https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/issue/feed
วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
2026-04-23T16:59:13+07:00
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี (The Office of Disease Prevention and Control Region 8th Udon Thani)
odpc8ud.journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี </strong></p> <p><span style="font-weight: 400;"> จัดทำเพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ บทบรรณาธิการ บทความวิจัย บทความวิชาการ และการสอบสวนโรค เกี่ยวกับป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ตลอดจนผลงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ เช่น โรคติดต่อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคไม่ติดต่อ และโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ผลงานวิชาการที่ลงตีพิมพ์เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจาก<strong>ผู้เชี่ยวชาญ (Peer review) จำนวน 2 ท่าน แบบ Double blind</strong></span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>E-ISSN :</strong> 2822-0250 </span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ปีที่เริ่มเผยแพร่</strong> <strong>:</strong> ปี พ.ศ.2565</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ภาษาที่เผยแพร่</strong> <strong>:</strong> ไทย / อังกฤษ</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ค่าธรรมเนียม :</strong> ไม่มีค่าธรรมเนียม</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>การเผยแพร่ :</strong> ปีละ 3 ฉบับ มกราคม-เมษายน, พฤษภาคม-สิงหาคม, กันยายน-ธันวาคม ผ่านช่องทางออนไลน์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/index</span></p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4455
การสอบสวนผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานรายแรกในอำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ปี พ.ศ. 2566
2025-09-11T14:54:30+07:00
เทพรังสรรค์ จันทร์แจ่ม
theprangsan38@gmail.com
พัดชา คุณวุฒิ
aom_medtu@gmail.com
<p>การสอบสวนผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานรายแรกในอำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ปี พ.ศ. 2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย อธิบายลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วย ค้นหาผู้ที่อาจแพร่เชื้อให้กับผู้ป่วย และปัจจัย<br />ที่อาจทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อวัณโรคในผู้ป่วย การรักษาการติดเชื้อและการป่วยวัณโรคในกลุ่มผู้สัมผัส เฝ้าระวัง ผู้สัมผัสที่ยังไม่ป่วย และกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันโรค ดำเนินการสอบสวนโรค ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน 2566 โดยศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนา ทบทวนเวชระเบียนของผู้ป่วยที่โรงพยาบาล ฐานข้อมูลผู้ป่วยวัณโรค NTIP สัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติ ค้นหากลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน และผู้สัมผัสใกล้ชิดโดยใช้นิยามตามที่กำหนด เอกซเรย์รังสีทรวงอก ตรวจ IGRA และตรวจเสมหะยืนยันโดยวิธี Xpert MTB/RIF ศึกษาสภาพแวดล้อมบริเวณบ้าน<br />ผลการศึกษา ผู้ป่วยเพศชาย อายุ 62 ปี โรคประจำตัวเก๊าท์ และไตวายเรื้อรัง ระยะที่ 4 ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยและรักษาวัณโรคปอดมาก่อน เดือนกุมภาพันธ์ 2566 เริ่มมีอาการไอแห้ง ๆ น้ำหนักลด ตรวจเสมหะด้วยกล้องจุลทรรศน์พบเชื้อ AFB 2+ เดือนมีนาคม 2566 พบว่า เชื้อวัณโรคดื้อต่อยา Rifampicin และวินิจฉัยเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (MDR-TB) โดยการตรวจด้วยวิธี Line probe assay ในเดือนเมษายน 2566 จากการค้นหากลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน ไม่พบผู้ป่วยเพิ่มเติม แต่พบการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง ผลการศึกษาสิ่งแวดล้อมรอบบ้านผู้ป่วย อากาศถ่ายเทสะดวกแสงแดดส่องถึง ไม่แออัด ห้องน้ำถูกแยกออกจากสมาชิกคนอื่น ๆ มีการขากบ้วนเสมหะใส่ภาชนะที่มีฝาปิดและถุงพลาสติก สรุปผลจากการสอบสวนผู้ป่วยรายนี้เป็นผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนานแบบปฐมภูมิ (Primary MDR-TB) อีกทั้งมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยรายนี้คือ ประวัติสูบบุหรี่ ดื่มสุราและใช้สารเสพติดเป็นประจำ โรคประจำตัวไตวายเรื้อรัง ระยะที่ 4 และภาวะน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ</p>
2026-04-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4082
ผลของการประยุกต์ใช้โปรแกรมการจัดการตนเองด้วยแนวคิด 5D3R ต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนจอประสาทตา ในเขตพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลหัวตะพาน อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
2025-04-24T09:46:39+07:00
ศิริวรรณ สมชื่อ
siriwunsomchue67@gmail.com
ชนกนันท์ สระพังทอง
chanoknan.sra@student.mahidol.edu
ชนกานต์ รากวงศ์
chanakarn.rak@student.mahidol.edu
กรกวรรษ ดารุนิกร
kornkawat.dar@mahidol.edu
กาญจนรัตน์ ทองบุญ
cattangboon@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการจัดการตนเอง ด้วยแนวคิด 5D3R ต่อความรู้ในการจัดการตนเอง พฤติกรรมการจัดการตนเอง และค่าน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนขึ้นจอประสาทตา ในเขตพื้นที่รับผิดชอบโรงพยาบาลหัวตะพาน อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวนทั้งสิ้น 36 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 ความรู้การจัดการตนเอง ส่วนที่ 3 พฤติกรรมการจัดการตนเอง และส่วนที่ 4 อาการเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นจอประสาทตา มีค่าความเชื่อมั่น 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบ Paired Sample t-test ระยะเวลาทดลอง 4 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ถึง เดือนพฤศจิกายน 2567 ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 61 ปี (S.D. = 9.51) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 66.70 ระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 ปีร้อยละ 55.50 มีค่าดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์สมส่วน ร้อยละ 52.70 และมีโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคร่วม ร้อยละ 61.10 เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้และพฤติกรรมก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มผู้ป่วยมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Mean Difference: 0.41, 95%Cl: 0.32 ถึง 0.51, p-value = 0.001) พฤติกรรมการจัดการตนเองเพิ่มสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<strong> </strong>(Mean Difference: 0.47, 95%Cl: 0.36 ถึง 0.58, p-value < 0.001) ขณะที่ค่าน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) (Mean Difference: -0.6, 95%Cl: -0.26 ถึง -0.16, p-value < 0.001) และอาการเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นจอประสาทตา (Mean Difference: -0.21, 95%Cl: -0.26 ถึง -0.16, p-value = 0.045) มีค่าเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นควรมีการส่งเสริมการนำใช้โปรแกรมในระยะยาวเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคต</p>
2026-04-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4064
การสัมผัสเสียงดังจากการทำงานและสมรรถภาพการได้ยินของนักดนตรีวงแห่ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
2025-06-12T09:36:41+07:00
ฌาน ปัทมะ พลยง
chan.bsru@gmail.com
บุตรี เทพทอง
budtree.t@gmail.com
ชนพร พลดงนอก
pimporn.po@bsru.ac.th
เชิดศิริ นิลผาย
chirdsiri.ni@bsru.ac.th
กิจจา จิตรภิรมย์
kitja.ch@bsru.ac.th
ศุภวรรณ สุวรรณพิทักษ์
safety.bsru@gmail.com
