https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/issue/feed วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี 2024-01-31T23:56:11+07:00 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี odpc8ud.journal@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี </strong></p> <p><span style="font-weight: 400;"> จัดทำเพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ บทบรรณาธิการ บทความวิจัย บทความวิชาการ และการสอบสวนโรค เกี่ยวกับป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ตลอดจนผลงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ เช่น โรคติดต่อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคไม่ติดต่อและโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ผลงานวิชาการที่ลงตีพิมพ์เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจาก<strong>ผู้เชี่ยวชาญ (Peer review) ตั้งแต่สองท่านขึ้นไป แบบ Double blind</strong></span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ISSN</strong> 2822-0250 (Online)</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ปีที่เริ่มเผยแพร่</strong> ปี พ.ศ.2565</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ภาษาที่เผยแพร่</strong> ไทย / อังกฤษ</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ค่าธรรมเนียม </strong> ไม่มีค่าธรรมเนียม</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>การเผยแพร่ </strong> ปีละ 3 ฉบับ ตุลาคม-มกราคม, กุมภาพันธ์-พฤษภาคม, มิถุนายน-กันยายน ผ่านช่องทางออนไลน์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/index</span></p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/1446 ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของยา Azithromycin และ Doxycycline ที่ให้ร่วมกับยา Ceftriaxone ในการรักษาโรคหนองในแท้และหนองในเทียม : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 2023-07-26T09:52:15+07:00 พิมพ์ชนก ปะดุกะ pimchanok.fr@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบ Clinical cure, Treatment failure และ Adverse effect ของยา Azithromycin และ Doxycycline ที่ให้ร่วมกับยา Ceftriaxone ในการรักษาโรคหนองในและหนองในเทียม 2) เพื่อเปรียบเทียบ Microbiological cure ของยา Azithromycin และ Doxycycline ที่มีต่อเชื้อก่อโรคหนองในเทียม 3) เพื่อศึกษากระบวนการหรือแนวทางในการดูแลรักษาโรคหนองในและหนองในเทียมที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพ และลดการกลับเป็นซ้ำ ในผู้มารับบริการและคู่สัมผัส โดยการศึกษาเป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ วิธีการศึกษาโดยการสืบค้นข้อมูลงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554-2566 บนฐานข้อมูล PubMed, ScienceDirect, Google Scholar, ThaiJo, CUIR และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รวมถึงสืบค้นจากเอกสารอ้างอิงและบรรณานุกรมของรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยใช้คำสำคัญในการสืบค้น คัดเลือกงานวิจัยรูปแบบ Randomized controlled trials (RCT) พบงานวิจัยทั้งหมด 137 เรื่อง และมี 4 เรื่อง ที่ผ่านการประเมินคุณภาพงานวิจัยตามเครื่องมือ The Cochrane Collaboration’ s tool for assessing risk for bias</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มีงานวิจัย 4 เรื่อง ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของยา Azithromycin และ Doxycycline ในการรักษาโรคหนองในเทียม จากการศึกษาพบว่าการใช้ยา Doxycycline 100 mg รับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน มีประสิทธิผลมากกว่า Azithromycin 1 g รับประทานครั้งเดียว สำหรับการให้ร่วมกับยา Ceftriaxone ในการรักษาโรคหนองในและหนองในเทียม โดยที่ Doxycycline มี Clinical cure และ Microbiological cure ที่สูงกว่า Azithromycin สำหรับเชื้อ Chlamydia trachomatis ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคส่วนใหญ่ของหนองในเทียม การเลือกใช้ยา ควรพิจารณาจากบริบทของผู้ป่วยและคู่สัมผัส เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ และลดการกลับเป็นซ้ำ</p> 2024-01-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/1447 การสำรวจการตีตราและเลือกปฏิบัติในผู้ป่วยวัณโรคปอด จังหวัดนครศรีธรรมราช 2023-08-15T12:10:17+07:00 รุ่งทิวา สุวรรณรัตน์ rung.sittikul@gmail.com ธนิษฐา เหมทานนท์ babytanid17@gmail.com ฑานุมาศ หนูพันธ์ tanumart14074@gmail.com <p>การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง (cross-sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบสถานการณ์การตีตราและเลือกปฏิบัติในผู้ป่วยวัณโรคปอด จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่กำลังรักษาวัณโรคและรับประทานยาเกิน 2 สัปดาห์ อายุ 18-90 ปี โรงพยาบาลในจังหวัดนครศรีธรรมราช 24 แห่ง 355 ราย เก็บข้อมูลโดยสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ แสดงข้อมูลเป็นความถี่และร้อยละผลการศึกษาพบว่าเป็นเพศชาย 254 ราย (71.50%) อายุเฉลี่ย 49.50 ปี (S.D. ± 30.83) สัญชาติไทย 354 ราย (99.72%) การศึกษา: ประถมศึกษา 162 ราย (45.63%) อาชีพ: รับจ้าง 86 ราย (24.23%) กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับช่องทางการติดต่อโดยคิดว่าหายใจเอาอากาศที่มีละอองเสมหะปนเปื้อนเชื้อทำให้ติดวัณโรคสูงที่สุด 287 ราย (80.85%) สัมผัสใกล้ชิดโดยแตะเนื้อต้องตัวไม่ติดวัณโรค 143 ราย (40.28%) ใช้ห้องน้ำร่วมกันไม่ติดวัณโรค 136 ราย (38.31%) ผู้ป่วยที่ทราบว่าไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่น หลังจากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องมาแล้วนาน 2 สัปดาห์ 63 ราย (17.75%) ผู้ป่วยตีตราตนเอง 265 ราย (74.65%) มากที่สุดคือพยายามลดการพบปะผู้คน การเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยจากครอบครัวผู้ป่วยเคยถูกสมาชิกในครอบครัวขอให้แยกห้องนอนและแยกรับประทานอาหารคนเดียวระหว่างป่วย 171 ราย (48.16%) ในสถานที่ทำงานเคยถูกย้ายให้ไปทำงานแผนกที่ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า/พนักงานคนอื่น ๆ 17 ราย (13.18%) ถูกหัวหน้า/เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลสั่งให้สวมหน้ากากอนามัยมาทำงาน 17 ราย (13.18%) และให้ออกจากงานเนื่องจากเป็นวัณโรคปอด 7 ราย (5.42%) ผู้ปฏิบัติงานบริการสุขภาพ มีการหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยกับผู้ป่วยวัณโรค 34 ราย (9.58%) แสดงท่าทีกลัว/รังเกียจผู้ป่วย 33 ราย (9.30%) ผลสำรวจชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัว เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคคลทั่วไป เพื่อลดการตีตราและเลือกปฏิบัติในผู้ป่วยวัณโรคปอด</p> 2024-01-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/1570 ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในการป้องกันควบคุมโรคไข้มาลาเรียประชาชนกลุ่มเสี่ยง บ้านช่องมะเฟือง หมู่ 12 ตำบลหนองรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 2023-09-18T14:36:50+07:00 สุกัญญา ผดุงวิทย์ sukanya.phadungwit@gmail.com ลดาวัณย์ อานนท์ศิริโชติ dise2523@hotmail.com มิรันตี แพงงา Miruntee.ph@kkumail.com <p>โรคไข้มาลาเรีย ยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทย เพราะพบการแพร่เชื้อของโรคในหลายพื้นที่ และกลับพบว่ามีการกลับมาแพร่เชื้อใหม่ในพื้นที่ปลอดการแพร่เชื้อโรคไข้มาลาเรีย ทั้งนี้ พื้นที่หลายแห่งไม่เคยพบผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรียมากว่า 20 ปี การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Descriptive Study) นี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรีย และหาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติกับพฤติกรรมป้องกันโรคไข้มาลาเรียของประชาชน บ้านช่องมะเฟือง หมู่ 12 ตำบลหนองรี อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยทำการศึกษาระหว่างเดือน มกราคม - กรกฎาคม 2566 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยง จำนวน 205 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้เกณฑ์ในการคัดเลือกประชากรทุกคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และอาศัยอยู่ในพื้นที่รัศมีห่างจากบ้านผู้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย ระยะ 2 กิโลเมตร เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบความสัมพันธ์โดยใช้สถิติไคสแควร์ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 42.44 คะแนนเฉลี่ย 10.89 คะแนน (S.D. = 2.67) ทัศนคติ อยู่ระดับปานกลาง ร้อยละ 58.05 คะแนนเฉลี่ย 38.46 คะแนน (S.D. = 4.86) และพฤติกรรมในการป้องกันโรคไข้มาลาเรีย อยู่ระดับปานกลาง ร้อยละ 54.15 คะแนนเฉลี่ย 24.25 คะแนน (S.D. = 6.07) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรีย พบว่า ระดับการศึกษา อาชีพ การใช้มุ้ง และความรู้เกี่ยวกับโรคไข้มาลาเรีย มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรีย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ส่วน เพศ อายุ ประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรีย และทัศนคติเกี่ยวกับการป้องกันตนเองโรคไข้มาลาเรีย พบว่า มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้มาลาเรียอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value &gt; 0.05) ดังนั้น จึงควรสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) สร้างความตระหนักถึงอันตรายโรคไข้มาลาเรียแก่ประชาชน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการป้องกันควบคุมโรคไข้มาลาเรีย ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป</p> <p> </p> 2024-01-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/1596 ศึกษาอัตราและรูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยา Rifampicin และ Isoniazid ด้วยวิธี Line probe assay ในตัวอย่างส่งตรวจที่สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น เดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2565 2023-09-26T11:03:12+07:00 ปวีณา กมลรักษ์ kamonrak.pk@gmail.com ธีระพจน์ สิงห์โตหิน thiraphot@gmail.com นุชรา กลางประพันธ์ jum-cdi@hotmail.com วรัญญู พอดี warunyu.odpc@gmail.com ธิรดา โสสว่าง ican5557@gmail.com <p>การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราและรูปแบบการกลายพันธุ์ของยีนในเชื้อวัณโรคที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาไรแฟมพิซินหรือไอโซไนอาซิด หรือดื้อทั้งไรแฟมพิซินและไอโซไนอาซิด โดยใช้ข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ในสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการวัณโรคที่กลุ่มห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ด้านควบคุมโรค ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่เดือนสิงหาคม – ธันวาคม 2565 จำนวน 312 ตัวอย่าง พบว่าเชื้อวัณโรคที่ดื้อต่อยาจำนวน 83 ตัวอย่าง ดื้อต่อยาไอโซไนอาซิดเพียงชนิดเดียว จำนวน 56 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นการกลายพันธุ์ของยีน katG จำนวน 38 ตัวอย่าง (ร้อยละ 67.9) รูปแบบการกลายพันธุ์ (wild type/mutant) ที่พบมากที่สุด คือ katG WT/ katG MUT1 จำนวน 21 ตัวอย่าง (ร้อยละ 25.3) และการกลายพันธุ์ของยีน inhA จำนวน 18 ตัวอย่าง (ร้อยละ 32.1) รูปแบบที่พบมากที่สุด คือ inhA WT1/ inhA MUT1 จำนวน 11 ตัวอย่าง (ร้อยละ 13.3) ดื้อต่อยาไรแฟมพิซินเพียงชนิดเดียว 8 ตัวอย่าง (ร้อยละ 2.6) รูปแบบที่พบมากที่สุด คือ -/ rpoB MUT3 จำนวน 2 ตัวอย่าง (ร้อยละ 2.4) และดื้อต่อยาไอโซไนอาซิดร่วมกับไรแฟมพิซิน (MDR-TB) จำนวน 19 ตัวอย่าง (ร้อยละ 6.1) รูปแบบที่พบมากที่สุด คือ rpoB WT8/ rpoB MUT3, katG WT/ katG MUT1 จำนวน 6 ตัวอย่าง (ร้อยละ 7.2) การศึกษาในครั้งนี้สามารถใช้ในการประเมินสถานการณ์การดื้อยาของเชื้อวัณโรคในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>: </strong>วัณโรค, รูปแบบการกลายพันธุ์ของยีน</p> 2024-01-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/1857 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมจัดการตนเองและผลลัพธ์ ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วยของผู้สูงอายุตอนต้น 2024-01-15T08:46:03+07:00 รัฏฐรินีย์ ธนเศรษฐ rattarinee@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมจัดการตนเองและผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย นำไปทดลองใช้ในคลินิกหมอครอบครัวที่คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ในการคัดเข้า จำนวน 60 คนแบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและทดลองกลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ 1) โปรแกรมพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพ “ 5 ขั้นตอนพิชิตเบาหวานความดัน” ตามหลัก 4อ. 2ป. จำนวน 12 สัปดาห์ 2) แบบสอบถามความรอบรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองฯ 3) แนวปฏิบัติการปรับใช้ยาของโรงพยาบาลปักธงชัย โมเดล วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ใช้ paired t-test และ independent samples t-test ผลการศึกษาพบว่า ก่อนทดลองค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการจัดการตนเอง ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวและคลายตัว ค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; 0.05) หลังทดลองพบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) หลังติดตามจนครบ 1 ปี โดยให้รายงานผลการชั่งน้ำหนัก วัดรอบเอว วัดความดันโลหิต ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ส่งทางไลน์กลุ่มทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นข้อมูลปรับลดยาได้ 23 คน (ร้อยละ 67.76) <br />เลิกยาได้ 6 คน (ร้อยละ20) การเพิ่มทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการตนเองตามหลัก 4อ. 2ป. เป็นกลวิธี ที่สำคัญให้ผู้สูงอายุและครอบครัวนำไปจัดการตนเองจนเกิดผลลัพธ์ที่ดี ควบคุมน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตให้ปกติ ได้รับการปรับลดยาเข้าสู่ระยะโรคสงบ ลดค่าใช้จ่ายประเทศ ทีมสุขภาพสามารถนำรูปแบบฯ นี้ ไปประยุกต์ใช้ในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆและขยายต่อในพื้นที่อื่นต่อไป</p> 2024-01-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/2116 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์การติดชื้อวัณโรคแฝงในบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลขอนแก่น 2024-01-25T10:53:44+07:00 เสกสรร สุวรรณแพง ssekso1964@gmail.com รุจิราลักขณ์ พรหมเมือง aaa@hotmail.com ศศิประภา วัฒนวิเศษ aaa@hotmail.com อัญชลี บุญบาล aaa@hotmail.com ปนัดดา เทพอัคศร aaa@hotmail.com พรทิพย์ ลัภนะกุล aaa@hotmail.com สุวิทย์ ศุภวิโรจน์เลิศ aaa@hotmail.com มัณฑนา มิตรชัย aaa@hotmail.com <p>การติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent tuberculosis infection: LTBI) เป็นภาวะที่มีการรับเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายโดยผู้ที่ได้รับเชื้อไม่แสดงอาการบ่งชี้หรือมีอาการทางคลินิกป่วยเป็นวัณโรค ผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงมีโอกาสที่จะพัฒนาป่วยเป็นวัณโรคภายใน 2 ปีแรกหลังการติดเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการติดเชื้อและป่วยเป็นวัณโรครวมถึงการติดเชื้อระยะแฝงจากการทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค และมีโอกาสสัมผัสเชื้อเป็นระยะเวลานาน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงในบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลขอนแก่นและหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง โดยการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลขอนแก่น ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี พ.ศ.2566 และตรวจวินิจฉัยวัณโรคแฝงด้วยวิธี IGRAs (Interferon-gamma release assays) ผลการศึกษาในบุคลากร 638 ราย พบว่าความชุกของการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงของบุคลากรโรงพยาบาลขอนแก่นอยู่ที่ร้อยละ 19.9 โดยพบว่า อายุ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการตรวจพบการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง โดยอายุสามารถอธิบายความผันแปรของความเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงได้ร้อยละ 11.4</p> 2024-01-31T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี