https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/issue/feed
วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี
2026-05-01T16:35:10+07:00
Satawat Sriprom
research.hpc10@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี</p> <p>( Regional Health Promotion Center 10 Ubonratchathani Journal )</p> <p><em><strong> ISSN: 3088-2095</strong> (online)</em></p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี </em></p> <ul> <li><em>ฉบับที่ </em><em>1 มกราคม – มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ </em><em>2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></li> </ul> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูง ในด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ นักศึกษาและนักวิจัย ทั้งในและนอกเขตสุขภาพที่ </em><em>10 </em> </p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5020
การฟื้นฟูสภาพช่องปากในผู้ป่วยที่สูญเสียมิติแนวดิ่งที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ร่วมกับการใช้เครื่องสแกนในช่องปาก รายงานผู้ป่วย
2026-03-31T15:46:22+07:00
อรัญญา สายพันธ์
knidnoi2544@gmail.com
<p> รายงานผู้ป่วยนี้นำเสนอแนวทางการฟื้นฟูสภาพช่องปากแบบองค์รวมในผู้ป่วยชายไทยอายุ 80 ปี ที่มีการสึกของฟันอย่างรุนแรงร่วมกับการสูญเสียมิติแนวดิ่งของการสบฟัน (Loss of vertical dimension of occlusion) ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบดเคี้ยวและความสวยงามของใบหน้า การรักษามุ่งเน้นการกำหนดมิติแนวดิ่งใหม่อย่างเป็นระบบ โดยใช้ครอบฟันชั่วคราวร่วมกับฟันเทียมบางส่วนถอดได้ฐานอะคริลิกในช่วงที่ผู้ป่วยปรับตัวกับมิติแนวดิ่งใหม่ ร่วมกับการรักษารากฟัน การบูรณะด้วยเดือยฟันและครอบฟันเซรามิกชนิดเซอร์โคเนีย และการฟื้นฟูการสูญเสียฟันด้วยฟันเทียมบางส่วนถอดได้ฐานโลหะขยายฐานทั้งขากรรไกรบนและล่าง การวินิจฉัยและบันทึกข้อมูลใช้เครื่องสแกนในช่องปากร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบและผลิตเพื่อเพิ่มความแม่นยำของการรักษา</p> <p> ผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยสามารถปรับตัวต่อมิติแนวดิ่งใหม่ได้ดี ไม่พบความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร การทำงานของครอบฟันและฟันเทียมมีเสถียรภาพ พร้อมทั้งความสวยงามและคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน รายงานผู้ป่วยนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประเมินมิติแนวดิ่งอย่างเป็นระบบ บทบาทของการบูรณะชั่วคราวในการทดสอบการปรับตัว และศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนรักษาในผู้ป่วยที่มีความยุ่งยากซับซ้อน</p>
2026-05-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4757
ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการขยะของครัวเรือน: กรณีศึกษาในกลุ่มเปราะบางพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานี
2025-12-11T14:41:28+07:00
ปวีณา ลิมปิทีปราการ
pawena.l@ubu.ac.th
สง่า ทับทิมหิน
sanga.t@ubu.ac.th
จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์
chantha.t@ubu.ac.th
สุรสม กฤษณะจูฑะ
surasom.k@ubu.ac.th
กนกพร เชิงรัมย์
Kanokporn.cho.64@ubu.ac.th
<p> การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการขยะของครัวเรือนในพื้นที่ตำบลทุ่งเทิงและตำบลนากระแซง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในแผนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานี พื้นที่ดังกล่าวมีแนวโน้มจะได้รับทั้งผลกระทบและโอกาสจากการพัฒนาอุตสาหกรรม กลุ่มตัวอย่างคือ ตัวแทนครัวเรือนในกลุ่มเปราะบางจำนวน 434 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้ข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 การเก็บข้อมูลดำเนินการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2567</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะ (ร้อยละ 98.39) และการอัพไซเคิล (ร้อยละ 91.71) แต่ยังขาดความรู้เรื่องการจำแนกขยะอันตราย กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติเชิงบวกต่อการคัดแยกขยะ โดยเห็นว่าการคัดแยกขยะมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม (ค่าเฉลี่ย 4.29) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อคำถามเชิงลบโดยการกลับทิศการแปลผล พบว่าราคาขายขยะรีไซเคิลที่ต่ำเป็นปัจจัยลดแรงจูงใจในการคัดแยกขยะของครัวเรือน (ค่าเฉลี่ย 2.28) สำหรับพฤติกรรม พบว่าสาเหตุหลักที่ไม่คัดแยกขยะคือการขาดความรู้ที่ถูกต้อง (ร้อยละ 76.90) และครัวเรือนส่วนใหญ่ยังคงกำจัดขยะด้วยการเผาเป็นหลัก (ร้อยละ 85.90) แม้ว่าจะมีบางส่วนที่แสดงพฤติกรรมลดการใช้ เช่น การใช้ถุงผ้าซ้ำ (ร้อยละ 56.22) และการปฏิเสธถุงพลาสติก (ร้อยละ 40.78)</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการขยะ โดยเฉพาะการจำแนกขยะอันตราย รวมถึงการสร้างแรงจูงใจ เช่น การปรับปรุงระบบการจัดการและรับซื้อขยะรีไซเคิล เพื่อเตรียมความพร้อมของชุมชนในการรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในอนาคต</p>
2026-05-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4358
สถานการณ์และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10
2025-11-04T10:56:40+07:00
์นิตยา พรรณาภพ
nittaya.pannaphop03@gmail.com
สุพัตรา บุญเจียม
supattra4422@gmail.com
