วย ปัจจัยด้านประชากร ได้แก่ อายุ 60 ปีขึ้นไป การไม่ได้ทำงาน และรายได้ไม่เพียงพอ ปัจจัยทางคลินิก ได้แก่ ประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคปอดอักเสบ และประวัติการพ่นยาที่ห้องฉุกเฉินในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รวมถึงปัจจัยพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และการมีสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่ ในขณะที่ปัจจัยด้านเพศ ระดับการศึกษา โรคร่วม และมลพิษจากการเผาขยะหรือการจุดธูป ไม่พบความสัมพันธ์กับการกำเริบของโรคในการศึกษานี้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ข้อเสนอแนะจากการวิจัย พยาบาลและทีมสหสาขาวิชาชีพควรให้ความสำคัญกับการประเมินและดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม โดยมุ่งเน้นการจัดการปัจจัยกระตุ้นและการจัดการกลุ่มอาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ควรจัดตั้งโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพปอดเพื่อชะลอความเสื่อมของสมรรถภาพปอด รวมถึงการให้ความรู้แก่สมาชิกในครอบครัวเพื่อลดการสัมผัสควันบุหรี่มือสอง อันจะช่วยลดอัตราการเกิดอาการกำเริบเฉียบพลันและเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยอย่างยั่งยืน</p> 2026-02-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5354 ผลการใช้แนวทางการจำหน่ายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพก ของผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลระนอง 2026-02-20T12:00:15+07:00 เกศิณี สำลีว่อง cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้แนวทางการจำหน่ายผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหักในโรงพยาบาลระนอง เพื่อช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและจำนวนวันนอนโรงพยาบาล รวมถึงประเมินความพึงพอใจของทีมสหวิชาชีพต่อการใช้แนวทางดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้ป่วยกระดูกข้อสะโพกหักที่เข้ารับการผ่าตัด จำนวน 15 ราย และทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลดมยา และนักกายภาพบำบัด จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการวางแผนจำหน่ายที่ประยุกต์จากโรงพยาบาลศิริราช แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย และแบบประเมินความพึงพอใจของทีมสหวิชาชีพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการใช้แนวทางการจำหน่าย ผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่างมีจำนวนวันนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 10.13 วัน (S.D. = 5.20) โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 6-10 วัน (ร้อยละ 40.00) และพบการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด คือ แผลกดทับ เพียงร้อยละ 6.70 ขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 93.30 ไม่พบภาวะแทรกซ้อนใด ๆ สำหรับผลการประเมินในกลุ่มทีมสหวิชาชีพ พบว่าบุคลากรมีการปฏิบัติตามแนวทางและมีความคิดเห็นว่าแนวทางมีความเหมาะสมครบทุกคน (ร้อยละ 100.00) ภาพรวมความพึงพอใจของทีมสหวิชาชีพต่อการใช้แนวทางการจำหน่ายอยู่ในระดับมาก (M = 4.64, S.D. = 0.38) โดยมีความพึงพอใจสูงสุดในประเด็นที่แนวทางดังกล่าวช่วยให้การดูแลผู้ป่วยมีระบบแบบแผนและเป็นขั้นตอน (M = 4.74) การนำแนวทางการจำหน่ายมาใช้กับผู้ป่วยผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก โรงพยาบาลระนอง มีประสิทธิผลในการช่วยจัดระบบการดูแลผู้ป่วยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ควบคุมจำนวนวันนอน ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน และเป็นที่ยอมรับของทีมผู้ให้บริการ จึงควรนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติใช้อย่างต่อเนื่องในหน่วยงาน และควรมีการทำวิจัยเพื่อติดตามผลลัพธ์ทางสุขภาพระยะยาวในชุมชนต่อไป</p> 2026-02-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5362 ผลการใช้แนวปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ หลายขนาน ของบุคลากรในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลระนอง 2026-02-24T11:17:46+07:00 จุไรรัตน์ บุญจันทร์ cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้แนวปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพหลายขนานในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลระนอง กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโดยตรงจำนวน 20 คน ดำเนินการวิจัยระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 30 เมษายน 2568 ผ่านกลยุทธ์การอบรมให้ความรู้ การใช้คู่มือแนวทางปฏิบัติ การใช้โปสเตอร์เตือน และการให้ข้อมูลย้อนกลับ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบวัดความรู้ แบบประเมินการปฏิบัติ และแบบวัดความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน Paired t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยความรู้ของบุคลากรหลังเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) จาก 15.40 คะแนน เป็น 19.05 คะแนน สำหรับสัดส่วนการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา พบว่ามีการปฏิบัติถูกต้องเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 76.10 เป็นร้อยละ 79.10 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.58)ข้อเสนอแนะจากการวิจัยควรขยายผลแนวปฏิบัติไปสู่ทีมสหสาขาวิชาชีพ อาทิ แพทย์ นักกายภาพบำบัด และนักรังสีวิทยา เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้และความร่วมมือในการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย ลดการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา และส่งผลให้อุบัติการณ์การติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยลดลงอย่างเป็นรูปธรรม</p> <p>&nbsp;</p> 2026-02-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026