https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/issue/feed
วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์
2025-12-26T17:18:25+07:00
Janpen Chantha-apichai
jhfc@pim.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ </strong></p> <p><strong>ISSN 2985-1092 (Online) </strong></p> <p>วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์เป็นวารสารวิชาการด้านการพยาบาลและสุขภาพทุกสาขา ระบบบริการสุขภาพ การจัดการข้อมูลสุขภาพ อาหารและบริการ เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์และอาหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร โภชนาการนวัตกรรมด้านสุขภาพและอาหาร และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะเริ่มดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ฉบับแรก ในปี พ.ศ. 2566 </p> <p> - ประเภทบทความที่เปิดรับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ </p> <p> - ภาษาของบทความ ได้แก่ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong> - </strong>กำหนดเผยแพร่<strong> </strong>ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม</p> <p> </p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/4504
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมบ้าบิ่นจากแป้งสาคูเสริมผงใบหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60
2025-07-23T12:59:28+07:00
จักรกฤษณ์ ทองคำ
chukkrit.t@rmutp.ac.th
เจตนิพัทธ์ บุณยสวัสดิ์
Siwakron.t@rmutp.ac.th
จักราวุธ ภู่เสม
Siwakron.t@rmutp.ac.th
ศิวกร ตลับนาค
Siwakron.t@rmutp.ac.th
<p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสูตรพื้นฐานขนมบ้าบิ่น เพื่อศึกษาการใช้แป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียวในผลิตภัณฑ์ขนมบ้าบิ่น 3 ระดับ คือ ร้อยละ 10, 20 และ 30 และเพื่อศึกษาการเสริมผงใบหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ในขนมบ้าบิ่นที่แตกต่างกัน 3 ระดับ คือ ร้อยละ 5, 10 และ 15 ใช้ผู้ชิมจำนวน 40 คน วิเคราะห์ผลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ จากการศึกษาสูตรพื้นฐานขนมบ้าบิ่นพบว่า ผู้ชิมยอมรับในสูตรที่ 2 มากที่สุด ในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม การใช้แป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียวในขนมบ้าบิ่นพบว่า ผู้ชิมยอมรับที่ร้อยละ 10 มากที่สุด มีคะแนนสูงที่สุดในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม และการศึกษาการเสริมผงใบหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 ในผลิตภัณฑ์ขนมบ้าบิ่นจากแป้งสาคูพบว่า ผู้ชิมให้การยอมรับที่ร้อยละ 5 มากที่สุด ในด้านลักษณะปรากฏ สี รสชาติ เมื่อนำมาวิเคราะห์ความแปรปรวนและเปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/4333
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับบริการอาหารสุขภาพส่งถึงบ้าน: ศึกษาความกังวล ด้านความปลอดภัย ความใส่ใจสุขภาพ ทักษะการทำอาหาร และข้อจำกัดด้านเวลา
2025-07-23T10:31:50+07:00
พอล คาลิน
paulkal@pim.ac.th
หย่งหง เช็ก
paulkal@pim.ac.th
อานุช กฤษณะ เศรษฐา
paulkal@pim.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจของผู้บริโภคในเขตเมืองในการใช้บริการอาหารสุขภาพแบบเดลิเวอรี่ (Home-Delivered Healthy Meal Services: HDHMS) โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) เป็นกรอบแนวคิดหลัก ตัวแปรอิสระที่ศึกษา ได้แก่ ความกังวลด้านความปลอดภัยของอาหาร ความใส่ใจในสุขภาพ ทักษะการทำอาหาร และข้อจำกัดด้านเวลา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร อายุระหว่าง 22-45 ปี จำนวน 400 คน ที่ใช้บริการอาหารเดลิเวอรี่อย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความใส่ใจในสุขภาพ (β = 0.510, p < 0.001) ทักษะการทำอาหาร (β = 0.199, p = 0.001) และข้อจำกัดด้านเวลา (β = 0.189, p = 0.001) มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อความตั้งใจใช้บริการ HDHMS ขณะที่ความกังวลด้านความปลอดภัยของอาหาร ไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้แบบจำลองการวิจัยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจใช้บริการได้ ร้อยละ 76.1 (R² = 0.761) ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการตระหนักด้านสุขภาพ การขาดทักษะทำอาหาร และข้อจำกัดด้านเวลา ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญต่อการยอมรับบริการ HDHMS งานวิจัยนี้ช่วยขยายองค์ความรู้ในวรรณกรรมที่มีอยู่ โดยการต่อยอด TPB ด้วยตัวแปรเชิงบริบท และเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์แก่ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารสุขภาพโดยแนะนำให้มุ่งเน้นกลยุทธ์การตลาดที่ตอบสนองต่อความใส่ใจสุขภาพและคุณลักษณะการประหยัดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคในเขตเมืองที่มีวิถีชีวิตเร่งรีบ ผลวิจัยยังสะท้อนแนวโน้มการบริโภคอาหารที่มุ่งเน้นด้านสุขภาพและความสะดวกสบาย ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/4746
อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ที่มีต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของกลุ่มเจนซี
2025-10-17T16:12:45+07:00
กังสดาล หมู่ภัทรโรจน์
kuagsadarnmup@pim.ac.th
ศศธร ชินชู
sasathornchi@pim.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารตามอินฟลูเอนเซอร์ของกลุ่มเจนซีในยุคปัจจุบัน ในเขตพื้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จำนวน 406 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล และการคำนวณสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าทดสอบความแปรปรวน (One-way ANOVA) และค่าทดสอบไคสแควร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 20 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีรายได้ 10,000-20,000 บาท ต่อเดือน พฤติกรรมการเปิดรับข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์พบว่า ผู้บริโภคกลุ่มเจนซีใช้บริการสั่งอาหารผ่านการ Delivery มากที่สุดอยู่ที่ 37.40% โดยส่วนใหญ่ดูรูปภาพหน้าตาของอาหารเป็นหลัก และมีประสบการณ์ในการค้นหาข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ประเภท Facebook Instagram Twitter อยู่ที่ 56.65% บ่อยที่สุดและ YouTube 34.73% ตามลำดับ เพื่อค้นหาข้อมูล การรีวิวร้านอาหาร ดูรูปภาพอาหารและบรรยากาศของร้านอาหารที่มีการรีวิวผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทัศนคติต่อการรีวิวโดยบุคคลมีชื่อเสียงส่งผลต่อการตัดสินใจ พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยอย่างยิ่งในเรื่องของชื่อเสียงของอินฟลูเอนเซอร์มีผลต่อการทำให้เข้าใจแนวคิดของร้านอาหารมากขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 4.22 คะแนน และเพิ่มความน่าเชื่อถือเฉลี่ยอยู่ที่ 4.29 คะแนน โดยจะนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับไมโครอินฟลูเอนเซอร์ ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจจากการรับรู้ข้อมูลการรีวิวผ่านสื่อออนไลน์พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในด้านเนื้อรีวิวที่เป็นคลิปหรือวิดีโอมากที่สุดเฉลี่ยอยู่ที่ 4.35 คะแนน นอกจากนี้ความอร่อยและความคุ้มค่ามีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ 4.37 คะแนน และปัจจัยทางด้านราคา (4C’s) มีผลต่อการตัดสินใจมากที่สุดจากผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ชื่อเสียงแพลตฟอร์ม กลยุทธ์การนำเสนอข้อมูล เช่น คลิป รูปภาพ ความสวยงาม ความรวดเร็ว มีผลต่อการตัดสินใจรับข้อมูลรีวิวและเลือกซื้อร้านอาหาร และปัจจัยทางการตลาด (4C’s) มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/5022
โรคติดเชื้อที่นำโดยอาหารในศตวรรษที่ 21
2025-12-01T16:16:23+07:00
อะเคื้อ อุณหเลขกะ
akeau@hotmail.com
<p>โรคติดเชื้อที่นำโดยอาหาร (Foodborne Infectious Diseases) ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีความซับซ้อนมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 เนื่องมาจากกระบวนการผลิตอาหารระดับอุตสาหกรรม การขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ส่งผลต่อการแพร่กระจายของเชื้อก่อโรคหลายชนิดโดยเฉพาะเชื้อที่ดื้อยาปฏิชีวนะ ซึ่งนำไปสู่การระบาดอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ สาเหตุหลักมาจากการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และปรสิตยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยด้วยโรคที่นำโดยอาหารทั่วโลก การป้องกันที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีการบูรณาการเทคโนโลยีความปลอดภัยของอาหารขั้นสูง