วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal <p>วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี</p> <p>( Regional Health Promotion Center 10 Journal)</p> <p><em><strong> E-ISSN: </strong> 2774-1362 (online)</em></p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี </em></p> <ul> <li><em>ฉบับที่ </em><em>1 มกราคม – มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ </em><em>2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></li> </ul> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูง ในด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ นักศึกษาและนักวิจัย ทั้งในและนอกเขตสุขภาพที่ </em><em>10 </em> </p> th-TH research.hpc10@gmail.com (Chailai Changdam) research.hpc10@gmail.com (titirat phawasuttipong) Thu, 28 Dec 2023 16:23:45 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของโปรแกรมการบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนของผู้ป่วยใช้ยา และสารเสพติดที่ไม่มีโรคจิตร่วม ในเขตอำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2004 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนของผู้ป่วยใช้ยาและสารเสพติดที่ไม่มีโรคจิตร่วม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดในสถานบริการโรงพยาบาลสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 ถึง 31 มีนาคม 2566 ระยะเวลา 6 เดือน จำนวน 40 ตัวอย่าง เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน และเลือกเข้ากลุ่มกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ตัวอย่าง โดยกลุ่มทดลองมีสมาชิกครอบครัว 1 คนและชุมชน 1 คน ร่วมในโปรแกรมฯ รวม 60 คน ซึ่งโปรแกรมการบำบัดโดยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชนคณะวิจัยได้สร้างขึ้นจากรูปแบบความเชื่อความเจ็บป่วย แนวคิดด้านความตั้งใจ และแนวคิดรูปแบบความเชื่อด้านสุขภาพ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ สถิติที่ใช้คือ จำนวน ร้อยละ Paired t-test&nbsp; Independent t – test และ Chi-square test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองหลังที่ได้รับโปรแกรมฯ มีค่าเฉลี่ยความตั้งใจในการเลิกใช้ยาและสารเสพติดที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-15.67, p&lt; .001) 2) ผลการเปรียบค่าเฉลี่ยคะแนนความตั้งใจในการหยุดใช้ยาและสารเสพติดกลุ่มทดลอง 8.05 (SD=1.09) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่มีค่าเฉลี่ยคะแนน 4.45 <br>(SD=1.46) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; .001) และ 3) กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมฯ มีความตั้งใจในการมารับบริการบำบัดรักษามากกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามรูปแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp; <br>(x2=0.15, p&lt; .05) ดังนั้นการดูแลผู้ป่วยให้เกิดความตั้งใจและมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาเข้ารับบริการบำบัดรักษาในสถานที่ใกล้บ้านใกล้ใจ โดยการมีส่วนร่วมของทั้งจากสมาชิกในครอบครัวและในชุมชน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย เกิดแนวทางและโอกาสในการพัฒนาสู่ความเป็นชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืนได้</p> กฤศ กุลบุตรดี, สยาม ประสานพิมพ์, วิยะดา ประสานพิมพ์ , พงศ์พิพัฒน์ เหิมฉลาด , พรปวี เปียวัน, เพียงฤทัย เพียงฤทัย, ภาวิณี สัญจรโคกสูง, ร่มโพธิ์ พวงศรี Copyright (c) 2023 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2004 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 ความสามารถของแบบจำลอง FRAX โดยไม่ใช้ BMD ในการทำนายกระดูกหักในประชากรทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2005 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective cohort study) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสามารถในการทำนายของ FRAX สำหรับการแตกหักของกระดูกพรุน วิธีการศึกษา:จากประวัติการรักษาของชายและหญิงอายุเท่ากันหรือมากกว่า 60 ปี จำนวน 300 คน ซึ่งมีสุขภาพแข็งแรงโดยทั่วไปที่มาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ในปี พ.ศ. 2553 FRAX ใช้ในการประเมินความเสี่ยงของกระดูกหักและประเมินความสามารถในการทำนายในด้านต่างๆ</p> <p>การวิจัยในช่วง 10 ปีของการติดตามระหว่างปี 2553-2562 จากเวชระเบียน อุบัติการณ์ของกระดูกหักคือ 19.3% (กระดูกหักหลัก 6.7% และกระดูกสะโพกหัก 12.7%) ความไวและความจำเพาะของ FRAX ในการทำนายกระดูกสะโพกหักโดยใช้จุดตัดมาตรฐานคือ 34.2% และ 69.8% ตามลำดับ (aRUC 0.52; 95% CI = 0.44-0.6) บทสรุป:การทำนายการแตกหักของกระดูกพรุนโดยใช้เครื่องมือ FRAX โดยไม่มี BMD พร้อมจุดตัดประจำนั้นทำได้ดีพอสมควรในการทำนายการแตกหักของกระดูกสะโพกหักมากกว่าการทำนายการแตกหักของกระดูกพรุนที่สำคัญ</p> ถนอมชัย โคตรวงษา Copyright (c) 2023 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2005 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2006 <p><strong>บทคัดย่อ &nbsp;</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ มีกลุ่มประชากรผู้สูงอายุถึงร้อยละ 18.3 และคาดว่าในปี 2583 ประเทศไทยจะมีผู้สูงวัยจำนวน 20 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของคนไทยจะเป็นผู้สูงอายุ ในขณะเดียวกันจากการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสังคมและวัฒนธรรมล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุทั้งสิ้น ซึ่งหากผู้สูงอายุได้รับการส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองอย่างถูกต้องเหมาะสมก็จะสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายให้ช้าลงได้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi–Experimental Research) เพื่อศึกษาประสิทธิผลการใช้โปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี &nbsp;โดยประยุกต์ใช้กลวิธีทางสุขศึกษา กระบวนการกลุ่ม แรงสนับสนุนทางสังคมและการสร้างพลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุในเขตอำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี การสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการแบ่งชั้นภูมิและการสุ่มอย่างง่าย โดยกลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ จำนวน 4 ครั้ง