<p> การวิจัยแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เลี้ยงดูเด็ก จำนวน 460 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของพ่อแม่และผู้ดูแลหลัก แบบสอบการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของเด็กปฐมวัย แบบสอบถามการใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และแบบสอบถามพัฒนาการเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ</p> <p> ผลการวิจัย สถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้เลี้ยงดูหลัก คือปู่ ย่า ตา ยาย (50.0%) มีความเข้าใจในเนื้อหาของคู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างจำกัด และส่วนใหญ่ไม่ได้นำคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยมาอ่านทบทวนซ้ำและนำมาปรับใช้ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยเพียง (58.0%) เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัย (57.4%) ส่วนพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 พบว่า อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเป้าหมายและไม่บรรลุค่าเป้าหมายตามแผนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทุกกลุ่มวัย (ด้านสุขภาพ) ที่กำหนดพัฒนาการสมวัยไว้ที่ร้อยละ 87 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 ได้แก่ การใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของเด็กปฐมวัย (AOR 2.3; 95%CI: 1.04 to 4.96; <br /><em>p</em>-value=0.040) และผู้เลี้ยงดูเด็กอ่านคู่มือ DSPM (AOR 1.9; 95%CI: 1.08 to 3.26; <em>p</em>-value=0.025)</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการลดการได้รับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในเด็กเล็ก และส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงดูโดยเฉพาะ ปู่ย่า ตายาย มีความรู้และใช้คู่มือ DSPM อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้ถึงเกณฑ์มาตรฐาน</p>
2026-05-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4646
ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอดทางช่องคลอด
2025-11-03T10:51:47+07:00
มยุรา คูณค้ำ
pp2mayura@gmail.com
สุนันทา ศรีมาคำ
sunantha@bcnsp.ac.th
อรดี โชคสวัสดิ์
oradee@bcnsp.ac.th
กัลยา บัวบาน
kanlaya@bcnsp.ac.th
วันวิสา แสนลา
jija.aod@gmail.com
<p> ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตของมารดาหากไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันท่วงที การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอดทางช่องคลอด โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental research design) กลุ่มตัวอย่างคือมารดาหลังคลอดทางช่องคลอด จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 35 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เก็บข้อมูลระหว่างระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2567-31 กรกฎาคม 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลมารดาหลังคลอดปกติทางช่องคลอดเพื่อป้องกันภาวะตกเลือด ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.67 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลและแบบประเมินความพึงพอใจของมารดาหลังคลอดปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบค่าทีชนิด 2 กลุ่มเป็นอิสระต่อกัน (Independent T-test)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยปริมาณการสูญเสียเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (296.89±59.78 มล. เทียบกับ 340.86±67.90 มล.; t=2.86, p<.05) และมารดาหลังคลอดในกลุ่มทดลองยังมีระดับความพึงพอใจแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ²=3.916, <em>p</em><.05) แสดงว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลสามารถลดปริมาณการเสียเลือดใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และเพิ่มระดับความพึงพอใจของมารดาหลังคลอด </p> <p> สรุปได้ว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการดูแลมารดาหลังคลอดเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดในช่วง 24 ชั่วโมงแรก จึงควรมีการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ในหอผู้ป่วยสูติกรรมเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดและส่งเสริมคุณภาพการดูแลมารดาหลังคลอดให้มีความปลอดภัยมากขึ้น</p>
2026-05-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5062
การพัฒนารูปแบบคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์
2026-01-15T15:32:45+07:00
กุลธิดา กุลประฑีปัญญา
Kunthida@bcnsp.ac.th
จงลักษณ์ ทวีแก้ว
chonglak@bcnsp.ac.th
พรทิพย์ แก้วสิงห์
chonglak@bcnsp.ac.th
เพชรรัตน์ พิบาลวงษ์
chonglak@bcnsp.ac.th
นภัทร บุญเทียม
chonglak@bcnsp.ac.th
รัสวรรณ แสนคำหมื่น
rassawan@bcnsp.ac.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์พัฒนารูปแบบการจัดตั้ง การบริหารจัดการ และการให้บริการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นในสถานศึกษาพยาบาล ตามการรับรู้และความคาดหวังของบุคลากร นักศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง 260 คน (บุคลากร 32 คน นักศึกษา 163 คน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 65 คน) เลือกด้วยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือคือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ (CVI=1.00, Cronbach's alpha=0.82) และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบคลินิกประกอบด้วย 3 มิติหลักและ 9 องค์ประกอบย่อย: (1) มิติการจัดตั้ง ได้แก่ การวิเคราะห์บริบทชุมชน การวางแผนขออนุญาตและขึ้นทะเบียน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (2) มิติการบริหารจัดการ ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการบริหาร การบริหารตามหลัก 4M และวงจร PDCA และการติดตามประเมินผล และ (3) มิติการให้บริการ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพบริการ การสร้างระบบสารสนเทศสุขภาพ และการเสริมสร้างจิตบริการของบุคลากร ระดับการรับรู้ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.75, SD=0.60) บุคลากรมีระดับการรับรู้สูงสุด ( =4.56, SD=0.38) ขณะที่นักศึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีระดับปานกลาง ( =3.21, SD=0.44 และ =3.48, SD=0.98 ตามลำดับ) ความคาดหวังภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.79, SD=0.46) ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อน 3 ธีม: (1) คลินิกเป็นแหล่งเรียนรู้และบริการจริงของนักศึกษา (2) การบริหารต้องอาศัยความร่วมมือของทีมสหวิชาชีพ และ (3) บรรยากาศบริการต้องอบอุ่น เป็นมิตร และไว้วางใจได้</p>
