วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8
<p><strong>วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี </strong></p> <p><span style="font-weight: 400;"> จัดทำเพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ บทบรรณาธิการ บทความวิจัย บทความวิชาการ และการสอบสวนโรค เกี่ยวกับป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ตลอดจนผลงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ เช่น โรคติดต่อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคไม่ติดต่อ และโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ผลงานวิชาการที่ลงตีพิมพ์เผยแพร่จะต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองจาก<strong>ผู้เชี่ยวชาญ (Peer review) จำนวน 2 ท่าน แบบ Double blind</strong></span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>E-ISSN :</strong> 2822-0250 </span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ปีที่เริ่มเผยแพร่</strong> <strong>:</strong> ปี พ.ศ.2565</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ภาษาที่เผยแพร่</strong> <strong>:</strong> ไทย / อังกฤษ</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>ค่าธรรมเนียม :</strong> ไม่มีค่าธรรมเนียม</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"><strong>การเผยแพร่ :</strong> ปีละ 3 ฉบับ มกราคม-เมษายน, พฤษภาคม-สิงหาคม, กันยายน-ธันวาคม ผ่านช่องทางออนไลน์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/index</span></p>
The Office of Disease Prevention and Control 8 Udon thani (สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี)
th-TH
วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
2822-0250
<p>ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี<br /><br /><a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><img src="https://licensebuttons.net/l/by-nc-nd/4.0/88x31.png" /></a><br />อนุญาตภายใต้เงื่อนไข <a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/" rel="license">Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License</a>.</p>
-
กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้นและแผนภูมิต้นไม้แห่งความล้มเหลว เพื่อประเมินความน่าจะเป็น ของการเกิดอุบัติเหตุจากการขับรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจากสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย กรณีศึกษา: บริษัทให้บริการบริหารและจัดการระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งหนึ่งในประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4760
<p>อุบัติเหตุจากการขับรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลเป็นปัญหาความปลอดภัยในการทำงาน โดยเฉพาะในองค์กรที่มีการปฏิบัติงานนอกสถานที่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความน่าจะเป็นของการเกิดอุบัติเหตุ จากสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย ในบริษัทให้บริการบริหารและจัดการระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งหนึ่งในประเทศไทย เป็นการศึกษาภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ บูรณาการกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (Analytic Hierarchy Process: AHP) และแผนภูมิต้นไม้แห่งความล้มเหลว (Fault Tree Analysis: FTA) ในการวิเคราะห์หาสาเหตุพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 12 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย วิศวกรรมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ จำนวน 5 คน และคณะกรรมการความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ของบริษัทที่ทำการศึกษา จำนวน 2 คน ในการให้ความคิดเห็นอย่างอิสระในแผนภูมิต้นไม้แห่งความล้มเหลว และผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ให้ค่าน้ำหนักความสำคัญผ่านการเปรียบเทียบคู่ (Pairwise comparisons) จากนั้นใช้โปรแกรม Expert Choice Version 11 และ Reliability, Availability, Maintainability and Safety (RAMS) Software Version 8.5 ในการวิเคราะห์ค่าความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ ผลการศึกษา พบว่า การบรรทุกของที่ไม่เหมาะสม เป็นสาเหตุหลักที่มีอิทธิพลต่อการเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ร้อยละ 65.25 รองลงมาคือ สภาพถนนไม่ปลอดภัย ร้อยละ 65.02 และสภาพรถไม่พร้อมใช้งาน ร้อยละ 64.67 ตามลำดับ ผลลัพธ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัจจัยด้านกายภาพและสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย องค์กรควรดำเนินมาตรการควบคุมความเสี่ยงเชิงรุกอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุและส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานอย่างยั่งยืน</p>
