วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal <p>วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี</p> <p>( Regional Health Promotion Center 10 Ubonratchathani Journal )</p> <p><em><strong> ISSN: 3088-2095</strong> (online)</em></p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี </em></p> <ul> <li><em>ฉบับที่ </em><em>1 มกราคม – มิถุนายน</em></li> <li><em>ฉบับที่ </em><em>2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></li> </ul> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูง ในด้านการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรสาธารณสุข นักวิชาการ นักศึกษาและนักวิจัย ทั้งในและนอกเขตสุขภาพที่ </em><em>10 </em> </p> th-TH research.hpc10@gmail.com (Satawat Sriprom) titirat.bha@gmail.com (titirat phawasuttipong) Mon, 22 Dec 2025 17:23:39 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความรู้ บริบทและความต้องการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในเขตพื้นที่อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4257 <p> การศึกษาเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความรู้ บริบท และความต้องการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อสม. ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างคือ อสม. จำนวน 327 คน ซึ่งได้จากการคำนวณตามตาราง Krejcie &amp; Morgan โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified sampling) ชนิดสัดส่วน โดยแบ่งจำนวนตัวอย่างแต่ละพื้นที่ด้วยการสุ่มจับฉลาก เก็บข้อมูลดำเนินการระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึงพฤษภาคม 2568 ด้วยแบบสอบถามและซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน (ค่า KR-20=0.72 ) ทุกข้อ และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า อสม. ส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในระดับปานกลาง ร้อยละ 54.4 โดยมีถึงร้อยละ 15.9 ที่มีความรู้ระดับต่ำ แม้ว่าอสม.จะมีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยก็ตาม และร้อยละ 46.2 ยังคงขาดความรู้และทักษะที่จำเป็นในการให้คำแนะนำผู้ป่วยอย่างเหมาะสม รวมไปถึง อสม. มีความต้องการเร่งด่วนในการอบรมพัฒนาศักยภาพเกี่ยวกับการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ 65.1 หลักโภชนาการ ร้อยละ 56.9 การออกกำลังกาย ร้อยละ 45.0 รวมถึงทักษะการแก้ปัญหาสำหรับผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ร้อยละ 83.2 นอกจากนี้ ยังต้องการทรัพยากรสนับสนุน เช่น เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด ร้อยละ 80.7 และคู่มือสำหรับผู้ป่วย ร้อยละ 52.6</p> ณัฐพล ปัญญา, มณฑิชา รักศิลป์, วิลาวัณย์ ชาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4257 Tue, 09 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษา ทักษะชีวิต และพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศที่มีความสัมพันธ์ กับการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตเมืองและเขตชนบท จังหวัดอำนาจเจริญ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4299 <p> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษา ทักษะชีวิต และพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศที่มีความสัมพันธ์กับการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตเมืองและเขตชนบท จังหวัดอำนาจเจริญ คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรประมาณค่าเฉลี่ยประชากร 2 กลุ่ม ที่อิสระต่อกัน ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 240 คน (120 คนต่อกลุ่ม) ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.79 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วย Independent-samples t-test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติทดสอบพหุถดถอย (Multiple logistic regression)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตเมืองมีความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตสูงกว่านักเรียนในเขตชนบทอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value&lt;0.05) ในขณะที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตชนบท มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสูงกว่านักเรียนในเขตเมือง (<em>p</em>-value=0.003) เมื่อควบคุมผลกระทบของปัจจัยทั้งหมด พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับการมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า (95%CI=1.375 to 6.543, <em>p</em>-value=0.006) อีกทั้งผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสูงมีโอกาสเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ สูงกว่าผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศต่ำเป็น 7.26 เท่า (95%CI=2.26 to 23.33, <em>p</em>-value&lt;0.001) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาความรอบรู้ด้านเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตเพื่อเสริมสร้างการตระหนักรู้และลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดอำนาจเจริญต่อไป</p> คุนัญญา สอดสี, ณัฐณิชา พรทิพย์, ปานธีร์สุดา ดีมา, ศิริพร ศิริกัญญาภรณ์, กรกวรรษ ดารุนิกร, มงคลฤทธิ์ มณีเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4299 Tue, 09 Dec 2025 00:00:00 +0700 ลักษณะทางประชากรศาสตร์และความรอบรู้ด้านดิจิทัลที่มีผลต่อประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4327 <p> การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์และความรอบรู้ด้านดิจิทัลที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านสาธารณสุขในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรด้านสาธารณสุขจำนวน 137 คน จากประชากรทั้งหมด 1,606 คน มาจากการคำนวณตามสูตรของ Cohen (1988) โดยสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน (IOC&gt;0.50) ทุกข้อ และมีค่าความเชื่อมั่นด้านความรอบรู้ด้านดิจิทัลเท่ากับ 0.98 ด้านประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเท่ากับ 0.91 และมีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งชุดเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ความรอบรู้ด้านดิจิทัลและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความรอบรู้ด้านดิจิทัลมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลางกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.698, <em>p</em>-value&lt;0.001) โดยเฉพาะความรอบรู้ด้านดิจิทัล ด้านการใช้โปรแกรมดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลงานประจำ และด้านการเข้าถึงและตระหนักรู้ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านสาธารณสุข ได้ร้อยละ 50.70 (R<sup>2</sup>=0.507, <em>p</em>-value&lt;0.001) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการส่งเสริมสมรรถนะของบุคลากรเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการสุขภาพในระดับชุมชนอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p> อารียา ภูขันสูง, นพรัตน์ เสนาฮาด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4327 Tue, 09 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความรอบรู้และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4111 <p> การวิจัยเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลของนักศึกษาพยาบาลวิทยาพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 1- ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2567 จำนวนทั้งสิ้น 124 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่มีความเที่ยง (Cronbach’s alpha=0.78-0.95) วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติ ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ Chi-Square Test โดยวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผล โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05 </p> <p> ผลการวิจัย พบว่านักศึกษาพยาบาลมีความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในภาพรวมอยู่ในระดับเพียงพอ (𝑥̅=45.25, S.D.=8.241) โดยพบว่านักศึกษาชั้นปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด และนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด และ ปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ระดับชั้นปี การเรียนวิชาเภสัชวิทยา การเรียนภาคปฏิบัติวิชาการพยาบาล และ ประสบการณ์การเรียนหัวข้อการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาพยาบาลมีความรอบรู้ด้านการใช้ยาอย่างสมเหตุผลอยู่ในระดับเพียงพอมากยิ่งขึ้น</p> บุญชัย ภาละกาล, ณัฐพร คนไว, นิรัชพร สีงาม, บุษบา สิงห์แจ่ม, ประกายดาว ทานะวิโรจน์, ปราณปริยา ชาวน่าน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4111 Tue, 09 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการออมสุขภาพด้วยพหุโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน ของบุคลากรในเทศบาลเมืองวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4394 <p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการออมสุขภาพด้วยพหุโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน และประเมินพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. 1ฟ. 2น. พัฒนารูปแบบด้วยแนวคิด“การออมสุขภาพ” ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนของเคิร์ท เลวิน ได้แก่ 1) การวางแผน (Planning) 2) การปฏิบัติ (Acting) 3) การสังเกต (Observing) และ 4) การสะท้อนผล (Reflecting) กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรในเทศบาลเมืองวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 50 คน เข้าร่วมโปรแกรมฯ เป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์คะแนนพฤติกรรม ดัชนีมวลกาย และเส้นรอบเอว ด้วยสถิติ Paired samples t-test และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content analysis)</p> <p> ผลการวิจัย ได้ผลการพัฒนารูปแบบแบบมีส่วนร่วม โดยจัดรูปแบบทั้ง 6 กิจกรรม ดังนี้ การจัดฐานปรับความคิดและเสริมสร้างความตระหนัก กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน กลุ่มทำกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการบันทึกออมสุขภาพ 8 พฤติกรรม ตามหลัก 3อ. 2ส. 2น. 1ฟ. ซึ่งผลลัพธ์ด้านการรับรู้ความสามารถตนเองและพฤติกรรมสุขภาพก่อนและหลังเข้าร่วมการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองและพฤติกรรมสุขภาพมากกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff=5.03, 95%CI=1.56 to 8.46, <em>p</em>-value=0.005; Mean diff=3.25, 95%CI =0.78 to 3.38,<em> p</em>-value =0.003) และค่าเฉลี่ยเส้นรอบเอวและดัชนีมวลกายก่อนและหลังเข้าร่วมการวิจัย พบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยรอบเอวและดัชนีมวลกายลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean diff=-1.254, 95%CI=-3.08 to 0.57, <em>p</em>-value =0.172; Mean diff=-0.18, 95%CI=-0.55 to 0.20, <em>p</em>-value=0.351) ตามลำดับ</p> <p> สรุปผลการศึกษา ผลลัพธ์ของรูปแบบการออมสุขภาพด้วยพหุโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน มีประสิทธิภาพสามารถสร้างการรับรู้ความสามารถตนเองและพฤติกรรมสุขภาพได้ แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ได้แก่ ดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอว จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการติดตามผลและประเมินความยั่งยืนของโปรแกรม ฯ ต่อไป</p> ศุภลักษณ์ ธนธรรมสถิต, มนฤดี แสงวงษ์, ฐิติรัตน์ ภาวะสุทธิพงษ์, ศศิธร บุญสุข, จิรนันท์ เจริญผล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4394 Tue, 09 Dec 2025 00:00:00 +0700 สมรรถนะในศตวรรษที่ 21 และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อ การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิ ของผู้อำนวยการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจังหวัดชัยภูมิ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4328 <p> การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional descriptive research) เพื่อศึกษาสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 152 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม โดยได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งทุกข้อคำถามมีค่าดัชนีความสอดคล้องมากกว่า 0.50 และค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม ได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติการถดถอยพหุเชิงเส้นแบบขั้นตอน (Stepwise multiple linear regression analysis) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ภาพรวมระดับสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และระดับการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิ ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชัยภูมิ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.27 (S.D.=0.44), 4.40 (S.D.=0.48) และ 4.43 (S.D.=0.50) ตามลำดับ โดยพบว่าภาพรวมสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสัมพันธ์ระดับสูงกับการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานบริการสุขภาพปฐมภูมิ ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดชัยภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.742, <em>p</em>-value&lt;0.001) และ (r=0.792, <em>p</em>-value&lt;0.001) ตามลำดับ</p> เทพฤทธิ์ ฤทธิ์ไธสง, นพรัตน์ เสนาฮาด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4328 Tue, 09 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้มารับบริการตรวจคัดกรอง HPV DNA Test ในรายที่ผลตรวจผิดปกติ ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี โดยใช้ LINE official https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4353 <p> การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้มารับบริการตรวจคัดกรอง HPV DNA Test ในรายที่ผลตรวจผิดปกติ ศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี โดยใช้ LINE official ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 12 