https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/issue/feed
วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
2026-09-01T00:00:00+07:00
กลุ่มงานพัฒนาคุณภาพและรูปแบบบริการ
quality.phssk@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลการศึกษาวิจัยทางด้านการพัฒนาคุณภาพงานสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุขของบุคลากรสาธารณสุขทั้งใน และนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านสุขภาพของนักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษา</li> <li>เป็นแหล่งวิชาการสำหรับบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงประชาชนทั่วไปในประเทศและนานาชาติได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาคุณภาพวิชาการให้เข้าสู่มาตรฐานตามหลักสากล</li> </ol>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/6027
การพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลด้วยกระบวนการนับคาร์โบไฮเดรต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองหว้า ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
2026-08-07T08:44:59+07:00
สุริชัย ด้วงทอง
yokyok131313@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นกรอบโครงสร้างหลัก ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ด้วยวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระยะที่ 2 พัฒนาระบบบริการโดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) และระยะที่ 3 ประเมินผลด้วยการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Design) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานในการควบคุมระดับน้ำตาลด้วยกระบวนการนับคาร์โบไฮเดรต ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 60 คน ดำเนินการ 3 ระยะ ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2569 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired Samples t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าอัตราการควบคุม HbA1c ได้ตามเป้าหมายในพื้นที่เพียงร้อยละ 27.22 ต่ำกว่าเป้าหมายกระทรวงสาธารณสุขที่ร้อยละ 40.00 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีความรู้เรื่องการนับคาร์โบไฮเดรตในระดับต่ำ ระบบบริการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การให้ความรู้แบบกลุ่ม 8 ครั้ง การปรึกษาเฉพาะบุคคล การติดตามทางโทรศัพท์ และสื่อการเรียนรู้อาหารอีสาน หลังการทดลองพบว่าคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 17.32 เป็น 37.02 คะแนน ค่า HbA1c ลดลงจากร้อยละ 6.95 เป็นร้อยละ 6.12 ค่า FBS ลดลงจาก 144.95 เป็น 119.85 มก./ดล. ค่า 2hr-PPG ลดลงจาก 198.23 เป็น 163.98 มก./ดล. คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 60.25 เป็น 66.75 คะแนน ซึ่งทุกตัวชี้วัดมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.70) สรุปได้ว่า ระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานด้วยกระบวนการนับคาร์โบไฮเดรตที่พัฒนาขึ้นโดยอิงบริบทวัฒนธรรมอาหารอีสานและกระบวนการมีส่วนร่วมสามารถเพิ่มความรู้ พัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเอง และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การติดตามผลระยะยาวเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยืนยันความคงทนของผลลัพธ์ดังกล่าว</p>
2026-09-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/6095
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนของโรงพยาบาลหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
2026-08-17T14:45:20+07:00
ธีรศักดิ์ รัตนเทวะเนตร
theerasak_ratana@yahoo.com
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Analytical Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนของโรงพยาบาลหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 146 คน จากประชากรบุคลากรโรงพยาบาลหัวตะพานจำนวน 234 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและทดสอบความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation Coefficient) และวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถร่วมอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis: Enter Method) เพื่อศึกษาว่าปัจจัยด้านลักษณะขององค์การ ลักษณะสภาพแวดล้อมการทำงาน และปัจจัยด้านการบริหารตามแนวคิด POSDCORB สามารถร่วมอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนได้หรือไม่ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 76.03 มีอายุเฉลี่ย 43.08 ปี (S.D. = 8.93) ปัจจัยด้านการบริหารตามแนวคิด POSDCORB โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.94, S.D. = 0.33) และประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.98, S.D. = 0.32) บุคลากรที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันมีระดับประสิทธิผลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ขณะที่ลักษณะขององค์การ (r = 0.584) สภาพแวดล้อมการทำงาน (r = 0.707) และปัจจัยด้านการบริหารตามแนวคิด POSDCORB โดยรวม (r = 0.830) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และพบว่าตัวแปรพยากรณ์สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนได้ร้อยละ 73.20 (adjusted R² = 0.714) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสะท้อนว่าประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนเป็นผลจากปัจจัยเชิงระบบและกระบวนการบริหารมากกว่าคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้รับบริการ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำงานและการบริหารงบประมาณ ซึ่งควรได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรก ผู้บริหารโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กสามารถนำผลการวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรและปรับปรุงกระบวนการบริหารงานสนับสนุนให้สอดคล้องกับภาระงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพบริการภายในองค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
2026-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