https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/issue/feed
วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
2026-03-16T09:10:44+07:00
กลุ่มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ
quality.phssk@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลการศึกษาวิจัยทางด้านการพัฒนาคุณภาพงานสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุขของบุคลากรสาธารณสุขทั้งใน และนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านสุขภาพของนักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษา</li> <li>เป็นแหล่งวิชาการสำหรับบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงประชาชนทั่วไปในประเทศและนานาชาติได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาคุณภาพวิชาการให้เข้าสู่มาตรฐานตามหลักสากล</li> </ol>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5216
ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังของประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่
2026-01-12T09:26:37+07:00
สุรกิจ สุทธิเกิด
Surakit.boy@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังของประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ที่ได้จากการสุ่มอย่างง่ายจำนวน 67 คน โดยให้โปรแกรมการเสริมสร้างพลังของประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง 7 กิจกรรม เป็นระยะเวลา 21 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังให้โปรแกรมโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง 2) การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง 3) พฤติกรรมป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง และ 4) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพเบื้องต้น โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.90, 0.95, 0.90 และ 0.95 ตามลำดับ รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วย Paired t -test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการเสริมสร้างพลังของประชาชนกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีระดับคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนี้ (1) ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีระดับคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.88 [95% CI: (0.202, 0.706), (p<0.001)] (2) การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.36 [95% CI: (0.420, 0.661), (p<0.001)] (3) พฤติกรรมป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเท่ากับ 0.82 [95% CI: (0.480, 1.099), (p<0.001)] (4) พฤติกรรมการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ได้แก่ 1) พฤติกรรมด้านการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม มีระดับคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.78 [95% CI: (0.526, 0.889), (p<0.001)] 2) พฤติกรรมด้านการออกกำลังกาย มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.15 [95% CI: (0.433, 0.963), (p<0.001)] 3) พฤติกรรมด้านอารมณ์ มีระดับคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.09 [95% CI: (0.536, 0.901), (p<0.001)] สรุปได้ว่าโปรแกรมการเสริมสร้างพลังฯ สามารถเพิ่มความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิผลในระดับชุมชน อย่างไรก็ตาม เพื่อยืนยันความเข้มแข็งเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ทางคลินิก จำเป็นต้องพัฒนาการออกแบบงานวิจัยในอนาคต ในลักษณะของการกำหนดโปรแกรมเสริมพลังฯ ที่สอดคล้องกับปัญหาสุขภาพในพื้นที่อย่างเหมาะสม</p>
2026-02-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5230
การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในประชากรอายุ 50-70 ปี ที่มีผลตรวจเลือดแฝงในอุจจาระเป็นบวก: การศึกษาแบบย้อนหลัง โรงพยาบาลราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
2026-02-05T08:19:06+07:00
ดิลกฤทธิ์ ทองแสง
peacemd75@gmail.com
<p>ประเทศไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเพิ่มขึ้น การป้องกันสามารถตรวจคัดกรองด้วยการตรวจเลือดแฝงในอุจจาระแบบ immunochemical(fecal immunochemical test; FIT) ร่วมกับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในผู้ที่มีผลบวก ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดอัตราตาย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลตัวชี้วัดคุณภาพของการส่องกล้องในโรงพยาบาลชุมชนยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อชนิด adenoma (adenoma detection rate; ADR) ในผู้ป่วยที่มีผลตรวจเลือดแผงในอุจจาระเป็นบวก โดยศึกษาแบบย้อนหลังในผู้ป่วยที่มีอายุ 50–70 ปี ที่มีผล FIT เป็นบวกและได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ที่โรงพยาบาลราษีไศล ระหว่างปี 2566–2568 เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนและรายงานส่องกล้อง ครอบคลุมข้อมูลประชากร ดัชนีมวลกาย พฤติกรรมสุขภาพ ผลส่องกล้อง ผลชิ้นเนื้อ ระยะมะเร็ง และคุณภาพการเตรียมลำไส้ตาม Aronchick scale มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน(Chi-square/Fisher’s exact test, t-test และ multivariable logistic regression) เพื่อหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตรวจพบติ่งเนื้อ ผลการศึกษาพบว่า มีผู้ป่วยที่มีผล FIT เป็นบวกและได้รับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ จำนวนรวม 365 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 51.8 อายุเฉลี่ย 60.8±6.4 ปี ตรวจพบติ่งเนื้อ จำนวน 130 ราย (35.6%) และพบติ่งเนื้อชนิด adenoma จำนวน 103 ราย ซึ่งมีค่า adenoma detection rate (ADR) เท่ากับร้อยละ 28.2 ตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักร้อยละ 4.4 โดยมากกว่าครึ่งอยู่ในระยะเริ่มต้น ตำแหน่งที่พบมะเร็งบ่อยที่สุด คือ sigmoid colon (38.8%) คุณภาพการเตรียมลำไส้ส่วนใหญ่เหมาะสม เท่ากับร้อยละ 96.2 และอัตราการส่องถึง cecum อยู่ที่ร้อยละ 96.4 ภาวะแทรกซ้อนพบร้อยละ 0.3 เป็นกรณีลำไส้ทะลุ การเปรียบเทียบชนิดยาที่ใช้เตรียมลำไส้ระหว่าง polyethylene glycol และ sodium phosphate ไม่พบความแตกต่างของอัตรา adequate bowel preparation(97.3% เทียบกับ 95.4%; p=0.36) ผลการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ พบว่า อายุที่เพิ่มขึ้น และการดื่มแอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์กับการตรวจพบติ่งเนื้อ ซึ่งมีค่า Adjusted OR เท่ากับ 1.09 (95%CI 1.05–1.14; p<0.001) และ Adjusted OR เท่ากับ 1.69 (95%CI 1.00–2.86; p=0.049) ตามลำดับ ในขณะที่ค่า BMI และการสูบบุหรี่ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยสรุป การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในผู้ป่วย FIT บวกในโรงพยาบาลราษีไศลมีค่า ADR อยู่ในระดับที่ American Society for Gastrointestinal Endoscopy (ASGE) แนะนำ และพบว่าอายุที่มากขึ้นและการดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการตรวจพบติ่งเนื้อในกลุ่มนี้</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5350
ประสิทธิผลการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างง่ายในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ
2026-02-18T10:52:41+07:00
เพียงเพ็ญ ช่างเพชร
peangpen_99@hotmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างง่าย โดยทีมสหสาขาวิชาชีพในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะประเมินโปรแกรมเดิม ระยะพัฒนาโปรแกรม และระยะทดลองใช้และประเมินผล ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ถึง 30 กันยายน 2568 มีกลุ่มตัวอย่างในระยะทดลองใช้ คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระดับ GOLD 1-3 ที่เข้ารับบริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลกันทรารมย์ เลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 44 ราย โปรแกรมมีระยะเวลา 12 สัปดาห์ ดำเนินการโดยทีมสหสาขาวิชาชีพประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และนักโภชนาการ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพปอดด้วยเครื่อง Spirometer การทดสอบ 6-Minute Walk Test(6MWT) แบบประเมิน mMRC และแบบประเมิน CAT Score รวมทั้ง แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบประเมินความคงอยู่ของพฤติกรรม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา(IOC 0.80-1.00) และความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha 0.89 และ 0.78 ตามลำดับ) การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป และสถิติเชิงอนุมาน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างก่อนและหลังใช้โปรแกรม โดยใช้ Paired t-test กำหนดระดับนัยสำคัญ(α) ที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมเดิมมีปัญหาสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การทำงานแบบแยกส่วน(Silo) การให้ความรู้ไม่ครอบคลุม บทบาทหน้าที่ไม่ชัดเจน การติดตามไม่สม่ำเสมอ และขาดสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย ผลการพัฒนาโปรแกรมผ่านกระบวนการ Analysis-Design-Development อย่างเป็นระบบ โดยมีกิจกรรมหลัก 3 ประการ คือ การให้ความรู้และคำแนะนำ การฝึกปฏิบัติ และการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ พร้อมพัฒนาคู่มือและสื่อสนับสนุนครบชุด หลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่า ด้านสมรรถภาพปอด : ค่า %FEV1 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(Mean difference = 6.82, 95% CI = 4.76-8.87, p < 0.001) ด้านความทนทานทางร่างกาย : ระยะทางเดินใน 6MWT เพิ่มขึ้น 64.24 เมตร(Mean difference = 64.24, 95% CI = 35.33-93.16, p < 0.001) ซึ่งสูงกว่าค่า MCID และค่า Oxygen Saturation เพิ่มขึ้น 0.84%(Mean difference = 0.84, 95% CI = 0.53-1.15,p < 0.001) ด้านอาการและคุณภาพชีวิต : คะแนน CAT ลดลง 5.61 คะแนน(Mean difference = -5.61, 95% CI = 4.47-6.76, p < 0.001) ซึ่งสูงกว่าค่า MCID และคะแนน mMRC ลดลง 0.55 คะแนน(Mean difference = -0.55, 95% CI = 0.36-0.74, p < 0.001) ด้านระดับความรุนแรงของโรค : ผู้ป่วยในกลุ่ม GOLD 1 เพิ่มขึ้นจาก 56.8% เป็น 72.8% และไม่มีผู้ป่วยในกลุ่ม GOLD 3 และกลุ่ม D หลังเข้าร่วมโปรแกรม ด้านการกำเริบของโรค : ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการกำเริบเพิ่มขึ้นจาก 36.4% เป็น 86.4% ด้านความพึงพอใจ : ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด( = 4.67, S.D. = 0.38) โดยพึงพอใจด้านการให้บริการของทีมสูงสุด ( = 4.79) และด้านความคงอยู่ของพฤติกรรม : ผู้ป่วยมีการปฏิบัติตามโปรแกรมในระดับดี( = 83.7%, S.D. = 11.8) สรุปได้ว่า โปรแกรมการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างง่ายโดยทีมสหสาขาวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น แสดงผลลัพธ์ที่น่าสนใจในการปรับปรุงสมรรถภาพปอด ความทนทานทางร่างกาย อาการ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย COPD อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้ง ผู้ป่วยมีความพึงพอใจสูงและมีความคงอยู่ของพฤติกรรมในระดับดี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการวิจัยนี้ไม่มีกลุ่มควบคุม ทำให้มีข้อจำกัดในการพิจารณาได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดจากโปรแกรมเพียงอย่างเดียว</p>
2026-03-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5414
การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิก ระหว่างการใช้ชุดแผ่นโลหะมีรูล็อคและสกรูยึดกระดูกหัวสะโพกหัก และการใช้สกรูหลายตัว ในการรักษาผ่าตัดผู้ป่วยโรคคอกระดูกสะโพกหัก ในโรงพยาบาลศรีสะเกษ
2026-03-12T13:31:21+07:00
รุ้ง ลิมป์วรรณธะ
roong37@gmail.com
<p>คอกระดูกสะโพกหักเป็นภาวะที่พบบ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การเลือกวัสดุยึดตรึงกระดูกระหว่างชุดแผ่นโลหะมีรูล็อคและสกรูยึดกระดูกคอสะโพก(Femoral neck system, FNS) และการใช้สกรูหลายตัว(Multiple screw fixation, MCS) ยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงในปัจจุบัน จึงทำการศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางคลินิกระหว่างการใช้ FNS และ MCS ในการรักษาผู้ป่วยกระดูกคอสะโพกหักในโรงพยาบาลศรีสะเกษ เป็นการวิจัยเชิงเปรียบเทียบแบบย้อนหลังในผู้ป่วย 115 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม FNS 28 ราย และกลุ่ม MCS 87 ราย (ข้อมูลระหว่าง พ.ศ. 2561–2567) โดยมีระยะเวลาติดตามผู้ป่วยอย่างน้อย 6 เดือน และได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (SSKHREC 075/2568) </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านระยะเวลาผ่าตัด ปริมาณเลือดที่เสีย ระยะเวลานอนโรงพยาบาล และระยะเวลาการสมานของกระดูก ส่วนของอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนโดยรวม พบว่า กลุ่ม FNS มีภาวะคอสะโพกสั้นลงมากกว่า 5 ม.ม. สูงกว่า(P= 0.003) มีภาวะล้มเหลวของวัสดุยึดตรึง(Implant failure) สูงกว่า(OR 7.64, 95% CI 1.77-33.00, P = 0.002) มีภาวะหัวกระดูกสะโพกตาย(Osteonecrosis of femoral head) สูงกว่าOR 4.67, 95% CI 0.98-22.30, P = 0.03) เกิดการผ่าตัดซ้ำ(Revision surgery) สูงกว่า(OR 3.57, 95% CI 0.95-13.39, P = 0.048) ในขณะที่กลุ่ม MCS มีวัสดุยึดตรึงกระดูกหลวม(Implant loosening) สูงกว่า(OR 0.13, 95% CI 0.02-1.04, P = 0.04) รวมทั้ง เมื่อวิเคราะห์ด้วย Multivariate logistic regression พบว่า FNS สัมพันธ์กับ Implant failure(Adjusted OR 9.18, 95% CI 1.95-43.12, P = 0.005) สรุปได้ว่า วัสดุทั้งสองชนิดให้อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่แตกต่างกัน แต่มีรูปแบบภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างกัน โดย FNS พบ Implant failure และภาวะคอสะโพกสั้นสูงกว่า ในขณะที่ MCS พบ Implant loosening สูงกว่า</p>
2026-03-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5424
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดในชุมชน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
2026-03-16T09:10:44+07:00
ชนิตา พานจันทร์