พุฒศราณี ติรพัฒนเจริญ
อารุญ เกตุสาคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-18
2026-08-18
4 2
90
104
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และทักษะที่ควรมีในการป้องกันการจมน้ำสำหรับเด็กอายุ 6-15 ปี กรณีศึกษาอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ปี 2568
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4783
<p>การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจมน้ำ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตสำคัญในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีของประเทศไทย การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ทักษะ และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับทักษะในการป้องกันการจมน้ำของเด็กอายุ 6–15 ปี กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กอายุ 6–15 ปี จำนวน 158 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified random sampling) พื้นที่ศึกษาคือ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคม 2567 เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามความรู้และแบบประเมินทักษะการเอาชีวิตรอดและการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในน้ำที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการจมน้ำในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 12.41 คะแนน, S.D. = 2.35) ทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำ อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 1.03 คะแนน, S.D. = 0.76) และทักษะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 3.02 คะแนน, S.D. = 0.68) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าความรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทักษะที่ควรมี ในการป้องกันการจมน้ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) สรุปได้ว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการจมน้ำและทักษะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำในระดับสูง ส่วนทักษะการเอาชีวิตรอดอยู่ในระดับปานกลาง ข้อเสนอแนะ คือ ควรจัดโครงการฝึกว่ายน้ำเอาชีวิตรอดและการช่วยเหลือผู้จมน้ำอย่างเป็นระบบในโรงเรียน โดยบูรณาการกับหลักสูตรสุขศึกษาและพลศึกษา พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของชุมชนและครอบครัวในการส่งเสริมทักษะความปลอดภัยทางน้ำของเด็ก</p>
มนัสพงษ์ มาลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-18
2026-08-18
4 2
105
119
-
การพัฒนารูปแบบป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุโดยชุมชนมีส่วนร่วม ในเขตอำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/5221
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลของการใช้รูปแบบการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ประยุกต์ใช้แนวทางการป้องกันการหกล้มแบบสหปัจจัยตามหลัก 10 ป. ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 รวม 9 เดือน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 319 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตามสัดส่วนของหน่วยบริการสาธารณสุข ขั้นตอนการดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการระยะดำเนินการ และระยะหลังดำเนินการ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการจัดกิจกรรม เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามการรับรู้ของผู้สูงอายุ พฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม แบบประเมินความกังวลหรือกลัวการหกล้ม ประเมินสมรรถนะทางกายและแบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน Paired t-test ผลการวิจัย พบว่าภายหลังการใช้รูปแบบป้องกันการหกล้มแบบสหปัจจัยตามหลัก 10 ป. โดยการสื่อสารผ่านเวทีประชาคมและการถ่ายทอดข้อมูลผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตร และการทำงานเป็นทีมที่กระตือรือร้น ช่วยเพิ่มระดับการรับรู้ ลดความกลัวในการหกล้ม เกิดการปรับพฤติกรรมในการป้องกันการหกล้มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) แสดงให้เห็นว่ารูปแบบนี้มีประโยชน์และช่วยส่งเสริมปัจจัยป้องกันการหกล้มได้ จึงควรนำมาเผยแพร่ใช้กับผู้สูงอายุให้กว้างขวางต่อไป</p>
