วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD <p>วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข มีนโยบายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัย (Research Paper) และบทความวิชาการ (Academic Paper) ด้านการแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุข โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ แพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุขทุกสาขา และผู้สนใจในด้านระบบบริการสุขภาพ</p> th-TH woranuch2419@hotmail.com (บุญเรือง ขาวนวล) krittamath2013@gmail.com (กฤตเมธ อัตภูมิ ) Wed, 10 Jun 2026 14:15:44 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ประสิทธิผลการติดตามดูแลผู้เสพยาเสพติดโดยชุมชนมีส่วนร่วม ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทู้ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5734 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการของผู้ใช้สารเสพติด คุณภาพชีวิต และความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการติดตามบำบัดและการกลับไปเสพซ้ำ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการติดตามดูแลโดยชุมชนมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด CBTx ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านทู้ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จำนวน 34 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการติดตามดูแลโดยทีม 511 ระยะเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม 4 ส่วน ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินอาการของผู้ใช้สารเสพติด แบบประเมินคุณภาพชีวิต และแบบประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการติดตามบำบัดและการกลับไปเสพซ้ำ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (paired sample t-test) ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 20–30 ปี การศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี สถานภาพโสด ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป สารเสพติดที่ใช้มากที่สุด คือ ยาบ้า เริ่มใช้เมื่ออายุ 15–18 ปี ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยของอาการเพิ่มขึ้นจาก 6.50 เป็น 12.32 คุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 10.61 เป็น 20.44 และความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการติดตามบำบัดและการกลับไปเสพซ้ำเพิ่มขึ้นจาก 8.38 เป็น 14.85 โดยทั้งสามด้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโปรแกรม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวไม่มีกลุ่มควบคุม จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นผลจากโปรแกรมโดยตรง การศึกษาในอนาคตควรออกแบบให้มีกลุ่มควบคุมและติดตามผลในระยะยาว</p> เสกสันติ์ จันทนะ, จริยา มาตราช, กนกกร ราชวัตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5734 Wed, 27 May 2026 00:00:00 +0700 ผลของการให้ความรู้ในผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ตำบลเขานิเวศน์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5737 <p>การวิจัยเชิงปริมาณแบบทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Research) ชนิดกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้และทักษะการดูแลตนเองก่อนและหลังได้รับความรู้ของผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการส่งต่อเยี่ยมบ้านในระบบดูแลต่อเนื่อง (THAI COC) จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ และแบบประเมินทักษะการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (Barthel ADL Index) ดำเนินการทดลองโดยพยาบาลวิชาชีพลงพื้นที่ให้สุขศึกษาเรื่องโรคหลอดเลือดสมองที่บ้านจำนวน 2 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบทีแบบจับคู่ (Paired t-test)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการให้สุขศึกษา กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นจาก 8.90 เป็น 13.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ในระดับสูงถึงร้อยละ 86.67 ในส่วนของทักษะการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน พบว่ามีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 88.16 เป็น 91.53 แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .069) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนฐานในระดับที่พึ่งพาตนเองได้ดีอยู่แล้วประกอบกับการฟื้นฟูทักษะทางกายภาพต้องอาศัยระยะเวลา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรุปได้ว่า การให้ความรู้ผ่านระบบการเยี่ยมบ้าน (THAI COC) เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการยกระดับความรู้และความตระหนักในการจัดการโรคของผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ข้อเสนอแนะจากการศึกษาคือ ควรนำรูปแบบการให้สุขศึกษานี้ไปใช้เป็นมาตรฐานในการเยี่ยมบ้าน และควรบูรณาการการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายของผู้ป่วยในระยะยาวต่อไป</p> สุนทรี จันทรกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5737 Wed, 27 May 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในผู้สูงอายุ ในพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าบันได อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5744 <p>การวิจัยภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและปัจจัยความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุ ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านท่าบันได อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 254 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.78 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Logistic Regression)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 74.80) มีอายุเฉลี่ย 67.50 ปี ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพพบว่า ทักษะการเข้าใจอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 61.42) ขณะที่ทักษะการเข้าถึง ทักษะการไต่ถาม ทักษะการตัดสินใจ และทักษะการนำไปใช้ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง สำหรับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 58.27) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) มี 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านเพศ โดยผู้หญิงมีโอกาสแสดงพฤติกรรมฯ ระดับสูงเป็น 1.55 เท่าของผู้ชาย (Adjusted OR = 1.55) ทักษะการเข้าใจข้อมูลสุขภาพระดับสูง มีโอกาสเป็น 2.10 เท่า (Adjusted OR = 2.10) และทักษะการนำไปใช้ระดับสูง มีโอกาสสูงถึง 2.85 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีทักษะระดับปานกลางและต่ำ (Adjusted OR = 2.85) จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า ทักษะการเข้าใจและการนำข้อมูลไปใช้ รวมถึงเพศสภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดพฤติกรรมสุขภาพ จึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานในพื้นที่จัดทำโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเน้นฝึกทักษะการไต่ถามและการนำไปปฏิบัติจริง ควบคู่กับการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้สุขภาพแบบมีส่วนร่วมในชุมชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน</p> สรพงษ์ ทวีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5744 Fri, 29 May 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต ขณะนอนรักษาในโรงพยาบาลระนอง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5765 <p>การวิจัยแบบปฏิบัติการ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤตขณะนอนรักษาในโรงพยาบาลระนอง และประเมินความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมของพยาบาลวิชาชีพและญาติผู้ป่วย ดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเพศหญิงที่มีภาวะวิกฤต ใช้เครื่องควบคุมการให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูงหรือใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะนอนรักษาตัวที่ตึกอายุรกรรมหญิง โรงพยาบาลระนอง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยสำหรับพยาบาลวิชาชีพ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบการป้องกันการเกิดแผลกดทับ และแบบประเมินการป้องกันการเกิดแผลกดทับ ส่วนเครื่องมือสำหรับญาติ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามความพึงพอใจต่อรูปแบบการป้องกันการเกิดแผลกดทับ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อรูปแบบการป้องกันการเกิดแผลกดทับอยู่ในระดับมาก (M = 4.78) มีการประเมิน Braden scale แรกรับของผู้ป่วยทุกราย และมีการประเมินการเกิดแผลกดทับตามคะแนน Braden scale ร้อยละ 100 ส่วนความพึงพอใจของญาติต่อรูปแบบการป้องกันการเกิดแผลกดทับอยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.90) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ควรนำแนวทางปฏิบัติการป้องกันการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤตไปใช้ในตึกอายุรกรรมหญิง โรงพยาบาลระนองอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพได้รับการอบรมเพิ่มเติมด้านการดูแลแผลกดทับ</p> สุปราณี นุชบุญช่วย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5765 Thu, 04 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานของกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5769 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวาน และปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานของกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 35 ปีขึ้นไปที่ได้รับการคัดกรองและจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะก่อนเป็นโรคเบาหวานในอำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 163 ราย คัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 63.80 การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้อุปสรรคต่อการป้องกันโรคเบาหวานอยู่ในระดับสูง ขณะที่การรับรู้ความสามารถของตนเองอยู่ในระดับปานกลาง และพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานโดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 99.39 ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค และการรับรู้ความสามารถของตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การรับรู้โอกาสเสี่ยง และการรับรู้ความรุนแรงของโรคเบาหวานสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานได้ร้อยละ 32.90 (R² = .329, p &lt; .05) ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขควรพัฒนากิจกรรมส่งเสริมความรู้ การรับรู้ความเสี่ยงและความรุนแรงของโรค ควบคู่กับการเสริมสร้างความสามารถในการดูแลสุขภาพตนเอง เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับบริบทพื้นที่</p> ปิยะนุช ศรีปัดถา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5769 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของแรงสนับสนุนทางสังคมที่ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5777 <p>การวิจัยแบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับแรงสนับสนุนทางสังคม และศึกษาอิทธิพลของแรงสนับสนุนทางสังคมที่ส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 340 คน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Yamane และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามตำบล เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ตอน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ประเภทของแรงสนับสนุนทางสังคม และแหล่งของแรงสนับสนุนทางสังคม ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการถดถอยโลจิสติกพหุ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 77.65 อายุเฉลี่ย 53.86 ปี ส่วนใหญ่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสะสมได้ ร้อยละ 70.00 ระดับแรงสนับสนุนทางสังคมด้านประเภทของการสนับสนุนส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูงทุกด้าน โดยการสนับสนุนด้านข้อมูลมีสัดส่วนสูงสุด ร้อยละ 98.82 รองลงมาคือการสนับสนุนทางอารมณ์ ร้อยละ 96.18 ส่วนแหล่งของการสนับสนุน พบว่าได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวในระดับสูงมากที่สุด ร้อยละ 89.41 ผลการวิเคราะห์พหุตัวแปรพบว่า การสนับสนุนทางอารมณ์ การสนับสนุนเชิงเครื่องมือ การสนับสนุนด้านการประเมิน การสนับสนุนจากเพื่อนและเพื่อนบ้าน และการสนับสนุนจากบุคลากรสาธารณสุข มีอิทธิพลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการสนับสนุนเชิงเครื่องมือมีอิทธิพลสูงที่สุด (AOR = 18.58, 95% CI = 3.46–99.62, p &lt; .001) สรุปได้ว่า แรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยควรพัฒนาแนวทางดูแลที่เน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน และบุคลากรสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง</p> บุญฤทธิ์ รัตนบุรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5777 Sun, 07 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีอิทธิผลต่อการจัดการความเครียดในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5787 <p>การวิจัยแบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระดับการจัดการความเครียด และปัจจัยด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อการจัดการความเครียดในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 371 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการจัดการความเครียด ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 และตรวจสอบความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค พบว่าแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 และแบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการความเครียดมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.79 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 88.41 มีอายุเฉลี่ย 51.55 ปี และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 64.42 ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยอยู่ในระดับสูงทุกทักษะ โดยทักษะที่อยู่ในระดับสูงมากที่สุด คือ ทักษะการตัดสินใจ ร้อยละ 63.35 รองลงมา คือ ทักษะการเข้าถึงข้อมูล ร้อยละ 60.11 ส่วนการจัดการความเครียดพบว่าอยู่ในระดับปานกลางมากที่สุด ร้อยละ 39.35 รองลงมาอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 36.12 และระดับต่ำ ร้อยละ 24.53 ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ทักษะการตัดสินใจและทักษะการเข้าถึงข้อมูลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการจัดการความเครียดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการจัดการความเครียดได้ร้อยละ 64.30 (R² = 0.643, p-value &lt; .001) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า หน่วยบริการสุขภาพควรส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ โดยเฉพาะทักษะการตัดสินใจและการเข้าถึงข้อมูล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการจัดการความเครียดในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</p> <p>&nbsp;</p> บุษยมาศ ตรีรัตนกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5787 Mon, 08 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการในคลินิกหมอครอบครัว สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี คลองพน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5833 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง เพื่อศึกษาระดับการรับรู้พฤติกรรมสุขภาพเรื่องโรคเบาหวาน ระดับพฤติกรรมการดูแลตนเอง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้พฤติกรรมเรื่องโรคเบาหวานกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการในคลินิกหมอครอบครัว สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี จังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 176 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป การรับรู้พฤติกรรมสุขภาพเรื่องโรคเบาหวาน และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ระดับการรับรู้พฤติกรรมเรื่องโรคเบาหวานโดยรวมอยู่ในระดับสูง มีค่าเฉลี่ย 3.76 (SD = 1.06) ส่วนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย 3.58 (SD = 1.05) การรับรู้พฤติกรรมเรื่องโรคเบาหวานโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำกับพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.376, p-value &lt; 0.001) โดยด้านการรับรู้ความรุนแรงของโรคมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลาง และด้านการรับรู้ประโยชน์ของพฤติกรรมสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำ ดังนั้น หน่วยบริการสุขภาพควรนำผลการวิจัยไปใช้ในการส่งเสริมการรับรู้ความรุนแรงของโรคและประโยชน์ของพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานให้เหมาะสม</p> อุมาพร ทองเกลี้ยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/AJHSD/article/view/5833 Thu, 18 Jun 2026 00:00:00 +0700