วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal
มหาวิทยาลัยคริสเตียน
th-TH
วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน
2408-0934
-
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟริน ออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย ในห้องผู้ป่วยหนักโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลนครปฐม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/4794
<p>วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟรินออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลายและศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติ<br />รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพัฒนา<br />วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาวิจัยโดยใช้แบบจำลอง Conduct and utilization of research in nursing (CURN) เป็นกรอบแนวคิด โดยการ 1) วิเคราะห์ปัญหา 2) พัฒนาแนวทางปฏิบัติ 3) ทดลองใช้แนวปฏิบัติ 4) ประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ ประชากรพยาบาลวิชาชีพจำนวน 24 คน ที่ใช้แนวปฏิบัติ และกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับยา Norepinephrine ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย จำนวน 17 ราย ในห้องผู้ป่วยหนักโรคหลอดเลือดสมองและห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรมประสาทและสมอง โรงพยาบาลนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟรินออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย พัฒนาโดยผู้วิจัยจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง คู่มืออบรมเรื่องภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟริน แบบประเมินความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติและแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยที่ใช้แนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย<br />ผลการวิจัย: แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟรินออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย ประกอบด้วย แนวทางการป้องกันการเกิดภาวะรั่วซึมของยา 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ก่อนให้ยา NE โดยคัดเลือกตำแหน่งของหลอดเลือดดำให้เหมาะสม และเลือก Catheter ให้เหมาะสมกับขนาดของหลอดเลือด ขั้นตอนที่ 2 ขณะให้ยา NE ตรวจสอบหลอดเลือดก่อนให้ยา เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีภาวะรั่วซึมของยา และเพิ่มความถี่ในการประเมินทุก 1 ชั่วโมง หากพบว่ามีภาวะรั่วซึมของยา ขั้นตอนที่ 3 เกิดภาวะรั่วซึมออกนอกหลอดเลือด เพิ่มการประคบร้อนและเพิ่มการรายงานเภสัชกร การรายงานความเสี่ยง เพื่อพัฒนาระบบต่อไป ผลประเมินความเป็นไปได้ของการนำแนวปฏิบัติฯ ไปใช้ ทุกข้ออยู่ในระดับมาก เมื่อนำแนวปฏิบัติมาใช้ในกลุ่มตัวอย่าง ไม่พบภาวะรั่วซึมของยา NE ออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย<br />สรุปและข้อเสนอแนะ: ควรนำแนวปฏิบัตินี้มาใช้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยานอร์อิพิเนฟริน เพื่อช่วยป้องกันภาวะรั่วซึมของยาออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและควรเผยแพร่แนวปฏิบัตินี้เป็นวิธีปฏิบัติงานในโรงพยาบาลต่อไป</p> <p> </p>
วรลักษณ์ หาญทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน
2025-12-23
2025-12-23
12 2
81
102
-
ปัจจัยทำนายความแข็งแกร่งในชีวิตของผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/5060
<p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>:</strong> งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สามารถทำนายความแข็งแกร่งในชีวิตของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ โดยอิงตามกรอบแนวคิดความแข็งแกร่งในชีวิตของ Grotberg ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสนับสนุนภายนอก (I HAVE) ปัจจัยด้านคุณลักษณะภายใน (I AM) และปัจจัยด้านทักษะและความสามารถ (I CAN)</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยใช้แบบตัดขวาง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่าง คือผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 129 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามทั่วไป แบบวัดความแข็งแกร่งในชีวิต (CD-RISC 10 ข้อ) ที่มีค่าความเที่ยง .77 และแบบวัดปัจจัยทำนายตามกรอบ I Have, I Am, I Can ที่มีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น .92 การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบสมมติฐานเบื้องต้น และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่า ผู้สูงอายุมีความแข็งแกร่งในชีวิตในระดับค่อนข้างสูง (ค่าเฉลี่ย=32.9, SD=4.60) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคุณ พบว่า ปัจจัยทั้งสามสามารถร่วมกันทำนายความแข็งแกร่งในชีวิตได้ร้อยละ 38.50 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R<sup>2</sup>=.385, p<.001) โดยปัจจัยด้านทักษะและความสามารถ (I CAN) มีอิทธิพลมากที่สุด (β=.43,p<.001) รองลงมาคือ ปัจจัยสนับสนุนภายนอก (I HAVE) (β=.27, p<.001) ขณะที่ปัจจัยด้านคุณลักษณะภายในตัวบุคคล (I AM) ไม่เป็นตัวทำนายที่มีนัยสำคัญ (p=.880) </p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ</strong><strong>: </strong>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเสริมสร้างทักษะการเผชิญปัญหา และการจัดการอารมณ์ รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมผ่านกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งในชีวิตของผู้สูงอายุ การวิจัยในอนาคตควรใช้รูปแบบเชิงทดลองเพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแกร่งในชีวิต</p>
มาณวิภา เทพกิจ
ธัญญภัสร์ ศิรธัชนราโรจน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน
2025-12-25
2025-12-25
12 2
103
116
-
ผลของรูปแบบบริการ “Nakhon Pathom Hospital HPV Screening Model” ต่อการเข้าถึงบริการและอุบัติการณ์การติดเชื้อ HPV ด้วยวิธี HPV DNA Test
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/4777
<p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong> :</strong> เพื่อศึกษา 1) ความรู้เรื่องโรคมะเร็งปากมดลูก 2) ความตระหนักในการตรวจมะเร็งปากมดลูก 3) ความพึงพอใจต่อบริการ 4) การเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และ 5) อุบัติการณ์การติดเชื้อ HPV ของกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ก่อนและหลังการใช้รูปแบบบริการ “Nakhon Pathom Hospital HPV Screening Model (NPH-HPV Model)”</p> <p><strong>รูปแบบการวิจัย </strong><strong>:</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong> <strong>:</strong> งานวิจัยดำเนินการในจังหวัดนครปฐม ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง สิงหาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรกที่เข้าร่วมการทดลองคือสตรี 72 คน (กลุ่มทดลอง 36 คน และกลุ่มควบคุม 36 คน) ที่มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ และกลุ่มตัวอย่างที่เก็บข้อมูลการเข้าถึงบริการและการติดเชื้อ HPV ในสตรีจำนวน 933 คนที่เข้ารับการตรวจคัดกรองในช่วงเวลา 3 เดือน ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา t-test Chi-square Fisher's exact test ANCOVA และ Relative Risk</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong> <strong>: </strong>ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีความรู้เรื่องโรคมะเร็งปากมดลูก และความตระหนักในการตรวจมะเร็งปากมดลูก เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) มีความพึงพอใจต่อรูปแบบบริการในระดับมาก อัตราการเข้าถึงบริการการตรวจคัดกรองในกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ 3.09 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<.001) โดยช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการในกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีนัยสำคัญ และอุบัติการณ์การติดเชื้อ HPV โดยรวมร้อยละ 13.72 ไม่มีความแตกต่างระหว่างกลุ่ม (p=.096)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ </strong><strong>:</strong> รูปแบบบริการ “NPH-HPV Model” มีประสิทธิผล เหมาะสมต่อการใช้เป็นแนวทางป้องกันปฐมภูมิและทุติยภูมิ ควรขยายผลเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพในระดับชุมชนตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก และเหมาะสมต่อการขยายผลในระดับประเทศเพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงบริการ</p>
ศิริพร มีทอง
วันเพ็ญ แวววีรคุปต์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน
2025-12-25
2025-12-25
12 2
117
136
-
การเปลี่ยนผ่านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตสู่ยุคดิจิทัล : แนวทางการพัฒนา
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/4865
<p>การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตในยุคดิจิทัลกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากการดูแลแบบดั้งเดิมที่อาศัยประสบการณ์และการตัดสินใจให้การพยาบาลจากการสังเกตและวิเคราะห์ข้อมูลจากการจดบันทึกด้วยระบบกระดาษ และวิจารณญาณส่วนบุคคลไปสู่การดูแลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาในการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบสารสนเทศทางสุขภาพสู่กระบวนการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต โดยอาศัยทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของเมลิสเป็น กรอบแนวคิดในการอธิบาย</p> <p>ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการเทคโนโลยีมิใช่เพียงการเพิ่มเครื่องมือทางคลินิก แต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านในระดับบุคคลและองค์กร พยาบาลต้องปรับสมดุลระหว่างการดูแลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและแนวทางการดูแลแบบองค์รวมที่เน้นความเป็นมนุษย์ ทฤษฎีของเมลิสช่วยอธิบายกระบวนการดังกล่าวผ่านองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การตระหนักรู้ การมีส่วนร่วม การปรับตัว และการได้รับการสนับสนุนจากระบบ โดยมีสมรรถนะดิจิทัลและจริยธรรมวิชาชีพเป็นเงื่อนไขสำคัญของความสำเร็จ บทความนี้เสนอให้พยาบาลที่รับผิดชอบผู้ป่วยวิกฤตทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยการเปลี่ยนผ่าน” ที่สามารถบูรณาการเทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและวิจารณญาณ เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของการดูแลผู้ป่วย ตลอดจนเป็นแนวทางในการพัฒนานโยบายและการศึกษาพยาบาลให้สอดคล้องกับความท้าทายของยุคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์</p>
ลัดดาวรรณ เสียงอ่อน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน
2025-12-26
2025-12-26
12 2
137
151
-
การป้องกันและการจัดการภาวะหลอดเลือดดำอักเสบจากการให้สารน้ำ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/CUT_Nursejournal/article/view/3871
<p>การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เป็นหัตถการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสารน้ำ เลือด หรือสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพของผู้ป่วย แม้ว่าการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำมีความสำคัญอย่างยิ่งทางคลินิก แต่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ ได้แก่ การเกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบ ดังรายงานอุบัติการณ์ ผู้ป่วยที่ให้สารละลายและใส่คาสายสวนให้สารน้ำเป็นเวลานาน ของงานวิจัยโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พบอัตราการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบร้อยละ 4-10 พยาบาลผู้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำต้องมีความรู้เกี่ยวกับชนิดของสารน้ำ อัตราการไหล ความเข้มข้นของยา การเข้ากันได้ของยา การเลือกอุปกรณ์ เทคนิคปลอดเชื้อและมีทักษะที่ดี ในการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ โดยใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย เพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ และการพยาบาลเมื่อหลอดเลือดดำอักเสบจากการให้สารน้ำ บทความนี้มีวัตถุประสงค์รวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอแนวทางการป้องกันและจัดการภาวะหลอดเลือดดำอักเสบจากการให้สารน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
วีรนุช ไตรรัตโนภาส
น้องนุช คงทน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน
2025-12-30
2025-12-30
12 2
152
165