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาและทดสอบโปรแกรมใช้กลุ่มตัวอย่าง ช่วงที่ 1 จำนวน 17 คน และ ช่วงที่ 2 จำนวน 40 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น 2 ฉบับ ประเมินความตรงของเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน และตรวจสอบความเที่ยงด้วยค่า Cronbach’s alpha ได้เท่ากับ .981 และ .955 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์แก่นสาระ และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ Paired sample t-test และ Wilcoxon signed ranks test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05</p> <p> ผลการวิจัย 1) ผลการวิเคราะห์สภาพปัญหาพบว่า ผู้รับบริการ มีความรู้สึกกลัว วิตกกังวลสูง ข้อมูลที่ได้รับยังไม่เพียงพอในการตัดสินใจ ส่วนผู้ให้บริการพบภาระงานมากจากการให้ข้อมูลซ้ำ ๆ ทางโทรศัพท์และไลน์ 2) ผลการพัฒนาต้นแบบโปรแกรม ฯ ฉบับร่างที่ 1 โดยใช้ชื่อโปรแกรมว่า “ความรอบรู้เรื่อง HPV” ประกอบด้วยกิจกรรมสร้างเสริมความรอบรู้ 6 ด้าน นำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กจากนั้นทำการปรับปรุงเป็นฉบับร่างที่ 2 และนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 3) ผลการทดลองใช้โปรแกรมฯ ทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ พบว่า คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมของกลุ่มตัวอย่างหลังการทดลองดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value&lt;.05) สรุปได้ว่าโปรแกรมเสริมสร้างความรอบรู้ที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถนำไปใช้ในการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่ผู้ที่มีผลตรวจ HPV DNA Test ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดภาระงานของผู้ให้บริการได้</p> พรรณปพร ภาละกาล, วิษณุ จันทร์สด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4353 Tue, 09 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพการนอนหลับของกลุ่มคนวัยทำงานที่เสี่ยงภาวะซึมเศร้า จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/3513 <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพการนอนหลับของกลุ่มวัยทำงานที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าในจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างคือวัยทำงานอายุ 19-59 ปี ที่มารับบริการ ณ ศูนย์อนามัยที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี และมีคะแนนประเมินความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าจากแบบสอบถาม PHQ-9 ตั้งแต่ 5 คะแนนขึ้นไป จำนวน 185 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่พัฒนาจากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ปัจจัยส่วนบุคคล (2) ปัจจัยด้านการนอนหลับ และ (3) ปัจจัยด้านความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์พหุถดถอยแบบโลจิสติก นำเสนอผลด้วยค่า Adjusted Odds Ratio (AOR) ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า เพศหญิงมีโอกาสเสี่ยงต่อการมีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีสูงกว่าเพศชาย (AOR=1.41; 95%CI=1.01 to 3.85) ผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอายุไม่เกิน 45 ปี (AOR=2.38; 95%CI=1.42 to 4.76) ผู้ที่มีสถานภาพสมรสมีคู่ มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ไม่มีคู่ (AOR=2.41; 95%CI=1.09 to 3.86) ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่น (AOR=4.21; 95%CI=1.32 to 5.35) ผู้ที่มีประวัติการเจ็บป่วยมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติการเจ็บป่วย (AOR=2.15; 95%CI=1.81 to 5.61) นอกจากนี้ ผู้ที่มีความรอบรู้ด้านสุขอนามัยการนอนในระดับต่ำมีความเสี่ยงต่อการมีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีสูงกว่ากลุ่มที่มีความรอบรู้ระดับสูง (AOR=6.98; 95%CI=2.40 to 8.24) รวมถึงผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจและทัศนคติเกี่ยวกับการมองโลกและการดำเนินชีวิตในระดับต่ำหรือไม่เหมาะสม มีความเสี่ยงต่อการมีคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ชนิสรา เครือไชย, จุฬาพร ธานี, อุไลวรรณ์ ไขสังเกต, กุลชญา ลอยหา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/3513 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ต้นทุน-ประสิทธิผล นโยบายปฏิรูปเขตสุขภาพเพื่อส่งเสริมเชาวน์ปัญญาเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4987 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุน-ประสิทธิผลของนโยบายปฏิรูปเขตสุขภาพมาตรการใหม่ปี 2568 เพื่อส่งเสริมเชาวน์ปัญญาเด็กปฐมวัย เขตสุขภาพที่ 10 เมื่อเทียบกับมาตรการเดิมปี 2567 จากมุมมองของระบบสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างในการประเมินประสิทธิผลคือเด็กปฐมวัยในเขตสุขภาพที่ 10 (n=392) โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิของระดับเชาวน์ปัญญาเด็กปี 2567 และปี 2568 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินเชาวน์ปัญญาเด็กฉบับ พ.ศ.2563 และวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ Independent sample t-test การคำนวณอัตราส่วนต้นทุน-ประสิทธิผลส่วนเพิ่ม (Incremental Cost-Effectiveness Ratio: ICER) และการวิเคราะห์ความไว (Sensitivity)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า มาตรการใหม่มีต้นทุนรวมสูงกว่ามาตรการเดิม (6,824,395.70 บาท เทียบกับ 3,873,665.88 บาท) โดยต้นทุนส่วนเพิ่มส่วนใหญ่มาจากการลงทุนด้านข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีสุขภาพ ด้านประสิทธิผล ระดับเชาวน์ปัญญาเฉลี่ยโดยรวมของเด็กปฐมวัยในเขตสุขภาพที่ 10 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 1.52 จุด เมื่อเทียบกับมาตรการเดิม แต่ผลการวิเคราะห์รายจังหวัดมีความแตกต่างกัน พบว่าจังหวัดศรีสะเกษมีระดับเชาวน์ปัญญาลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 5.56 จุด ICER ของนโยบายปฏิรูปเท่ากับ 1,941,270 บาทต่อ 1 จุดเชาวน์ปัญญาที่เพิ่มขึ้น และการวิเคราะห์ความไวชี้ว่าผลการประเมิน ICER มีความมั่นคง (Robust) ต่อการเปลี่ยนแปลงของพารามิเตอร์สำคัญ</p> <p> ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมมาตรการใหม่และขยายผลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนด้านข้อมูลสารสนเทศและกำลังคน และพิจารณาจัดสรรทรัพยากรอย่างเจาะจงเพื่อแก้ไขปัญหาในจังหวัดศรีสะเกษซึ่งมีระดับเชาวน์ปัญญาลดลง</p> กิตติพศ ดำบรรพ์, เจนวิทย์ ศรพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4987 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมโดยการมีส่วนร่วม ของเครือข่ายชุมชนโรงพยาบาลอาจสามารถ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5005 <p><strong> </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชนโรงพยาบาลอาจสามารถ กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย 1) ผู้มีส่วนได้เสียหลัก จำนวน 25 คน (อาทิ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, อสม. แกนนำชุมชน เจ้าหน้าที่ อบต.) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างและสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และ 2) ผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมที่เข้าร่วมโปรแกรม จำนวน 30 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมิน ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) และแบบประเมินสมรรถภาพสมอง มีค่าความเที่ยงตรงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาร์ค (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ 0.87 และ 0.90 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired sample t-test</p> <p> ผลการศึกษาดังนี้</p> <p> 1) สถานการณ์และปัญหา พบว่าผลคัดกรองสมองเสื่อม สูงถึง 439 ราย ในปี พ.ศ. 2567 แต่มีผู้ ได้รับการวินิจฉัยและดูแลต่อเนื่องในโรงพยาบาลเพียง 13 ราย ซึ่งบ่งชี้ถึง ช่องว่างการส่งต่อและการดูแลที่รุนแรง</p> <p> 2) รูปแบบการการดูแล (Model) ที่เน้นการมีส่วนร่วมทั้ง 2 วงรอบ โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบ Fast-track การส่งต่อผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การจัดทำ Care plan รายบุคคล โดยแพทย์ การฝึกอบรม อสม. ให้เป็น Dementia care coordinator ในการกระตุ้นสมองและฟื้นฟู ADL และการ จัดตั้ง “เครือข่ายอาสาดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อม” ร่วมกับ อบต. เพื่อส่งเสริมกิจกรรมกระตุ้นสมองในชุมชน</p> <p> 3) ผลการประเมินประสิทธิผล พบว่าผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมค่าเฉลี่ยคะแนนการทำกิจวัตรประจำวัน ADL หลังเข้าร่วมการพัฒนารูปแบบ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em>p</em>-value&lt;0.001 จาก 9.41 เป็น 10.56 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยระดับภาวะสมองเสื่อม (TMSE) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <em><br />p</em>-value&lt;0.001 จาก 14.03 เป็น 16.27 คะแนน</p> อังคณารัชต์ แก้วแสงใส, ทองมี ผลาผล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/5005 Fri, 19 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของรูปแบบการส่งเสริมทักษะในการป้องกันตนเองในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง พื้นที่ตำบลไม้กลอน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4345 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการส่งเสริมทักษะในการป้องกันตนเองในกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง โดยใช้แนวคิดของเคมมิสและแมคแท็กการ์ท เป็นกรอบในการดำเนินการวิจัย ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน และมารับบริการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโพนเมือง จำนวน 27 คน <br />ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวัดความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง การรับรู้สัญญาณเตือน และแบบสอบถามทักษะในการป้องกันตนเอง แบบสอบถามได้รับการตรวจสอบค่าความเที่ยงโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s alpha; ) ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 1) แบบสอบถามความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง (=0.969) 2) แบบสอบถามการรับรู้สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง (=0.819) 3) แบบสอบถามทักษะในการป้องกันตนเองจากโรคหลอดเลือดสมอง (=0.856) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired sample t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value&lt;0.001) ได้แก่ ความรู้ทั่วไปและปัจจัยเสี่ยง (MD=3.63; 95%CI=2.87 to 4.38) ความรู้เกี่ยวกับอาการสัญญาณเตือน (MD=2.22; 95%CI=1.71 to 2.72) ความรู้โรคหลอดเลือดสมอง (MD=5.85; 95%CI=4.94 to 6.76) การรับรู้สัญญาณเตือน (MD=3.96; 95%CI= 3.16 to 4.76) และทักษะในการป้องกันตนเอง (MD=3.00; 95%CI=1.85 to 4.52) ดังนั้นควรพิจารณาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน หรือสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมทักษะการป้องกันตนเอง ช่วยเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ และสนับสนุนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทของกลุ่มเสี่ยงในยุคปัจจุบัน</p> จันทิมา ทองอ่อน , ชนาพร ฉิมมะลี , เมชาวี ทรัพย์สมบัติ , ระพีพันธ์ วงศ์สิทธิ์ , อรรถพงษ์ ฤทธิทิศ , กรกวรรษ ดารุนิกร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4345 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการประเมินระบบเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจากหมอกควัน ในจังหวัดมุกดาหาร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4458 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการประเมินระบบเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจากหมอกควันในจังหวัดมุกดาหาร โดยวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในช่วงปี 2566-2567 และเชื่อมโยงกับข้อมูลการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศในช่วงปี 2564-2567 พบว่าสถานการณ์ PM2.5 ในปี 2567 มีแนวโน้มรุนแรงกว่าปี 2566 โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ซึ่งมีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงเกินมาตรฐานและมีจำนวนวันที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่า การวิเคราะห์ข้อมูลการเจ็บป่วยพบแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างค่า PM2.5 ที่สูงขึ้นกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดลมอักเสบ และโรคหอบหืด การประเมินระบบเฝ้าระวังตาม CIPP Model พบจุดแข็งในด้านนโยบายระดับชาติและข้อมูล PM2.5 แต่ยังมีจุดอ่อนในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมแหล่งกำเนิด PM2.5 การสื่อสารข้อมูล การมีส่วนร่วมของชุมชน และการนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนและดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหา การวิจัยนี้ได้เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหา PM2.5 ในด้านต่างๆ เช่น การเพิ่มความครอบคลุมของสถานีตรวจวัด การควบคุมแหล่งกำเนิด PM2.5 การสื่อสารและการให้ความรู้แก่ประชาชน และการจัดการผลกระทบต่อสุขภาพ ข้อเสนอแนะเหล่านี้มุ่งหวังที่จะเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหา PM2.5 ในจังหวัดมุกดาหารอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงบริบทของพื้นที่และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน</p> ศราวุธ ทองเฟื่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4458 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 สุขภาพช่องปากของแม่: พื้นฐานสำคัญสำหรับสุขภาพลูกในครรภ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4430 <p><strong>บทนำ</strong></p> <p> สุขภาพช่องปากของแม่มีผลกระทบต่อชีวิตของลูกในท้องมากกว่าที่ทุกคนคิด เพราะเมื่อแม่เกิดการตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ทำให้เหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าปกติ มีโอกาสเป็นโรคปริทันต์รุนแรง<sup>(</sup><sup>1</sup><sup>)</sup> และเกิดการคลอดก่อนกำหนด ทั้งยังเสี่ยงคลอดลูกน้ำหนักตัวน้อย<sup>(</sup><sup>2, 