<p>ดนตรีวงแห่เป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่พบได้ทั่วไปตามเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพเล่นดนตรีมีความเสี่ยงต่อการรับสัมผัสเสียงดังและสมรรถภาพการได้ยิน การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับสัมผัสเสียงดังจากการทำงาน อาการการได้ยิน และสมรรถภาพการได้ยินของนักดนตรีวงแห่ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยประเมินเสียงดังจากการทำงานและทดสอบสมรรถภาพการได้ยินของกลุ่มนักดนตรี จำนวน 36 คน จาก 3 วงดนตรีแห่ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ เครื่องตรวจวัดระดับเสียงดัง เครื่องตรวจวัดปริมาณเสียงสะสม และเครื่องทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานเพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับเสียงของวงดนตรีจำนวน 3 วง โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า ระดับเสียงเฉลี่ย 2 ชั่วโมงที่นักดนตรีทำงาน (LAeq) ตรวจวัดแบบพื้นที่มีค่าอยู่ระหว่าง 101.53-114.75 เดซิเบล (เอ) และค่าระดับเสียงดังสูงสุด (Lmax) 124.39 เดซิเบล (เอ) เมื่อทดสอบระดับเสียงของทั้ง 3 วงดนตรีพบว่า ความดังของเสียงไม่แตกต่างกัน นักดนตรีส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.56 รู้สึกมีการได้ยินลดลง โดยพบมากที่สุด คือ นักดนตรีมีสมาธิลดลง ร้อยละ 86.11 ผลการทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน พบว่า นักดนตรีมีความผิดปกติที่ความถี่สูง ร้อยละ 80.55 โดยเป็นความผิดปกติของหูทั้งสองข้าง ร้อยละ 72.42 สรุปผลการศึกษาชี้ให้เห็นสภาพปัญหาซึ่งนักดนตรีรับสัมผัสเสียงดังเกินกว่าประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด และพบความผิดปกติของการได้ยินในระดับสูง จึงควรมีการเฝ้าระวังและป้องกันตัวเองจากเสียงดัง เช่น การสวมใส่ที่อุดหู หรือไม่ใช้หูฟังเพลงขณะหยุดพักการซ้อมดนตรี</p>
2026-04-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4601
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนในสถานศึกษา จังหวัดอุดรธานี
2025-08-08T11:09:58+07:00
ปาริชาติ ภักดียา
parichart.p@kkumail.com
ชนัญญา จิระพรกุล
chananya@kku.ac.th
เนาวรัตน์ มณีนิล
naowtu@kku.ac.th
<p>การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าและหาความชุกการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของกลุ่มเยาวชนในสถานศึกษา จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ เยาวชนอายุตั้งแต่ 18-24 ปี จำนวน 288 คน ในสถานศึกษาจังหวัดอุดรธานี จำนวน 2 แห่ง สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติพหุถดถอยแบบลอจิสติก ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 57.64 อายุอยู่ในช่วง 20 ปีขึ้นไป ร้อยละ 51.04 กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 62.85 พบความชุกของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 42.71 (95%CI = 37.08-48.53) และความชุกของการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 20.49 (95%CI = 16.19-25.67) มีความต้องการเลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 52.54 พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีโอกาสสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็น 9.25 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (AOR = 9.25; 95%CI = 3.36-20.78, p-value < 0.001) จังหวัดอุดรธานีพบความชุกการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับระดับประเทศ ร้อยละ 16.5 ในปี 2567 ส่วนใหญ่พบการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มที่มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้นควรมีมาตรการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในโทษพิษภัยและผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้า การลดปัจจัยเสริมทางสังคมจากกลุ่มเพื่อนและครอบครัว การควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ไฟฟ้า นโยบายสถานศึกษาปลอดบุหรี่ไฟฟ้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนการเฝ้าระวังช่องทางจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ ให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ</p>
2026-04-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4446
การพัฒนารูปแบบสถานประกอบการปลาร้าและปลาส้มปลอดพยาธิใบไม้ตับ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เขตสุขภาพที่ 7
2025-07-25T09:33:00+07:00
เกษร แถวโนนงิ้ว
kesthaew@hotmail.com
เสาวลักษณ์ ศรีดาเกษ
saowaluk.see@neu.ac.th
ณดาญาภา ปุสธรรม
ndayapa2506@gmail.com
สุพัตรา วัฒนเสน
supatra.watt@neu.ac.th