2026-05-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4977
ความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (eHealth) ในการปฏิบัติงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองคาย
2025-12-11T15:15:21+07:00
Sutida Kanha
sutida.ka@kkumail.com
นครินทร์ ประสิทธิ์
Nakapr@kku.ac.th
จารุกิตต์ ยาระษี
Jarukit@kkumail.com
วรัญญู พอดี
warunyu.p@kkumail.com
อัมภาวรรณ นนทมาตย์
beebienonthamart@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (eHealth) ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่าง คือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองคาย จำนวน 302 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลทำโดยใช้แบบสอบถาม มีความตรงเชิงเนื้อหาทุกข้อมีค่าเท่ากับ 1 และความเที่ยงทั้งฉบับ เท่ากับ 0.987 และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้สถิติ Multiple logistic regression ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (eHealth) เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 61.26 (95%CI: 55.61 to 66.62) และพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ ได้แก่ การบริหารองค์กรนวัตกรรมด้านการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อนวัตกรรมระดับสูง (AOR=4.71, 95%CI: 2.37 to 9.36, <em>p-value</em><0.001) และด้านการสร้างระบบการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องระดับสูง (AOR=2.80, 95%CI: 1.41 to 5.59, <em>p-value</em>=0.003) ความฉลาดทางดิจิทัลด้านทักษะการจัดสรรเวลาหน้าจอระดับสูง (AOR=2.49, 95%CI: 1.18 to 5.23, <em>p-value</em>=0.016) และด้านทักษะการบริหารข้อมูลที่ทิ้งไว้ในโลกออนไลน์ระดับสูง (AOR=2.09, 95%CI: 1.85 to 9.01, <em>p-value</em><0.001) ซึ่งหน่วยงานสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการออกแบบพัฒนาบุคลากรที่มุ่งเสริมสร้างทักษะและความฉลาดทางดิจิทัล รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้แบบต่อเนื่อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสามารถ แปลงนโยบาย eHealth สู่การปฏิบัติจริง ที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4999
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง ที่มีความสัมพันธ์ต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล HR 5.0 ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดอุดรธานี
2025-12-11T15:26:24+07:00
ณัฐวุฒิ บัวระพา
b.nuttawut@kkumail.com
นครินทร์ ประสิทธิ์
nakapr@kku.ac.th
สุพัฒน์ กองศรีมา
Supatkongsrima@gmail.com
พีรยุทธ แสงตรีสุ
Pirapong18082536@gmail.com
วรัญญู พอดี
Warunyu.p@kkumail.com
อัมภาวรรณ นนทมาตย์
beebienonthamart@gmail.com
กมลทิพย์ สุหญ้านาง
kamontip.su@kkumail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล (HR 5.0) ของผู้บริหารหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในจังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 179 คน ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) พบว่า ข้อคำถามของแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67 จำนวน 10 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 17.69 ข้อคำถามของแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1 จำนวน 103 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 82.31 และมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมานประกอบด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล HR 5.0 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.22,S.D.=0.47; Mean=4.13,S.D.=0.50; Mean=4.10,S.D.=0.49) ตามลำดับ โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ระดับสูงกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล HR 5.0 (r=0.708, <em>p</em>-value<0.001; r=0.714, <em>p</em>-value<0.001) ตามลำดับ ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี การจัดการความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้าง การจัดการความเปลี่ยนแปลงด้านบุคลากร การจัดการความเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมโดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 62.3 (R²=0.623, <em>p</em>-value<0.001) สรุปว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขควรกำหนดให้การพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัล ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง เป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาผู้บริหารหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล HR 5.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น</p>
2026-05-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี