วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal มหาวิทยาลัยคริสเตียน th-TH วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2408-0934 บทบาทของพยาบาลในการเตรียมความพร้อมและดูแลผู้ป่วยที่มารับการตรวจยืนยันภาวะฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนสูงจากต่อมหมวกไต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/5109 <p>ภาวะฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนสูง (Primary Aldosteronism; PA) เกิดจากการที่ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนแอลโดสเตอโรนมากผิดปกติ ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงและภาวะโพแทสเซียมต่ำ พบได้บ่อยในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิโดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงดื้อยา การวินิจฉัยภาวะ PA อย่างแม่นยำจำเป็นต้องอาศัยการตรวจยืนยัน (confirmatory test) โดยจะทำภายหลังการตรวจคัดกรองที่ให้ผลบวกของอัตราส่วนของค่าอัลโดสเตอโรนต่อค่าเรนินในเลือด&nbsp; วิธีการตรวจยืนยัน เช่น การทดสอบด้วยการให้น้ำเกลือนอร์มัลทางหลอดเลือด การให้ผู้ป่วยรับประทานยาแคปโตพริลเพื่อดูการตอบสนองของต่อมหมวกไตต่อยา การให้ยาฟลูโดคอร์ติโซนเพื่อกดการทำงานของต่อมหมวกไตและดูผลที่เกิดขึ้นต่อการผลิตฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน โดยสามารถทำการตรวจได้ที่หน่วยผู้ป่วยนอก ทั้งนี้ การตรวจยืนยันแต่ละวิธีมีขั้นตอนที่ซับซ้อนที่ต้องทำอย่างระมัดระวัง ทั้งด้านการเตรียมผู้ป่วย การปรับยาที่ให้ และการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด&nbsp; บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวปฏิบัติทางการพยาบาล เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่มารับการตรวจยืนยันภาวะ PA &nbsp;โดยเน้นความสำคัญของบทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย ทั้งระยะก่อน ระหว่าง และหลังการตรวจยืนยัน รวมถึงการสื่อสารกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยที่แม่นยำ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ การจัดการทางการพยาบาลที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอนของการตรวจยืนยัน จะช่วยส่งเสริมคุณภาพการดูแลและผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีของผู้ป่วย</p> <p>&nbsp;</p> ฉันทนา รักฉาย รักฉาย วันเพ็ญ ภิญโญภาสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2026-06-10 2026-06-10 13 1 74 90 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/5100 <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในกลุ่มทดลอง ระหว่างระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลองเสร็จสิ้นทันที และระยะติดตามผล 1 เดือน และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมดังกล่าวระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 จำนวน 48 ราย สุ่มกลุ่ม</p> <p>ตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 24 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ ส่วนกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการส่งเสริมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.00 และค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .76 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันภายหลังการทดลองทันที และระยะติดตามหลังการทดลอง 1 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>โปรแกรมการส่งเสริมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อป้องกันอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จึงควรนำไปประยุกต์ใช้และกำหนดเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในสถานบริการสุขภาพ</p> ทรัศชล สุดโต ปัทมาภรณ์ เหลืองโพยมนิมิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน 2026-05-29 2026-05-29 13 1 1 18