Chanita_boongee@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดในชุมชน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ดำเนินการวิจัยและพัฒนา 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่าง 385 คน ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง 60 คน และระยะที่ 3 การวิจัยกึ่งทดลองแบบ One Group Pretest-Posttest Design กลุ่มตัวอย่าง 90 คน ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตำบล ระยะเวลา 9 เดือน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์สูงสุดต่อประสิทธิผลการดูแลผู้ป่วย ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้บริหาร (r = 0.742) ความรู้และทักษะของบุคลากร (r = 0.724) และการมีส่วนร่วมของชุมชน (r = 0.698) รูปแบบการดูแล<br />ที่พัฒนาขึ้น คือ "โมเดลขุนหาญ" (Khun Han Model) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การคัดกรองและประเมินผู้ป่วยในชุมชน 2) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและอาสาสมัครสาธารณสุข 3) การให้บริการและติดตามอย่างต่อเนื่อง และ 4) การสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมของชุมชน</p> <p>ผลการประเมินประสิทธิผล พบว่า หลังการใช้โมเดลขุนหาญ การเข้าถึงบริการของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นสูงสุด <br />(ร้อยละ 61.65) ความพึงพอใจโดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.89 และประสิทธิผลโดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 80.51 โดยทุกตัวชี้วัดมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และมีขนาดผลกระทบอยู่ในระดับสูงมาก (Cohen's d > 1.60) โมเดลขุนหาญมีความเหมาะสมกับบริบทชนบทและสามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันได้</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5364
การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดีในประชาชนกลุ่มเสี่ยง ตำบลหนองหมี อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
2026-03-12T08:49:29+07:00
เพียร สาวันดี
painsawandee@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในประชาชนกลุ่มเสี่ยง ตำบลหนองหมี อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย เป็นผู้ที่ตรวจพบไข่พยาธิในอุจจาระและมีพฤติกรรมเสี่ยงสูง รวม 40 คน การวิจัยดำเนินการตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 การวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระยะที่ 2 การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ และระยะที่ 3 การประเมินผลของพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับการสนทนากลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสอบถาม การสัมภาษณ์และการประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงวิเคราะห์ ด้วยสถิติ Paired sample t -test และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี โดยประยุกต์ใช้โปรแกรมของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ประกอบด้วย 4 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 การเรียนรู้ความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคพยาธิใบไม้ตับและการตั้งเป้าหมาย สุขภาพที่ปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับและ<br />ท่อน้ำดี กิจกรรมที่ 2 การวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง ทางเลือก และวางแผนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กิจกรรมที่ 3 การเข้าถึง เข้าใจ ตัดสินใจด้านสุขภาพ และแนะนำจูงใจครอบครัว ชุมชน กิจกรรมที่ 4 การติดตาม และสรุปบทเรียน ผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ผลการพัฒนา พบว่า ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับพอใช้ ร้อยละ 57.50 รองลงมาอยู่ในระดับดี ร้อยละ 42.50 ด้านความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ ส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ร้อยละ 92.50 รองลงมาอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 7.50 ด้านพฤติกรรมปลอดโรคส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี ร้อยละ 100.00 เมื่อเปรียบเทียบผลต่างคะแนนเฉลี่ยของความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ก่อนและหลังได้รับการพัฒนา พบว่า หลังการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพกลุ่มตัวอย่างมีผลต่างคะแนนเฉลี่ยของความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี สูงกว่าก่อนการทดลอง (95%CI=9.96-12.54,p<0.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>สรุปการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ ที่ผสานทั้งความรู้ ทักษะ แรงสนับสนุนทางสังคม <br />และการฝึกปฏิบัติในบริบทจริง สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ชัดเจนและวัดผลได้ในกลุ่มเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี</p>
2026-04-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