3</sup><sup>)</sup> อีกทั้งพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไปเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ เช่น การรับประทานอาหารว่างบ่อยครั้งมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากที่เปลี่ยนไป เช่น บางท่านมีอาการแพ้ท้องรุนแรง การแปรงฟันอาจกระตุ้นการอาเจียน ทำให้ไม่สามารถดูแลสุขภาพช่องปากได้เต็มที่เช่นเดิม จึงเกิดโรคฟันผุ ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป โดยคุณแม่ที่มีโรคฟันผุแต่ยังไม่ได้รับการรักษา มีโอกาสที่จะส่งต่อเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุสู่ลูกผ่านทางน้ำลาย เช่น การเป่า เคี้ยว กัดแบ่งอาหาร จากข้อมูล พบว่า เด็กที่แม่มีสุขภาพช่องปากไม่ดีจะมีปัญหาสุขภาพช่องปากมากกว่าเด็กที่แม่มีสุขภาพช่องปากดีถึง 5 เท่า<sup>(</sup><sup>4</sup><sup>)</sup> จากข้อมูลคลังข้อมูลสุขภาพ Health Data Center (HDC) ในเขตสุขภาพที่ 10 เดือนกุมภาพันธ์ 2568 จำนวนหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการตรวจฟันและวางแผนการรักษามีเพียงร้อยละ 58.94 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่ายังมีคุณแม่บางกลุ่มที่ลืมนึกถึงการดูแลสุขภาพช่องปากของตนก่อนคลอดทั้งที่เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคในช่องปากอย่างยิ่ง</p> <p> เนื้องอกจากการตั้งครรภ์ (Pregnancy tumor)<sup>(5)</sup> เป็นโรคในช่องปากที่พบได้มากที่สุดในหญิงตั้งครรภ์ อาการชัดเจนในช่วง ไตรมาสที่ 2 และ 3 มีอาการรุนแรงมากที่สุดในช่วงเดือนที่ 8 ลักษณะของเหงือกจะบวมแดง ตอนแปรงฟันมักจะมีเลือดซึมออกบริเวณซอกฟัน ซึ่งเป็นบริเวณที่ทำความสะอาดได้ยาก เมื่อปล่อยนานเข้าจะเกิดหินปูนหรือหินน้ำลายร่วมด้วย มองเห็นเป็น แถบสีขาว ออกเหลืองแข็ง แปรงไม่ออกเป็นที่สะสมของเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกรุนแรงมากขึ้นได้ นอกจากการอักเสบของเหงือกจากเชื้อแบคทีเรียแล้ว การบวมของเหงือกที่มีลักษณะเป็นก้อนระหว่างฟัน (อาจเกิดบางจุดหรือเกิดทั้งปาก) ทั้งนี้ก้อนเนื้อที่ว่าจะมีขนาดค่อย ๆ เล็กลง และหายไปหลังคลอด ในบางคนเล็กลงแต่ไม่หายไป อาจต้องให้คุณหมอรักษาด้วยการตัดออก</p> กานต์สิริ โตโพธิ์ไทย, เจนวิทย์ ศรพรหม, สิริรัตน์ วีระเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4430 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบูรณะช่องปากและใบหน้าในผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ร่วมกับการใช้เครื่องสแกนในช่องปาก รายงานผู้ป่วย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4844 <p> ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่เป็นความพิการแต่กำเนิดที่พบได้บ่อย และส่งผลกระทบต่อการบดเคี้ยว การพูด และความสวยงามของใบหน้า การดูแลรักษาจำเป็นต้องอาศัยการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ รายงานผู้ป่วยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรณีศึกษาการฟื้นฟูช่องปากในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ที่มีภาวะซับซ้อนจากการได้รับการรักษาล่าช้า โดยแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่างแนวทางการทำฟันเทียมถอดได้แบบดั้งเดิมร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ เครื่องสแกนในช่องปากและระบบ CAD/CAM เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางคลินิกที่เหมาะสมภายใต้ข้อจำกัดทางกายวิภาคและเศรษฐกิจของผู้ป่วย รายงานนี้นำเสนอกรณีศึกษาผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 24 ปี ที่มีภาวะปากแหว่งและเพดานโหว่สองข้างชนิดสมบูรณ์ ไม่ได้รับการปลูกถ่ายกระดูกหรือการจัดฟันในช่วงวัยเด็ก ส่งผลให้การจัดฟันในวัยผู้ใหญ่มีผลการรักษาไม่สมบูรณ์ และยังคงมีรูเปิดระหว่างช่องปากและโพรงจมูก ผู้ป่วยไม่ประสงค์เข้ารับการผ่าตัดเพิ่มเติม มีข้อจำกัดด้านเศรษฐานะ และมีปริมาณกระดูกสันเหงือกไม่เพียงพอสำหรับการรองรับรากฟันเทียม การรักษาจึงเลือกใช้ฟันเทียมถอดได้บางส่วนฐานอะคริลิกร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้เครื่องสแกนในช่องปากร่วมกับระบบ CAD/CAM เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดความซับซ้อนของกระบวนการรักษา ผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยสามารถใช้งานฟันเทียมได้ดี ช่วยปรับปรุงการบดเคี้ยว การพูด และความสวยงามของใบหน้า รายงานนี้เป็นแนวทางการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการรักษาแบบดั้งเดิม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมกับบริบททางคลินิกของผู้ป่วย</p> อรัญญา สายพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศูนย์อนามัยที่ 10 อุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/HPC10Journal/article/view/4844 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700