https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/issue/feed วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-10-02T14:03:48+07:00 Satawat Sriprom research.hpc10@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี</p> <p>( Regional Health Promotion Center 10 Ubonratchathani Journal )</p> <p><em><strong> ISSN: 3088-2095</strong> (online)</em></p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี </em></p> <ul> <li><em>ฉบับที่ </em><em>1 มกราคม – มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ </em><em>2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></li> </ul> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูง ในด้านส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมของนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ที่สนใจในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในด้านสุขภาพ </em></p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5025 ประสิทธิผลของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในผู้ป่วยระยะกลางที่ได้รับการดูแลด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในจังหวัดอุดรธานี 2026-03-11T10:46:42+07:00 นารินรัตน์ เหล่าเรือง narinrut.l@kkumail.com สุรชัย พิมหา Suraphi@kku.ac.th พีรดา อินทร์นอก phirada.i@kkumail.com ภัทรพล โชวงศ์ benz.mylove@hotmail.com กฤษณะ อุ่นทะโคตร kritaun@kku.ac.th <p><strong> </strong>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของนโยบายการพัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ต่อจำนวนผู้ป่วยระยะกลาง ที่ได้รับการดูแลด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จังหวัดอุดรธานี เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลจำนวนผู้ป่วยระยะกลาง (ตามปีงบประมาณ) การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experiment) รูปแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวโดยมีการวัดผลลัพธ์ก่อนและหลังมีนโยบาย (Interrupted Time Series Design) โดยนำข้อมูลที่รายงานผ่านระบบสารสนเทศ ย้อนหลัง 3 ปี ตามไตรมาส (ปีงบประมาณ 2566 - 2568) มาเป็นข้อมูล ศึกษาแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยระยะกลางที่ได้รับการดูแลด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จังหวัดอุดรธานี ประชากรและกลุ่มตัวอย่างข้อมูลผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นผู้ป่วยระยะกลางที่ได้รับการดูแลด้วยการแพทย์แผนไทยในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 7,123 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยแบบแบ่งช่วงเชิงเส้นและการทดสอบ Seasonal โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า มาตรการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในผู้ป่วยระยะกลางที่ได้รับการดูแลด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในจังหวัดอุดรธานีปี 2566 ไตรมาสที่ 4 หลังได้รับมาตรการทันที ผู้ป่วยระยะกลางที่ได้รับการดูแลเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.31 และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงหลังจากได้รับมาตรการเปรียบเทียบกับก่อนได้รับมาตรการ ผู้ป่วยระยะกลางที่ได้รับการดูแลเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.73 ต่อไตรมาส แม้ว่าในแต่ละไตรมาสหลังการแทรกแซงจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงร้อยละ 1.03 ต่อไตรมาส กล่าวโดยสรุปนโยบายการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในผู้ป่วยระยะกลางที่ได้รับการดูแลด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในจังหวัดอุดรธานี มีประสิทธิผลในระยะยาว ควรติดตามหรือส่งเสริมนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อเกิดให้ผลที่ยั่งยืนต่อไป</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5311 ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการขยะอันตราย ของคนในชุมชน อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี 2026-06-02T14:13:55+07:00 จักรี พิณทอง chakri2562@gmail.com สุภาพร ใจการุณ s_chaigarun@yahoo.com กุลชญา ลอยหา loyha2523@gmail.com <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการพัฒนาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการขยะอันตรายของประชาชนในอำเภอนาเยีย ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะก่อนทดลอง หลังทดลอง และระยะติดตามผล กลุ่มตัวอย่าง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 27 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ โปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 4 ขั้นตอน (ประสบการณ์ สะท้อนความคิด ความคิดรวบยอด และประยุกต์แนวคิด) เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นด้านความรู้ได้ค่า KR-20 เท่ากับ 0.842 ส่วนด้านทัศนคติและพฤติกรรมได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.625 และ 0.876 ตามลำดับ เก็บข้อมูล 3 ระยะ คือ ก่อนทดลอง หลังทดลอง (สัปดาห์ที่ 9) และติดตามผล (สัปดาห์ที่ 15) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Independent t-test และ Repeated Measure ANOVA</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในระยะหลังการทดลอง (สัปดาห์ที่ 9) แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) โดยด้านความรู้ (Mean Difference=1.074, 95%CI: -0.102 ถึง 2.250, p=0.073, Cohen’s d=0.517) ทัศนคติ (Mean Difference=0.037, 95%CI: -1.697 ถึง 1.771, p=0.966, Cohen’s d=0.012) และพฤติกรรม (Mean Difference=0.630, 95%CI: -0.835 ถึง 2.094, p=0.392, Cohen’s d=0.234) เช่นเดียวกับการเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลองตลอด 3 ระยะ ที่แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) ในทุกตัวแปร ได้แก่ ด้านความรู้ ( F=1.192, p=0.305, <img style="font-size: 0.875rem;" src="blob:https://he03.tci-thaijo.org/1c4c3985-c621-4d11-9ca6-3109038ef96b" alt="" width="19" height="23" />n<sub>p</sub><sup>2</sup><span style="font-size: 0.875rem;">=</span><span style="font-size: 0.875rem;">0.044) ด้านทัศนคติ ( F=0.154, p=0.858, n<sub>p</sub><sup>2</sup><img style="font-size: 0.875rem;" src="blob:https://he03.tci-thaijo.org/1c4c3985-c621-4d11-9ca6-3109038ef96b" alt="" width="19" height="23" /></span><span style="font-size: 0.875rem;">=0.006) และด้านพฤติกรรม ( F=0.423, p=0.657, n<sub>p</sub><sup>2</sup></span><span style="font-size: 0.875rem;"><img style="font-size: 0.875rem;" src="blob:https://he03.tci-thaijo.org/cc2ebedd-95b1-4f73-a746-1dbfc28e99ec" alt="" width="19" height="23" /></span><span style="font-size: 0.875rem;">=0.016) ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนพื้นฐานเดิมสูงอยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เพดาน (Ceiling effect)</span></p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5353 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ต่อพฤติกรรม การดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ ตำบลนาโพธิ์ อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี 2026-04-17T15:01:11+07:00 ธิญาพร รอบโลก thiyaporn.ro.64@ubu.ac.th เมรีรัตน์ มั่นวงศ์ mereerat.m@ubu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง วัดผลก่อนและหลังการทดลอง 2 กลุ่ม เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมน้ำตาลสะสมในเลือดไม่ได้ ตำบลนาโพธิ์ อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี จำนวนกลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองจะได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ทั้งหมด 3 กิจกรรมเป็นเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมจะได้รับการดูแลตามปกติของการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired t-test เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่ม และใช้สถิติ Multiple linear regression เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัย หลังเข้าร่วมโปรแกรมการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่า คะแนนความเชื่อด้านสุขภาพ และค่าน้ำตาลสะสมเฉลี่ยในเลือด มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=0.125, 0.089 ตามลำดับ) คะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(<em>p</em>&lt;0.001) โดยกลุ่มทดลองคะแนนมากกว่า 9.7 คะแนน (95%CI: 6.4-13.1)</p> <p> ดังนั้น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สามารถประยุกต์ใช้โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ ขยายระยะเวลาการดำเนินโปรแกรมให้ครอบคลุมอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้สามารถประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของค่า HbA1C ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและพัฒนาเครื่องมือติดตามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพแบบต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมโรคในระยะยาว</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4998 ประสิทธิผลของนโยบายการเฝ้าระวังสอบสวนโรคและภัยสุขภาพ ต่ออุบัติการณ์โรคไข้เลือดออกของจังหวัดนครพนม ปี 2560-2568 2026-02-13T15:19:12+07:00 ปิยาพร ชาภูวงค์ piyaporn.cha@kkumail.com สุรชัย พิมหา suraphi@kku.ac.th กฤษณะ อุ่นทะโคตร kritaun@kku.ac.th <p> โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่มีเชื้อไวรัสเป็นตัวก่อโรค โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญในหลายประเทศทั่วโลกเนื่องจากโรคสามารถแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experiment) รูปแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวโดยมีการวัดผลลัพธ์ก่อนและหลังมีนโยบาย (Interrupted Time Series Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของนโยบายการเฝ้าระวังสอบสวนโรคและภัยสุขภาพต่ออุบัติการณ์โรคไข้เลือดออกของจังหวัดนครพนม เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลจำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ข้อมูลสถานการณ์โรคไข้เลือดออกจังหวัดนครพนม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึง 26 กันยายน 2568 จำนวน 4,301 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยแบบแบ่งช่วงเชิงเส้นและการทดสอบ Seasonal โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังจากได้รับนโยบายการเฝ้าระวังสอบสวนโรคและภัยสุขภาพต่ออุบัติการณ์โรคไข้เลือดออก ปี 2563 ทันที พบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกลดลง 952 คน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และในทุก ๆ 1 ปี หลังได้รับนโยบายฯ จำนวนผู้ป่วยฯมีแนวโน้มลดลง 427 คน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวโดยสรุป ในระยะสั้นการดำเนินงานตามนโยบายฯ ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกลดลง แต่เมื่อพิจารณาแนวโน้มในระยะยาวผลของนโยบายยังไม่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยลงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขควรเสริมสร้างความต่อเนื่องของมาตรการเชิงรุกและการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลการเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกระหว่างหน่วยงานภาครัฐและระหว่างประเทศเพื่อติดตามการระบาดได้อย่างทันท่วงที</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี