https://he03.tci-thaijo.org/index.php/RJJ/issue/feed วารสารราชานุกูล 2022-09-06T08:33:53+07:00 Suparat Ekaswin journal.raja2014@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>ISSN</strong>: 8057-8036</p> <p><strong>กำหนดออก</strong> : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong>วารสารราชานุกูลมีนโยบายรับตีพิมพ์การศึกษาวิจัยหรือข้อมูลวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูพัฒนาการเด็ก ทั้ง 5 ด้าน อันประกอบด้วย 1) ด้านการเคลื่อนไหว ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor) และกล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine Motor) 2) ด้านสติปัญญา/การรู้คิด (Intelligence/Cognition) 3) ด้านภาษาและการสื่อสาร ทั้งการเข้าใจภาษา (Receptive Language) และการใช้ภาษา (Expressive Language) 4) ด้านการช่วยเหลือตนเอง (Self-help personal) และ 5) ด้านทักษะอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Skills) รวมไปถึงภาวะบกพร่องทางสติปัญญา (Intellectual Disability) และโรคพัฒนาการระบบประสาท (Neurodevelopmental Disorders) อื่นๆ โรคที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการเด็ก (Child Developmental Disorders) และยังรวมถึงสุขภาพจิตเด็ก วัยรุ่น และครอบครัว ภายใต้กระบวนการค้นคว้าของสหสาขาวิชาชีพสาขาต่างๆ ได้แก่ แพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักจิตวิทยาคลินิก นักสังคมสงเคราะห์ เภสัชกร นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย นักการศึกษา นักวิชาการศึกษาพิเศษ นักโภชนาการ นักเทคนิคการแพทย์ และอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง”</p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/RJJ/article/view/188 การส่งเสริมการเรียนรู้และกลไกสนับสนุนการเรียนรู้สำหรับเด็กมุสลิมนอกระบบการศึกษาในประเทศไทย 2022-07-05T08:47:40+07:00 กชวร จุ๋ยมณี kotchawornc@gmail.com วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา wirathep.p@chula.ac.th วรรัตน์ ปทุมเจริญวัฒนา worarat.a@chula.ac.th สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล suwithida.c@chula.ac.th ระวี จูฑศฤงค์ fedurvs@ku.ac.th <p>ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเด็กมุสลิมนอกระบบการศึกษามี 5 ประเด็นหลัก คือ ความยากจน ความปลอดภัย เวลา การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และภาษา และเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าวจึงควรมีรูปแบบและกลไกการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กมุสลิมนอกระบบการศึกษา โดย การค้นหาตัวเด็กมุสลิมและครูในแต่ละพื้นที่ การพัฒนาครูให้สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ได้และผ่านกระบวนการของชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ และจัดการเรียนรู้ในพื้นที่จริงรวมทั้งประเมินผลการเรียนรู้และการสะท้อนบทเรียนการทำงาน นอกจากนี้ยังต้องอาศัยกลไกที่สำคัญในการพัฒนาเด็กมุสลิม ทั้งในการค้นหาเด็ก การช่วยเหลือและพัฒนาเด็ก และ การส่งต่อ อีกทั้งควรสร้างกลไกที่สำคัญในการพัฒนาครูนอกระบบการศึกษาที่ปฏิบัติงานกับเด็กมุสลิม โดยกำหนดมาตรฐานสมรรถนะมาตรฐานของครู ประเมินสมรรถนะและการวางแผนการพัฒนารายบุคคล จัดกิจกรรมสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างเครือข่ายครูให้มีความเข้มแข็ง</p> 2022-09-12T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 Kotchaworn Chuymanee, วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา , วรรัตน์ ปทุมเจริญวัฒนา , สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล , ระวี จูฑศฤงค์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/RJJ/article/view/286 ลักษณะคะแนนของแบบทดสอบ Stanford Binet Intelligence Scale – Fifth Edition (SB5) ในผู้รับบริการออทิสติก 2022-06-20T10:56:16+07:00 ประธาน วงศ์กังแห prathan_kung@hotmail.com เลิศจรรยา แสมขำ prathan_kung@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> 1) เพื่อศึกษาลักษณะคะแนนความสามารถทางสติปัญญาจากแบบทดสอบ Stanford Binet Intelligence Scale (SB5) ของผู้รับบริการที่กลุ่มออทิสติก และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลและปัจจัยทำนายของคะแนนดิบ (raw score) ต่อค่าความสามารถทางสติปัญญาโดยรวม (full scale score; FSIQ) ของแบบทดสอบ SB5 ในผู้รับบริการกลุ่มออทิสติก</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ </strong>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบย้อนกลับ จากรายงานผลการทดสอบทางจิตวิทยาของสถาบันราชานุกูล ย้อนหลังตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 ของผู้รับบริการจำนวน 163 คน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ตามเกณฑ์ของบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศฉบับแก้ไข ครั้งที่10 (International Classification of Diseases and Related Health Problem 10<sup>th</sup> Revision; ICD–10) ว่าอยู่ในกลุ่มโรคออทิสติก (autistic spectrum disorder) และได้รับการประเมินความสามารถทางสติปัญญาด้วยแบบทดสอบ SB5 โดยนักจิตวิทยาคลินิก ใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (multiple regression analysis) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทำนายระหว่างคะแนนดิบต่อ FSIQ</p> <p><strong>ผล</strong> พบว่า FSIQ เฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง คือ 47.0 ซึ่งเป็นคะแนนที่อยู่ในช่วงเกณฑ์บกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง และพบว่าปัจจัยที่สามารถร่วมกันทำนาย FSIQ ได้แก่ คะแนนดิบด้านการคิดเชิงเหตุผลที่ไม่อาศัยการเรียนรู้ (fluid reasoning) และด้านความจำขณะใช้งาน (working memory) ในกลุ่มความสามารถด้านภาษา (verbal domain) และด้านการคิดเชิงเหตุผลที่ไม่อาศัยการเรียนรู้ (fluid reasoning) ในกลุ่มความสามารถด้านการกระทำ/ไม่เกี่ยวข้องกับภาษา (nonverbal domain)</p> <p><strong>สรุป</strong> แบบทดสอบความสามารถทางสติปัญญา SB-5 คะแนนดิบของทั้งใน verbal domain และ nonverbal domain รวมถึงด้าน working memory ใน verbal domain สามารถร่วมกันทำนาย FSIQ ได้ ซึ่งสามารถทำให้นักจิตวิทยาคลินิกหรือผู้ทดสอบ ทราบศักยภาพที่แท้จริงของผู้รับการทดสอบได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะแบบทดสอบ SB5 ที่มีข้อจำกัดในเรื่องระดับต่ำสุดของแบบทดสอบ (floor effect)</p> 2022-11-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 ประธาน วงศ์กังแห, เลิศจรรยา แสมขำ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/RJJ/article/view/355 การรับรู้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง 2022-08-29T09:01:28+07:00 กนกฉัตร สมชัย kanokchatsomchai@gmail.com นัฐพล ศรีทะวัน kanokchatsomchai@gmail.com วชิรา คำย้าว kanokchatsomchai@gmail.com ประเสริฐ ประสมรักษ์ praser.pra@mahidol.edu <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อศึกษาการรับรู้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และพฤติกรรมการเลี้ยงดูเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลสร้างนกทา อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตรประมาณค่าสัดส่วน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามการรับรู้และพฤติกรรมการเลี้ยงดูที่มีค่าเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ด้วย Chi-square test</p> <p><strong>ผล</strong> กลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองของเด็กปฐมวัยจำนวน 88 ราย มีผู้เข้าร่วมการศึกษาครบถ้วนจำนวน 77 ราย คิดเป็นร้อยละ 87.5 ส่วนใหญ่เป็นบิดาหรือมารดา ร้อยละ 61 อายุระหว่าง 30 – 39 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีรายได้เฉลี่ยระหว่าง 3,001 – 6,000 บาท ประกอบอาชีพเกษตรกร​ รับรู้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระดับมาก ร้อยละ 85.7 มีพฤติกรรมการเลี้ยงดูเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของผู้ปกครอง ระดับมาก ร้อยละ 87 โดยการรับรู้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลี้ยงดูเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .001)</p> <p><strong>สรุป</strong> ควรพัฒนารูปแบบการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้เลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019</p> 2022-10-18T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 กนกฉัตร สมชัย, นัฐพล ศรีทะวัน, วชิรา คำย้าว, ประเสริฐ ประสมรักษ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/RJJ/article/view/398 เกมส่งเสริมทักษะการช่วยเหลือตัวเองและสังคมสำหรับเด็กออทิสติก 2022-09-06T08:33:53+07:00 ฉัตรชัย แพงคำฮัก c.paengkumhag@gmail.com วริศรา ลิ้มพรจิตรวิไล piannerypianopin@gmail.com ณัฐธชา บุญศรี nunong_sc@hotmail.com สุธิวัชร ศุภลักษณ์ sutiwat.sup@kmutt.ac.th นิชรา เรืองดารกานนท์ nicharar@gmail.com โกสินทร์ จำนงไทย kosin.cha@kmutt.ac.th บุญเสริม แก้วกำเหนิดพงษ์ boonserm.kae@kmutt.ac.th <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อศึกษาผลการใช้เกมส่งเสริมทักษะการช่วยเหลือตัวเองและสังคมบนอุปกรณ์แท็บเล็ตสำหรับเด็กออทิสติกในบริบทโรงเรียน</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> ออกแบบและพัฒนาเกมช่วยส่งเสริมทักษะการช่วยเหลือตัวเองและสังคมโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการออกแบบโดยการมีส่วนร่วม (participatory design) โดยทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการแทรกแซงทางการแพทย์และการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเกมและกราฟิก และเด็กออทิสติกมีส่วนร่วมในการออกแบบเกม นำเกมที่พัฒนาขึ้นบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์สำหรับใช้งานบนแท็บเล็ตไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างเด็กออทิสติกอายุระหว่าง 7-15 ปี ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด 2 แห่ง จำนวน 16 คน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างเด็กออทิสติกเป็นผู้ทำกิจกรรมกับเกม โดยมีครูเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือระหว่างที่กลุ่มตัวอย่างทำกิจกรรม ก่อนและหลังการทดลองนั้น ครูและผู้ปกครองของกลุ่มตัวอย่างประเมินกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบ ATEC (autism treatment evaluation checklists) และแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตัวเองและสังคมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในเกม วิเคราะห์ผลของการใช้เกมก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>ผล</strong> กลุ่มตัวอย่างเด็กออทิสติกเป็นชายร้อยละ 93.8 อายุเฉลี่ย 10 ปี (SD.= 2.12) มีผลคะแนนเฉลี่ยของแบบประเมินทักษะการช่วยเหลือตนเองและสังคมหลังการทดลองมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในบริบทโรงอาหารและบริบทรวม และกลุ่มตัวอย่างมีระดับความรุนแรงของอาการออทิซึม ซึ่งอ้างอิงจากคะแนนแบบประเมิน ATEC โดยเฉลี่ยลดลงแต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป</strong> แอปพลิเคชันเกมบนอุปกรณ์แท็บเล็ตสามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยส่งเสริมให้เด็กออทิสติกเกิดการเรียนรู้และมีทักษะการช่วยเหลือตนเองและสังคมให้ดีขึ้นได้ในบริบทโรงอาหาร และบริบทรวม</p> 2022-11-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 ฉัตรชัย แพงคำฮัก, วริศรา ลิ้มพรจิตรวิไล, ณัฐธชา บุญศรี, สุธิวัชร ศุภลักษณ์, นิชรา เรืองดารกานนท์, โกสินทร์ จำนงไทย, บุญเสริม แก้วกำเหนิดพงษ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/RJJ/article/view/151 ผลการพัฒนาผู้บกพร่องทางสติปัญญา สู่การทำงานในสถานประกอบการ กรณีศึกษา สถาบันราชานุกูล 2022-05-12T13:29:04+07:00 ศิโรรัตน์ นาคทองแก้ว pui_sirorat@hotmail.com จารุพัชร์ ฉลาดแพทย์ piiggy.jj@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>เพื่อศึกษาผลการพัฒนาผู้บกพร่องทางสติปัญญาสถาบันราชานุกูลสู่การทำงาน และศึกษาเจตคติเกี่ยวกับการทำงานของผู้บกพร่องทางสติปัญญา</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> เป็นการศึกษาวิจัยเชิงผสมผสานวิธีโดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังทดลอง กลุ่มตัวอย่างทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเป็นผู้บกพร่องทางสติปัญญา 15 คนหัวหน้างาน/เพื่อนร่วมงาน 15 คน และผู้ปกครอง 15 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินทักษะทางสังคมและทักษะพื้นฐานในการทำงาน แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บกพร่องทางสติปัญญา หัวหน้างาน/เพื่อนร่วมงาน และผู้ปกครองเกี่ยวกับเจตคติที่มีต่อการทำงานและผู้บกพร่องทางสติปัญญา การสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยใช้สถิติการวิเคราะห์เชิงแบบพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย Friedman Test และ Post HOC. Test</p> <p><strong>ผล </strong>หลังการฝึกอบรมโดยใช้โปรแกรมพัฒนาทักษะพื้นฐานการทำงานในการฝึก ผู้บกพร่องทางสติปัญญามีทักษะทางสังคมและทักษะพื้นฐานการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านเจตคติเกี่ยวกับการทำงาน ผู้บกพร่องทางสติปัญญา และหัวหน้างาน/เพื่อนร่วมงานเห็นด้วยระดับปานกลาง ผู้ปกครองเห็นด้วยระดับมาก</p> <p><strong>สรุป </strong>โปรแกรมพัฒนาทักษะพื้นฐานการทำงานแก่ผู้บกพร่องทางสติปัญญา สามารถนำไปพัฒนากระบวนการและรูปแบบการฝึกทักษะการปรับตัวทางสังคมและทักษะพื้นฐานในการทำงานเป็นองค์ความรู้และหลักสูตรในการฝึกทักษะการปรับตัวทางสังคมและทักษะพื้นฐานในการทำงานแก่ผู้บกพร่องทางสติปัญญาสู่การทำงาน เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้แก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการทำงานแก่ผู้บกพร่องทางสติปัญญาต่อไป</p> 2022-09-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 ศิโรรัตน์ นาคทองแก้ว, Jarupat Chalardphat https://he03.tci-thaijo.org/index.php/RJJ/article/view/152 การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะเพื่อเพิ่มสมาธิ ของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง อายุ 6-12 ปี 2022-07-19T09:49:15+07:00 สุจิตรา สุขเกษม syokee2010@hotmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>เพื่อศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะเพื่อเพิ่มสมาธิของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง อายุ 6-12 ปี</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ </strong>เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง โดยเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระดับสมาธิของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ และคะแนนเฉลี่ยทักษะความถนัดทางศิลปะของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะ กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง อายุ 6-12 ปี จำนวน 8 คน กลุ่มตัวอย่างจะได้รับการสอนกิจกรรมศิลปะตามแผนการสอนที่กำหนดไว้จำนวน 2 แผนการสอน โดยใช้เวลาสอนแผนละ 2 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 30 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินปัญหาด้านสมาธิ แบบประเมินความถนัดทางศิลปะ และคู่มือรูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะเพื่อเพิ่มสมาธิของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง อายุ 6-12 ปี เครื่องมือทั้ง 3 ฉบับ ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .93, 1.00 และ 1.00 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon sign rank test</p> <p><strong>ผล</strong> คะแนนเฉลี่ยระดับสมาธิของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะหลังการทดลองเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยทักษะความถนัดทางศิลปะของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะหลังการทดลองเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong>สรุป</strong> รูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะเพื่อเพิ่มสมาธิของเด็กบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง อายุ 6-12 ปี มีประสิทธิผลสามารถช่วยให้เด็กบกพร่องทางสติปัญญามีระดับสมาธิเพิ่มขึ้นได้ มีสมาธิในการเรียนวิชาภาษาไทยด้านการเขียนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะความถนัดทางศิลปะของเด็กบกพร่องทางสติปัญญา สามารถนำไปเผยแพร่และประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการฝึกได้</p> 2022-09-02T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 สุจิตรา สุขเกษม, chayanis Wongsakul