วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS <p>วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย (Journal of Emergency Medical Services of Thailand) เป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ จัดทำโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ มีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 ออกเดือนมิถุนายน ฉบับที่ 2 ออกเดือนธันวาคม) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ</p> <ol> <li>เผยแพร่บทความผลงานวิจัย ผลงานวิชาการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน สาธารณภัยและการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับระบบการแพทย์ฉุกเฉินของผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในระดับนานาชาติ </li> <li>เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความคิดเห็นทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน สาธารณภัย และการสาธารณสุข</li> <li>เผยแพร่บทความที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินและก่อให้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจน หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในความตระหนักและการรับรู้ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์ฉุกเฉิน</li> </ol> <p>โดยกองบรรณาธิการวารสาร ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีตำแหน่งทางวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอก จากหน่วยงานต่าง ๆ ผู้ที่มีผลงานวิจัยต่อเนื่อง รวมทั้งยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ จากหลายหน่วยงานเป็นผู้ประเมินต้นฉบับ ซึ่งบทความแต่ละเรื่องจะได้รับการประเมินโดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ 2-3 คนและเป็นการประเมินแบบ Double-Blind Peer Review<br /><br /></p> <h3 class="LC20lb MBeuO DKV0Md">วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย</h3> <p>ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆทั้งสิ้น และไม่มีการเก็บค่าตีพิมพ์ในการส่งบทความเข้ารับตีพิมพ์</p> th-TH jemst@niems.go.th (นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร) chonnikant.j@niems.go.th (ชนนิกานต์ จารุพฤฒิพงศ์) Mon, 29 Dec 2025 22:24:42 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยในการศึกษาในผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่ส่งต่อจากคลินิกหมอครอบครัวไปยังโรงพยาบาลตรัง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/3192 <p>หน่วยบริการปฐมภูมิสามารถเข้าถึงมากขึ้นจึงพบผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ การได้รักษาแบบผู้ป่วยในแสดงถึงความเหมาะสมในการส่งต่อ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รักษาแบบผู้ป่วยใน ในผู้ป่วยฉุกเฉินจากคลินิกหมอครอบครัว วิธีการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลแบบย้อนหลังจากบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วย ในช่วง 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2566 โดยใช้สถิติ multivariate logistic regression analysis ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 140 ราย อายุเฉลี่ย 48.8+21.45 ปี เพศหญิงเป็น 1.37 เท่าของเพศชาย ได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยในจำนวน 106 ราย ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสในการได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยใน คือ การมีระยะเวลารักษาในห้องฉุกเฉินน้อยกว่า 2 ชั่วโมง การมีประวัติการรักษาแบบผู้ป่วยนอกภายใน 7 วัน และการไม่ตรวจทางรังสีที่ห้องฉุกเฉิน (p&lt;0.05) ปัจจัยที่ลดโอกาสในการได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยใน คือ การไม่ทำหัตถการที่ห้องฉุกเฉิน (p&lt;0.05) สรุป การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในหน่วยบริการปฐมภูมิและการส่งต่อนั้นสำคัญ โดยผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาแบบผู้ป่วยนอกภายใน 7 วัน ควรทำหัตถการและส่งตรวจทางรังสีที่จำเป็นก่อนส่งต่อ สามารถอดระยะเวลารอคอยในห้องฉุกเฉินและลดการเข้ารับบริการด้วยตนเองที่ห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลศูนย์สำหรับอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง โดยแนวทางปฏิบัติควรได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง</p> กรกนก ก่อวุฒิกุลรังษี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/3192 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีวิตของผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล ที่เข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/3875 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลทุกรายที่เข้ารับการรักษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2567 จำนวน 101 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนและฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 57.4) อายุเฉลี่ย 64.3 ปี มีโรคประจำตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 44.6) เบาหวาน (ร้อยละ 37.6) และโรคหัวใจ (ร้อยละ 31.7) สาเหตุหลักของภาวะหัวใจหยุดเต้นคือโรคหัวใจขาดเลือด (ร้อยละ 42.6) อัตราการรอดชีวิตโดยรวมร้อยละ 17.8 ปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพจากผู้พบเห็นเหตุการณ์ (adjusted OR=5.12, 95%CI=1.63-16.11, p=0.005) การมีจังหวะการเต้นของหัวใจแรกรับแบบ ventricular fibrillation or pulseless ventricular tachycardia (VF/pVT) (adjusted OR=8.41, 95%CI=1.83-38.64, p=0.006) และสาเหตุจากโรคหัวใจขาดเลือด (adjusted OR=3.79,95%CI=1.18-12.17, p=0.025) การศึกษาพบว่าอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมีความสัมพันธ์กับการได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพจากผู้พบเห็นเหตุการณ์ การมีระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่รวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่ และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งสามปัจจัยนี้เป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> อนุชิต อินปลัด, จรีย์พร พิมใจ, กานติมา ยศปัญญา, วุฒิเชษฐ์ อินปลัด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/3875 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในระยะก่อนถึงโรงพยาบาลของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอศรีบุญเรือง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4169 <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อศึกษาผลของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในระยะก่อนถึงโรงพยาบาลของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอศรีบุญเรือง โดยใช้กระบวนการ PAOR ตามแนวคิดของ Kemmis S and McTaggart กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 66 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ 33 คนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 33 คน ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงเตือนมีนาคม 2568 มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นวางแผน (2) ขั้นปฏิบัติตามแผน (3) ขั้นสังเกตการณ์และ (4) ขั้นสะท้อนผล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้และแบบประเมินทักษะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในระยะก่อนถึงโรงพยาบาล ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.0 ดำเนินการโดยอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความรู้และกิจกรรม EMS rally เพื่อพัฒนาสมรรถนะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ paired t- test ผลการศึกษา พบว่า คะแนนความรู้เฉลี่ยของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) คะแนนเฉลี่ยทักษะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในระยะก่อนถึงโรงพยาบาลของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การดูแลผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน (Mean=8.2, SD=0.9) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การวัดสัญญาณชีพและการใช้ยาในผู้ป่วยโรคฉุกเฉิน (Mean=7.8, SD=1.1) ข้อเสนอแนะ ควรมีการขยายผลการพัฒนาสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในระยะก่อนถึงโรงพยาบาลของพนักงานฉุกเฉินการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ไปยังพื้นที่อำเภอหรือจังหวัดอื่นที่มีความใกล้เคียงกัน</p> ราชวัช ทวีคูณ, สมจินตนา สมณะ, สมจิตร ศรีดาหลง, เบญจวรรณ สง่าลี, ยุพา สิมจันทึก, กนกพร จำปานิล, เฉลิมพล สิกขารภา, คนัมพร พลเขต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4169 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสบการณ์ของพยาบาลในการจัดการเพื่อส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศภาคใต้ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4631 <p>การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศต้องทำงานร่วมกันหลายภาคส่วนและต้องปฏิบัติงานอย่างบูรณาการ งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้ ศึกษาประสบการณ์ของพยาบาลในการจัดการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศในภาคใต้ ผู้ให้ข้อมูล 25 คน เป็นพยาบาลในภาคใต้ที่มีประสบการณ์ในการจัดการเพื่อส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศอย่างน้อย 1 ครั้ง เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ตามแนวคำถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ ถึง มีนาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาตามแนวทางของโคไลซี่ การวิจัยพบว่าประสบการณ์การจัดการเพื่อการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศในภาคใต้ของพยาบาลมี 4 ประเด็นหลัก 11 ประเด็นย่อย ได้แก่ (ก) การจัดการทรัพยากร ประกอบด้วย (1) การจัดการบุคลากร (2) การจัดการอุปกรณ์ ยา และเวชภัณฑ์ และ (3) การจัดการอากาศยานและพื้นที่ขึ้นลง 2) การจัดการเวลา ประกอบด้วย (1) การทำงานเป็นทีมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลำเลียง (2) การประสานงานอย่างรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นปัจจุบัน และ (3) การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยแบบไร้รอยต่อ (3) การจัดการความปลอดภัยบนอากาศยาน ประกอบด้วย (1) การจัดการความปลอดภัยผู้ป่วย (ข) การจัดการความปลอดภัยญาติ (ค) การจัดการความปลอดภัยบุคลากร และ (ง) การจัดการข้อมูล ประกอบด้วย (1) การจัดการข้อมูลผู้ป่วยและ (2) การจัดการข้อมูลการบิน ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับผู้บริหารการพยาบาลเพื่อการจัดบริการที่บูรณาการ รวมถึงการบริหารจัดการอัตรากำลัง และพัฒนาสมรรถนะบุคลากรพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศในพื้นที่ภาคใต้</p> วันดี ศิริโชติ, ชุติวรรณ ปุรินทราภิบาล, ปรัชญานันท์ เที่ยงจรรยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4631 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์เนื้อหาสารและการมีส่วนร่วมบนเพจเฟซบุ๊กของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4363 <p>การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสร้างความตระหนักรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะเนื้อหาและระดับการมีส่วนร่วมของผู้ติดตามเพจเฟซบุ๊กของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ในปีงบประมาณ 2567 ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 ถึงกันยายน 2567 โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) และตัวชี้วัดการมีส่วนร่วม ได้แก่ การกดถูกใจ การแสดงความคิดเห็น และการแชร์ ผลการวิจัยพบว่า เพจเฟซบุ๊กของสถาบันมีจำนวนโพสต์ 698 โพสต์ มียอดเข้าถึง 7,182,173 คน รวมจำนวนการมีส่วนร่วม 279,708 ครั้ง และการแชร์ 14,427 ครั้ง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลและการป้องกันอุบัติเหตุ รองลงมาคือ ข่าวสารกิจกรรมของสถาบัน และการสื่อสารนโยบายหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเนื้อหาที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือเนื้อหาที่นำเสนอข้อมูลเชิงปฏิบัติและเป็นประโยชน์ต่อการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินของประชาชนและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการสื่อสารผ่านเฟชบุ๊กเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน พร้อมเสนอแนะให้สถาบันพัฒนาเนื้อหาให้มีความน่าสนใจและสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและการ มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง</p> สุวภัทร อภิญญานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4363 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ระบบการดูแลผู้ป่วยก่อนถึงโรงพยาบาลและการคัดแยกผู้ป่วย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/2828 <p>การดูแลผู้ป่วยก่อนถึงโรงพยาบาลและระบบคัดแยกผู้ป่วยเป็นองค์ประกอบสำคัญของบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการรอดชีวิตและผลลัพธ์ของผู้ป่วย แม้จะมีความก้าวหน้าในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและขั้นสูง (BLS, ALS) รวมถึงการใช้ยารักษา แต่ยังคงพบความเหลื่อมล้ำในการดำเนินงาน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย การทบทวนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินประสิทธิผลของการดูแลก่อนถึงโรงพยาบาลต่อผลลัพธ์และอัตราการเสียชีวิต (2) เปรียบเทียบความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และการใช้ทรัพยากรของระบบคัดแยกผู้ป่วย และ (3) วิเคราะห์ความท้าทายและทิศทางในอนาคต โดยเน้นบริบทของไทยและเอเชีย ดำเนินการทบทวนอย่างเป็นระบบตามแนวทาง PRISMA 2020 จากวรรณกรรมภาษาไทยและอังกฤษที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2000-2024 โดยใช้เครื่องมือประเมินคุณภาพมาตรฐาน ผลการศึกษาแสดงว่า การช่วยชีวิตโดยการใช้ AED และการควบคุมเลือดออกช่วยเพิ่มอัตรารอดชีวิต การให้ยา เช่น แอสไพรินและกรดทราเนซามิก มีส่วนลดการเสียชีวิต ส่วน ALS เช่น การจัดการทางเดินหายใจและการให้ยาละลายลิ่มเลือด ช่วยปรับปรุงผลลัพธ์แต่ต้องอาศัยความพร้อมของระบบ ระบบคัดแยกผู้ป่วยหลากหลายแบบมีจุดเด่นต่างกัน ทั้งแบบใช้สัญญาณชีพหรือแบบผสมผสาน นวัตกรรมเทคโนโลยี เช่น เทเลเมติซีน AI และอุปกรณ์ สวมใส่ เริ่มมีบทบาทแต่ยังใช้อย่างจำกัด ในประเทศไทย แม้ EMS มีความก้าวหน้า แต่ยังประสบปัญหาด้านทรัพยากรและความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง</p> ศุจิมน มังคลรังษี , ณิชานาฏ ศิริพฤกษ์ , อนัญธรณ์ วุฒิยา , ปาณัปนน จรัสกุลางกูร , สิรีธร งามสมบัติ , ศิวัช กาศสนุก , อธิคม หลายสิน , นรินทร์ภัทร์ ร่มฟ้าไทย , กัลยกร วงศ์วิชยาภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/2828 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การทบทวนและวิเคราะห์นโยบายและการจัดการด้านมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4244 <p>ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลจากหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์เฉลี่ย 1.6 ล้านรายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่พบข้อจำกัดด้านการวิเคราะห์ข้อมูลการปฏิบัติงานและการตรวจสอบมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ในปัจจุบันและความคาดหวังต่อมาตรฐานในอนาคต และพัฒนาชุดข้อมูลของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทย โดยออกแบบโครงร่างชุดข้อมูลของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทยจากการทบทวนวรรณกรรมและชุดข้อมูลของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมจัดประชุมเพื่อสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ฉุกเฉิน กลุ่มผู้วางนโยบายด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และกลุ่มตัวแทนผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินเกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินและโครงร่างชุดข้อมูลของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทย โดยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการบันทึกข้อมูลที่ครบถ้วนและการได้รับการสนับสนุนจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินของไทยให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้นในด้านโครงร่างชุดข้อมูลของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทย ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับชุดข้อมูลทุกหัวข้อและไม่มีความเห็นคัดค้านต่อการนำไปใช้ในการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ดังนั้น โครงร่างชุดข้อมูลของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทยจึงมีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ปฏิบัติงานจริง</p> สรวิศ มโนเพ็ชรเกษม, ศรัทธา ริยาพันธ์, บงกช สมบูรณ์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4244 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาอนาคตระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/3493 <p>แผนหลักการแพทย์ฉุกเฉิน 4 ฉบับที่ผ่านเป็นแผนระยะสั้น 3-5 ปี ขาดการวางภาพอนาคตระยะยาวและการบูรณาการกับระบบนิเวศน์อื่น ๆ ทำให้ไม่สามารถเตรียมรับมือกับบริบท BANI World ได้อย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องใช้แนวทาง strategic foresight และ backcasting การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอนาคตระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยภายในปี พ.ศ. 2580 ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีวิจัยอนาคต (future research) ผ่านเทคนิคการคาดการณ์เชิงสำรวจ (exploratory forecasting) การสร้างฉากทัศน์อนาคตและข้อเสนอเชิงนโยบาย (future scenario building and analysis) กลุ่มตัวอย่าง 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ใช้บริการ มีการสัมภาษณ์เชิงลึกตามแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง 29 คน และมีการประชุมเชิงปฏิบัติการตาม ทั้ง 4 กลุ่ม ด้วย future scenario building and analysis จำนวน 43 คน ผลการศึกษาขั้นตอนที่ 1 พบว่า ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ส่งผลกระทบต่อระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ดังนี้ (1) ปัจจัยที่มีความแน่นอน คือ ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ส่งผลกระทบต่อภาระสุขภาพและการพัฒนาทุกภาคส่วน รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการแพทย์ฉุกเฉินและสุขภาพ (2) ปัจจัยที่ไม่แน่นอน มี 2 ประการ คือ เศรษฐกิจและทรัพยากรภาครัฐ และระดับความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ปัจจัยภายในที่ชี้ให้เห็นถึงความท้าทาย ได้แก่ (1) ความจำเป็นในการบูรณาการกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นแนวคิด "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" (2) งบประมาณปัจจุบันไม่เพียงพอและอัตราค่าชดเชยไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง (3) จำนวนบุคลากรและการกระจายตัวยังไม่เพียงพอ (4) เทคโนโลยีที่ใช้ยังไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์และยังไม่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง (5) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินที่มียังไม่เพียงพอ ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ (6) รูปแบบการให้บริการยังมีรอยต่อกับระบบอื่น ๆ ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีการบูรณาการการบริการการแพทย์ฉุกเฉินไร้รอยต่อ ผลการศึกษาขั้นตอนที่ 2 ผลการสร้างภาพอนาคตการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทย มี 4 ฉากทัศน์ ได้แก่ (1) "EMS ไทยสู่ระดับโลก" ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยได้รับการพัฒนาให้เทียบเท่าระดับสากล (2) "EMS ครบเครื่อง พร้อมรับภัยพิบัติ" ระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้รับการพัฒนาอย่างครบถ้วน เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ (3) "EMS แบบเดิม ข้ามกาลเวลา" ระบบการแพทย์ฉุกเฉินค่อย ๆ เติบโต (4) "EMS วิกฤต โกลาหล" ระบบการแพทย์ฉุกเฉินยังทำงานแบบแยกส่วน ขาดการเชื่อมโยงกับระบบอื่น ๆ และมีข้อเสนอเชิงนโยบาย 7 ประการ ดังนี้: (1) การส่งเสริมความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินและสุขภาพ (2) การบูรณาการบริการการแพทย์ฉุกเฉินไร้รอยต่อกับระบบบริการสาธารณสุขและบริการสุขภาพ (3) การบูรณาการการแพทย์ฉุกเฉินกับการจัดการภัยพิบัติ (4) การพัฒนาบริการสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉิน (5) การพัฒนากำลังคนและทักษะด้านการแพทย์ฉุกเฉิน (6) การพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ฉุกเฉิน (7) การปรับปรุงโครงสร้างการเงินการคลังและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ฉุกเฉิน อนาคตของระบบการแพทย์ฉุกเฉินในประเทศไทยขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการกับปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญการบูรณาการระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ การดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจ จะทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินสามารถพัฒนาสู่มาตรฐานสากล ตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน และภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อุรา สุวรรณรักษ์, พัฒนาวิไล นาหมื่นหงษ์ , ธัณณ์จิรา ธนาศิริธัชนันท์, สุนัชฌา ไชยกาล, สินีนุช ชัยสิทธิ์, สุพัตรา กาญจนลออ, ดังฝัน พรมขำ, อัจฉริยะ แพงมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/3493 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีในทางการแพทย์กับเครือข่าย 5G https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4068 <p>ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G (the 5' generation mobile network) เป็นกระแสที่ทั้งคนไทยและทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยี 5G มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ยุคดิจิทัล (digital transformation) โดยเป็นเครือข่ายไร้สายเจเนอเรชันที่ 5 ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงกว่าเครือข่ายไร้สายเจเนอเรชันที่ 4 ถึง 10 เท่า สามารถรองรับการใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องการความเร็วสูงและเสถียรภาพ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเป็นจริงเสริม (AR) ความเป็นจริงเสมือน (VR) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดด สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เทคโนโลยี 5G มีบทบาทสำคัญในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการแพทย์ที่นำไปใช้ในการพัฒนาโทรเวชกรรม (telemedicine) ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้โดยไม่ต้องเดินทางลดความแออัดในโรงพยาบาล และลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ มีการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวินิจฉัยโรค การติดตามผู้ป่วยทางไกล และแพลตฟอร์มด้านสุขภาพที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุข เทคโนโลยี 5G ยังสนับสนุนการทำงานทางไกล การศึกษาออนไลน์ การค้าดิจิทัล และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ อย่างไรก็ตาม แม้ 5G จะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมถึงความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และต้นทุนการลงทุนที่สูงของผู้ให้บริการเครือข่าย การพัฒนาและขยายโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ 5G สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</p> เนติพงษ์ ตลับนาค, จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/Jemst-01JHS/article/view/4068 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700