https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/issue/feed
วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
2026-06-26T14:14:28+07:00
นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร
jemst@niems.go.th
Open Journal Systems
<p>วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย (Journal of Emergency Medical Services of Thailand) เป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ จัดทำโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <ol> <li>เผยแพร่บทความผลงานวิจัย ผลงานวิชาการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน สาธารณภัยและการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์ฉุกเฉินของผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในระดับนานาชาติ </li> <li>เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความคิดเห็นทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน สาธารณภัย และการสาธารณสุข</li> <li>เผยแพร่บทความที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินและก่อให้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจน หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในความตระหนักและการรับรู้ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์ฉุกเฉิน</li> </ol> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาของวารสาร</strong><br />เป็นเครื่องมือเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการ องค์ความรู้ และยกระดับความสามารถในการผลิตองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ด้านสาธารณภัย และการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมการปฏิบัติการฉุกเฉิน การศึกษา การฝึกอบรม การค้นคว้าและการวิจัยเกี่ยวกับ การประเมิน การจัดการ การบำบัดรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน การป้องกันการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นฉุกเฉิน<br />เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติการ นักวิจัย นักวิชาการและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง</p> <p>โดยกองบรรณาธิการวารสาร ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอก จากหน่วยงานต่าง ๆ ผู้ที่มีผลงานวิจัยต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ จากหลายหน่วยงานเป็นผู้ประเมินต้นฉบับ ซึ่งบทความแต่ละเรื่องจะได้รับการประเมินโดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ 2-3 คนและเป็นการประเมินแบบ Double-Blind Peer Review<br /><br /></p> <h3 class="LC20lb MBeuO DKV0Md">กำหนดการเผยแพร่</h3> <p>กำหนดการออกเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p> </p> <h3 class="LC20lb MBeuO DKV0Md">วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย</h3> <p>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆทั้งสิ้น และไม่มีการเก็บค่าตีพิมพ์ในการส่งบทความเข้ารับตีพิมพ์</p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4828
อัตรารอดชีวิตและปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลในระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย
2025-11-04T09:32:21+07:00
พีรดนย์ ศรีจันทร์
Pairin.p@stin.ac.th
ไพรินทร์ พัสดุ
Pairin.p@stin.ac.th
สุปราณี พลธนะ
Pairin.p@stin.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตรารอดชีวิตและปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลในระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง โดยเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ โรงพยาบาลเขตภาคเหนือ จำนวน 2 โรงพยาบาล เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 โรงพยาบาล เขตภาคกลาง 2 โรงพยาบาล และเขตภาคใต้ 2 โรงพยาบาล จำนวน 685 คน โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ประวัติการรักษา และแบบสอบถามข้อมูลผู้ป่วย กลุ่มอายุ ภูมิภาค ประเภทของสิทธิ์การรักษา ประเภทของโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา การทำ (cardiopulmonary resuscitation; CPR) ก่อนถึงโรงพยาบาล การทำ CPR ที่ห้องฉุกเฉิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานแบบ Cox proportional regression ผลการวิจัย พบว่า อุบัติการณ์ของภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 64.7) และมีอายุมากกว่า 60 ปี (ร้อยละ 45.6) ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิต ได้แก่ ภูมิภาค (95%CI=0.002–0.172, p=0.001) การทำ CPR ก่อนถึงโรงพยาบาล (95%CI=1.18–2.19, p=0.003) การทำ CPR ที่ห้องฉุกเฉิน (95%CI=1.24–4.21, p=0.008) ทั้งนี้ควรดำเนินการวิจัยในหลายภูมิภาค ทั้งในเขตเมืองและชนบท เพื่อเปรียบเทียบบริบทของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ความพร้อมของทรัพยากร และการเข้าถึงบริการ ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายและสะท้อนสภาพปัญหาได้อย่างรอบด้าน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4931
การรับรู้และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน
2026-03-10T09:45:52+07:00
ศีลจิต อินทรพงษ์
silachit@gmail.com
วีระเกษตร สวนผกา
Weerakaset.s@ku.th
วสันต์ ชุณห์วิจิตรา
Eatwsct@ku.ac.th
<p>การสำรวจการรับรู้และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเป็นกลไกสำคัญในการติดตามและประเมินประสิทธิภาพ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการรับรู้ของประชาชนต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน รวมทั้งสำรวจความพึงพอใจของกลุ่มภาคีเครือข่ายในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยใช้วิธีวิจัยเชิงผสมผสาน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Yamane ได้แก่ (1) ประชาชนในเขตสุขภาพที่ 1–13 จำนวน 438 คน (2) ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ใช้บริการที่มีประสบการณ์ใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน จำนวน 405 คน และ (3) ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน (สมการถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว) และการวิเคราะห์เนื้อหาในข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า (1) ด้านการรับรู้ ประชาชนเปิดรับข่าวสารโดยรวมระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.90) โดยสื่อออนไลน์เป็นช่องทางหลัก (ค่าเฉลี่ย 3.49) ส่วนการเปิดรับข่าวสารของผู้ใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.95) โดยโทรทัศน์เป็นช่องทางหลัก (ค่าเฉลี่ย 4.19) (2) ด้านความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 88.20 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 11.38 ตัวแปรที่ทำนายความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ความเชื่อมั่น 95%) ได้แก่ การสอบถามข้อมูลจากผู้ประสบเหตุ ณ จุดรับแจ้งเหตุ (β = 0.170) ความชำนาญในการให้บริการ ณ จุดเกิดเหตุ/บนรถพยาบาล (β = 0.123) และการได้รับความช่วยเหลือครบถ้วนในจุดเดียว ณ ห้องฉุกเฉิน (β = 0.165) โดย R² และ Adjusted R² เท่ากับ 1.00 และ (3) ด้านความพึงพอใจของภาคีเครือข่าย อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 7.22) เรียงจากมากไปน้อย คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด/อปท. (7.86) โรงพยาบาล (7.40) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (7.33) และมูลนิธิ/กู้ชีพ (6.20)</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4909
มุมมองผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินกับบริการการแพทย์ฉุกเฉินกลุ่มเด็กในประเทศไทย
2025-10-31T09:57:42+07:00
สุรเดช ดวงทิพย์สิริกุล
suradech.d@niems.go.th
ธีระ ศิริสมุด
teera.s@niems.go.th
บริบูรณ์ เชนธนากิจ
borichen@gmail.com
หทัยชนน์ อินทร์ชัย
hathaichon.boo@mahidol.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินต่อการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินในกลุ่มเด็กในประเทศไทย ใช้วิธีการศึกษาด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลคือผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินจำนวน 102 คน จากหน่วยปฏิบัติการอำนวยการและหน่วยปฏิบัติการแพทย์ทุกระดับ ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี นครศรีธรรมราช และกรุงเทพมหานคร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยเด็กกลุ่มทารกแรกเกิดและเด็กเล็กส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะไข้สูง หายใจหอบ ชัก สำลักอาหารหรือของเล่น และสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ กลุ่มเด็กวัยเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยจากอุบัติเหตุทางถนน จมน้ำ พลัดตก การเข้าถึงบริการยังมีความแตกต่างตามบริบทพื้นที่ โดยผู้ปกครองมักเลือกนำเด็กส่งโรงพยาบาลด้วยตนเองแทนการเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ปัญหาหลักที่พบได้แก่ ข้อจำกัดด้านบุคลากรที่ขาดทักษะเฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์ อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก การประสานงานและการส่งต่อที่ไม่เป็นระบบ รวมถึงอุปสรรคด้านสิทธิการรักษาของเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กต่างด้าวหรือทารกที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติการเสนอให้จัดทำแนวปฏิบัติ (protocol) เฉพาะเด็ก จัดตั้งศูนย์ประสานงานระดับจังหวัด พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทาง เพิ่มอุปกรณ์สำหรับเด็ก และนำเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลมาใช้ในการช่วยตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน การศึกษานี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับเด็กอย่างครอบคลุม ทั้งด้านนโยบาย มาตรฐานวิชาชีพ ทรัพยากร และเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนต่อบทบาทของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันเวลา และมีคุณภาพตามหลักสากล</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/5019
ความรู้เกี่ยวกับอาการโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงการตอบสนองภาวะฉุกเฉิน ของประชาชนไทยอายุ 15-60 ปี ในกรุงเทพมหานคร
2026-03-11T13:26:56+07:00
ธีรัช เทภาสิต
atensteerach@gmail.com
ภัทรธิดา พิจารณาธรรม
plepatara@gmail.com
จิรายุ ปราณปรีชากุล
poyjirayu29@gmail.com
ณัฐณกานต์ ธูปทอง
Imyouringg@hotmail.com
ลิลลี่ ประทีป
lilli.p.gac@gmail.com
วสิษฐ์พล อัคควัฒนานุกูล
macakkawattananukul@gmail.com
สิรวิชญ์ อัคควัฒนานุกูล
micsirawish@gmail.com
ปัฐพี จงสถาพงษ์พันธ์
geopkgreen33@gmail.com
ธัญมนทร์ เหล่าพงศ์พิชญ์
tanyamonthr@gmail.com
ศุจิมน มังคลรังษี
khunsujimon.m@gmail.com
<p style="margin: 0in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1f1f1f;">โรคหัวใจและหลอดเลือด (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1f1f1f;">cardiovascular disease: CVD) <span lang="TH">รวมถึงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย การรับรู้สัญญาณอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินอย่างเหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญในการลดอัตราการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องว่างระหว่างความรู้และการนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะในประชากรเขตเมือง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด (ความรู้เกี่ยวกับอาการของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง) ประเมินความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน และศึกษาปัจจัยทางประชากรศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองด้านในประชาชนไทยอายุ </span>15-60 <span lang="TH">ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน </span>1,122 <span lang="TH">คน ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ที่มีโครงสร้างและผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่น ความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดวัดด้วยแบบทดสอบปรนัยจำนวน </span>20 <span lang="TH">ข้อ (ช่วงคะแนน </span>0-20) <span lang="TH">ขณะที่ความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินประเมินด้วยคำถามเชิงสถานการณ์จำนวน </span>10 <span lang="TH">ข้อ (ช่วงคะแนน </span>0-10) <span lang="TH">วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ </span>t-test <span lang="TH">แบบกลุ่มอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (</span>ANOVA) <span lang="TH">สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ </span>p<0.05 <span lang="TH">ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ </span>56.51 <span lang="TH">มีความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอยู่ในระดับดี ร้อยละ </span>35.83 <span lang="TH">อยู่ในระดับปานกลาง และร้อยละ </span>7.66 <span lang="TH">อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินอยู่ในระดับสูง โดยร้อยละ </span>91.09 <span lang="TH">อยู่ในระดับดี อายุ (</span>p<0.05) <span lang="TH">และรายได้ครัวเรือนต่อเดือน (</span>p<0.05) <span lang="TH">เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญในการทำนายความรอบรู้ด้านสุขภาพ และทั้งสองปัจจัยยังสามารถทำนายความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญ (</span>p<0.05) <span lang="TH">นอกจากนี้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน โดยสรุปประชาชนไทยในเขตกรุงเทพมหานครมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดในระดับปานกลางถึงสูง และมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ยังคงพบความเหลื่อมล้ำตามอายุและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาแนวทางส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพควบคู่กับการเสริมสร้างพฤติกรรมการตอบสนอง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยหนุ่มสาวและผู้มีรายได้น้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินทางหัวใจและหลอดเลือดอย่างทันท่วงที และส่งเสริมการป้องกันโรคอย่างเท่าเทียม</span></span></p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4944
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินตามสิทธิ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่
2026-02-04T15:18:10+07:00
ธงศักดิ์ชัย สายพระราษฎร์
Thongsakchai.s@niems.go.th
กิตติพงษ์ สอนล้อม
kittsorn@kku.ac.th
วิทูล ศรีระโส
witoon.s@niems.go.th
ณัฏฐา ลินลา
nuttha.c@kkumail.com
นฤเนตร ลินลา
narue@kkumail.com
<p>การเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินอย่างเหมาะสมขึ้นอยู่กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะนโยบายสิทธิ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) ซึ่งยังมีข้อมูลจำกัดในประเทศไทย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินสถานการณ์และระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินเกี่ยวกับนโยบาย UCEP และ (2) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน 2 ระยะ ระยะที่ 1 สำรวจกลุ่มตัวอย่างใน 6 จังหวัดที่เป็นตัวแทนภูมิภาค รวม 1,400 คน ด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Multiple logistic regression ระยะที่ 2 จัดการความรู้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 25 คน ครอบคลุมภาคประชาชน บุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และผู้บริหารระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ผลการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเพียงพอ (ร้อยละ 45.14, 95%CI: 42.54 ถึง 47.76) และดีเยี่ยม (ร้อยละ 32.57, 95%CI: 30.16 ถึง 35.07) ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ได้แก่ อายุน้อยกว่า 30 ปี (AOR = 3.46, 95%CI: 1.68 ถึง 7.12) รายได้มากกว่า 30,000 บาท/เดือน (AOR = 1.97, 95%CI: 1.04 ถึง 3.73) การรับทราบนโยบาย UCEP (AOR = 3.09, 95%CI: 2.11 ถึง 4.51) การมีกลุ่มอาสาสมัครในพื้นที่ (AOR = 1.68, 95%CI: 1.01 ถึง 2.82) และความพร้อมเพรียงของชุมชน (AOR = 2.04, 95%CI: 1.42 ถึง 2.92) การสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า UCEP ช่วยชีวิตได้ทันท่วงที แต่ประชาชนและบุคลากรยังขาดความเข้าใจเกณฑ์การใช้สิทธิ ระบบเบิกจ่าย และการส่งต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ข้อเสนอแนะคือควรมุ่งเน้นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย เร่งประชาสัมพันธ์เกณฑ์การใช้สิทธิให้ประชาชนและบุคลากรท้องถิ่นทราบอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ปรับปรุงระบบเบิกจ่ายและส่งต่อให้ชัดเจน และพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อยกระดับความรอบรู้อย่างยั่งยืน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/5607
บทบาทของระยะเวลาการคืนกลับของเลือดสู่หลอดเลือดฝอยในฐานะสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า สำหรับผู้ป่วยภาวะพิษเหตุติดเชื้อในแผนกฉุกเฉิน:การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการสังเคราะห์ ข้อเสนอแนวปฏิบัติสำหรับประเทศไทย
2026-05-12T11:35:20+07:00
ประสิทธิ์ นาคเกษม
m6801724@g.sut.ac.th
ลักขณา กิตตภักดี
m6801700@g.sut.ac.th
ณัฐฐิตา เพชรประไพ
nutthita@sut.ac.th
<p>ภาวะพิษเหตุติดเชื้อและภาวะช็อกจากพิษเหตุติดเชื้อมีอัตราเสียชีวิตสูง ปัจจุบันใช้การประเมินภาวะพร่องเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อระยะเริ่มต้นเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจทางคลินิก ระยะเวลาการคืนกลับของเลือดสู่หลอดเลือดฝอย (capillary refill time: CRT) เป็นเครื่องมือวัดการไหลเวียนเลือดส่วนปลายที่ง่าย รวดเร็ว ไม่รุกล้ำร่างกาย และไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ยังขาดการประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบในบริบทประเทศไทย การศึกษานี้มุ่งทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความแม่นยำของ CRT เปรียบเทียบอุปกรณ์การกด สังเคราะห์ขั้นตอนการวัดมาตรฐาน และพัฒนาข้อเสนอแนวปฏิบัติสำหรับประเทศไทย ดำเนินตามแนวทาง PRISMA 2020 (ขึ้นทะเบียน PROSPERO: CRD42024513094) สืบค้นฐานข้อมูล 5 แหล่ง (ค.ศ. 2016–2026) ตามกรอบ Sepsis-3 คัดเลือกบทความจำนวน 47 รายการและแนวทาง 10 ฉบับ ประกอบด้วย RCT 6 เรื่อง การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน 9 เรื่อง การศึกษาเชิงสังเกตไปข้างหน้า 14 เรื่อง การศึกษาเชิงสังเกตย้อนหลัง 8 เรื่อง การศึกษาภาคตัดขวาง 6 เรื่อง และบทความทบทวนแบบพรรณนาหรือฉันทามติผู้เชี่ยวชาญ 4 เรื่อง จัดการความซ้ำซ้อนโดยรายงานข้อมูลที่ปรากฏซ้ำเพียงครั้งเดียว และใช้ผลลัพธ์จาก systematic review ที่มีคุณภาพสูงสุดหรือล่าสุด ประเมินคุณภาพด้วย Cochrane RoB 2, Newcastle Ottawa scale, JBI Checklist, AMSTAR 2 และ GRADE ผลการวิเคราะห์พบว่า CRT มีความไวรวม 62.0–74.0% ความจำเพาะ 82.0–84.0% (LR+ 4.1, LR 0.36) สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์อภิมานของ Putowski และคณะ และ Ma และคณะ การทดลอง ANDROMEDA SHOCK แสดงแนวโน้มลดอัตราการตาย (HR 0.75; 95% CI 0.55–1.02; p=0.06) และ Bayesian reanalysis โดย Zampieri และคณะ สนับสนุนประโยชน์สูง (>90%) การประเมินคุณภาพหลักฐานด้วย GRADE พบว่า ความแม่นยำในการวินิจฉัยอยู่ในระดับปานกลาง และการใช้ CRT เป็นเป้าหมายในการรักษาอยู่ในระดับสูง สรุปว่า CRT เป็นเครื่องมือคัดกรองความแม่นยำปานกลาง มีคุณค่าปฏิบัติสูง เหมาะกับบริบททรัพยากรจำกัดของไทย การกำหนดข้อเสนอแนวปฏิบัติระดับชาติจะช่วยยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยภาวะพิษเหตุติดเชื้อ ข้อเสนอแนะคำแนะนำสำหรับไทยคือควรใช้วิธีกดด้วยนิ้วมือ (GRADE 2B) และลดความแปรปรวนระหว่างผู้ประเมินด้วยการฝึกอบรม</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4766
การพัฒนาโปรแกรมการสอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิม ในบริบทพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีศึกษานักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา
2026-02-04T15:22:15+07:00
ชัชฎาภรณ์ สืบสิงห์
see.para@yala.ac.th
ชัยมงคล ว่องธารักษ์
see.para@yala.ac.th
ฟารีดา เต๊ะซา
see.para@yala.ac.th
ปาริฉัตร อุทัยพันธ์
see.para@yala.ac.th
มามะเพาซี สือแม
see.para@yala.ac.th
<p style="margin: 0in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1f1f1f;">การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1f1f1f;">1) <span lang="TH">พัฒนาโปรแกรมการสอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานในภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิมในบริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (</span>2) <span lang="TH">เปรียบเทียบระดับความรู้ก่อนและหลังการเรียนของนักเรียนมัธยมปลาย (</span>3) <span lang="TH">ประเมินทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม และ (</span>4) <span lang="TH">ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อโปรแกรม การวิจัยแบ่งเป็น </span>2 <span lang="TH">ระยะ ได้แก่ (</span>1) <span lang="TH">ระยะพัฒนาโปรแกรม โดยใช้วิธีการกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิแบบเจาะจง </span>5 <span lang="TH">คน จากสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน การแพทย์ฉุกเฉิน การศึกษา และศาสนาอิสลาม เพื่อร่วมพัฒนาแผนการสอนและเนื้อหา และ (</span>2) <span lang="TH">ระยะทดลองใช้โปรแกรมกับนักเรียน ม.</span>4-<span lang="TH">ม.</span>6 <span lang="TH">จากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในอำเภอเมืองยะลา จำนวน </span>35 <span lang="TH">คน โดยสุ่มจากโรงเรียนที่เข้าเกณฑ์ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการสอน สื่อการเรียนรู้ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า (</span>1) <span lang="TH">โปรแกรมประกอบด้วยแผนการสอน </span>4 <span lang="TH">ครั้ง ๆ ละ </span>1 <span lang="TH">ชั่วโมง ครอบคลุมเนื้อหาทางการแพทย์และหลักศาสนาอิสลาม (</span>2) <span lang="TH">ความรู้หลังเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span>p<0.01) (3) <span lang="TH">ทักษะอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ </span>97.25) <span lang="TH">สูงกว่าเกณฑ์ ≥</span>70% <span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span>p<0.01) <span lang="TH">และ (</span>4) <span lang="TH">ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (</span>mean=4.68, SD=0.554) <span lang="TH">สรุปว่าโปรแกรมนี้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมและศาสนาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้</span></span></p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4891
การประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551: สถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการพัฒนา
2026-03-11T11:01:13+07:00
ปริญญา ศรีบุญสม
rachaya.k@niems.go.th
รชยา เกียรติจิรโชติ
rachaya.k@niems.go.th
สติธร ธนานิธิโชติ
rachaya.k@niems.go.th
วิชุดา สาธิตพร
rachaya.k@niems.go.th
จิราวุฒิ จิตจักร
rachaya.k@niems.go.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ สภาพปัญหา และความท้าทายจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 และประเมินผลสัมฤทธิ์ของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ว่าสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางในการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากฐานข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้แก่ ดัชนีประเมินสมรรถนะของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ข้อมูลการรับรู้และความพึงพอใจของประชาชน รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น การอภิปรายกลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า นับตั้งแต่บังคับใช้กฎหมายในปี พ.ศ. 2551 ระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินที่ใช้บริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 62 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมากกว่าร้อยละ 93 อย่างไรก็ดี ยังคงมีความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความครอบคลุมของหน่วยปฏิบัติการในระดับตำบล งบประมาณของกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินที่ไม่เพียงพอ และความซับซ้อนของกฎหมายลำดับรอง งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะยุทธศาสตร์ระยะ 1, 3, 5 และ 10 ปีงบประมาณ เพื่อยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของประเทศไทย</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/5023
ประสิทธิผลของรูปแบบทางการพยาบาลต่อผลลัพธ์ทางคลินิกและสมรรถนะพยาบาลในการดูแล ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน:การทบทวนอย่างเป็นระบบ
2026-02-04T15:05:56+07:00
จินตนันท์ สิทธิประชาราษฎร์
jjin2517@gmail.com
กิตติพงษ์ สอนล้อม
jjin2517@gmail.com
พรรณี บัญชรหัตถกิจ
jjin2517@gmail.com
<p style="margin: 0in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1f1f1f;">การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประสิทธิผลของรูปแบบการแทรกแซงทางการพยาบาลที่มีโครงสร้างต่อผลลัพธ์ทางคลินิกและสมรรถนะพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1f1f1f;">acute myocardial infarction: AMI) <span lang="TH">การสืบค้นวรรณกรรมอย่างเป็นระบบดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน </span>2025 <span lang="TH">ถึงพฤศจิกายน </span>2025 <span lang="TH">ตามแนวทาง </span>PRISMA 2020 <span lang="TH">โดยใช้ฐานข้อมูล </span>PubMed, CINAHL, Scopus, ThaiJo/TCI <span lang="TH">และ </span>Google Scholar <span lang="TH">ควบคู่กับการประเมินคุณภาพงานวิจัยด้วยเครื่องมือของ </span>Heller <span lang="TH">จากงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์รวม </span>11 <span lang="TH">เรื่อง พบว่า แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่มีโครงสร้าง รวมถึงระบบบริการทางด่วน (</span>fast track) <span lang="TH">มีประสิทธิผลสูงในการลดเวลาการรักษาที่สำคัญ ได้แก่ </span>door-to-ECG <span lang="TH">และ </span>door-to-needle/PCI <span lang="TH">ในขณะเดียวกัน โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะพยาบาลและการกำกับดูแลทางคลินิกมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความรู้ ทักษะ และความมั่นใจของพยาบาล ส่งผลทางอ้อมต่อการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ ผลการทบทวนยืนยันความจำเป็นของการบูรณาการการพัฒนาระบบและการพัฒนาบุคลากรควบคู่กันเพื่อปรับปรุงคุณภาพการดูแลผู้ป่วย </span>AMI/STEMI <span lang="TH">ในห้องฉุกเฉิน</span></span></p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4894
การพัฒนากลยุทธ์และจัดการความรู้การวิจัยและนวัตกรรมด้านการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อการใช้ประโยชน์
2025-10-31T10:23:27+07:00
ธีระ ศิริสมุด
teera.s@niems.go.th
สุรเดช ดวงทิพย์สิริกุล
suradech.d@niems.go.th
พัฒนาวิไล นาหมื่นหงษ์
teera.s@niems.go.th
ชนนิกานต์ จารุพฤฒิพงศ์
chonnikant.j@niems.go.th
สิทธิวิชญ์ ประโพธิ์สัง
teera.s@niems.go.th
อัญชุลี เนื่องอุตม์
teera.s@niems.go.th
ศิริลักษณ์ หิรัญศรี
saizine96@gmail.com
บัสรี ดือราแม
teera.s@niems.go.th
<p style="margin: 0in;"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1f1f1f;">การวิจัยแบบผสมผสาน (</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif; color: #1f1f1f;">mixed methods) <span lang="TH">มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารจัดการ ปัญหาอุปสรรค ของการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) นำมาพัฒนากลยุทธ์หรือร่างแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างระบบการจัดการความรู้และการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามแบบมีโครงสร้างจากโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับทุนสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ระหว่างปี พ.ศ. </span>2564-2567 <span lang="TH">จำนวน </span>36 <span lang="TH">เรื่อง และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการทบทวนเอกสาร การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ผู้บริหาร บุคลากร และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก รวม </span>51 <span lang="TH">คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า สพฉ. ได้พัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่ปี </span>2566 <span lang="TH">เป็นต้นมา โดยจัดทำกลไกและเครื่องมือสนับสนุนหลายด้าน เช่น จัดตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางและติดตามงานวิจัยฯ การจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติการบริหารงานวิจัยฯ ระบบสารสนเทศด้านการวิจัย การพัฒนาศักยภาพนักวิจัย และการเผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการ โดยการดำเนินงานระหว่างปี </span>2564-2567 <span lang="TH">ครอบคลุม </span>4 <span lang="TH">แผนงาน </span>36 <span lang="TH">โครงการ รวมงบประมาณกว่า </span>34 <span lang="TH">ล้านบาท ผลการติดตามพบว่า ร้อยละ </span>84 <span lang="TH">ของโครงการมีการใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ ร้อยละ </span>75 <span lang="TH">นำไปใช้เชิงนโยบายและสังคม/ชุมชน ขณะที่ร้อยละ </span>19 <span lang="TH">ขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ การผลักดันการใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านกิจกรรมวิชาการ การเผยแพร่ </span>Policy Brief <span lang="TH">การประชุม อบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดในทุกระยะของการบริหารจัดการ ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิจัย ระบบสนับสนุนและระบบพี่เลี้ยง การจัดทำสัญญาวิจัย การขาดบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนข้อจำกัดด้านการเผยแพร่และการสร้างเครือข่าย สำหรับการสังเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่การระบุปัจจัยสำคัญ </span>9 <span lang="TH">ด้านที่มีผลต่อการบริหารจัดการงานวิจัย ได้แก่ นโยบายองค์กร งบประมาณ ระบบบริหารจัดการ คุณภาพงานวิจัย บุคลากร ระเบียบและหลักเกณฑ์ ระบบสารสนเทศ ช่องทางการสื่อสาร และเครือข่ายความร่วมมือ ผลการวิจัยนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์โดยร่างเป็นแผนยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมของ สพฉ. พ.ศ. </span>2568-2572 <span lang="TH">มี </span>4 <span lang="TH">ยุทธศาสตร์ ทั้งนี้การศึกษาครั้งนี้ได้พัฒนาคู่มือแนวทางปฏิบัติการบริหารจัดการวิจัยและนวัตกรรม และระบบสารสนเทศงานวิจัยและนวัตกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจะต้องผลักดัน สนับสนุน ขับเคลื่อนและพัฒนาร่างแผนยุทธศาสตร์และเครื่องมือดังกล่าวอย่างต่อเนื่องให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ และควรจัดทำแผนยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมด้านการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศต่อไป</span></span></p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย