วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal <p>วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี</p> <p>( Regional Health Promotion Center 10 Ubonratchathani Journal )</p> <p><em><strong> ISSN: 3088-2095</strong> (online)</em></p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี </em></p> <ul> <li><em>ฉบับที่ </em><em>1 มกราคม – มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ </em><em>2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></li> </ul> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูง ในด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ นักศึกษาและนักวิจัย ทั้งในและนอกเขตสุขภาพที่ </em><em>10 </em> </p> ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี (Regional Health Promotion Center 10 Ubon ratchathani) th-TH วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 3088-2095 ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการขยะของครัวเรือน: กรณีศึกษาในกลุ่มเปราะบางพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4757 <p> การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการขยะของครัวเรือนในพื้นที่ตำบลทุ่งเทิงและตำบลนากระแซง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในแผนการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอุบลราชธานี พื้นที่ดังกล่าวมีแนวโน้มจะได้รับทั้งผลกระทบและโอกาสจากการพัฒนาอุตสาหกรรม กลุ่มตัวอย่างคือ ตัวแทนครัวเรือนในกลุ่มเปราะบางจำนวน 434 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้ข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 การเก็บข้อมูลดำเนินการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2567</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะ (ร้อยละ 98.39) และการอัพไซเคิล (ร้อยละ 91.71) แต่ยังขาดความรู้เรื่องการจำแนกขยะอันตราย กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติเชิงบวกต่อการคัดแยกขยะ โดยเห็นว่าการคัดแยกขยะมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม (ค่าเฉลี่ย 4.29) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาข้อคำถามเชิงลบโดยการกลับทิศการแปลผล พบว่าราคาขายขยะรีไซเคิลที่ต่ำเป็นปัจจัยลดแรงจูงใจในการคัดแยกขยะของครัวเรือน (ค่าเฉลี่ย 2.28) สำหรับพฤติกรรม พบว่าสาเหตุหลักที่ไม่คัดแยกขยะคือการขาดความรู้ที่ถูกต้อง (ร้อยละ 76.90) และครัวเรือนส่วนใหญ่ยังคงกำจัดขยะด้วยการเผาเป็นหลัก (ร้อยละ 85.90) แม้ว่าจะมีบางส่วนที่แสดงพฤติกรรมลดการใช้ เช่น การใช้ถุงผ้าซ้ำ (ร้อยละ 56.22) และการปฏิเสธถุงพลาสติก (ร้อยละ 40.78)</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการส่งเสริมองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจัดการขยะ โดยเฉพาะการจำแนกขยะอันตราย รวมถึงการสร้างแรงจูงใจ เช่น การปรับปรุงระบบการจัดการและรับซื้อขยะรีไซเคิล เพื่อเตรียมความพร้อมของชุมชนในการรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในอนาคต</p> ปวีณา ลิมปิทีปราการ สง่า ทับทิมหิน จันทรา ธนะวัฒนาวงศ์ สุรสม กฤษณะจูฑะ กนกพร เชิงรัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-05-01 2026-05-01 14 1 1 11 สถานการณ์และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4358 <p> การวิจัยแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เลี้ยงดูเด็ก จำนวน 460 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของพ่อแม่และผู้ดูแลหลัก แบบสอบการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของเด็กปฐมวัย แบบสอบถามการใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และแบบสอบถามพัฒนาการเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ</p> <p> ผลการวิจัย สถานการณ์พัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้เลี้ยงดูหลัก คือปู่ ย่า ตา ยาย (50.0%) มีความเข้าใจในเนื้อหาของคู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างจำกัด และส่วนใหญ่ไม่ได้นำคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยมาอ่านทบทวนซ้ำและนำมาปรับใช้ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยเพียง (58.0%) เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัย (57.4%) ส่วนพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 พบว่า อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเป้าหมายและไม่บรรลุค่าเป้าหมายตามแผนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทุกกลุ่มวัย (ด้านสุขภาพ) ที่กำหนดพัฒนาการสมวัยไว้ที่ร้อยละ 87 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 ได้แก่ การใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ของเด็กปฐมวัย (AOR 2.3; 95%CI: 1.04 to 4.96; <em>p</em>-value=0.040) และผู้เลี้ยงดูเด็กอ่านคู่มือ DSPM (AOR 1.9; 95%CI: 1.08 to 3.26; <em>p</em>-value=0.025)</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการลดการได้รับสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในเด็กเล็ก และส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงดูโดยเฉพาะ ปู่ย่า ตายาย มีความรู้และใช้คู่มือ DSPM อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้ถึงเกณฑ์มาตรฐาน</p> ์นิตยา พรรณาภพ สุพัตรา บุญเจียม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-05-01 2026-05-01 14 1 12 25 ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอด ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอดทางช่องคลอด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4646 <p> ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตของมารดา หากไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันท่วงที การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอดทางช่องคลอด โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design) กลุ่มตัวอย่างคือมารดาหลังคลอดทางช่องคลอด จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 35 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เก็บข้อมูลระหว่างระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2567-31 กรกฎาคม 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลมารดาหลังคลอดปกติทางช่องคลอดเพื่อป้องกันภาวะตกเลือด ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.67 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90 และเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลและแบบประเมินความพึงพอใจของมารดาหลังคลอดปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบค่าทีชนิด 2 กลุ่มเป็นอิสระต่อกัน (Independent sample t-test)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยปริมาณการสูญเสียเลือดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (296.89±59.78 มล. เทียบกับ 340.86±67.90 มล.; t=2.86,<em> p</em>&lt;.05) และมารดาหลังคลอดในกลุ่มทดลองยังมีระดับความพึงพอใจแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ²=3.916, <em>p</em>&lt;.05) แสดงว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลสามารถลดปริมาณการเสียเลือดใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และเพิ่มระดับความพึงพอใจของมารดาหลังคลอด </p> <p> สรุปได้ว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการดูแลมารดาหลังคลอดเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดในช่วง 24 ชั่วโมงแรก จึงควรมีการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ในหอผู้ป่วยสูติกรรมเพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดและส่งเสริมคุณภาพการดูแลมารดาหลังคลอดให้มีความปลอดภัยมากขึ้น</p> มยุรา คูณค้ำ สุนันทา ศรีมาคำ อรดี โชคสวัสดิ์ กัลยา บัวบาน วันวิสา แสนลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-05-01 2026-05-01 14 1 26 41 การพัฒนารูปแบบคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5062 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์พัฒนารูปแบบการจัดตั้ง การบริหารจัดการ และการให้บริการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นในสถานศึกษาพยาบาล ตามการรับรู้และความคาดหวังของบุคลากร นักศึกษา และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง 260 คน (บุคลากร 32 คน นักศึกษา 163 คน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 65 คน) เลือกด้วยการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือคือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ (CVI=1.00, Cronbach's alpha=0.82) และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบคลินิกประกอบด้วย 3 มิติหลักและ 9 องค์ประกอบย่อย (1) มิติการจัดตั้ง ได้แก่ การวิเคราะห์บริบทชุมชน การวางแผนขออนุญาตและขึ้นทะเบียน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (2) มิติการบริหารจัดการ ได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการบริหาร การบริหารตามหลัก 4M และวงจร PDCA และการติดตามประเมินผล และ (3) มิติการให้บริการ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพบริการ การสร้างระบบสารสนเทศสุขภาพ และการเสริมสร้างจิตบริการของบุคลากร ระดับการรับรู้ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.75, S.D.=0.60) บุคลากรมีระดับการรับรู้สูงสุด ( =4.56, S.D.=0.38) ขณะที่นักศึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีระดับปานกลาง ( =3.21, S.D.=0.44 และ =3.48, S.D.=0.98 ตามลำดับ) ความคาดหวังภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.79, S.D.=0.46) ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อน 3 ธีม (1) คลินิกเป็นแหล่งเรียนรู้และบริการจริงของนักศึกษา (2) การบริหารต้องอาศัยความร่วมมือของทีมสหวิชาชีพ และ (3) บรรยากาศบริการต้องอบอุ่น เป็นมิตร และไว้วางใจได้</p> กุลธิดา กุลประฑีปัญญา จงลักษณ์ ทวีแก้ว พรทิพย์ แก้วสิงห์ เพชรรัตน์ พิบาลวงษ์ นภัทร บุญเทียม รัสวรรณ แสนคำหมื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-05-01 2026-05-01 14 1 42 56 ความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (eHealth) ในการปฏิบัติงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองคาย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4977 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (eHealth) ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่าง คือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองคาย จำนวน 302 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลทำโดยใช้แบบสอบถาม มีความตรงเชิงเนื้อหาทุกข้อมีค่าเท่ากับ 1 และความเที่ยงทั้งฉบับ เท่ากับ 0.987 และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้สถิติ Multiple logistic regression ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ (eHealth) เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 61.26 (95%CI: 55.61 to 66.62) และพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการพัฒนาสมรรถนะในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ ได้แก่ การบริหารองค์กรนวัตกรรมด้านการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อนวัตกรรมระดับสูง (AOR=4.71, 95%CI: 2.37 to 9.36, <em>p-</em>valu<em>e</em>&lt;0.001) และด้านการสร้างระบบการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องระดับสูง (AOR=2.80, 95%CI: 1.41 to 5.59, <em>p-</em>valu<em>e</em>=0.003) ความฉลาดทางดิจิทัลด้านทักษะการจัดสรรเวลาหน้าจอระดับสูง (AOR=2.49, 95%CI: 1.18 to 5.23, <em>p-</em>value=0.016) และด้านทักษะการบริหารข้อมูลที่ทิ้งไว้ในโลกออนไลน์ระดับสูง (AOR=2.09, 95%CI: 1.85 to 9.01, <em>p-</em>valu<em>e</em>&lt;0.001) ซึ่งหน่วยงานสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการออกแบบพัฒนาบุคลากรที่มุ่งเสริมสร้างทักษะและความฉลาดทางดิจิทัล รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้แบบต่อเนื่อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสามารถ แปลงนโยบาย eHealth สู่การปฏิบัติจริง ที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> Sutida Kanha นครินทร์ ประสิทธิ์ จารุกิตต์ ยาระษี วรัญญู พอดี อัมภาวรรณ นนทมาตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-05-05 2026-05-05 14 1 57 72 ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง ที่มีความสัมพันธ์ต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล HR 5.0 ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4999 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล (HR 5.0) ของผู้บริหารหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในจังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 179 คน ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม 4 ส่วน ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) พบว่า ข้อคำถามของแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.67 จำนวน 10 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 17.69 ข้อคำถามของแบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1 จำนวน 103 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 82.31 และมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล HR 5.0 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (Mean=4.22,S.D.=0.47; Mean=4.13,S.D.=0.50; Mean=4.10,S.D.=0.49) ตามลำดับ โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และการบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ระดับสูงกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล HR 5.0 (r=0.708, <em>p</em>-value&lt;0.001; r=0.714, <em>p</em>-value&lt;0.001) ตามลำดับ ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์ ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี การจัดการความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้าง การจัดการความเปลี่ยนแปลงด้านบุคลากร การจัดการความเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมโดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 62.3 (R²=0.623, <em>p</em>-value&lt;0.001)</p> <p> สรุปว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขควรกำหนดให้การพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัล ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง เป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาผู้บริหารหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ยุคดิจิทัล HR 5.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น</p> ณัฐวุฒิ บัวระพา นครินทร์ ประสิทธิ์ สุพัฒน์ กองศรีมา พีรยุทธ แสงตรีสุ วรัญญู พอดี อัมภาวรรณ นนทมาตย์ กมลทิพย์ สุหญ้านาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-05-06 2026-05-06 14 1 73 88 การฟื้นฟูสภาพช่องปากในผู้ป่วยที่สูญเสียมิติแนวดิ่งที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ร่วมกับการใช้เครื่องสแกนในช่องปาก รายงานผู้ป่วย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5020 <p> รายงานผู้ป่วยนี้นำเสนอแนวทางการฟื้นฟูสภาพช่องปากแบบองค์รวมในผู้ป่วยชายไทยอายุ 80 ปี ที่มีการสึกของฟันอย่างรุนแรงร่วมกับการสูญเสียมิติแนวดิ่งของการสบฟัน (Loss of vertical dimension of occlusion) ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบดเคี้ยวและความสวยงามของใบหน้า การรักษามุ่งเน้นการกำหนดมิติแนวดิ่งใหม่อย่างเป็นระบบ โดยใช้ครอบฟันชั่วคราวร่วมกับฟันเทียมบางส่วนถอดได้ฐานอะคริลิกในช่วงที่ผู้ป่วยปรับตัวกับมิติแนวดิ่งใหม่ ร่วมกับการรักษารากฟัน การบูรณะด้วยเดือยฟันและครอบฟันเซรามิกชนิดเซอร์โคเนีย และการฟื้นฟูการสูญเสียฟันด้วยฟันเทียมบางส่วนถอดได้ฐานโลหะขยายฐานทั้งขากรรไกรบนและล่าง การวินิจฉัยและบันทึกข้อมูลใช้เครื่องสแกนในช่องปากร่วมกับระบบคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบและผลิตเพื่อเพิ่มความแม่นยำของการรักษา</p> <p> ผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยสามารถปรับตัวต่อมิติแนวดิ่งใหม่ได้ดี ไม่พบความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร การทำงานของครอบฟันและฟันเทียมมีเสถียรภาพ พร้อมทั้งความสวยงามและคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นอย่างชัดเจน รายงานผู้ป่วยนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประเมินมิติแนวดิ่งอย่างเป็นระบบ บทบาทของการบูรณะชั่วคราวในการทดสอบการปรับตัว และศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนรักษาในผู้ป่วยที่มีความยุ่งยากซับซ้อน</p> อรัญญา สายพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-05-06 2026-05-06 14 1 89 102 การพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรงแบบบูรณาการภาคีเครือข่าย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4367 <p><strong> </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลลัพธ์ของกระบวนการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง แบบบูรณาการภาคีเครือข่ายเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ระยะ ดังนี้ ระยะ 1 การวางแผน (Planning) ระยะ 2 การปฏิบัติการ (Action) ระยะ 3 การสังเกตการณ์ (Observation) และระยะ 4 การสะท้อนผล (Reflection) กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) ในอำเภอเกษตรวิสัย จำนวน 85 ราย ระยะเวลาการศึกษา พฤศจิกายน 2567-กันยายน 2568 ใช้สถิติเพื่อประเมินผลลัพธ์แบบวัดซ้ำ ด้วยสมการประมาณค่าทั่วไปนัยแบบพหุ (Generalized estimating equations: GEE)</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่าการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงทำให้ได้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (<a href="https://www.google.com/search?sca_esv=d2e7cdd0b004c888&amp;rlz=1C1PNBB_enTH1011TH1011&amp;sxsrf=AHTn8zqar4vwy12XXqqCq38mu4Kjy5LYfg:1747296415758&amp;q=kaset+wisai&amp;spell=1&amp;sa=X&amp;ved=2ahUKEwiB27axgqWNAxUmyzgGHfy4APgQBSgAegQIDhAB">Kaset Wisai</a>-Care-Team) โดยเริ่มจากการคัดกรองประชาชนที่เข้าสู่ระบบจนถึงการส่งต่อเข้าสู่ขั้นตอนการดูแลและจำหน่าย ซึ่งมีทีมสหวิชาชีพรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และการมีส่วนร่วมของครอบครัว ญาติ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และทีมหมอครอบครัว หลังการใช้กระบวนการโดยบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายสามารถลดคะแนนความรุนแรงลงได้จากผลการติดตามผู้ป่วยในรอบ 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน สรุปภาพรวมค่าเฉลี่ยความรุนแรงเมื่อสิ้นสุดกระบวนการ เมื่อควบคุมตัวแปรเพศ อายุ ผู้ดูแล และประเภทของยาเสพติด พบว่าผู้ป่วยมีคะแนนความรุนแรงลดลง -5.10 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (95%CI=-1.21 to -7.92; <em>p</em>-value=0.021)</p> <p><strong> </strong>สรุปได้ว่ารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ที่พัฒนาขึ้นโดยบูรณาการแนวคิดการใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-Based approach) มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่องและลดพฤติกรรมรุนแรงได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> รัชนี วงษ์คำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-06-11 2026-06-11 14 1 103 119 การเปรียบเทียบผลการควบคุมความดันโลหิตระหว่างการดูแลแบบโฮมวอร์ดและการรักษาแบบผู้ป่วยนอก: การศึกษาแบบกึ่งทดลองในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ โรงพยาบาลคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5376 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง ชนิด Non-equivalent control-group pretest-posttest design มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนผู้ป่วยที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน (ความดันโลหิตซิสโตลิก&lt;140 มม.ปรอท และความดันโลหิตไดแอสโตลิก&lt;90 มม.ปรอท) ระหว่างกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบโฮมวอร์ดและกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ โรงพยาบาลคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร เก็บข้อมูลแบบ Census sampling จากผู้ป่วยทุกรายที่ผ่านเกณฑ์คัดเข้าในช่วงเวลาที่ศึกษา ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 543 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการดูแลแบบโฮมวอร์ด 45 คน และกลุ่มเปรียบเทียบที่ได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก 498 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวัดค่าความดันโลหิตด้วยเครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติ Omron HEM-7120 ทั้งก่อนและหลังการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Pearson chi-square test และ Multiple logistic regression</p> <p> ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ป่วยในกลุ่มโฮมวอร์ดมีสัดส่วนการควบคุมความดันโลหิตได้ตามเป้าหมายสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (ร้อยละ 88.9 เทียบกับร้อยละ 20.7) โดยมีโอกาสควบคุมความดันโลหิตได้เป็น 30.68 เท่าของกลุ่มเปรียบเทียบ (OR = 30.68, 95%CI: 11.81-79.70, <em>p-value</em>&lt;0.001) หลังปรับผลของปัจจัยร่วม ได้แก่ เพศ อายุ ค่าความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกก่อนการรักษา พบว่ารูปแบบการรักษายังคงเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลการควบคุมความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสูงสุด (aOR=46.51, 95%CI: 16.74-129.22, <em>p</em>-value&lt;0.001) แบบจำลองมีความเหมาะสมดี (Hosmer-Lemeshow test: <em>p</em>-value=0.972)</p> <p> ผลการศึกษานี้มีนัยสำคัญเชิงระบบบริการสุขภาพ เนื่องจากสะท้อนศักยภาพของรูปแบบการดูแลแบบโฮมวอร์ดในการเพิ่มอัตราการควบคุมความดันโลหิตในระดับบริการปฐมภูมิ แต่ทั้งนี้ยังมีข้อจำกัดด้านความไม่สมดุลของขนาดกลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลาติดตามที่แตกต่างกันและจุดวัดความดันโลหิตที่ต่างกัน การศึกษาในอนาคตควรใช้รูปแบบการสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและกำหนดระยะเวลาติดตามที่เท่ากัน</p> อภิวัชร์ จองไพจิตรสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-06-18 2026-06-18 14 1 120 131 ผลของอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์รายวันต่อการมานอนโรงพยาบาล ด้วยภาวะทางเดินหายใจส่วนล่างติดเชื้อเฉียบพลันในผู้ป่วยเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี ในเขตพื้นที่อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5379 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ต่อการเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในด้วยภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเฉียบพลันของผู้ป่วยเด็กอายุไม่เกิน 5 ปีในเขตพื้นที่อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร นำไปสู่การวางแผนจัดสรรทรัพยากรสาธารณสุขและการเฝ้าระวังโรคอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการศึกษา การศึกษาแบบกรณีไขว้แบ่งชั้นเวลา ใช้วิธีวิเคราะห์ถดถอยกึ่งปัวซองแบบมีเงื่อนไข เพื่อหาค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ต่อการมานอนโรงพยาบาลร่วมกับวิเคราะห์ผลกระทบล่าช้า 21 วัน</p> <p> ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ตลอดระยะเวลาผลกระทบสะสม 21 วัน พบว่า ณ ระดับอุณหภูมิสุดขั้วที่ 24.4 องศาเซลเซียส และ 32.5 องศาเซลเซียส ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อเทียบกับอุณหภูมิมัธยฐาน (RR=0.86 (95%CI: 0.55-1.35) และ 0.62 (95%CI: 0.36-1.05) ตามลำดับ) เช่นเดียวกับการรับสัมผัสความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับร้อยละ 56 และ 89 ซึ่งไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในเมื่อเทียบกับความชื้นสัมพัทธ์มัธยฐาน (RR=1.15 (95%CI: 0.67-1.98) และ 1.20 (95%CI: 0.84-1.72) ตามลำดับ</p> <p> สรุปผลการศึกษา ความแปรปรวนของอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์รายวันรายวันไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่ออัตราการเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในด้วยภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเฉียบพลันในกลุ่มผู้ป่วยเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลแนวโน้มจากการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน ร่วมกับการพิจารณาปัจจัยร่วมอื่น ๆ ในการวางแผนเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรสาธารณสุขในพื้นที่ในช่วงที่มีความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศต่อไป</p> อารยวิชญ์ คงชุม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-06-18 2026-06-18 14 1 132 147 การศึกษานำร่องผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการประยุกต์ใช้เวชศาสตร์วิถีชีวิตในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ระยะที่ 1-2-3a อำเภอทรายทองวัฒนา จังหวัดกำแพงเพชร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5377 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชะลอภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะ 1-2-3a มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น และเพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการคลินิกชะลอไตเสื่อม วิธีการศึกษาเป็นรูปแบบ Pre-Post Pilot Study using Secondary Data การศึกษานำร่องย้อนหลัง แบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อน-หลัง โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ นำผลการดำเนินงานคลินิกชะลอไตเสื่อมเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568-เดือนตุลาคม 2568 เปรียบเทียบผลของค่า eGFR และ Urine MA/Cr ratio ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการโดยใช้สถิติ Pair sample t-test และ Wilcoxon signed rank test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ผลการเปรียบเทียบพบว่า ค่า eGFR ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (t=0.76, <em>p</em>=0.46) ในขณะที่ค่า UACR ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z=-2.35, <em>p</em>=0.02) โดยพบผู้ป่วยที่มีค่า UACR เพิ่มขึ้นหลังจบโครงการจำนวน 19 ราย สำหรับพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิตโดยรวมพบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับคงที่ (ร้อยละ 73.33-96.67)</p> <p> สรุปผลการศึกษา การนำร่องคลินิกเวชศาสตร์วิถีชีวิตในระยะเวลา 6 เดือน ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมสุขภาพที่ฝังลึกและผลลัพธ์ทางคลินิกอย่างชัดเจน เนื่องจากโรคไตเรื้อรังระยะต้นมีการดำเนินโรคที่ช้า ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชุมชนจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนที่เข้มข้นขึ้น และควรขยายระยะเวลาการติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกให้ยาวนานขึ้นในอนาคต</p> สุพัฒชา พุ่มใย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี 2026-06-22 2026-06-22 14 1 148 165