วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS <p>วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย (Journal of Emergency Medical Services of Thailand) เป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ จัดทำโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <ol> <li>เผยแพร่บทความผลงานวิจัย ผลงานวิชาการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน สาธารณภัยและการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์ฉุกเฉินของผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในระดับนานาชาติ </li> <li>เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความคิดเห็นทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน สาธารณภัย และการสาธารณสุข</li> <li>เผยแพร่บทความที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินและก่อให้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจน หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในความตระหนักและการรับรู้ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์ฉุกเฉิน</li> </ol> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาของวารสาร</strong><br />เป็นเครื่องมือเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการ องค์ความรู้ และยกระดับความสามารถในการผลิตองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ด้านสาธารณภัย และการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมการปฏิบัติการฉุกเฉิน การศึกษา การฝึกอบรม การค้นคว้าและการวิจัยเกี่ยวกับ การประเมิน การจัดการ การบำบัดรักษาผู้ป่วยฉุกเฉิน การป้องกันการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นฉุกเฉิน<br />เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติการ นักวิจัย นักวิชาการและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง</p> <p>โดยกองบรรณาธิการวารสาร ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอก จากหน่วยงานต่าง ๆ ผู้ที่มีผลงานวิจัยต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ จากหลายหน่วยงานเป็นผู้ประเมินต้นฉบับ ซึ่งบทความแต่ละเรื่องจะได้รับการประเมินโดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ 2-3 คนและเป็นการประเมินแบบ Double-Blind Peer Review<br /><br /></p> <h3 class="LC20lb MBeuO DKV0Md">กำหนดการเผยแพร่</h3> <p>กำหนดการออกเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p> </p> <h3 class="LC20lb MBeuO DKV0Md">วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย</h3> <p>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆทั้งสิ้น และไม่มีการเก็บค่าตีพิมพ์ในการส่งบทความเข้ารับตีพิมพ์</p> ์National Institute for Emergency Medicine th-TH วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย 2773-9708 อัตรารอดชีวิตและปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลในระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4828 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective collecting data) นี้เพื่อศึกษาอัตรารอดชีวิตและปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลในระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย โดยเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่โรงพยาบาลเขตภาคเหนือ จำนวน 2 โรงพยาบาล เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 โรงพยาบาล เขตภาคกลาง 2 โรงพยาบาล และเขตภาคใต้ 2 โรงพยาบาล จำนวน 685 คน โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ประวัติการรักษา และแบบสอบถามข้อมูลผู้ป่วย กลุ่มอายุ ภูมิภาค ประเภทของสิทธิ์การรักษา ประเภทของโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา การทำ (cardiopulmonary resuscitation; CPR) ก่อนถึงโรงพยาบาล การทำ CPR ที่ห้องฉุกเฉิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานแบบ Cox proportional regression ผลการวิจัย พบว่า อุบัติการณ์ของภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 64.7) และมีอายุมากกว่า 60 ปี (ร้อยละ 45.6) ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิต ได้แก่ ภูมิภาค(95%CI=0.002-0.172 ,p=0.001) การทำ CPR ก่อนถึงโรงพยาบาล (95%CI=1.18-2.19, p=0.003) การทำ CPR ที่ห้องฉุกเฉิน (95%CI=1.24-4.21, p=0.008) ทั้งนี้ควรดำเนินการวิจัยในหลายภูมิภาค ทั้งในเขตเมืองและชนบท เพื่อเปรียบเทียบบริบทของระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ความพร้อมของทรัพยากร และการเข้าถึงบริการ ซึ่งจะช่วยให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายและสะท้อนสภาพปัญหาได้อย่างรอบด้าน</p> พีรดนย์ ศรีจันทร์ ไพรินทร์ พัสดุ สุปราณี พลธนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 3 12 การรับรู้และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4931 <p>การสำรวจการรับรู้และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเป็นกลไกสำคัญในการติดตามและประเมินประสิทธิภาพ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการรับรู้ของประชาชนต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน รวมทั้งสำรวจความพึงพอใจของกลุ่มภาคีเครือข่ายในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยใช้วิธีวิจัยเชิงผสมผสาน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตร Yamane ได้แก่ (1) ประชาชนในเขตสุขภาพที่ 1–13 จำนวน 438 คน (2) ผู้ป่วย/ญาติ/ผู้ใช้บริการที่มีประสบการณ์ใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน จำนวน 405 คน และ (3) ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 50 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมาน (สมการถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว) และการวิเคราะห์เนื้อหาในข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า (1) ด้านการรับรู้ ประชาชนเปิดรับข่าวสารโดยรวมระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.90) โดยสื่อออนไลน์เป็นช่องทางหลัก (ค่าเฉลี่ย 3.49) ส่วนการเปิดรับข่าวสารผู้ใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.95) โดยโทรทัศน์เป็นช่องทางหลัก (ค่าเฉลี่ย 4.19) (2) ด้านความพึงพอใจผู้ใช้บริการ มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 88.20 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 11.38 ตัวแปรที่ทำนายความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ความเชื่อมั่น 95%) ได้แก่ การสอบถามข้อมูลจากผู้ประสบเหตุ ณ จุดรับแจ้งเหตุ (β=0.170) ความชำนาญในการให้บริการ ณ จุดเกิดเหตุ/บนรถพยาบาล (β=0.123) และการได้รับความช่วยเหลือครบถ้วนในจุดเดียว ณ ห้องฉุกเฉิน (β=0.165) โดย R² และ Adjusted R² เท่ากับ 1.00 และ (3) ด้านความพึงพอใจของภาคีเครือข่าย อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 7.22) เรียงจากมากไปน้อย คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด/อปท. (7.86) โรงพยาบาล (7.40) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (7.33) และมูลนิธิ/กู้ชีพ (6.20)</p> ศีลจิต อินทรพงษ์ วีระเกษตร สวนผกา วสันต์ ชุณห์วิจิตรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 13 26 มุมมองผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินกับบริการการแพทย์ฉุกเฉินกลุ่มเด็กในประเทศไทย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4909 <p>การบาดเจ็บเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยในช่วง พ.ศ. 2558-2562 มีอัตราการเสียชีวิตต่อประชากรแสนคนอยู่ในช่วง 15.0-16.0 คน มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 1,799 คน หรือวันละ 5 คน ระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการบาดเจ็บและความพิการ แต่เด็กเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการทักษะเฉพาะทางในการดูแลรักษา การทำความเข้าใจมุมมองและประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติการจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบบริการ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินต่อการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินในกลุ่มเด็กในประเทศไทย ใช้วิธีการศึกษาด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีการสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลคือผู้ปฏิบัติการในระบบการแพทย์ฉุกเฉินจำนวน 102 คน จากหน่วยปฏิบัติการอำนวยการและหน่วยปฏิบัติการแพทย์ทุกระดับ ในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี นครศรีธรรมราช และกรุงเทพมหานคร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยเด็กกลุ่มทารกแรกเกิดและเด็กเล็กส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะ ไข้สูง หายใจหอบ ชัก สำลักอาหารหรือของเล่น และสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ กลุ่มเด็กวัยเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยจากอุบัติเหตุทางถนน จมน้ำ พลัดตก การเข้าถึงบริการยังมีความแตกต่างตามบริบทพื้นที่ โดยผู้ปกครองมักเลือกนำเด็กส่งโรงพยาบาลด้วยตนเองแทนการเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ปัญหาหลักที่พบ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านบุคลากรที่ขาดทักษะเฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์ อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก การประสานงานและการส่งต่อที่ไม่เป็นระบบ รวมถึงอุปสรรคด้านสิทธิการรักษาของเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กต่างด้าวหรือทารกที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ ทั้งนี้ ผู้ปฏิบัติการเสนอให้จัดทำแนวปฏิบัติ (Protocol) เฉพาะเด็ก จัดตั้งศูนย์ประสานงานระดับจังหวัด พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะทาง เพิ่มอุปกรณ์สำหรับเด็ก และนำเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลมาใช้ในการช่วยตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน การศึกษานี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับเด็กอย่างครอบคลุม ทั้งด้านนโยบาย มาตรฐานวิชาชีพ ทรัพยากร และเทคโนโลยี รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ของประชาชนต่อบทบาทของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการดูแลฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันเวลา และ มีคุณภาพตามหลักสากล</p> สุรเดช ดวงทิพย์สิริกุล ธีระ ศิริสมุด บริบูรณ์ เชนธนากิจ หทัยชนน์ อินทร์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 27 41 ความรู้เกี่ยวกับอาการโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงการตอบสนองภาวะฉุกเฉินของประชาชนไทยอายุ 15–60 ปี ในกรุงเทพมหานคร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/5019 <p>โรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease: CVD) รวมถึงโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย การรับรู้สัญญาณอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินอย่างเหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญในการลดอัตราการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องว่างระหว่างความรู้และการนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะในประชากรเขตเมือง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด (ความรู้เกี่ยวกับอาการของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง) ประเมินความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน และศึกษาปัจจัยทางประชากรศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองด้านในประชาชนไทยอายุ 15–60 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,122 คน ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ที่มีโครงสร้างและผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่น ความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดวัดด้วยแบบทดสอบปรนัยจำนวน 20 ข้อ (ช่วงคะแนน 0–20) ขณะที่ความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินประเมินด้วยคำถามเชิงสถานการณ์จำนวน 10 ข้อ (ช่วงคะแนน 0–10) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ t-test แบบกลุ่มอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (ANOVA) สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p&lt;0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.51 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอยู่ในระดับดี ร้อยละ 35.83 อยู่ในระดับปานกลาง และร้อยละ 7.66 อยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินอยู่ในระดับสูง โดยร้อยละ 91.09 อยู่ในระดับดี อายุ (p&lt;0.05) และรายได้ครัวเรือนต่อเดือน (p&lt;0.05) เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญในการทำนายความรอบรู้ด้านสุขภาพ และทั้งสองปัจจัยยังสามารถทำนายความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05) นอกจากนี้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน โดยสรุปประชาชนไทยในเขตกรุงเทพมหานครมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดในระดับปานกลางถึงสูง และมีความพร้อมในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ยังคงพบความเหลื่อมล้ำตามอายุและสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาแนวทางส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพควบคู่กับการเสริมสร้างพฤติกรรมการตอบสนอง โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรวัยหนุ่มสาวและผู้มีรายได้น้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินทางหัวใจและหลอดเลือดอย่างทันท่วงที และส่งเสริมการป้องกันโรคอย่างเท่าเทียม</p> ธีรัช เทภาสิต ภัทรธิดา พิจารณาธรรม จิรายุ ปราณปรีชากุล ณัฐณกานต์ ธูปทอง ลิลลี่ ประทีป วสิษฐ์พล อัคควัฒนานุกูล สิรวิชญ์ อัคควัฒนานุกูล ปัฐพี จงสถาพงษ์พันธ์ ธัญมนทร์ เหล่าพงศ์พิชญ์ ศุจิมน มังคลรังษี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 42 55 การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินตามสิทธิ "เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่" (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4944 <p>การเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินอย่างเหมาะสมขึ้นอยู่กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะนโยบายสิทธิ "เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่" (Universal Coverage for Emergency Patients: UCEP) ซึ่งยังมีข้อมูลจำกัดในประเทศไทย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินสถานการณ์และระบุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินเกี่ยวกับนโยบาย UCEP และ (2) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมความรอบรู้ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน 2 ระยะ ระยะที่ 1 สำรวจกลุ่มตัวอย่างใน 6 จังหวัดที่เป็นตัวแทนภูมิภาค รวม 1,400 คน ด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Multiple logistic regression ระยะที่ 2 จัดการความรู้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 25 คน ครอบคลุมภาคประชาชน บุคลากรสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น และผู้บริหารระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ผลการศึกษาพบความรอบรู้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเพียงพอ (ร้อยละ 45.14, 95%CI: 42.54 ถึง 47.76) และดีเยี่ยม (ร้อยละ 32.57, 95%CI: 30.16 ถึง 35.07) ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ได้แก่ อายุน้อยกว่า 30 ปี (AOR = 3.46, 95%CI: 1.68 ถึง 7.12) รายได้มากกว่า 30,000 บาท/เดือน (AOR = 1.97, 95%CI: 1.04 ถึง 3.73) การรับทราบนโยบาย UCEP (AOR = 3.09, 95%CI: 2.11 ถึง 4.51) การมีกลุ่มอาสาสมัครในพื้นที่ (AOR = 1.68, 95%CI: 1.01 ถึง 2.82) และความพร้อมเพรียงของชุมชน (AOR = 2.04, 95%CI: 1.42 ถึง 2.92) การสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า UCEP ช่วยชีวิตได้ทันท่วงที แต่ประชาชนและบุคลากรยังขาดความเข้าใจเกณฑ์การใช้สิทธิ ระบบเบิกจ่าย และการส่งต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ข้อเสนอแนะคือควรมุ่งเน้นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย เร่งประชาสัมพันธ์เกณฑ์การใช้สิทธิให้ประชาชนและบุคลากรท้องถิ่นทราบอย่างทั่วถึง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ปรับปรุงระบบเบิกจ่ายและส่งต่อให้ชัดเจน และพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อยกระดับความรอบรู้อย่างยั่งยืน</p> ธงศักดิ์ชัย สายพระราษฎร์ กิตติพงษ์ สอนล้อม วิทูล ศรีระโส ณัฏฐา ลินลา นฤเนตร ลินลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 56 68 บทบาทของระยะเวลาการคืนกลับของเลือดสู่หลอดเลือดฝอยในฐานะสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับผู้ป่วยภาวะพิษเหตุติดเชื้อในแผนกฉุกเฉิน: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการสังเคราะห์ข้อเสนอแนวปฏิบัติสำหรับประเทศไทย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/5607 <p>ภาวะพิษเหตุติดเชื้อและภาวะช็อกจากพิษเหตุติดเชื้อมีอัตราเสียชีวิตสูง ปัจจุบันใช้การประเมินภาวะพร่องเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อระยะเริ่มต้นเป็นองค์ประกอบหลักในการตัดสินใจทางคลินิก ระยะเวลาการคืนกลับของเลือดสู่หลอดเลือดฝอย (capillary refill time: CRT) เป็นเครื่องมือวัดการไหลเวียนเลือดส่วนปลายที่เรียบง่าย รวดเร็ว ไม่รุกล้ำร่างกาย และไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ยังขาดการประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบในบริบทประเทศไทย การศึกษานี้มุ่งทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความแม่นยำของ CRT เปรียบเทียบอุปกรณ์การกด สังเคราะห์ขั้นตอนการวัดมาตรฐาน และพัฒนาข้อเสนอแนวปฏิบัติสำหรับประเทศไทย ดำเนินตามแนวทาง PRISMA 2020 (ขึ้นทะเบียน PROSPERO: CRD42024513094) สืบค้นฐานข้อมูล 5 แหล่ง (ค.ศ. 2016–2026) ตามกรอบ Sepsis 3 คัดเลือกบทความจำนวน 47 รายการและแนวทาง 10 ฉบับ ประกอบด้วย RCT 6 เรื่อง การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน 9 เรื่อง การศึกษาเชิงสังเกตไปข้างหน้า 14 เรื่อง การศึกษาเชิงสังเกตย้อนหลัง 8 เรื่อง การศึกษาภาคตัดขวาง 6 เรื่อง และบทความทบทวนแบบพรรณนาหรือฉันทามติผู้เชี่ยวชาญ 4 เรื่อง จัดการความซ้ำซ้อนโดยรายงานข้อมูลที่ปรากฏซ้ำเพียงครั้งเดียว และใช้ผลลัพธ์จาก systematic review ที่มีคุณภาพสูงสุดหรือล่าสุด ประเมินคุณภาพด้วย Cochrane RoB 2, Newcastle Ottawa Scale, JBI Checklist, AMSTAR 2 และ GRADE ผลการวิเคราะห์พบว่า CRT มีความไวรวม 62.0–74.0% ความจำเพาะ 82.0–84.0% (LR+ 4.1, LR 0.36) สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์อภิมานของ Putowski และคณะ และ Ma และคณะ การทดลอง ANDROMEDA SHOCK แสดงแนวโน้มลดอัตราการตาย (HR 0.75; 95% CI 0.55–1.02; P = 0.06) และ Bayesian reanalysis โดย Zampieri และคณะ สนับสนุนประโยชน์สูง (&gt;90%) การประเมินคุณภาพหลักฐานด้วย GRADE พบว่า ความแม่นยำในการวินิจฉัยอยู่ในระดับปานกลาง (⨁⨁⨁◯) และการใช้ CRT เป็นเป้าหมายในการรักษาอยู่ในระดับสูง (⨁⨁⨁⨁) สรุปว่า CRT เป็นเครื่องมือคัดกรองความแม่นยำปานกลาง มีคุณค่าปฏิบัติสูง เหมาะกับบริบททรัพยากรจำกัดของไทย การกำหนดข้อเสนอแนวปฏิบัติระดับชาติจะช่วยยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยภาวะพิษเหตุติดเชื้อ ข้อเสนอแนะคำแนะนำสำหรับไทยคือควรใช้วิธีกดด้วยนิ้วมือ (GRADE 2B) และลดความแปรปรวนระหว่างผู้ประเมินด้วยการฝึกอบรม</p> ประสิทธิ์ นาคเกษม ลักขณา กิตตภักดี ณัฐฐิตา เพชรประไพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 69 77 การพัฒนาโปรแกรมการสอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิมในบริบทพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีศึกษานักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4766 <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปรแกรมการสอนการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานในภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิมในบริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (2) เปรียบเทียบระดับความรู้ก่อนและหลังการเรียนของนักเรียนมัธยมปลาย (3) ประเมินทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม และ (4) ประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อโปรแกรม การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะพัฒนาโปรแกรม โดยใช้วิธีการกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิแบบเจาะจง 5 คน จากสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน การแพทย์ฉุกเฉิน การศึกษา และศาสนาอิสลาม เพื่อร่วมพัฒนาแผนการสอนและเนื้อหา และ (2) ระยะทดลองใช้โปรแกรมกับนักเรียน ม.4–ม.6 จากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในอำเภอเมืองยะลา จำนวน 35 คน โดยสุ่มจากโรงเรียนที่เข้าเกณฑ์ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการสอน สื่อการเรียนรู้ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะ และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า (1) โปรแกรมประกอบด้วยแผนการสอน 4 ครั้ง ๆ ละ 1 ชั่วโมง ครอบคลุมเนื้อหาทางการแพทย์และหลักศาสนาอิสลาม (2) ความรู้หลังเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.01) (3) ทักษะอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 97.35) สูงกว่าเกณฑ์ ≥70% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.01) และ (4) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean=4.68, SD=0.554) สรุปว่าโปรแกรมนี้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมและศาสนาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้</p> ชัชฎาภรณ์ สืบสิงห์ ชัยมงคล ว่องธารักษ์ ฟารีดา เต๊ะซา ปาริฉัตร อุทัยพันธ์ มามะเพาซี สือแม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 78 86 การประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551: สถานการณ์ ปัญหา และแนวทางการพัฒนา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4891 <p class="a"><span lang="TH">การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ สภาพปัญหา และความท้าทายจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 และประเมินผลสัมฤทธิ์ของการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ว่าสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางในการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพประกอบกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากฐานข้อมูลของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้แก่ ดัชนีประเมินสมรรถนะของระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ข้อมูลการรับรู้และความพึงพอใจของประชาชน รวมทั้งการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น การอภิปรายกลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า นับตั้งแต่บังคับใช้กฎหมายในปี พ.ศ. 2551 ระบบการแพทย์ฉุกเฉินมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนผู้ป่วยฉุกเฉินที่ใช้บริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 62 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมากกว่าร้อยละ 93 อย่างไรก็ดี ยังคงมีความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ความครอบคลุมของหน่วยปฏิบัติการในระดับตำบล งบประมาณของกองทุนการแพทย์ฉุกเฉินที่ไม่เพียงพอ และความซับซ้อนของกฎหมายลำดับรอง งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะยุทธศาสตร์ระยะ 1, 3, 5 และ 10 ปีงบประมาณ เพื่อยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของประเทศไทย </span></p> ปริญญา ศรีบุญสม รชยา เกียรติจิรโชติ สติธร ธนานิธิโชติ วิชุดา สาธิตพร จิราวุฒิ จิตจักร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 87 97 ประสิทธิผลของรูปแบบทางการพยาบาลต่อผลลัพธ์ทางคลินิกและสมรรถนะพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน: การทบทวนอย่างเป็นระบบ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/5023 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประสิทธิผลของรูปแบบการแทรกแซงทางการพยาบาลที่มีโครงสร้างต่อผลลัพธ์ทางคลินิกและสมรรถนะพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction: AMI) การสืบค้นวรรณกรรมอย่างเป็นระบบดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน 2025 ถึงพฤศจิกายน 2025 ตามแนวทาง PRISMA 2020 โดยใช้ฐานข้อมูล PubMed, CINAHL, Scopus, ThaiJo/TCI และ Google Scholar ควบคู่กับการประเมินคุณภาพงานวิจัยด้วยเครื่องมือของ Heller จากงานวิจัยที่ผ่านเกณฑ์รวม 11 เรื่อง พบว่า แนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่มีโครงสร้าง รวมถึงระบบบริการทางด่วน (Fast Track) มีประสิทธิผลสูงในการลดเวลาการรักษาที่สำคัญ ได้แก่ Door-to-ECG และ Door-to-Needle/PCI ในขณะเดียวกัน โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะพยาบาลและการกำกับดูแลทางคลินิกมีส่วนสำคัญในการเพิ่มความรู้ ทักษะ และความมั่นใจของพยาบาล ส่งผลทางอ้อมต่อการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ ผลการทบทวนยืนยันความจำเป็นของการบูรณาการการพัฒนาระบบและการพัฒนาบุคลากรควบคู่กันเพื่อปรับปรุงคุณภาพการดูแลผู้ป่วย AMI/STEMI ในห้องฉุกเฉิน</p> จินตนันท์ สิทธิประชาราษฎร์ กิตติพงษ์ สอนล้อม พรรณี บัญชรหัตถกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 98 108 การพัฒนากลยุทธ์และจัดการความรู้การวิจัยและนวัตกรรมด้านการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อการใช้ประโยชน์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4894 <p>การวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods) มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารจัดการ ปัญหาอุปสรรคของการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) นำมาพัฒนากลยุทธ์หรือร่างแผนยุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างระบบการจัดการความรู้และการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามแบบมีโครงสร้างจากโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับทุนสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ระหว่างปี พ.ศ. 2564–2567 จำนวน 38 เรื่อง และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการทบทวนเอกสาร การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์ผู้บริหาร บุคลากร และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก รวม 51 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาพบว่า สพฉ. ได้พัฒนาระบบบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา โดยจัดทำกลไกและเครื่องมือสนับสนุนหลายด้าน เช่น จัดตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางและติดตามงานวิจัยฯ การจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติการบริหารงานวิจัยฯ ระบบสารสนเทศด้านการวิจัย การพัฒนาศักยภาพนักวิจัย และการเผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการ โดยการดำเนินงานระหว่างปี 2564–2567 ครอบคลุม 4 แผนงาน 38 โครงการ รวมงบประมาณกว่า 34 ล้านบาท ผลการติดตามพบว่า ร้อยละ 84 ของโครงการมีการใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ ร้อยละ 75 นำไปใช้เชิงนโยบายและสังคม/ชุมชน ขณะที่ร้อยละ 19 ขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ การผลักดันการใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านกิจกรรมวิชาการ การเผยแพร่ Policy Brief การประชุม อบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดในทุกระยะของการบริหารจัดการ ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิจัย ระบบสนับสนุนและระบบพี่เลี้ยง การจัดทำสัญญาวิจัย การขาดบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนข้อจำกัดด้านการเผยแพร่และการสร้างเครือข่าย สำหรับการสังเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่การระบุปัจจัยสำคัญ 9 ด้านที่มีผลต่อการบริหารจัดการงานวิจัย ได้แก่ นโยบายองค์กร งบประมาณ ระบบบริหารจัดการ คุณภาพงานวิจัย บุคลากร ระเบียบและหลักเกณฑ์ ระบบสารสนเทศ ช่องทางการสื่อสาร และเครือข่ายความร่วมมือ ผลการวิจัยนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์โดยร่างเป็นแผนยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมของ สพฉ. พ.ศ. 2568–2572 มี 4 ยุทธศาสตร์ ทั้งนี้การศึกษาครั้งนี้ได้พัฒนาคู่มือแนวทางปฏิบัติการบริหารจัดการวิจัยและนวัตกรรม และระบบสารสนเทศงานวิจัยและนวัตกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจะต้องผลักดัน สนับสนุน ขับเคลื่อนและพัฒนาร่างแผนยุทธศาสตร์และเครื่องมือดังกล่าวอย่างต่อเนื่องให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้ และควรจัดทำแผนยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมด้านการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศต่อไป</p> ธีระ ศิริสมุด สุรเดช ดวงทิพย์สิริกุล พัฒนาวิไล นาหมื่นหงษ์ สิทธิวิชญ์ ประโพธิ์สัง อัญชุลี เนื่องอุตม์ ศิริลักษณ์ หิรัญศรี บัสรี ดือราแม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 6 1 109 124