https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/issue/feed
วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
2026-07-07T09:11:56+07:00
กลุ่มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ
quality.phssk@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลการศึกษาวิจัยทางด้านการพัฒนาคุณภาพงานสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุขของบุคลากรสาธารณสุขทั้งใน และนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านสุขภาพของนักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษา</li> <li>เป็นแหล่งวิชาการสำหรับบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงประชาชนทั่วไปในประเทศและนานาชาติได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาคุณภาพวิชาการให้เข้าสู่มาตรฐานตามหลักสากล</li> </ol>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5641
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยล่าช้าในผู้ป่วยข้ออักเสบจากการติดเชื้อที่มารักษาในโรงพยาบาลอรัญประเทศ
2026-05-16T17:26:09+07:00
อภิชัย แพภิรมย์รัตน์
mcmemochun@gmail.com
<p>ข้ออักเสบจากการติดเชื้อเป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรมกระดูกที่อาจทำให้เกิดการทำลายข้อ ภาวะแทรกซ้อน และการนอนโรงพยาบาลนานขึ้นหากวินิจฉัยล่าช้า งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวินิจฉัยล่าช้าและเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยข้ออักเสบจากการติดเชื้อที่รักษาในโรงพยาบาลอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มีรูปแบบการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง ศึกษาผู้ป่วยข้ออักเสบจากการติดเชื้อที่รักษาในโรงพยาบาลอรัญประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568 จำนวน 77 ราย เก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนและระบบสารสนเทศโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Fisher’s exact test, independent t-test และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่าการวินิจฉัยล่าช้ามากกว่า 48 ชั่วโมง หลังเริ่มมีอาการ ร้อยละ 51.9 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการวินิจฉัยล่าช้า ได้แก่ การส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชนเครือข่าย (aOR 3.10, 95% CI 1.34–7.18) โรคข้อเสื่อมเดิม (aOR 2.74, 95% CI 1.21–6.12) และอายุ ≥65 ปี (aOR 1.92, 95% CI 1.03–3.57) กลุ่มที่วินิจฉัยล่าช้ามีระยะเวลานอนโรงพยาบาลนานกว่ากลุ่มที่วินิจฉัยเร็วอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (16.1 ± 5.2 วัน เทียบกับ 12.3 ± 4.3 วัน, <em>p</em> = 0.01) ขณะที่อัตราการผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สรุปได้ว่าผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคข้อเสื่อมเดิม และผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชนเครือข่ายสัมพันธ์กับการวินิจฉัยข้ออักเสบจากการติดเชื้อล่าช้า โดยการวินิจฉัยล่าช้าสัมพันธ์กับระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่ยาวนานขึ้น จึงควรพัฒนาระบบคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง</p>
2026-05-28T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5596
ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเกาต์ โรงพยาบาลห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ
2026-04-28T15:12:18+07:00
ลัดดา โสพัฒน์
ladda10937@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง(Quasi-experimental research design) แบบสองกลุ่มเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเกาต์ โรงพยาบาลห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเกาต์ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 60 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ได้รับการดูแลตามปกติ และกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมกราคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มทดลอง (Mean = 2.93, SD = 0.64) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (Mean = 3.20, SD = 0.61) แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 1.67, p = 0.100) ขณะที่คะแนนคุณภาพชีวิตของกลุ่มทดลอง (Mean = 2.43, SD = 0.50) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (Mean = 2.27, SD = 0.45) แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 1.30, p = 0.198)</p> <p>ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า โปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในรูปแบบที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ยังไม่สามารถทำให้ความรอบรู้ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเกาต์แตกต่างจากการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม คะแนนคุณภาพชีวิตของกลุ่มทดลองมีแนวโน้มสูงกว่ากลุ่มควบคุม แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมยังมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอด และสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการออกแบบโปรแกรมที่มีความต่อเนื่อง เหมาะสมกับบริบทผู้ป่วย และมีการประเมินผลในระยะยาวมากขึ้น</p>
2026-07-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5726
การพัฒนาเกณฑ์คะแนนความเสี่ยงจากค่าปริมาณเม็ดเลือดขาว ไนไตรท์ และลิวโคไซต์เอสเตอเรส ในการทำนายผลเพาะเชื้อปัสสาวะ เพื่อส่งเสริมการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล ของโรงพยาบาลศรีสะเกษ
2026-05-28T08:35:43+07:00
ทองพันธ์ สดใส
tongpansodsai94@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงพรรณนาย้อนหลังครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพและความสัมพันธ์ของค่าปริมาณเม็ดเลือดขาว ไนไตรท์ ลิวโคไซต์เอสเตอเรส เพื่อพัฒนาเกณฑ์คะแนนความเสี่ยงในการทำนายผลเพาะเชื้อปัสสาวะ และเพื่อประเมินประสิทธิภาพของเกณฑ์คะแนนความเสี่ยงในการส่งเสริมนโยบายการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล ศึกษาข้อมูลในกลุ่มตัวอย่าง 330 ตัวอย่าง ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกันยายน 2567 ถึงเดือนสิงหาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล (hospital information system: HIS), โปรแกรมระบบสารสนเทศห้องปฏิบัติการ (laboratory information system: LIS) และโปรแกรมสารสนเทศห้องปฏิบัติการทางจุลชีววิทยา (microbiology laboratory: MLAB) รวมทั้งเครื่องตรวจปัสสาวะ เครื่องเพาะเชื้อปัสสาวะ และแบบบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ multiple logistic regression มีระยะเวลาในการเก็บข้อมูลวิจัย ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึง เดือนมิถุนายน 2569</p> <p> ผลการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 57.04 ปี ความชุกของการพบเชื้อในปัสสาวะร้อยละ 34.85 ลิวโคไซต์เอสเตอเรสมีความไวสูงที่สุดร้อยละ 90.43 ไนไตรท์มีความจำเพาะสูงที่สุดร้อยละ 97.21 รวมทั้ง ไนไตรท์และลิวโคไซต์เอสเตอเรส 2+ มีความสัมพันธ์กับผลเพาะเชื้อปัสสาวะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.001) ส่วนค่าปริมาณเม็ดเลือดขาวไม่มีความสัมพันธ์ การพัฒนาเกณฑ์คะแนนความเสี่ยงได้ค่าคะแนนที่เหมาะสม คือ 1 การส่งเสริมนโยบายการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผลโดยลดการตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะ ช่วยประหยัดงบประมาณปีละ 657,000 บาท ลดการได้รับยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น ลดการดื้อยา กลุ่มเสี่ยงได้รักษารวดเร็วขึ้น และลดภาวะแทรกซ้อน</p> <p> สรุปว่าโรงพยาบาลต่างๆ สามารถนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจส่งตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะ หากผลไนไตรท์เป็นบวก และ/หรือผลลิวโคไซต์เอสเตอเรสมากกว่าหรือเท่ากับ 2+</p>
2026-07-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5754
ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ
2026-06-02T14:30:30+07:00
พวงทอง เชาว์ศรีกุล
puangthong2019@gmail.com
<p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ มีรูปแบบการวิจัยเป็นแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ จำนวน 64 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 32 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 32 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) โปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ประกอบด้วยกิจกรรมส่งเสริมการรับรู้ การฝึกทักษะสุขภาพ การติดตามพฤติกรรม และการสนับสนุนทางสังคม เป็นเวลา 10 สัปดาห์ 2) แบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป แบบวัดการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ แบบประเมินพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และแบบบันทึกระดับความดันโลหิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ t-test มีระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2569</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นจาก 2.56 (S.D. = 0.13) เป็น 3.90 (S.D. = 0.58) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นจาก 2.66 (S.D. = 0.14) เป็น 3.91 (S.D. = 0.65) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ระดับความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงจาก 151.41 (S.D. = 8.85) เป็น 132.68 mmHg (S.D. = 5.69) (p < 0.001) และระดับความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงจาก 81.97 (S.D. = 9.97) เป็น 75.88 mmHg (S.D. = 3.21) (p = 0.002) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ฯ และพฤติกรรมป้องกันโรคฯ สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ และมีระดับความดันโลหิตซิสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) สรุปได้ว่าโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพมีประสิทธิผลต่อการส่งเสริมการรับรู้ พฤติกรรมป้องกันโรค และลดระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้</p>
2026-07-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5839
การพัฒนาโปรแกรมสร้างความรอบรู้ในการปฏิบัติงานในสถานีสุขภาพบ้านเวาะ สำหรับ อสม. (หมอคนที่ 1) ตำบลเหล่ากวาง อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ
2026-07-07T09:11:56+07:00
พิมพ์ลดา สีดาฐิติวัฒน์
pimlada_2010@hotmail.com
<p> การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพในการปฏิบัติงานสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หมอคนที่ 1 โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดของ Borg and Gall (1983) ดำเนินการ 4 ระยะ กลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 คือ อสม. จำนวน 103 คน ระยะที่ 2 คือ ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และระยะที่ 3 คือ อสม. หมอคนที่ 1 ที่ปฏิบัติงานในสถานีสุขภาพบ้านเวาะทั้งหมด จำนวน 29 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ระยะที่ 1 เมื่อประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพตามกรอบแนวคิดของ Sorensen et al. (2012) ครบทั้ง 4 มิติ ได้แก่ การเข้าถึง การเข้าใจ การประเมิน และการประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพ พบว่า อสม. มีความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวมระดับปานกลาง (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 3.09) โดยมิติการประยุกต์ใช้ข้อมูลสุขภาพมีคะแนนต่ำสุด (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 2.68) และมีความต้องการพัฒนาระดับมาก (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 4.24) โดยด้านที่ต้องการพัฒนามากที่สุด คือ การใช้ระบบ Telemedicine ระยะที่ 2 โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 8 หน่วยการเรียนรู้ รวม 40 ชั่วโมง ครอบคลุมความรอบรู้ด้านสุขภาพทั้ง 4 มิติ ผู้เชี่ยวชาญประเมินความเหมาะสมในภาพรวมระดับมากที่สุด (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 4.56, IOC = 0.91) ระยะที่ 3 อสม. มีคะแนนความรู้ ทักษะ OSCE และความมั่นใจในการปฏิบัติงานหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (t = 15.62, 19.86 และ 14.89 ตามลำดับ) โดย อสม. ทุกคนมีความรู้อยู่ในระดับดีมากและผ่านเกณฑ์การประเมิน OSCE ครบทุกคนหลังการอบรม มีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในภาพรวมระดับมากที่สุด (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 4.73) ผลการติดตาม 3 เดือน พบว่า จำนวนผู้รับบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 53.17 ระยะที่ 4 คู่มือโปรแกรมได้รับการประเมินความเหมาะสมระดับมากที่สุด (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 4.69) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของ อสม. ครบทั้ง 4 มิติ และมีศักยภาพในการนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกัน</p>
2026-07-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5848
อุบัติการณ์ของการสูญเสียการได้ยินในทารกแรกเกิด จากการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องตรวจวัดเสียงสะท้อนจากหูชั้นใน โรงพยาบาลอรัญประเทศ
2026-06-29T14:36:50+07:00
ศิริวรรณ สมานพันธุ์
somsweet9@gmail.com
<p>การตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของภาวะสูญเสียการได้ยินที่ยืนยันด้วยการตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง (Auditory Brainstem Response; ABR) ผลการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องตรวจวัดเสียงสะท้อนจากหูชั้นใน (Otoacoustic Emissions; OAE) และปัจจัยที่สัมพันธ์กับผล OAE ผิดปกติในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลอรัญประเทศ เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังจากทารกแรกเกิดมีชีพทุกรายที่คลอดระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2566 ถึง 31 พฤษภาคม 2567 จำนวน 1,294 ราย วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ p < 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การตรวจคัดกรองการได้ยินด้วยเครื่อง OAE ครั้งที่ 1 มีจำนวนทารกที่ต้องได้รับการตรวจซ้ำหลังการคัดกรองครั้งแรก จำนวน 185 ราย คิดเป็น recall rate ร้อยละ 14.3 หลังการตรวจซ้ำมีทารกส่งต่อเพื่อตรวจ ABR ลดลงเหลือ 35 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.7 รวมทั้ง มีทารกเข้ารับการตรวจติดตามผล ABR จำนวน 31 ราย พบภาวะสูญเสียการได้ยินจำนวน 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.15 หรือ 1.55 ต่อทารกเกิดมีชีพ 1,000 ราย ส่วนของทารกมีผล OAE ปกติ 1,258 ราย และผล OAE ผิดปกติ 36 ราย ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่ น้ำหนักแรกเกิดน้อย คลอดก่อนกำหนด การติดเชื้อในครรภ์ และได้รับยา aminoglycoside นานกว่า 5 วัน ความผิดปกติแต่กำเนิดของโครงสร้างใบหน้าและกะโหลกศีรษะสัมพันธ์กับผล OAE ผิดปกติในการวิเคราะห์แบบตัวแปรเดียว (p = 0.028) แต่การวิเคราะห์แบบพหุตัวแปรไม่พบปัจจัยสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ปัจจัยสัมพันธ์ควรตีความด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากจำนวนผล OAE ผิดปกติและจำนวนผู้ที่ยืนยันภาวะสูญเสียการได้ยินมีน้อย</p>
2026-07-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5841
รูปแบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวาน ในกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก ตำบลหนองแก้ว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ
2026-06-22T14:14:30+07:00
ณัฐพงษ์ เงาศรี
natthapong.ngaosri@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน Sequential Explanatory Mixed Methods Design มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนา ทดลองใช้ และศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยง ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาภาคตัดขวางในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานที่มี FBS 100.00–125.00 มก./ดล. จำนวน 142 คน ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา สัมภาษณ์เชิงลึก 15 ครอบครัว และสนทนากลุ่ม 2 กลุ่ม จำนวน 18 คน และระยะที่ 3 การวิจัยกึ่งทดลองในกลุ่มทดลอง 31 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 31 ครอบครัว เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ระดับต่ำ (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 11.81) ทัศนคติระดับปานกลาง (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 46.02) พฤติกรรมระดับปานกลาง (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 70.49) และการมีส่วนร่วมของครอบครัวระดับปานกลาง (<span class="fontstyle0">𝑥̅ </span>= 82.75) ระยะที่ 2 พบแก่นเนื้อหาหลัก 4 แก่น นำไปสู่การพัฒนา KOK FAMILY Model ซึ่งประกอบด้วย KOK (Kok Community Context, Ownership of Health, Kinship Network Support) และ FAMILY 6 ขั้นตอน บูรณาการทฤษฎีฐาน 6 ทฤษฎี ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญได้ค่า S-CVI = 0.92 ะยะที่ 3 หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีพัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญในทุกตัวแปร โดยความรู้เพิ่มขึ้น (ผลต่าง +4.45, S.D. = 0.85, Cohen's d = 5.24, p < 0.001) ทัศนคติเพิ่มขึ้น (ผลต่าง +13.08, S.D. = 2.84, Cohen's d = 4.61, p < 0.001) พฤติกรรมเพิ่มขึ้น (ผลต่าง +19.85, S.D. = 3.88, Cohen's d = 5.12, p < 0.001) การมีส่วนร่วมของครอบครัวเพิ่มขึ้น (ผลต่าง +24.51, S.D. = 4.82, Cohen's d = 5.08, p < 0.001) และระดับน้ำตาลในเลือดลดลง (ผลต่าง -8.37 มก./ดล., S.D. = 2.90, Cohen's d = 2.88, p < 0.001) ซึ่งทุกตัวแปรมีขนาดผล (Effect Size) อยู่ในระดับสูงมาก (Cohen's d > 0.80) แสดงให้เห็นถึงนัยสำคัญทางคลินิกที่ชัดเจน กลุ่มทดลองมีผลลัพธ์ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปรหลัก (p < 0.001) การมีส่วนร่วมของครอบครัวมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรม (r = 0.718, p < 0.001) โดยการสนับสนุนทางปฏิบัติเป็นตัวทำนายพฤติกรรมที่สำคัญที่สุด (β = 0.468, R² = 0.724, p < 0.001)</p> <p> ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า KOK FAMILY Model มีประสิทธิผลทั้งในเชิงสถิติและเชิงคลินิก และมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ทั้งนี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอในพื้นที่ชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีบริบทวัฒนธรรมใกล้เคียงกันสามารถนำรูปแบบดังกล่าวไปบูรณาการในระบบการดูแลกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานได้ โดยปรับบทบาทอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านให้ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนสุขภาพระดับครอบครัว และใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นช่องทางการติดตามผลการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องอันจะนำไปสู่การป้องกันโรคเบาหวานในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-07-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5534
การพยาบาลผู้ป่วยโรคจิตเภทที่มีอาการกำเริบซ้ำจากการใช้สารเสพติด : กรณีศึกษาเปรียบเทียบ 2 ราย
2026-04-16T13:32:42+07:00
สุพรรณี อุตส่าห์
ksupanneeaut2@gmail.com
<p>โรคจิตเภทที่มีการใช้สารเสพติดร่วม เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการกำเริบซ้ำ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ปัญหาทางการพยาบาล และผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วย โดยใช้การศึกษาเชิงกรณีศึกษาแบบเปรียบเทียบในผู้ป่วย 2 ราย ณ โรงพยาบาลศรีรัตนะ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนย้อนหลังในปี พ.ศ. 2568 ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการประเมินสุขภาพ ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 2569 ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2569 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาภายใต้กรอบ Gordon’s Functional Health Patterns</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยทั้งสองรายมีปัจจัยร่วม ได้แก่ การขาดความตระหนักต่อโรค การไม่รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง และการใช้สารเสพติดซ้ำ ซึ่งสัมพันธ์กับการกำเริบของโรค ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและมีการติดตามต่อเนื่อง มีอาการทางจิตและการกลับเป็นซ้ำลดลงอย่างชัดเจน</p> <p>การศึกษานำไปสู่การพัฒนาแนวทาง “Sriratana Relapse Prevention Guideline” และชี้ให้เห็นว่าการพยาบาลแบบองค์รวมร่วมกับการดูแลต่อเนื่องในชุมชนและครอบครัว มีบทบาทสำคัญในการลดการกำเริบซ้ำ</p>
2026-05-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