วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal มหาวิทยาลัยคริสเตียน th-TH วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2408-0934 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/5100 <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในกลุ่มทดลอง ระหว่างระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที และระยะติดตามผล 1 เดือน และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมดังกล่าวระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 จำนวน 48 ราย สุ่มกลุ่ม</p> <p>ตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 24 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการส่งเสริมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .76 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันภายหลังการทดลองทันที และระยะติดตามหลังการทดลอง 1 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>โปรแกรมการส่งเสริมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จึงควรนำไปประยุกต์ใช้และกำหนดเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในสถานบริการสุขภาพ</p> ทรัศชล สุดโต ปัทมาภรณ์ เหลืองโพยมนิมิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2026-05-29 2026-05-29 13 1 1 18 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/4584 <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong>: การวิจัยภาคตัดขวางชนิดเก็บข้อมูลย้อนหลัง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: การวิจัยครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากแฟ้มเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ณ หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2560 – 31 ธันวาคม 2566 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 313 คน ได้รับการคัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เบื้องต้นด้วยการทดสอบไคว์สแควร์ และการวิเคราะห์แบบสองตัวแปร เพื่อคัดเลือกตัวแปรที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการสร้างสมการวิเคราะห์</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong>: ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้เครื่องมือประเมินมาตรฐานความรุนแรงของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและสัญญาณเตือนในระยะแรกในการประเมินผู้ป่วย รวมถึงความสำคัญของการใช้ยาพยุงความดันโลหิตในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการดูแลและติดตามอาการผู้ป่วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต</p> ทิพวัลย์ ธีรสิริโรจน์ ชนิดา ธนสารสุธี ละมัด เลิศล้ำ วจี กิจวรายุทธ พยูน วีรเกียรติกุล ชญาดา ธีรสิริโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2026-06-30 2026-06-30 13 1 19 35 ความผาสุกทางจิตวิญญาณ แรงสนับสนุนทางสังคมและความคิดเห็นเกี่ยวกับ การวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้าของผู้ที่มีโรคเรื้อรังและญาติ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/5567 <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย </strong>ศึกษาความผาสุกทางจิตวิญญาณ แรงสนับสนุนทางสังคมและความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางแผนการดูแลล่วงหน้าของผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผาสุกทางจิตวิญญาณ แรงสนับสนุนทางสังคม กับความคิดเห็นการวางแผนการดูแลล่วงหน้าของผู้ที่มีโรคเรื้อรัง และศึกษาความคิดเห็นของญาติเกี่ยวกับการวางแผนการดูแลล่วงหน้าผู้ที่มีโรคเรื้อรัง</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong> กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 1) ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยโรคเรื้อรัง จำนวน 87 คน และ 2) ญาติของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จำนวน 91 คน ที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ศึกษา คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความผาสุกทางจิตวิญญาณ FACIT-Sp-12 แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคมและแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางแผนการดูแลล่วงหน้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน</p> <p><strong>ผลการวิจัย </strong>1) ผู้ที่มีโรคเรื้อรังมีความผาสุกทางจิตวิญญาณและแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับสูง และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางแผนการดูแลล่วงหน้าโดยไม่รับการรักษายื้อชีวิต อยู่ในระดับมาก 2) แรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับความผาสุกทางจิตวิญญาณและการวางแผนการดูแลล่วงหน้าโดยไม่รับการรักษายื้อชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.24, 0.22, p-value &lt; 0.05 ตามลำดับ) แต่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างความผาสุกทางจิตวิญญาณกับการวางแผนการดูแลล่วงหน้าโดยไม่รับการรักษายื้อชีวิต (r = 0.05, p-value &gt; 0.05<u>)</u> 3) ญาติผู้ที่มีโรคเรื้อรังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางแผนการดูแลล่วงหน้าโดยไม่รับการรักษาเพื่อยืดชีวิตผู้ป่วยอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong> พยาบาลควรส่งเสริมความผาสุกทางจิตวิญญาณและแรงสนับสนุนทางสังคมผู้ป่วยโรคเรื้อรังและบูรณาการการสื่อสารเกี่ยวกับการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ยังมีความสามารถในการตัดสินใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว</p> สุภาภรณ์ จองคำอาง จิตนธี ริชชี่ ทีปประพิน สุขเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2026-07-01 2026-07-01 13 1 36 57 บทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มารับการตรวจยืนยันภาวะฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนสูงจากต่อมหมวกไต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/5109 <p>ภาวะฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนสูง (Primary Aldosteronism; PA) เกิดจากการที่ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนมากผิดปกติ ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงและภาวะโพแทสเซียมต่ำ พบได้บ่อยในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิโดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงดื้อยา การวินิจฉัยภาวะ PA อย่างแม่นยำจำเป็นต้องอาศัยการตรวจยืนยัน (Confirmatory test) โดยจะทำภายหลังการตรวจคัดกรองที่ให้ผลบวกของอัตราส่วนของค่าอัลโดสเตอโรนต่อค่าเรนินในเลือด วิธีการตรวจยืนยัน เช่น การทดสอบด้วยการให้น้ำเกลือนอร์มัลทางหลอดเลือดดำ การให้ผู้ป่วยรับประทานยาแคปโตพริลเพื่อดูการตอบสนองของต่อมหมวกไตต่อยา และการให้ยาฟลูโดรคอร์ติโซนเพื่อกดการทำงานของต่อมหมวกไต เป็นการตรวจที่มีวิธีและขั้นตอนที่ซับซ้อน ต้องทำอย่างระมัดระวัง ทั้งด้านการเตรียมผู้ป่วย การปรับยาที่ให้ และการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและสะท้อน บทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มารับการตรวจยืนยันภาวะฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนสูง เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นความสำคัญของบทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย ทั้งระยะก่อน ระหว่าง และหลังการตรวจยืนยัน รวมถึงการสื่อสารกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยที่แม่นยำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ การจัดการทางการพยาบาลที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอนของการตรวจยืนยัน จะช่วยส่งเสริมคุณภาพการดูแลและผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีของผู้ป่วย</p> ฉันทนา รักฉาย รักฉาย วันเพ็ญ ภิญโญภาสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2026-06-10 2026-06-10 13 1 58 74 ผลกระทบของโภชนาการต่อกลไกทางชีวประสาทในภาวะซึมเศร้า https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/5493 <p>ภาวะซึมเศร้าเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่สำคัญในระดับโลกและในประเทศไทย โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลายมิติรวมถึงการบริโภคอาหารที่อาจส่งเสริมการเกิดภาวะซึมเศร้าในกลุ่มที่บริโภคอาหารที่ไม่ดีเป็นระยะเวลานานหรือช่วยป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าหากบริโภคอาหารที่ดี เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพองค์รวมสำหรับผู้ป่วยภาวะซึมเศร้า บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนผลกระทบของโภชนาการในภาวะซึมเศร้าโดยมุ่งเน้นที่กลไกทางชีวประสาทที่มีผลต่อการทำงานของสมอง</p> <p> กลไกการทำงานที่เชื่อมโยงระหว่างอาหารกับภาวะซึมเศร้านั้นมีความซับซ้อน และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเส้นทางชีวภาพใดเส้นทางหนึ่ง มีการระบุเส้นทางชีวภาพจำนวนมากที่อาหารสามารถส่งผลต่อสุขภาพจิตได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งรวมถึงการปรับเปลี่ยนเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบของระบบประสาท ความเครียดจากออกซิเดชั่น การทำงานของจุลินทรีย์ในลำไส้ กระบวนการเมแทบอลิซึมของทริปโตเฟน-ไคนูเรนีน และการทำงานของแกน HPA อย่างไรก็ตาม ภาวะซึมเศร้ายังมีกลไกอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพยาธิสภาพการเกิดโรค ไม่ใช่แค่ความผิดปกติของสมองเพียงอย่างเดียวที่ถูกเปลี่ยนได้ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริโภคอาหารหรือสารอาหารบางอย่าง ดังนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษาเชิงทดลองเกี่ยวกับประสิทธิผลการควบคุมอาหารแบบต่างๆ ในเรื่องสัดส่วนของสารอาหารหลักและสารอาหารรองหรือการศึกษาติดตามกลุ่มในระยะยาวเพิ่มเติม เพื่ออธิบายกลไกการทำงานที่ซับซ้อนและขยายกลุ่มอาหารและรูปแบบการบริโภคอาหารอื่นด้วย </p> ธนัชพร คงไชย ศุภศิษฎ์ อรุณรุ่งสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2026-06-24 2026-06-24 13 1 75 84