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบสถานประกอบการปลาร้าและปลาส้มปลอดพยาธิใบไม้ตับโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เขตสุขภาพที่ 7 พื้นที่ศึกษาคือ เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 8 แห่ง เกณฑ์ในการคัดเลือก คือ ท้องถิ่นที่มีสถานประกอบการปลาร้าและปลาส้มผลิตเพื่อจำหน่าย โดยผู้ร่วมดำเนินการ ประกอบด้วย 1) ผู้ประกอบการปลาร้าและปลาส้ม 72 คน 2) ผู้บริหารท้องถิ่น 6 คน 3) บุคลากรท้องถิ่น 8 คน 4) เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับอำเภอ 8 คน 5) แกนนำชุมชน 8 คน รวม 102 คนคัดเลือกผู้ร่วมดำเนินการแบบเจาะจง การศึกษาแบ่งเป็น 3 ระยะ 1) การศึกษาชุมชน 2) การพัฒนาสถานประกอบการ 3) การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม และการระดมสมอง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่าหลังมีรูปแบบ สถานประกอบการ 72 แห่ง ผ่านเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารทั้ง 6 ด้าน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.94 เป็นร้อยละ 12.50 ผลการตรวจหาพยาธิใบไม้ตับในปลาร้าและปลาส้มไม่พบพยาธิใบไม้ตับแต่พบพยาธิชนิดอื่น หลังมีรูปแบบ ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุปลาร้าและปลาส้ม ระบุฉลาก“ปรุงสุกก่อนบริโภค” มีการนำปลาส้มไปผ่านความเย็นในอุณหภูมิต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส เป็นเวลาสามวันก่อนจำหน่าย ส่วนปลาร้า มีการหมักนานมากว่าหกเดือนขึ้นไป ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือ 1) ผลิตภัณฑ์ปลาร้าและปลาส้มไม่พบพยาธิใบไม้ตับ 2) ยังพบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรคส่วนใหญ่ในผลิตภัณฑ์ปลาส้ม แต่ผลิตภัณฑ์ปลาร้าไม่พบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรคหลังมีรูปแบบ 3) ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติเพื่อควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภทการผลิต สะสม 2 แห่ง ดังนั้น ท้องถิ่นควรส่งเสริมให้มีการผลิตปลาร้าและปลาส้มที่ปลอดพยาธิใบไม้ตับ และออกข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อเป็นเครื่องมือทางกฎหมายในการกำกับดูแลและยกระดับมาตรฐานของสถานประกอบการปลาร้าและปลาส้มปลอดพยาธิใบไม้ตับต่อไป</p>
2026-04-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4542
การประเมินมาตรฐานเครื่องพ่นหมอกควันกำจัดยุงลายในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
2025-08-29T13:48:47+07:00
สุนันทา พันขุนคีรี
punkunkeeree@yahoo.com
สุริยา ไหมทอง
suriya.mai93@gmail.com
สาวิตรี บุญหวา
boowha_sa@hotmail.com
สุริเชษฐ์ บุติมาลย์
surichesthbutimaly@gmail.com
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินมาตรฐานของเครื่องพ่นหมอกควันกำจัดยุงตัวเต็มวัยในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ประชากรเป็นเครื่องพ่นหมอกควันทุกเครื่องที่มีใช้ใน 15 ตำบล กลุ่มตัวอย่างเป็นเครื่องพ่นหมอกควันที่ผ่านเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 35 เครื่อง ทำการประเมินมาตรฐาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านอุณหภูมิปลายท่อ ด้านอัตราการไหลน้ำยาเคมี ด้านขนาดละอองเม็ดน้ำยา และด้านความสม่ำเสมอละอองน้ำยา ในช่วงปี 2566-2567 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดการวัดอุณหภูมิ ชุดการวัดอัตราการไหล ชุดการวัดละอองน้ำยา แบบบันทึกการตรวจสอบสภาพเครื่องพ่น และแบบบันทึกข้อมูลผลการประเมินมาตรฐานเครื่องพ่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แปลผลการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานองค์การอนามัยโลก ผลการศึกษาพบว่า เครื่องพ่นหมอกควัน ผ่านมาตรฐานด้านอุณหภูมิปลายท่อ ด้านอัตราการไหลน้ำยาเคมี ด้านขนาดละอองเม็ดน้ำยา ด้านความสม่ำเสมอละอองน้ำยา ร้อยละ 94.29, 82.86, 45.71 และ 100.00 ตามลำดับ และผ่านมาตรฐาน 4 ด้าน ร้อยละ 31.43 จะเห็นได้ว่าเครื่องพ่นหมอกควันผ่านมาตรฐานด้านขนาดละอองเม็ดน้ำยาน้อยที่สุด ซึ่งเป็นพารามิเตอร์สำคัญที่ใช้วัดคุณภาพของเครื่องพ่นหมอกควัน ส่งผลให้น้ำยาเคมีมีโอกาสสัมผัสกับยุงได้น้อย ดังนั้น เพื่อให้เครื่องพ่นหมอกควันมีประสิทธิภาพในการกำจัดยุงลาย หน่วยงานที่มีเครื่องพ่นหมอกควันกำจัดยุงลาย ควรจัดทำแผนบำรุงรักษาและตรวจประสิทธิภาพทุกปี รวมทั้งให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเครื่องพ่นหมอกควัน</p>
2026-04-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี