วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD <p>วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข มีนโยบายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ด้านการแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุข โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ แพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุขทุกสาขา และผู้สนใจในด้านระบบบริการสุขภาพ</p> th-TH woranuch2419@hotmail.com (บุญเรือง ขาวนวล) krittamath2013@gmail.com (กฤตเมธ อัตภูมิ ) Tue, 03 Feb 2026 07:04:14 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็กปฐมวัยในการใช้ TEDA4I ต่อพัฒนาการด้านภาษา ตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5301 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (One-group pretest-posttest design) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาศักยภาพด้านความรู้และทักษะของผู้ดูแลเด็กปฐมวัยในการใช้เครื่องมือประเมินเพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีปัญหาพัฒนาการ (TEDA4I) และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลที่มีต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าด้านภาษาและผู้ดูแลหลัก ในตำบลพานพร้าว อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย จำนวน 40 คู่ ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ โปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลในการใช้ TEDA4I ซึ่งประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ การฝึกทักษะ และการติดตามเยี่ยมบ้าน ระยะเวลาดำเนินการ 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา, Paired t-test, Wilcoxon signed-rank test และ McNemar test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ภายหลังการทดลอง ผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 7.95 เป็น 10.58 คะแนน (p&lt;.001) และคะแนนเฉลี่ยทักษะเพิ่มขึ้นจาก 23.27 เป็น 34.52 คะแนน (p&lt;.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการด้านภาษาตามเกณฑ์ TEDA4I ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) ในทุกด้าน ได้แก่ ด้านการเข้าใจภาษา ด้านการแสดงออกทางภาษา และด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร โดยค่ามัธยฐานของระดับพัฒนาการเพิ่มขึ้นจากระดับ 1 (ต้องช่วยเหลือทุกขั้นตอน) เป็นระดับ 3 (ทำได้ด้วยตนเอง) นอกจากนี้ ผลการติดตามความก้าวหน้าพบว่าค่าเฉลี่ยระดับพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1.40 ในสัปดาห์แรก เป็น 2.64 ในสัปดาห์สุดท้าย และสัดส่วนเด็กที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง DSPM เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 62.5 ผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมาก (Mean=4.26)&nbsp; ข้อค้นพบยืนยันว่าการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลให้สามารถใช้ TEDA4I ในบริบทครอบครัว เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลในการส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยในชุมชน</p> เนตรนภา แสงฟ้าม่วง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5301 Tue, 03 Feb 2026 00:00:00 +0700 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5302 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ และ 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง โดยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional survey research) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรักษาในพื้นที่ตำบลบ้านโพธิ์ จำนวน 263 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่พฤติกรรมสุขภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี ปัจจัยส่วนบุคคลที่พบความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ได้แก่ เพศ โดยเพศหญิงมีคะแนนพฤติกรรมสูงกว่าเพศชาย นอกจากนี้ อายุ (r=0.21) ระยะเวลาการเจ็บป่วย (r=0.20) และความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r=0.24) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) สรุปได้ว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมกิจกรรมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม รวมถึงการใช้สื่อออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น</p> กาญจนา สมะพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5302 Tue, 03 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้การบริโภคอาหารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลทองแสนขัน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5319 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เน้นการนับคาร์โบไฮเดรตร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง ที่มีต่อการรับรู้ความสามารถของตนเอง พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับบริการ ณ โรงพยาบาลทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเจาะจงและจัดเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 30 คน ดำเนินการทดลองโดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นตามแนวคิดของ Bandura ซึ่งประกอบด้วยการฝึกทักษะการนับคาร์โบไฮเดรต การเรียนรู้ผ่านตัวแบบ และการติดตามสนับสนุนทางโทรศัพท์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบได้รับการพยาบาลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของตัวแปรด้วยสถิติ Paired t-test และ Independent t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังสิ้นสุดการทดลองสัปดาห์ที่ 12 กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเองและพฤติกรรมการบริโภคอาหารสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) อีกทั้งยังมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลงจากร้อยละ 8.42 เป็นร้อยละ 7.18 ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง (p = .001) และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เน้นการนับคาร์โบไฮเดรตร่วมกับการสร้างการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีประสิทธิผลในการเสริมสร้างความมั่นใจ ปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และลดระดับน้ำตาลสะสมในเลือดได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงควรส่งเสริมให้นำรูปแบบการนับคาร์โบไฮเดรตไปประยุกต์ใช้ในการให้สุขศึกษาแก่ผู้ป่วยเบาหวานเพื่อนำไปสู่การควบคุมโรคที่ยั่งยืน</p> ธนกฤต เพชรวิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5319 Thu, 29 Jan 2026 00:00:00 +0700