วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC <p><strong>วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ </strong></p> <p><strong>ISSN 2985-1092 (Online) </strong></p> <p>วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์เป็นวารสารวิชาการด้านการพยาบาลและสุขภาพทุกสาขา ระบบบริการสุขภาพ การจัดการข้อมูลสุขภาพ อาหารและบริการ เทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์และอาหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร โภชนาการนวัตกรรมด้านสุขภาพและอาหาร และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะเริ่มดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่ฉบับแรก ในปี พ.ศ. 2566 </p> <p> - ประเภทบทความที่เปิดรับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ </p> <p> - ภาษาของบทความ ได้แก่ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong> - </strong>กำหนดเผยแพร่<strong> </strong>ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม</p> <p> </p> Panyapiwat Institute of Management th-TH วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ 2985-1092 <p>“ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) ขอรับรองว่า บทความที่เสนอมานี้ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์และไม่ได้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งเผยแพร่อื่นใด ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมยอมรับหลักเกณฑ์การพิจารณาต้นฉบับ ทั้งยินยอมให้กองบรรณาธิการมีสิทธิ์พิจารณาและตรวจแก้ต้นฉบับได้ตามที่เห็นสมควร พร้อมนี้ขอมอบลิขสิทธิ์บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ให้แก่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์หากมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับภาพ กราฟ ข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งและ/หรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมยินยอมรับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว”</p> ผลของโปรแกรมช้อนตวงความดันดี ต่อระดับความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/5389 <p>โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในประชากรไทย ซึ่งเกิดจากวัฒนธรรมการบริโภคอาหารที่นิยมใช้เครื่องปรุงรส ทำให้เกิดการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงศึกษาผลของโปรแกรมช้อนตวงความดันดีต่อระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยการวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลดอนมะนาว จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมช้อนตวงความดันดี ที่คณะผู้วิจัยพัฒนาขึ้นภายใต้กรอบแนวคิด KAP ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ความรู้ (Knowledge) เกี่ยวกับประโยชน์ของการควบคุมปริมาณบริโภคโซเดียม การป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดันโลหิตสูง (2) การเสริมสร้างทัศนคติ (Attitude) ที่ดีต่อการบริโภคอาหารที่โซเดียมต่ำ (3) การปรับพฤติกรรม (Practice) การบริโภคโซเดียมโดยใช้นวัตกรรม “ช้อนตวงความดันดี” เป็นเครื่องมือในการปรุงอาหาร โปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) จากผู้ทรงคุณวุฒิและปรับแก้ตามข้อเสนอแนะก่อนนำไปใช้จริง และ 2) แบบวัดความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการบริโภคโซเดียม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบวิลคอกซัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังการใช้โปรแกรม (7.80 ± 1.10) ทัศนคติ (4.05 ± 0.37) และพฤติกรรมการบริโภคโซเดียม (2.76 ± 0.16) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมช้อนตวงความดันดีมีประสิทธิผลในการเพิ่มระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ช่วยให้กลุ่มตัวอย่างสามารถปรับพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมให้เหมาะสมมากขึ้น และเป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พีชญา คล้ายจินดา พิชญากร พันเรือง แพรวพรรณ จันทร์มอญ แพรวา ปราณีต ภูเบศวร์ ดอกกุหลาบ วาสนา อูปป้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 1 12 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไอศกรีมจากข้าวสินเหล็กเสริมโปรตีนจากมะพร้าวและสารสกัดจิงจูฉ่าย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/5639 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาสูตรไอศกรีมนํ้านมข้าวสินเหล็กเสริมโปรตีนมะพร้าวและสารสกัดจากจิงจูฉ่าย จํานวน 3 สูตร โดยมีอัตราส่วนของการใช้เลซิตินอยู่ที่ร้อยละ 0.2, 0.5 และ 1.0 และทําการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสด้านความชอบ (9-Point Hedonic Scale) ด้านความพอดี (Just-About-Right-3-Scales) และด้านการยอมรับของผลิตภัณฑ์ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 25 ถึง 55 ปี จํานวน 50 คน และทําการวิเคราะห์ผลโดยใช้โปรแกรมสถิติสําเร็จรูป ผลการวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมนํ้านมข้าวสินเหล็กเสริมโปรตีนมะพร้าวและสารสกัดจากจิงจูฉ่ายสูตรที่มีอัตราส่วนของการใช้เลซิตินอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ได้คะแนนด้านการยอมรับของผลิตภัณฑ์และด้านความชอบจากกลุ่มตัวอย่างมากที่สุด มีคะแนนอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน ได้แก่ สีของไอศกรีม เนื้อสัมผัสของไอศกรีม กลิ่นหอมของไอศกรีม รสหวานของไอศกรีม และความชอบโดยรวม เมื่อนํามาวิเคราะห์ความแปรปรวนและเปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการพัฒนางานวิจัยนี้สามารถพัฒนาสูตรไอศกรีมข้าวสินเหล็กเสริมโปรตีนมะพร้าวและจิงจูฉ่ายที่เหมาะสม พร้อมข้อมูลการยอมรับของผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการสามารถนําสูตรไปผลิตเชิงพาณิชย์ เกิดผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพทางเลือก และเพิ่มการใช้ประโยชน์วัตถุดิบไทย ส่งผลกระทบต่อการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ ส่งเสริมสุขภาวะผู้บริโภค และสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านอาหารฟังก์ชันและอาหารจากโปรตีนพืช</p> กมล สงบุญนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 13 26 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยเรียน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/5326 <p>การได้รับการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารทำาให้เด็กวัยเรียนมีการควบคุมอารมณ์และการยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผู้ปกครองจึงมีบทบาทสำาคัญในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารให้กับเด็กวัยเรียน การวิจัยเชิงบรรยายแบบหาความสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหาร กลุ่มตัวอย่างจำานวน 80 คน ได้แก่ ผู้ปกครองของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จังหวัดสุพรรณบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถาม 4 ชุด ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป (5 ข้อ) พฤติกรรมของผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารเด็กวัยเรียน (15 ข้อ) ความสัมพันธ์ในครอบครัว (10 ข้อ) และปัจจัยด้านความคิดและความรู้สึก (15 ข้อ) ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.75-0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนของปัจจัยความสัมพันธ์ในนครอบครัวและปัจจัยด้านความคิดและความรู้สึก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับคะแนนของพฤติกรรมของผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้วย r = .328, p &lt; .01; r = .263, p &lt; .05 ตามลำดับ และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมของผู้ปกครองในการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 3.58, SD = 0.50)</p> <p>โดยสรุป ผู้ปกครองและความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความสำคัญต่อการส่งเสริมทักษะการคิดเชิงบริหารในเด็กวัยเรียน การส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว ส่งเสริมให้ผู้ปกครอบมีความรู้ความเข้าใจและความสามารถในการเลี้ยงดูเชิงบวกจะช่วยพัฒนาทักษะการคิดเชิงบริหาร และส่งเสริมให้เด็กมีการควบคุมอารมณ์และยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมด้วยการพัฒนาทักษะพื้นฐานในการยั้งคิดไตร่ตรองและการควบคุมอารมณ์</p> ปวิชญา ลีลา รวิสรา เกษรชื่น สุภาพร อุ่มพิมาย สุรีวรรณ นำระนะ อริสา ศรีโพธิ์ สุพัตรา จันทร์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 27 37 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันนอลสปาร์คกลิ้งของผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/5668 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันนอลสปาร์คกลิ้งของผู้บริโภคในจังหวัดนนทบุรี กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคจำานวน 401 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ผลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านช่องทางการจัดจำหน่าย รองลงมาคือ ด้านการส่งเสริมการตลาด ในส่วนของกระบวนการตัดสินใจซื้อพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ การใช้เวลาเปรียบเทียบข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อ สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นการใช้เหตุผลและข้อมูลเป็นหลัก (Smart Consumer)</p> <p>ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้บริโภคที่มีระดับการศึกษาและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีระดับการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยปัจจัยด้านรายได้เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความแตกต่างสูงที่สุดในทุกมิติ ขณะที่ปัจจัยด้านเพศ อายุ และอาชีพ ไม่ส่งผลต่อความแตกต่างในการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยชี้ว่า ผู้ประกอบการควรเน้นกลยุทธ์การบริหารจัดการช่องทางจัดจำหน่ายผ่านตู้แช่เย็นให้ครอบคลุม และสื่อสารข้อมูลคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองพฤติกรรมการเปรียบเทียบข้อมูลของผู้บริโภค</p> นภเกตน์ สายสมบัติ สุพจน์ แคล้วกระโทก ชนิรัตน์ ผึ่งบรรหาร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 38 54 การพัฒนาตำรับอาหารท้องถิ่นและการทดสอบการยอมรับทางประสาทสัมผัสในกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/5141 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตำรับอาหารท้องถิ่นและศึกษาการยอมรับทางประสาทสัมผัส ความพึงพอใจ และความยากง่ายในการนำไปใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาบริบทและคัดเลือกตำรับ 2) พัฒนาตำรับมาตรฐานและวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการด้วยโปรแกรม Thai Nutri Survey (TNS) 3) ทดสอบการยอมรับและประเมินผล และ 4) ปรับปรุงขั้นสุดท้ายและผลิตสื่อเผยแพร่ เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.98 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้พัฒนาตำรับ 10 คน และผู้สูงอายุโรคเบาหวาน 54 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ และสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ตำรับอาหารที่พัฒนา 4 เมนู ได้แก่ ต้มส้มปลานิล ลาบปลานิล แจ่วปลาร้า และน้ำใบเตยใบหม่อน ซึ่งสามารถลดโซเดียมลงร้อยละ 70, 50 และ 76 ตามลำดับ มีใยอาหารเพิ่มขึ้น และประยุกต์ใช้สมุนไพรท้องถิ่นที่มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ผลการประเมินการยอมรับทางประสาทสัมผัส ความพึงพอใจ และความยากง่ายในการนำไปใช้อยู่ในระดับมากทั้ง 4 เมนู ตำรับอาหารนี้จึงเป็นแนวทางโภชนาการที่เหมาะสมกับวิถีวัฒนธรรมและช่วยควบคุมโรคเบาหวานในผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> นิตยา บุญท้าว สุชัญญา ทรัพยวาณิชกุล ธนทรัพย์ ปานนาค ณัฐชยา มาตย์เหลือง ณฐกมล ผดาเวช ประเสริฐ ประสมรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 55 67 การพัฒนาพาสต้าสุขภาพ: คุณค่าโภชนาการ คุณภาพประสาทสัมผัส และศักยภาพด้านความยั่งยืน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JHFC/article/view/5408 <p>พาสต้าเป็นอาหารหลักที่มีการบริโภคอย่างแพร่หลายทั่วโลก เพราะเป็นอาหารที่มีศักยภาพในฐานะอาหารที่มีค่าดัชนีนํ้าตาลตํ่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์แป้งชนิดอื่น เนื่องจากโครงสร้างโปรตีนที่ห่อหุ้มเม็ดแป้ง ช่วยชะลอการย่อย ทําให้สามารถพัฒนาเป็นอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง บทความนี้วิเคราะห์และสังเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างคุณค่าทางโภชนาการ คุณภาพประสาทสัมผัส และโครงสร้างอาหารระดับจุลภาค เพื่ออธิบายกลไกที่กําหนดคุณภาพและศักยภาพเชิงสุขภาพของพาสต้า ผลการวิเคราะห์พบว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจุลภาคของโปรตีนในแป้งมีบทบาทสําคัญต่ออัตราการย่อยแป้งและการปลดปล่อยกลูโคส โดยโครงสร้างที่หนาแน่นสามารถป้องกันการเข้าถึงของเอนไซม์และลดค่าดัชนีนํ้าตาลได้ การเสริมใยอาหาร โปรตีน และสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลต่อการจัดเรียงโครงสร้างภายในและการตอบสนองทางเมตาบอลิซึม ขณะเดียวกันอาจก่อให้เกิดข้อจํากัดด้านเนื้อสัมผัสและกลิ่น เทคโนโลยีการผลิต เช่น การอัดรีด การอบแห้งที่อุณหภูมิสูง และการใช้ไฮโดรคอลลอยด์หรือแป้งดัดแปร มีบทบาทในการปรับปรุงโครงสร้างและคงคุณภาพประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์ แนวทางการพัฒนายังเชื่อมโยงกับมิติความยั่งยืน โดยเน้นการใช้วัตถุดิบทางเลือก พืชท้องถิ่น และผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบอาหาร ดังนั้นการพัฒนาพาสต้าสุขภาพจําเป็นต้องอาศัยการออกแบบเชิงบูรณาการระหว่างโครงสร้างอาหาร โภชนาการ และเทคโนโลยีการผลิต พร้อมทั้งคํานึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บทความนี้เสนอแนะทิศทางสําหรับอุตสาหกรรมให้มุ่งพัฒนาพาสต้าในฐานะอาหารเชิงหน้าที่ที่สามารถควบคุมการย่อยและตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพประสาทสัมผัสและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับแนวโน้มการบริโภคในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพและสมดุล</p> ณัฐฐพร สุบรรณมณี น้อมจิตต์ สุธีบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสุขภาพและอาหารเชิงสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 68 81