ระบบเฝ้าระวังเชิงรุก การประสานความร่วมมือระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง การป้องกันในบริบทของแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียวซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ควรส่งเสริมศักยภาพของประชาชนในการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากโรคที่นำโดยอาหารผ่านการให้ความรู้และแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยของอาหารที่ถูกต้อง เพื่อลดอุบัติการณ์และผลกระทบของโรคติดเชื้อที่นำโดยอาหาร</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/4833
ฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้า: บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพมารดาและทารกในครรภ์
2025-10-27T19:37:17+07:00
วรรณกร ศรีรอด
wannakorn_sri@nation.ac.th
จารีศรี กุลศิริปัญโญ
jareesrikun@pim.ac.th
<p>การฝากครรภ์ครั้งแรกภายใน 12 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินสุขภาพ การคัดกรองภาวะเสี่ยง การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพ และการคัดกรองสุขภาพจิต บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลกระทบของการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้าต่อสุขภาพมารดาและทารก พร้อมทั้งเสนอแนวทางการพยาบาลเชิงรุกเพื่อเพิ่มอัตราการเข้าถึงบริการฝากครรภ์ภายใน 12 สัปดาห์ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์องค์ความรู้จากงานวิจัยและประสบการณ์ปฏิบัติงานจริง ผลการทบทวนชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ ความรู้ด้านสุขภาพ การเข้าถึงบริการ และประสบการณ์ต่อระบบบริการ มีความสัมพันธ์กับการฝากครรภ์ครั้งแรกล่าช้า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้มารดาเกิดภาวะโลหิตจาง ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์และคลอด การคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย และเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมการฝากครรภ์ตามระยะที่เหมาะสม ได้แก่ การพัฒนาระบบบริการที่เข้าถึงง่ายขึ้น การสื่อสารความเสี่ยงที่ชัดเจน การพัฒนาบุคลากรให้มีทัศนคติเชิงบวก และการอบรมอาสาสมัครประจำหมู่บ้านให้ทำหน้าที่ส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์ได้รับการฝากครรภ์ในระยะเวลาที่เหมาะสม ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดอัตราป่วยและอัตราตายของมารดาและทารกให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/5026
กฎหมายและจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาล: กรณีศึกษาการยุติการตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี
2025-12-04T16:35:23+07:00
สมบูรณ์ เงาส่อง
somboonnga@pim.ac.th
เนตรนภา กาบมณี
k.nednapa@yahoo.co.th
ศรีสุดา งามขำ
srisudanga@pim.ac.th
<p>การปฏิบัติพยาบาลเป็นบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ซึ่งมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ทุกคนที่พึงกระทำได้ โดยต้องปฏิบัติด้วยความระมัดระวังทั้งทางด้านกฎหมายและด้านจริยธรรมคุณธรรมที่ต้องคำนึงถึงสิทธิผู้ป่วย พยาบาลต้องใช้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และประสบการณ์ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ บทความวิชาการนี้มีวัถตุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์กรณีศึกษาการยุติการตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี พยาบาลต้องปฏิบัติการพยาบาลภายใต้กรอบข้อบังคับของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญาอย่างเช่น มาตรา 301 มาตรา 302 และมาตรา 305 และหลักจริยธรรมวิชาชีพด้านการเคารพเอกสิทธิ์ การทำประโยชน์ การไม่ทำอันตราย และการบอกความจริงด้วยความเข้าใจทั้งด้านกฎหมายและหลักจริยธรรมในการปฏิบัติพยาบาล โดยการเชื่อมโยงถึงความสัมพันธ์ของการปฏิบัติการพยาบาลที่ต้องยึดถือปฏิบัติเป็นประจำ พยาบาลควรตระหนักถึงบทบาทที่ปรึกษา ให้คำแนะนำและข้อมูลที่ช่วยชี้แนะแนวทางแก่หญิงตั้งครรภ์ เพื่อประกอบการใช้เหตุผลในการตัดสินใจได้เหมาะสม อันจะเป็นประโยชน์ต่อพยาบาลผู้ให้การดูแลต่อหญิงตั้งครรภ์ที่ประสงค์จะขอยุติการตั้งครรภ์</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์