อาภากร ดวงจันทร์ทอง
สมถวิล ศรีสวัสดิ์
ประสงค์ คำจันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-18
2026-08-18
4 2
120
136
-
การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก เขตสุขภาพที่ 8 ปี พ.ศ. 2566 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2566
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4731
<p>การประเมินระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก เขตสุขภาพที่ 8 ปี พ.ศ. 2566 (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2566) เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขั้นตอนการรายงานโรคไข้เลือดออก ศึกษาคุณลักษณะเชิงปริมาณของระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก ได้แก่ ค่าความไว ค่าพยากรณ์บวกความทันเวลา ความเป็นตัวแทน คุณภาพของข้อมูลในรายงาน ศึกษาคุณลักษณะเชิงคุณภาพของระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก ได้แก่ การยอมรับ ความยากง่าย ความยืดหยุ่น ความมั่นคงของระบบและการใช้ประโยชน์จากระบบเฝ้าระวัง โดยศึกษาในสำนักงานป้องกันควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 8 ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน สุ่มเลือก 3 จังหวัด ได้แก่ หนองบัวลำภู เลย สกลนคร จากนั้นสุ่มเลือกอำเภอและสถานพยาบาลในแต่ละจังหวัดที่สุ่มได้ แบ่งระดับสถานพยาบาลเป็นระดับตติยภูมิ และทุติยภูมิ รวม 9 แห่ง ผลการศึกษาเชิงปริมาณตามนิยามกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ปี พ.ศ. 2563 พบว่า ระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก มีค่าความไว ร้อยละ 86.81 ค่าพยากรณ์บวก ร้อยละ 23.25 ความครบถ้วนของการบันทึกข้อมูลอายุ เพศ ที่อยู่ ร้อยละ 100.00 ความถูกต้องของการบันทึกข้อมูลอายุ ร้อยละ 100.00 ด้านความเป็นตัวแทน พบว่า ข้อมูลอายุ เดือนที่เริ่มป่วย มีคุณลักษณะความเป็นตัวแทนด้านความทันเวลาของการรายงานข้อมูล เป็นไปตามแนวทางพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ผลการศึกษาเชิงคุณภาพ พบว่า บุคลากรและผู้บริหารในระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก ยอมรับและเห็นความสำคัญในการเฝ้าระวังโรค นำข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคมาใช้ประโยชน์ในการสื่อสารแจ้งเตือนสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออก ให้พื้นที่ใช้เฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค และวางแผนเชิงนโยบาย</p>
ฐิตินันท์ กล่ำศิริ
อรนุช ศรีหะดม
ยงเจือ เหล่าศิริถาวร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-18
2026-08-18
4 2
137
152
-
การประเมินมาตรฐานเครื่องพ่นหมอกควันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดบึงกาฬ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/4814
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินมาตรฐานเครื่องพ่นหมอกควันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดบึงกาฬ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 55 คน และเครื่องพ่นหมอกควัน จำนวน 147 เครื่อง เกณฑ์การประเมินมาตรฐานแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ (1) อัตราการไหลของสารเคมี (2) อุณหภูมิปลายท่อ (3) ขนาดเฉลี่ยของละอองสารเคมี (Volume median diameter: VMD) และ (4) ความสม่ำเสมอในการผลิตละอองสารเคมี (Span) ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ จากผลการประเมินมาตรฐานเครื่องพ่นหมอกควันและแบบบันทึกข้อมูลผู้ปฏิบัติงานพ่นหมอกควัน ของศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 8.1 จังหวัดอุดรธานี ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2563–2564 และ พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ปฏิบัติงานเป็นเพศชายทั้งหมด ส่วนใหญ่อายุอยู่ในช่วง 31–50 ปี ร้อยละ 60.00 มีประสบการณ์การใช้เครื่องพ่นหมอกควัน 1–3 ปี และเคยผ่านการฝึกอบรม ร้อยละ 58.18 เท่ากัน ผู้ปฏิบัติงาน มีทักษะผสมสารเคมีและเทคนิคการพ่นที่ถูกต้องร้อยละ 56.36 และ 67.27 ตามลำดับ เครื่องพ่นส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อ Best Fogger ร้อยละ 42.18 และสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ร้อยละ 75.51 เครื่องพ่นที่ผ่านการทดสอบเบื้องต้นและใช้งานได้ตามปกติ มีจำนวน 73 เครื่อง ร้อยละ 49.66 ในจำนวนนี้ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานด้านอัตราการไหลของสารเคมี อุณหภูมิปลายท่อ ขนาดเฉลี่ยของละอองสารเคมี (VMD) และความสม่ำเสมอในการผลิตละอองสารเคมี (Span) ร้อยละ 89.04, 91.78, 91.78 และ 100.00 ตามลำดับ โดยผ่านเกณฑ์ครบทั้ง 4 ด้าน ร้อยละ 72.60 และผ่านมาตรฐาน 3 ด้าน ร้อยละ 27.40 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง และประเมินสมรรถนะเครื่องพ่นอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้เครื่องพ่นพร้อมใช้งานและเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน</p>
กนกกาญจน์ บุญประคม
ประสิทธิ์ รามะโคตร
ปิยานุช พามา
ปาริชาติ ไชยหะนิจ
สุรพงษ์ คลังชำนาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-18
2026-08-18
4 2
153
167
-
ประสิทธิผลของยา Sofosbuvir/Velpatasvir ร่วมกับและไม่ร่วมกับ Ribavirin ในการรักษา ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี ณ โรงพยาบาลอุดรธานี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JODPC8/article/view/5566
<p>ไวรัสตับอักเสบซีเป็นสาเหตุของการเกิดโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ การรักษาไวรัสตับอักเสบซี ด้วยยา Sofosbuvir/ Velpatasvir สัมพันธ์กับการลดอัตราการเกิดตับวายและลดอัตราตายที่สัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนของตับ รวมทั้งมะเร็งตับ วัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของยา Sofosbuvir /Velpatasvir ร่วมกับและไม่ร่วมกับ Ribavirin ในการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีและมีภาวะตับแข็ง เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี อายุ 18-70 ปี ที่คลินิกไวรัสตับอักเสบ โรงพยาบาลอุดรธานี ระหว่างวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2567-31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่าง 100 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ได้รับยา Sofosbuvir/Velpatasvir 50 ราย และกลุ่มที่ได้รับยา Sofosbuvir/Velpatasvir + Ribavirin 50 ราย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน Fisher's exact test และ Mann-Whitney U test ประสิทธิผลของการรักษาดูจากอัตราการหายขาดจากไวรัสตับอักเสบซี (SVR12) ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง 100 ราย อายุเฉลี่ย 54.26 ± 12.77 ปี เป็นเพศชาย 55 ราย ร้อยละ 55.00 พบภาวะตับแข็ง 37 ราย ร้อยละ 37.00 ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV 22 ราย ร้อยละ 22.00 ผู้ป่วยทั้งหมดได้รับการรักษาครั้งแรก ผลการรักษาพบอัตราการหายขาดจากโรค (SVR12) ร้อยละ 97.00 (97/100 ราย) แบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับ Sofosbuvir/Velpatasvir ร้อยละ 98.00 (49/50 ราย) และกลุ่มที่ได้รับ Sofosbuvir/Velpatasvir + Ribavirin ร้อยละ 96.00 (48/50 ราย) กลุ่มที่มีการติดเชื้อ HIV ร่วมด้วยมีอัตรา SVR12 ร้อยละ 90.90 (20/22 ราย) และกลุ่มที่มีตับแข็งพบอัตรา SVR12 ร้อยละ 94.59 (35/37 ราย) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่มีภาวะตับแข็ง (p-value = 0.315) นอกจากนี้พบว่าในกลุ่มที่รักษาหายมีดัชนีพังผืดในตับ (FIB-4) ลดลง อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนอาการไม่พึงประสงค์พบภาวะซีดและอ่อนเพลียเล็กน้อยในกลุ่มที่ได้รับ Ribavirin แต่สามารถรักษาจนครบกำหนดได้ทุกคน ดังนั้นการรักษาด้วยสูตรยา Sofosbuvir/Velpatasvir หรือร่วมกับ Ribavirin ทั้งสองสูตรมีประสิทธิผลสูง ร้อยละ 98.00 และ 96.00 ตามลำดับ และความปลอดภัยในการรักษาผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีทุกกลุ่ม ในบริบทการใช้งานจริงของโรงพยาบาลอุดรธานี ผลการศึกษานี้ช่วยสนับสนุนนโยบาย มุ่งกำจัดไวรัสตับอักเสบซีภายในปี 2573 ผ่านยุทธศาสตร์ “ตรวจเจอ รักษาเลย”</p>
นิติพล สีมะสิงห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 จังหวัดอุดรธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-18
2026-08-18
4 2
168
181