https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/issue/feed วารสารวิจัยนวัตกรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพ 2023-03-21T00:00:00+07:00 ดร. อัจฉรา คำมะทิตย์ adcharakham@bcnu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยนวัตกรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพ ดำเนินงาน โดย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี ร่วมกับ องค์การนักศึกษาสถาบันพระบรมราชชนก เปิดรับบทความผลงานวิจัย นวัตกรรม และบทความทางวิชาการจากหลักฐานเชิงประจักษ์ของนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร และศิษย์เก่า สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก ในด้านการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุขการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</p> <p>กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ คือ</p> <p>มกราคม - มิถุนายน</p> <p>กรกฎาคม - ธันวาคม</p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/article/view/399 กระบวนการพยาบาลในการดูแลมารดาและทารกที่เป็นโรคเบาหวานในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอดและระยะหลังคลอด 2022-09-09T11:53:21+07:00 เกศกัญญา ไชยวงศา kedkanya.gibb@bcnu.ac.th <p>โรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาและทารกในครรภ์ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตจากการขาดหรือลดการหลั่งของอินซูลินจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อนซึ่งอินซูลินมีหน้าที่ในการนำกลูโคสผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ เข้าสู่เซลล์ของอวัยวะเพื่อนำไปเป็นพลังงานของร่างกาย ซึ่งการเป็นโรคเบาหวานในขณะตั้งครรภ์สามารถพบได้ตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์และเป็นในขณะตั้งครรภ์ ผลกระทบที่มีต่อสตรีตั้งครรภ์ ได้แก่ อาจเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์ การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เกิดภาวะคีโตซีสได้มากกว่าหญิงตั้งครรภ์ปกติ เกิดครรภ์แฝดน้ำและในระยะคลอด อาจจะทำให้เกิดภาวะการคลอดยากหรือการคลอดติดไหล่ เนื่องจากทารกตัวโต เกิดการช่วยคลอดสูติศาสตร์หัตถการ การผ่าตัดเพิ่มขึ้น ในระยะหลังคลอดทารกอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แคลเซียมต่ำ บิลิรูบินสูง และอาจส่งผลกระทบรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตหลังคลอดได้ การควบคุมระดับน้ำตาลของมารดาให้ใกล้เคียงปกติให้มากที่สุดโดยเฉพาะในระยะใกล้คลอดและระยะคลอด จะช่วยการป้องกันภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้</p> 2023-04-27T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 สถาบันพระบรมราชชนก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/article/view/514 การบูรณาการการใช้กรณีศึกษาเป็นฐานร่วมกับกับคลาวด์เทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักศึกษาพยาบาล 2022-12-22T09:19:16+07:00 มาลินี บุญเกิด Malinee@bcnpb.com สุกัญญา กระเบียด Malinee@bcnpb.ac.th พัชรี สังสี Malinee@bcnpb.ac.th เสาวลักษณ์ ตันติสุวิชวงษ์ Malinee@bcnpb.ac.th <p>การออกแบบการเรียนการสอนโดยโดยบูรณาการการใช้กรณีศึกษาเป็นฐานร่วมกับการใช้คลาวด์เทคโนโลยีเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาล การแก้ปัญหาทางการพยาบาลมีขั้นตอนคือ การวิเคราะห์ ค้นคว้า ระบุประเด็นที่เป็นปัญหาที่แท้จริงของผู้ป่วย และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การระบุวิธีการแก้ปัญหาและเลือกวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดกับผู้ป่วย การนำคลาวด์เทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนถือเครื่องมือที่เหมาะสม ทันสมัย เหมาะสมสำหรับผู้เรียน เนื่องจากผู้สอนสามารถใช้คลาวด์เทคโนโลยี มากระตุ้นให้นักศึกษาเกิดปฏิสัมพันธ์ มีการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียนและผู้สอนตลอดการเรียนการสอน นอกจากนั้นคลาวด์เทคโนโลยียังใช้ในการนำเสนอกรณีศึกษาที่ใช้ในการเรียนการสอน การกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนการมอบหมายงาน อย่างไรก็ตามผู้สอนควรมีการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนและมีการเลือกใช้คลาวด์เทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับกรณีศึกษาเพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาพยาบาลเกิดทักษะการแก้ปัญหาทางการพยาบาล และนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2023-07-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 สถาบันพระบรมราชชนก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/article/view/532 การนวดเเละการประคบเต้านมเพื่อกระตุ้นการไหลของน้ำนมในมารดาหลังคลอด: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ 2022-12-10T11:06:20+07:00 คฑาวุธ เกษาพันธ์ Pannathon_s@bcnsurin.ac.th จันทร์สุดา เลพล Pannathon_s@bcnsurin.ac.th จุฑามาศ เกตแก้ว tawanchay_l@bcnsurin.ac.th จุฬารัตน์ ห้าวหาญ tawanchay_l@bcnsurin.ac.th เจษฎาภรณ์ พงษ์เพชร tawanchay_l@bcnsurin.ac.th ฉวีวรรณ เจียมรัมย์ tawanchay_l@bcnsurin.ac.th ตะวันฉาย ลินลา tawanchay_l@bcnsurin.ac.th ปัณณธร สุวรรณฑา tawanchay_l@bcnsurin.ac.th วิรตี เชื่อมั่น tawanchay_l@bcnsurin.ac.th <p>การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการนวดเต้านมและวิธีการประคบเต้านมเพื่อกระตุ้นการไหลของน้ำนมในมารดาหลังคลอด ดำเนินการสืบค้นโดยกำหนดคำในการสืบค้นตามหลักเกณฑ์ของ PICO ซึ่งประกอบไปด้วย <strong> </strong> P (Participant) คือ มารดาหลังคลอด, หญิงหลังคลอด, แม่หลังคลอด, postpartum mother, postpartum women, I (Intervention) คือ นวดเต้านม, ประคบเต้านม, breast massage, breast compression, C (Comparison) คือ ยาสมุนไพรกระตุ้นน้ำนม, อาหารพื้นบ้านกระตุ้นการไหลน้ำนม, นวัตกรรมกระตุ้นการไหลน้ำนม, การฝังเข็ม, O (Outcome) คือ น้ำนมไหล, ปริมาณน้ำนม, น้ำนมไหลดี, น้ำนมไหลเพิ่ม, breastmilk volume, breast milk produce, breast milk flow สืบค้นในฐานข้อมูล CINAHL Complete, Google Scholar และ ThaiJo วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย จากการสืบค้นในฐานข้อมูลตามคำที่กำหนดได้ <strong>258 </strong>เรื่อง พบว่ามีบทความวิจัยที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดจำนวน 13 เรื่อง เป็นการศึกษาในมารดาที่คลอดเองทางช่องคลอด โดยการนวดเต้านมมีวิธีการที่หลากหลาย แต่ทุกวิธีต้องนวดที่หัวนม ลานนม เต้านม และบริเวณใต้รักแร้ ส่วนการประคบมีวิธีการที่หลากหลาย ใช้ความร้อนที่ 38-40 องศาเซลเซียส และประคบนาน 15-20 นาที ส่วนการนวดร่วมกับการประคบ ส่วนใหญ่จะเป็นการนวดเต้านมก่อนแล้วจึงประคบเต้านม ซึ่งทุกวิธีพบว่าสามารถเพิ่มปริมาณการไหลของน้ำนมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ผลการศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อพยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการนำไปประยุกต์ใช้กับมารดาหลังคลอด เพื่อช่วยส่งเสริมการไหลของน้ำนมมารดาและเพิ่มอัตราความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาอย่างเดียวต่อไป</p> 2023-03-21T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 สถาบันพระบรมราชชนก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/article/view/841 ผลของโปรแกรมการให้ความรู้แบบ D-METHOD ต่อความรู้ และความเครียดของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด 2022-12-22T09:49:33+07:00 ขวัญธิดา นันทะ kwantidanantha@bcnu.ac.th ธัญวลัย บุญเกิด Thanwalai@hotmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ความรู้แบบD-METHODต่อความรู้และความเครียดของหญิงตั้งครรภ์ที่มี ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อกลุ่มตัวอย่างจำนวน36คนหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดหรืออายุครรภ์ 24-36+6สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการให้ความรู้แบบD-METHOD วัดผลของโปรแกรมโดย 1) ระดับความรู้และความเครียดเกี่ยวกับป้องกัการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด 2) อุบัติการณ์การกลับมารักษาซ้ำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired sample t-test และสถิติ Wilcoxon Sign Rang Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าหลังใช้โปรแกรม ของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด แผนกห้องคลอด โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย มีความรู้เพิ่มขึ้น และมีและระดับความเครียดลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em>&lt;0.001)</p> 2023-04-27T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 สถาบันพระบรมราชชนก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/article/view/1030 ประสิทธิผลของการให้ทันตสุขศึกษาร่วมกับการใช้แอพพลิเคชั่นฟันดีสำหรับส่งเสริม ทันตสุขภาพในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 2023-03-01T16:06:28+07:00 อภิญญา อาจหาญ pimdental@hotmail.com บุบผา รักษานาม pimdental@hotmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้ทันตสุขภาพร่วมกับการใช้แอพพลิเคชั่นฟันดีสำหรับส่งเสริมทันตสุขภาพในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ คำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของโคเฮน ได้จำนวน 58 คน คือ อสม. เป็นกลุ่มทดลอง 29 คน และกลุ่มควบคุม 29 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับการให้ทันตสุขศึกษาร่วมกับการใช้แอพพลิเคชั่นฟันดี ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับเอกสารความรู้สำหรับส่งเสริมทันตสุขภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยใช้แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามพฤติกรรม และแบบสอบถามความคิดเห็นต่อการใช้แอพพลิเคชั่นฟันดี วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired t-test, Wilcoxon Signed Rank test และ Mann-Whitney U test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภายในกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับทันตสุขภาพ และพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากก่อนและหลังการทดลองมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 <br />(<em>p</em>&lt;0.001) โดยคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากก่อนการทดลอง มีค่าเฉลี่ย 9.31 (<em>SD</em>=2.14) และ 3.26 (<em>SD</em>=0.20) ตามลำดับ หลังการทดลองคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปาก มีค่าเฉลี่ย 13.72 (<em>SD</em>=1.06) และ 3.12 (<em>SD</em>=0.19) ตามลำดับ หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับทันตสุขภาพ และพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปาก ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยความรู้ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างกัน แต่คะแนนพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปาก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (<em>p</em>=0.002) ความคิดเห็นต่อแอพพลิเคชั่นฟันดีโดยรวมอยู่ในระดับสูงมาก (<em>M</em>=4.76, <em>SD</em>=2.56)</p> <p>ข้อค้นพบของการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การให้ทันตสุขศึกษาร่วมกับการใช้แอพพลิเคชั่นฟันดีสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาความรู้และพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านได้ดีขึ้นได้</p> 2023-03-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 สถาบันพระบรมราชชนก