ซึ่งประกอบด้วย การเรียนรู้ด้วยตนเอง การบรรยาย การสนทนากลุ่ม การอภิปราย การสาธิต และการฝึกปฏิบัติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้สูงอายุก่อนและหลังการทดลอง ระยะเวลาในการศึกษาระหว่างเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2565 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Sample t-test และ Independent t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีความรู้เพิ่มขึ้น มีพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ กิจกรรมทางด้านร่างกาย โภชนาการความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล พัฒนาการทางจิตวิญญาณและการจัดการความเครียดดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; โดยสรุปการประยุกต์ใช้โปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุโดยกลวิธีทางสุขศึกษา กระบวนการกลุ่ม และแรงสนับสนุนทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงควรพิจารณานำรูปแบบการจัดโปรแกรมสุขศึกษาใช้กับกลุ่มอื่นๆ ต่อไป</p> ประพัฒสร ไสวเวียง Copyright (c) 2023 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2006 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 การส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งไชย (พัฒนานุสรณ์) ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2007 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) แบบภาคตัดขวาง(Cross -sectional) มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการส่งเสริมสุขภาพของเด็กวัยเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งไชย (พัฒนานุสรณ์) ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ที่มีต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของเด็กนักเรียนบ้านทุ่งไชย (พัฒนานุสรณ์)&nbsp; ตำบลทุ่งไชยอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ&nbsp;โดยประยุกต์กรอบแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพในการศึกษาปัจจัยทางด้านพฤติกรรมสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านทุ่งไชย (พัฒนานุสรณ์) ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยนำ&nbsp; ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพของเด็กวัยเรียนของเด็กวัยเรียน และแบบประเมินพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของเด็กวัยเรียน จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบ rating scale การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน คำนวณค่า IOC เท่ากับ 0.92 และหาการหาความเชื่อมั่น (Reliability) ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ &nbsp;0.77</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจัยส่วนบุคคลของเด็กวัยเรียนโรงเรียนบ้านทุ่งไชย (พัฒนานุสรณ์)&nbsp; ตำบลทุ่งไชยอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า เพศชายมากกว่าเพศหญิง จำแนกตามอายุ พบว่าส่วนใหญ่มีอายุ 10 ปี ปัจจัยนำ ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการรับรู้ประโยชน์ของการดูแลสุขภาพอยู่ในระดับดีมาก ปัจจัยเอื้อ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับดีมาก ปัจจัยเสริม การได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ และการได้รับคำแนะนำสนับสนุนจากบุคคลอื่น อยู่ในระดับปานกลาง เมื่อประเมินพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพพบว่าอยู่ในระดับดีมาก ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ และปัจจัยเสริม กับการส่งเสริมสุขภาพเด็กวัยเรียน พบว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ มีความสัมพันธ์กับการดูแลสุขภาพและพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพด้านร่างกายของเด็กวัยเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;0.05</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> ปราณี ศรีบุญเรือง , วัณยรัตน์ คุณาพันธ์, จุฑามาศ แก้วจันดี Copyright (c) 2023 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2007 Mon, 19 Dec 2022 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพต่อการมีภาวะเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้สูงอายุ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2008 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง วัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุต่อภาวะเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม เลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ที่มารับบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 231 คน การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยดังนี้ &nbsp;&nbsp;ผู้สูงอายุมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโรคข้อเข่าเสื่อมระดับปานกลาง ร้อยละ 50.2 &nbsp;ความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1)ด้านความรู้ความเข้าใจ 2)การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ 3)การสื่อสารสุขภาพ 4)การจัดการตนเอง 5)การรู้ เท่าทันสื่อสารสนเทศ และ6)การตัดสินใจเลือกปฏิบัติ &nbsp;มีความสัมพันธ์เชิงบวก กับการปฏิบัติตัวของผู้สูงอายุเพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม อย่างมีนัยสำคัญที่สถิติที่ระดับ 0.001 (r=0.574) และมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาวะเสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 (r=0.730) &nbsp;การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม มีความสัมพันธ์เชิงบวก กับภาวะเสี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อมของผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 (r=0.737)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปกำหนดเป็นแนวทางในการวางแผนดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเพื่อป้องกันหรือชะลอความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม ตลอดจนการพัฒนาการให้บริการแก่ผู้สูงอายุเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สูงอายุที่มารับบริการในโรงพยาบาลต่อไป&nbsp;</p> จุฬาพร ธานี , ฐิติรัตน์ ภาวะสุทธิพงษ์ Copyright (c) 2023 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/2008 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700