https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/issue/feed
วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
2025-12-15T19:27:02+07:00
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
odpc8ud.journal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี </strong></p> <p><span style="font-weight: 400;"> จัดทำเพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ บทบรรณาธิการ บทความวิจัย บทความวิชาการ และการสอบสวนโรค เกี่ยวกับป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ตลอดจนผลงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ เช่น โรคติดต่อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคไม่ติดต่อ และโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ผลงานวิชาการที่ลงตีพิมพ์เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจาก<strong>ผู้เชี่ยวชาญ (Peer review) จำนวน 2 ท่าน แบบ Double blind</strong></span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>E-ISSN :</strong> 2822-0250 </span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ปีที่เริ่มเผยแพร่</strong> <strong>:</strong> ปี พ.ศ.2565</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ภาษาที่เผยแพร่</strong> <strong>:</strong> ไทย / อังกฤษ</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ค่าธรรมเนียม :</strong> ไม่มีค่าธรรมเนียม</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>การเผยแพร่ :</strong> ปีละ 3 ฉบับ มกราคม-เมษายน, พฤษภาคม-สิงหาคม, กันยายน-ธันวาคม ผ่านช่องทางออนไลน์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/index</span></p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/3531
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกในประชากร อายุ 10–14 ปี ตำบลจาน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ
2025-01-29T08:43:06+07:00
บังอร สมดี
aon.somdee@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกในประชากร อายุ 10-14 ปี ตำบลจาน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 238 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ จาก 15 หมู่บ้าน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน Independent t-test One-way ANOVA และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุ ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยความรู้อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 71.85 ทัศนคติอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 67.65 และ พฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 60.08 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกในกลุ่มประชากรช่วงอายุ 10-14 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value <0.05) ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สภาพแวดล้อมบริเวณที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำขังในบ้านและบริเวณบ้าน ประสบการณ์การอบรม/รับความรู้ ความรู้ในการป้องกันโรคไข้เลือดออก และทัศนคติเกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้เลือดออก สมการในการทํานายพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกในกลุ่มประชากรช่วงอายุ 10-14 ปี ตำบลจาน อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ ร้อยละ 34.60 ดังนั้น ควรจัดโครงการส่งเสริมการให้ความรู้แก่ประชากรอายุ 10-14 ปี หรือในกลุ่มเด็กวัยเรียนอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสมกับวัย รณรงค์ให้เกิดพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะประเด็นที่ยังพบน้อย เช่น การใส่เสื้อผ้าสีสว่าง การทายากันยุง เพื่อป้องกันการถูกยุงกัด รวมถึงการกำจัดลูกน้ำ โดยใส่ปลาหางนกยูงในภาชนะเก็บกักน้ำในบ้านหรือบริเวณบ้าน ซึ่งเป็นการป้องกันโรคไข้เลือดออกที่สามารถทำได้ง่าย</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/3803
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของอาสาสมัครสาธารณสุข ในจังหวัดหนองคาย
2025-02-06T15:14:09+07:00
สุภาวดี ทารส
supawadee.tarote@gmail.com
<p>การศึกษาเชิงพรรณนานี้ เป็นการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM<sub>2.5</sub>) ของอาสาสมัครสาธารณสุข ในจังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่างคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดหนองคาย จำนวน 270 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับพฤติกรรมการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM<sub>2.5</sub>) โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษา อาสาสมัครสาธารณสุขในจังหวัดหนองคาย ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 78.52 อายุ 50 ปีขึ้นไป ร้อยละ 70.74 อายุเฉลี่ย 53.45 ปี (S.D. = 9.44) มีประวัติการอบรมเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกันฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM<sub>2.5</sub>) ร้อยละ 42.59 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM<sub>2.5</sub>) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.05) เมื่อควบคุมผลกระทบจากตัวแปรในสมการ ได้แก่ ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชน (OR<sub>adj </sub>= 2.55, 95%CI = 1.32-4.92, P-value = 0.005) ประวัติการอบรมเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกัน PM<sub>2.5 </sub>(OR<sub>adj </sub>= 3.96, 95%CI = 2.19-7.18, P-value < 0.001) และความรอบรู้ด้านการตัดสินใจเพื่อป้องกันสุขภาพ (OR<sub>adj</sub> = 12.78, 95%CI = 2.74-59.66, P-value = 0.001) ดังนั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการเฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM<sub>2.5</sub>) เพื่อให้มีความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านการเข้าใจข้อมูลอนามัยสิ่งแวดล้อมและด้านการตัดสินใจเพื่อป้องกันสุขภาพ รวมถึงออกแบบกิจกรรมเน้นการฝึกกระบวนการคิดและทักษะ เช่น การบรรยาย การสาธิต และการลงมือปฏิบัติ</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/3869
สถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา 8 ชนิดในกระแสเลือดในโรงพยาบาลหนองคาย
2025-04-02T11:09:20+07:00
อลงกรณ์ เวียงนนท์
ka_piak@hotmail.com
นันทิชา ผาละนัด
lab_nk@hotmail.co.th
ชุติมา หมอผึ้ง
lab_nk@hotmail.co.th
รินลดา เพ็ชรยิ้ม
lab_nk@hotmail.co.th
อุรวี อินดา
auraveeindar@gmail.com
<p>การติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบและภาวะอวัยวะล้มเหลว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การรักษาโรคติดเชื้อมีประสิทธิภาพลดลง ในประเทศไทยแนวโน้มการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราและอุบัติการณ์การติดเชื้อ การดื้อต่อยาต้านจุลชีพ และแนวโน้มการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยา 8 ชนิดในกระแสเลือดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลหนองคาย วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ในกลุ่มผู้ป่วยในที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหนองคาย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ที่มีการเพาะเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม AMASS สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน Chi-Square test ผลการศึกษาพบว่า อัตราผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาลดลงจากร้อยละ 29.25 เป็นร้อยละ 25.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value < 0.001) อัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาลลดลงจากร้อยละ 41.18 เป็นร้อยละ 27.40 พบความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.060) ขณะที่อัตราการติดเชื้อในชุมชนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.82 เป็นร้อยละ 72.60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.022) อย่างไรก็ตาม อุบัติการณ์การติดเชื้อในผู้ป่วยลดลงจาก 5,378 ราย เป็น 2,615 ราย สำหรับการดื้อยาต้านจุลชีพ พบว่า การดื้อต่อยากลุ่ม Carbapenems ของ <em>Acinetobacter baumannii</em>, <em>Klebsiella pneumoniae</em> และ <em>Pseudomonas aeruginosa</em> มีแนวโน้มลดลงและเพิ่มขึ้น พบความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value > 0.05) ในขณะที่ <em>Escherichia coli</em> มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value = 0.043) นอกจากนี้ การดื้อต่อยากลุ่ม 3<sup>rd</sup> generation cephalosporins ของ <em>K. pneumoniae</em> และ <em>E. coli</em> มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่พบความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value > 0.05) โดยรวมพบว่า <em>E. coli</em> เป็นเชื้อที่พบมากที่สุด และ <em>A. baumannii</em> มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ <em>K. pneumoniae</em> มีแนวโน้มลดลง ส่วนเชื้ออื่น ๆ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน จากผลการศึกษานี้ ข้อเสนอแนะคือ ควรมีการติดตามแนวโน้มการดื้อยาของแบคทีเรียอย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงมาตรการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เสริมสร้างความรู้ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน และส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม เพื่อชะลอและลดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4359
การพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์โรคไข้เลือดออกในเขตสุขภาพที่ 8 โดยใช้ SARIMA และ Holt-Winters Exponential Smoothing: Python
2025-06-12T10:47:46+07:00
กฤษณะ สุกาวงค์
kitsana.suga@gmail.com
ทรงยศ ศรีหริ่ง
songyot@udru.ac.th
ฐิตินันท์ กล่ำศิริ
Thitinan.Klamsiri@gmail.com
<p>โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญในเขตสุขภาพที่ 8 งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพแบบจำลองพยากรณ์จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกรายเดือน โดยใช้เทคนิค SARIMA (Seasonal Autoregressive Integrated Moving Average) และ Holt-Winters Exponential Smoothing เพื่อสนับสนุนการวางแผนควบคุมโรค ศึกษาจากข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในเขตสุขภาพที่ 8 ระหว่างปี พ.ศ. 2563-2567 แบ่งข้อมูลเป็นชุดฝึก พ.ศ. 2563-2566 และชุดทดสอบ พ.ศ. 2567 แบบจำลอง SARIMA ถูกสร้างโดยวิเคราะห์ภาวะนิ่งและพารามิเตอร์จากกราฟ ACF/PACF ส่วน Holt-Winters Exponential Smoothing (Additive) ถูกเลือกใช้เพื่อรองรับข้อมูลที่มีแนวโน้มและฤดูกาล ประเมินประสิทธิภาพด้วยค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ (MAE), รากที่สองของค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสอง (RMSE) และร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) ผลการศึกษา พบว่าแบบจำลอง SARIMA(2,0,0)(0,0,0)[12] intercept มีค่า MAE = 213.96, RMSE = 333.00, และ MAPE = 49.65% ซึ่งพยากรณ์แนวโน้มภาพรวมได้ดี แต่ยังไม่แม่นยำในการตรวจจับจุดสูงสุดของการระบาดได้ ขณะที่แบบจำลอง Holt-Winters Exponential Smoothing (Additive) มีค่า MAE = 193.02, RMSE = 234.03, และ MAPE = 52.32% ซึ่งสะท้อนแนวโน้มตามฤดูกาลได้ใกล้เคียงกับข้อมูลจริงมากกว่า สรุปและข้อเสนอแนะ Holt-Winters มีความแม่นยำเชิงสัมบูรณ์ (MAE และ RMSE) ที่ดีกว่า SARIMA ในการพยากรณ์โรคไข้เลือดออกรายเดือน โดยเฉพาะในการตรวจจับรูปแบบฤดูกาล แม้ว่า MAPE จะสูงกว่าเล็กน้อย แบบจำลองทั้งสองมีประโยชน์ต่างกัน โดย SARIMA เหมาะกับวางแผนเชิงนโยบายระยะยาว ส่วน Holt-Winters เหมาะกับการเตรียมความพร้อมระยะสั้นและตอบสนองต่อสถานการณ์ ทั้งนี้ ควรดำเนินการวิจัยเพิ่มเติมโดยบูรณาการปัจจัยอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการพยากรณ์</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4715
การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อทางอาหารและน้ำในค่ายลูกเสือจังหวัดสระบุรี
2025-09-04T16:00:58+07:00
เพ็ญศรี ไผทรัตน์
pphatairat@gmail.com
จารวี สุขประเสริฐ
Sjaravee1@gmail.com
ธนาคาร แถมเจริญ
thana_thaem@hotmail.com
สินธารา ขันตี
Sintharaoat@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพปัญหา พัฒนารูปแบบ และประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อทางอาหารและน้ำในค่ายลูกเสือจังหวัดสระบุรี โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา และใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี โดยศึกษาแบบย้อนหลังและไปข้างหน้า แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อทางอาหารและน้ำในค่ายลูกเสือจังหวัดสระบุรี และระยะที่ 3 ประเมินผลลัพธ์ของการพัฒนา โดยการเก็บข้อมูลในกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผู้ประกอบการค่ายลูกเสือ 13 คน แม่ครัวและผู้เสิร์ฟอาหาร 26 คน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 3 คน นักวิชาการสาธารณสุข 8 คน ครู/นักเรียน 14 คน จำนวนรวม 64 คน วิเคราะห์ข้อมูล เชิงคุณภาพด้วยการตีความและสร้างข้อสรุป วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาผลการศึกษาพบว่า ปัญหาที่พบในค่ายลูกเสือ ร้อยละ 90.00 ต้องปรับปรุงด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำและมาตรฐานส้วม แม่ครัวไม่ได้รับการตรวจสุขภาพประจำปี ไม่มีการคัดกรองสุขภาพผู้ที่มาใช้บริการ ไม่มีระบบเฝ้าระวังโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 จังหวัดสระบุรี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อทางอาหารและน้ำในค่ายลูกเสือจังหวัดสระบุรี โดยการอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการค่ายลูกเสือและแม่ครัว สนับสนุนสื่อในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จัดทำแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ และพัฒนาทีมประเมิน ผลการพัฒนา พบว่า ไม่พบการระบาดของโรคติดต่อทางอาหารและน้ำในค่ายลูกเสือตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2562 - สิงหาคม พ.ศ. 2568 ค่ายลูกเสือ 12 แห่ง (ร้อยละ 92.31) ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในระดับดีมาก อีก 1 แห่ง ผ่านเกณฑ์ระดับดี ประเด็นที่ค่ายลูกเสือมีการปรับลดปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ งดใช้น้ำแข็ง ใช้น้ำบรรจุขวดสำเร็จแทน ปรับปรุงอาคารโรงครัวให้ได้มาตรฐาน ปรับระบบการระบายอากาศโรงครัว จัดเก็บอาหารสดในภาชนะที่ควบคุมความเย็นได้ทั่วถึงตามมาตรฐาน</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4579
ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 8
2025-08-07T14:28:53+07:00
เนื้อทิพย์ หมู่มาก
nuetip18@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้ เป็นวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวที่วัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โดยเปรียบเทียบปริมาณโซเดียม (มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค) ในอาหารที่บริโภค และภาวะสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย 1) การตรวจคัดกรองพฤติกรรมสุขภาพด้านการบริโภคอาหารที่มีเกลือและโซเดียม 2) การส่งต่อเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และ 3) ตรวจวัดความเค็มในอาหาร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 9,475 คน เป็นประชากรที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่มีระดับค่าความดันโลหิตมากกว่าหรือเท่ากับ 130/85-139/89 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือมีปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีเกลือและโซเดียมสูง ค่าดัชนีมวลกายและความยาวเส้นรอบเอวเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยกำหนดจำนวนตัวอย่างร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด ที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 8 เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามเชิงโครงสร้าง แบบเก็บข้อมูลผลการวัดระดับความเค็มในการบริโภคอาหาร แบบประเมินความตระหนักรู้ด้านการบริโภคเกลือและโซเดียม ดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 – 31 กรกฎาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน Paired t-test ผลการศึกษา พบว่า หลังเข้าร่วมโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างมีค่าระดับความเค็ม ในการบริโภคอาหารมีปริมาณโซเดียมเฉลี่ยลดลง ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ยลดลง ค่ารอบเอวเฉลี่ยลดลง ค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างลดลง กว่าก่อนการเข้าร่วโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) ข้อเสนอแนะโปรแกรมนี้ สามารถนำไปใช้สำหรับการปรับพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง เพื่อให้เกิดผลในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ ควรขยายผลและนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ เขตสุขภาพที่ 8 ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี