https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/issue/feed วารสารวิจัยนวัตกรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพ 2026-08-20T11:32:42+07:00 ผศ.ดร. อัจฉรา คำมะทิตย์ adcharakham@bcnu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยนวัตกรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ทางสุขภาพ ดำเนินงาน โดย วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี ร่วมกับ องค์การนักศึกษาสถาบันพระบรมราชชนก เปิดรับบทความผลงานวิจัย นวัตกรรม กรณีศึกษา และบทความทางวิชาการจากหลักฐานเชิงประจักษ์ของนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร และศิษย์เก่า สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก <strong>ในด้านการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุขการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</strong></p> <p>กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ คือ</p> <p>มกราคม - มิถุนายน</p> <p>กรกฎาคม - ธันวาคม</p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/article/view/4827 การยกระดับการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท 2026-01-20T15:26:57+07:00 วัฒนา พรหมคุณาภรณ์ wattanapprom@gmail.com สุริยา ฟองเกิด suriya@bnc.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการทบทวนวรรณกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ จากรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำเภอแปลงยาวมีโครงข่ายผู้ให้บริการ EMS ที่หลากหลาย ประกอบด้วยโรงพยาบาลภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยกู้ชีพภาคเอกชน/มูลนิธิ อย่างไรก็ตามการเข้าถึงบริการยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายมิติ ได้แก่ 1) ด้านบุคลากร การขาดแคลนบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานและการขาดแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 2) ด้านงบประมาณและทรัพยากร ข้อจำกัดด้านงบประมาณของ อปท. ขนาดเล็กส่งผลกระทบต่อการจัดหาอุปกรณ์และการบำรุงรักษายานพาหนะ 3) ด้านการบริหารจัดการ การขาดการประสานงานที่เป็นเอกภาพระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและช่องว่างในการให้บริการ 4) ด้านความรู้ความเข้าใจของประชาชน ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบริการหมายเลข 1669 และมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย และ 5) ด้านภูมิศาสตร์ ระยะทางที่ห่างไกลและสภาพถนนในบางพื้นที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงที่รวดเร็ว รายงานนี้จึงได้เสนอแนวทางการพัฒนาที่ครอบคลุมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมี 5 องค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์ คือ 1) ด้านบุคลากรและมาตรฐาน มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและอาสาสมัครอย่างต่อเนื่อง และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน 2) ด้านการบริหารจัดการและการประสานงาน มุ่งลดช่องว่างและความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานโดยการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานระบบ EMS ระดับอำเภอ 3) ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นการนำเครื่องมือดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อทลายข้อจำกัดเชิงพื้นที่ 4) ด้านชุมชนและการมีส่วนร่วม มุ่งเน้นการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเชิงรุกแก่ประชาชนผ่านแคมเปญประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบสายด่วน 1669 และ 5) ด้านนโยบายและงบประมาณ ผลักดันให้เกิดการสนับสนุนที่ยั่งยืนจากภาครัฐ</p> 2026-08-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันพระบรมราชชนก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/article/view/3537 ประสิทธิผลของนวัตกรรมแปรงแล้วดูด version 2 ต่อความสะอาดภายในช่องปากและความวิตกกังวลในการทำความสะอาดช่องปากในผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง 2025-11-27T13:51:50+07:00 กนกรัตน์ สีพรม 65118301004@bcnu.ac.th กรรธิมา จันทร์นาม Adcharakham@bcnu.ac.th กัณฐิกา คงดี Adcharakham@bcnu.ac.th เกริกพล คําแพงศรี Adcharakham@bcnu.ac.th จุฑามาศ ไชยสร Adcharakham@bcnu.ac.th นารีนารถ วงศ์งาม Adcharakham@bcnu.ac.th ประภัสสร ภูมิลุน Adcharakham@bcnu.ac.th ณัฐดนัย แสงอินทร์คุ้ม Adcharakham@bcnu.ac.th ธนานนท์ กองกุล Adcharakham@bcnu.ac.th นที ศรีเนตร Adcharakham@bcnu.ac.th ศิริวรรณ บุตรหิน Adcharakham@bcnu.ac.th อัจฉรา คํามะทิตย์ Adcharakham@bcnu.ac.th นพรัตน์ ธรรมวงษา Adcharakham@bcnu.ac.th อุมาพร ท่อแก้ว Adcharakham@bcnu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมแปรงแล้วดูด version 2 ต่อความสะอาดภายในช่องปากและความวิตกกังวลในการทำความสะอาดช่องปากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง 15 ราย และผู้ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง 8 ราย เลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ นวัตกรรมแปรงแล้วดูด Version 2 แบบประเมินความสะอาดภายในช่องปาก แบบสอบถามความวิตกกังวล แบบประเมินคุณภาพนวัตกรรม และประเมินความพึงพอใจ ได้ค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ระหว่าง .67-1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .812 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ และสถิติ Wilcoxon Signed Rank test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. หลังใช้นวัตกรรม ผู้ป่วยมีคะแนนความสะอาดในช่องปากเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับที่ระดับ .001 (z=-3.42, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt;.001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. หลังใช้นวัตกรรม ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีคะแนนความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (z=-3.42, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt;.01) และ (z=-1.79, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt;.001)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ด้านคุณภาพนวัตกรรม ผู้ป่วยส่วนมากร้อยละ 66.67 ให้คะแนนคุณภาพของนวัตกรรมในระดับสูง ขณะที่ผู้ดูแลร้อยละ 62.50 ให้ทั้งคะแนนในระดับปานกลางถึงสูงขึ้นไป</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">4. ผู้ป่วยมีความพึงพอใจและมีความต้องการนำไปใช้ในชีวิตจริงในระดับมาก ร้อยละ 60.00 และร้อยละ 53.30 ส่วนผู้ดูแลมีพึงพอใจในระดับปานกลาง ร้อยละ 75.0 และมีความต้องการนำไปใช้ในชีวิตจริงในระดับมากร้อยละ 87.5</span></p> <p>สามารถนำนวัตกรรมแปรงแล้วดูดไปใช้ในการดูแลความสะอาดช่องปากของผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงเพื่อความสะอาดของช่องปากและลดความวิตกกังวลจากการแปรงฟันทั้งต่อผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง</p> 2026-08-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันพระบรมราชชนก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/PBRI/article/view/4887 ปัจจัยทำนายในการสอบความรู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ผ่านครั้งแรกของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ 2026-08-20T10:20:37+07:00 จันทร์จิรา ดำรงศักดิ์ wannapa@bcnsurin.ac.th ภัทราภรณ์ นามเขตต์ wannapa@bcnsurin.ac.th วรรณภา ประภาสอน wannapa@bcnsurin.ac.th เกศินี แซ่ลี wannapa@bcnsurin.ac.th กัญญาวีร์ เจียนงาม wannapa@bcnsurin.ac.th จนิสตา รัตนาธิวัฒน์ wannapa@bcnsurin.ac.th ทิพย์นิรันดร์ ประไวย์ wannapa@bcnsurin.ac.th ธิดาภา ชาญเชี่ยว wannapa@bcnsurin.ac.th ปวริศา บูรณะ wannapa@bcnsurin.ac.th <p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการสอบความรู้ และศึกษาปัจจัยทำนายการสอบความรู้ขอขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ผ่านครั้งแรกของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ที่สอบใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลผ่าน 8 วิชาครั้งแรก จำนวน 79 คน โดยป้องกันการสูญหายของกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 10 ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 89 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 5 ส่วน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า</p> <p>ตัวแปร GPA การเตรียมความพร้อมในการสอบของตนเอง การสนับสนุนจากวิทยาลัย การช่วยเหลือจากอาจารย์ และกระบวนการจัดการเรียนการสอน สามารถร่วมกันทำนายการสอบขอขึ้นทะเบียนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ผ่านครั้งแรกของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ ได้ร้อยละ 15.8 (<em>R<sup>2</sup></em> =.158, <em>p-value </em>&lt; .001) </p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปพัฒนารูปแบบการช่วยเหลือจากอาจารย์ในแต่ละรายวิชาทางการพยาบาลให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ทางการพยาบาลที่เหมาะสม เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตมีศักยภาพ สามารถสอบผ่านการขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพฯ ได้ต่อไป</p> 2026-08-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สถาบันพระบรมราชชนก