วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลการศึกษาวิจัยทางด้านการพัฒนาคุณภาพงานสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุขของบุคลากรสาธารณสุขทั้งใน และนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านสุขภาพของนักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษา</li> <li>เป็นแหล่งวิชาการสำหรับบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงประชาชนทั่วไปในประเทศและนานาชาติได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาคุณภาพวิชาการให้เข้าสู่มาตรฐานตามหลักสากล</li> </ol> สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ th-TH วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ 2822-0749 <p>เนื้อหาและข้อมูล (เขียนข้อกำหนด)</p> การสังเคราะห์บทบาทพยาบาลในการพัฒนาระบบบริการคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลชุมชน : การทบทวนตามกรอบ Service Plan COPD https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/4830 <p>โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย ที่มีแนวโน้มอัตราป่วยและเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและภาระค่าใช้จ่ายของระบบสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้กำหนด Service Plan COPD เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายหลัก 5 ประการคือ ลดอัตราการเสียชีวิต ลดการนอนโรงพยาบาลซ้ำ เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย พัฒนาเครือข่ายบริการสุขภาพ และพัฒนาศักยภาพบุคลากร บทความฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์บทบาทของพยาบาลในการพัฒนาระบบบริการคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในโรงพยาบาลชุมชน โดยใช้กรอบแนวคิด 3P ได้แก่ Purpose, Process, Performance เป็นแนวทางวิเคราะห์ ผลการทบทวนพบว่าบทบาทของพยาบาลในกระบวนการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานคลินิก โดยประกอบด้วย การประเมินและคัดกรองผู้ป่วยด้วยเครื่องมือมาตรฐานเพื่อจำแนกระดับความรุนแรงของโรค การวางแผนการดูแลและติดตามต่อเนื่องโดยประยุกต์แนวคิดการจัดการรายกรณีและการเยี่ยมบ้าน การฟื้นฟูสมรรถภาพปอดและส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจ การประสานงานเครือข่ายบริการสุขภาพระหว่างโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และชุมชนเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการดูแล และการพัฒนาระบบบริการ รวมทั้งศักยภาพบุคลากรผ่านการอบรม การจัดทำแนวทางปฏิบัติทางคลินิก และการประเมินคุณภาพบริการทางการพยาบาล กระบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงโดยตรงกับผลลัพธ์ของ Service Plan COPD คือ ลดการเสียชีวิต ลดการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ และเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการทบทวนชี้ให้เห็นความจำเป็นในการสนับสนุนทรัพยากร เครื่องมือ ระบบข้อมูล และการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาลให้มีความเชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานคลินิกโรคปอดอุดกินเรื้อรัง ในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย</p> บุญทิต อสิพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-26 2025-11-26 4 4 ผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนตำบลหนองค้า อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/4807 <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนตำบลหนองค้า อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลหลักในครอบครัวของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองค้า ตำบลหนองค้า และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสำโรง ตำบลพรหมสวัสดิ์ ทั้งสองกลุ่มอาศัยอยู่ในอำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 33 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลสุขภาพตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2568 รวมเป็นระยะเวลาเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และการประเมินความรู้ ทักษะการดูแล สมรรถนะของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ภาระการดูแลผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุ การมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ (ADL) ความพึงพอใจต่อการได้รับดูแลของผู้สูงอายุ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และมัธยฐาน และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยภายในและระหว่างกลุ่มด้วย Paired t-test และ Independent t-test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านประเมินความรู้ ทักษะการดูแล สมรรถนะของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ภาระการดูแลผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้สูงอายุ การมีส่วนร่วมของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ(ADL) ความพึงพอใจต่อการได้รับดูแลของผู้สูงอายุสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และคะแนนเฉลี่ยด้านภาระการดูแลผู้สูงอายุต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) สรุปได้ว่า โปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนตำบลหนองค้า อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ สามารถเพิ่มศักยภาพของผู้ดูแลผู้สูงอายุในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงให้มีสุขภาพดีขึ้นและเกิดความพึงพอใจในการได้รับการดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สุคนธ์ทิพย์ อรุณกมลพัฒน์ ธัญาณิช คำพอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2025-10-14 2025-10-14 4 4 1 17 ประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านศรีอุดม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/4673 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง(Quasi-Experimental Design) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านศรีอุดม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้รูปแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง (Two group pretest- posttest design) กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน ได้จากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มทดลองได้รับรูปแบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบมีส่วนร่วมของชุมชน ส่วนกลุ่มความคุมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบปกติ ระยะเวลาดำเนินการ 8 สัปดาห์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน(ADL) และแบบประเมินคุณภาพชีวิต(QOL) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test เพื่อเปรียบเทียบผลภายในกลุ่ม และ Independent t-test เพื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่ม</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลองนำรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน(ADL) และคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิต(QOL) ของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 (p = 0.018 และ p &lt; 0.001 ตามลำดับ) จากผลการทดลอง รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบมีส่วนร่วมของชุมชนที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงให้สอดคล้องกับบริบทในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านศรีอุดม ส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของผู้สูงอายุ ตอบสนองต่อการวางแผนเตรียมรับสถานการณ์ การเป็นสังคมผู้สูงอายุในระยะยาวและนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่องทุกระยะของความเจ็บป่วย ส่งเสริมความฟื้นหาย ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดการกลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาล ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา รวมทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง</p> นพรัตน์ แดงทน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2025-10-24 2025-10-24 4 4 18 30 ผลการผ่าตัดต้อกระจกในโรงพยาบาลอุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/4800 <p>ต้อกระจกเป็นสาเหตุของการตาบอดทั่วโลกในผู้สูงอายุ การผ่าตัดเป็นวิธีรักษาหลักที่ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีเทคนิคที่ใช้ทั่วไปคือ phacoemulsification และ extracapsular cataract extraction (ECCE) ซึ่งให้ผลลัพธ์และความซับซ้อนแตกต่างกัน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลการมองเห็นและภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดต้อกระจกระหว่างวิธี phacoemulsification และ ECCE ในโรงพยาบาลอุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างปีงบประมาณ 2564–2566 โดยเป็นการศึกษาแบบย้อนหลังเชิงวิเคราะห์ (retrospective analytic study) โดยเก็บข้อมูลเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดต้อกระจกจำนวน 224 ราย วิเคราะห์การมองเห็นด้วยค่า logMAR ก่อนผ่าตัด หลังผ่าตัด 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ECCE และ phacoemulsification ใช้สถิติ Friedman test, Mann–Whitney U test และ Chi-square test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; 0.05</p> <p>ผลการศึกษา พบว่าค่าการมองเห็น (logMAR) ของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่ามัธยฐาน 1.60 (IQR 1.0–1.9) ก่อนผ่าตัด เปลี่ยนเป็น 0.33 (IQR 0.16–0.54) ที่ 1 เดือนหลังผ่าตัด (Z = 12.789, p &lt; 0.001, r = 0.855) กลุ่มที่ผ่าตัดด้วยวิธี phacoemulsification มีการมองเห็นดีกว่ากลุ่ม ECCE อย่างมีนัยสำคัญทั้งที่ 1 สัปดาห์ และ 1 เดือนหลังผ่าตัด(p &lt; 0.001) ภาวะแทรกซ้อนที่พบ ได้แก่ กระจกตาบวม (3.1%) และถุงหุ้มเลนส์ฉีกขาด (1.8%) โดยไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น การติดเชื้อในลูกตา</p> <p>การผ่าตัดต้อกระจกทั้งสองวิธีสามารถฟื้นฟูการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธี phacoemulsification ให้ผลลัพธ์ดีกว่า ECCE อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการศึกษาเป็นแบบย้อนหลังและไม่ได้ปรับ Confounder factor ผลลัพธ์จึงควรตีความด้วยความระมัดระวัง และควรมีการศึกษาติดตามในระยะยาวเพื่อยืนยันผล</p> ธมนวรรณ โสระเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2025-10-28 2025-10-28 4 4 31 44 การพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินแบบบูรณาการ ในพื้นที่อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/4752 <p>ภาวะจิตเวชฉุกเฉินในพื้นที่ชนบทห่างไกลเป็นความท้าทายที่สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากร การเข้าถึงบริการ และการขาดกลไกประสานงานที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนารูปแบบการแพทย์ฉุกเฉินแบบบูรณาการโดยมีชุมชนเป็นฐาน เพื่อแก้ไขช่องว่างดังกล่าว วัตถุประสงค์: เพื่อ 1) วิเคราะห์สถานการณ์และความต้องการจำเป็นในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน 2) พัฒนารูปแบบการแพทย์ฉุกเฉินแบบบูรณาการ และ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ระเบียบวิธีวิจัย: เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการ 4 ระยะในพื้นที่อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 15 คนในระยะพัฒนารูปแบบ และผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช 60 คนในระยะประเมินผล เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.80-1.00) และความเที่ยง (Cronbach’s Alpha = 0.82) และแนวคำถามสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน (Paired t-test, Chi-square) และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย: ระยะที่ 1 พบว่าระบบเดิมขาดการประสานงาน ผู้ดูแลขาดความรู้เรื่องสัญญาณเตือน และพึ่งพิงเครือข่ายไม่เป็นทางการ ระยะที่ 2 ได้ “รูปแบบการดูแลฉุกเฉินจิตเวชแบบบูรณาการฉบับโนนคูณ” ซึ่งประกอบด้วย 1) ระบบการคัดแยก ณ จุดเกิดเหตุ 2) คู่มือปฏิบัติการสำหรับทีมสหวิชาชีพ และ 3) เครือข่ายเฝ้าระวังโดยชุมชน ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ 10 สัปดาห์ พบว่าผู้ดูแลมีความรู้เรื่องสัญญาณเตือนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt;.001) การแจ้งเหตุผ่านระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) เพิ่มขึ้นจาก 46.1% เป็น 90.0% (p &lt;.001) การเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้น 84.3% และอุบัติการณ์ความรุนแรงในชุมชนลดลง 90.4% สรุป: รูปแบบการแพทย์ฉุกเฉินแบบบูรณาการที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความรุนแรง และเสริมสร้างขีดความสามารถของชุมชนในการจัดการภาวะจิตเวชฉุกเฉิน จึงควรได้รับการพิจารณาเพื่อขยายผลในพื้นที่ชนบทอื่น ๆ ต่อไป</p> พนิดา สารกอง สิริมาบังอร หลาวทอง พรชัย คำจันทร์ลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ววารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2025-11-13 2025-11-13 4 4 45 52 การจัดการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพและบริการสุขภาพที่ผิดกฎหมายในยุคดิจิตอล จังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้ Application https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/4561 <p>งานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านสาธารณสุขมีภารกิจเฝ้าระวัง/ ตรวจสอบ/ ควบคุมกำกับด้านการโฆษณาผลิตภัณฑ์ และบริการสุขภาพตลอดจนพัฒนาระบบการจัดการความเสี่ยงด้านสื่อภายในจังหวัดศรีสะเกษ ประกอบกับมีนโยบายส่งเสริม/ป้องกันและการคุ้มครองผู้บริโภค ประชาชนได้รับการคุ้มครองการบริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและบริการสุขภาพ มีความปลอดภัยช่องทางการโฆษณาจากสื่อ การโฆษณาโอ้อวดเกินจริง ที่อ้างสรรพคุณเกินจริงหลอกลวงทำให้เข้าใจผิดส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคสูญเสียเงินและได้รับอันตรายต่อสุขภาพ ได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพและบริการสุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่เหมาะสม วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์การโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ/พัฒนากลยุทธ์การเฝ้าระวังและจัดการโฆษณาที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในจังหวัดศรีสะเกษ ระเบียบวิจัย Action research ระยะเวลาการดำเนินการ มิถุนายน 2566 – 1 กรกฎาคม 2567 ประชากรที่ศึกษา สถานีวิทยุกระจายเสียง 80 แห่ง,สถานบริการสุขภาพเอกชน 401 แห่ง,แพลตฟอร์มออนไลน์ 8 แพลตฟอร์ม สถิติที่ใช้ จำนวน/ร้อยละ การดำเนินงาน ศึกษาปัญหา สืบค้นข้อมูล ทบทวนวรรณกรรม วางแผน สร้างเครือข่ายในการจัดการโฆษณา, สร้างเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล/รายงานโฆษณาที่ผิดกฎหมายภายในจังหวัด สื่อสารนโยบายให้ผู้รับผิดชอบงานและเครือข่ายใช้เครื่องมือที่พัฒนา มีการพัฒนา ขยายผลเครื่องมือต่อยอด Dashboard ในการวิเคราะห์จำแนก แจกแจง ความถี่ สถิติในการเกิด event งานโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพและบริการสุขภาพภายในจังห วัด นำไปสู่การกำกับ ติดตาม และจัดการปัญหาการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพและบริการสุขภาพในพื้นที่</p> <p>ผลการศึกษา ความครอบคลุมในการเฝ้าระวังงานโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและการบริการสุขภาพที่ผิดกฎหมายทางสื่อ 100% การปิดกั้นสื่อและกด Report ในสื่อออนไลน์ 8 แฟลตฟอร์ม (Facebook, Line, twitter, Instagram, YouTube, Shopee, Lazada, TikTok) สื่อวิทยุกระจายเสียง,ป้าย,สื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหมด 684 ชิ้นงาน ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เสี่ยงผิดกฎหมาย 376 ชิ้นงาน (ร้อยละ 54.97) และบริการสุขภาพที่เสี่ยงผิดกฎหมาย 308 ชิ้นงาน (ร้อยละ 45.03) ปี 2565 ส่งดำเนินคดี 8 ชิ้น, สั่งระงับโฆษณา 5 ชิ้น (ทางสื่อวิทยุ) ปี 2566 ส่งดำเนินคดี 6 ชิ้น/ สั่งระงับโฆษณา 1 (ทางสื่อวิทยุ) ปี 2567 ส่งดำเนินคดี 2 ชิ้น, สั่งระงับโฆษณา (กำลังดำเนินการ) และสั่งระงับการโฆษณาสถานบริการสุขภาพ 12 แห่ง และกำลังดำเนินคดี 7 แห่ง การจัดการปัญหาโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อวิทยุกระจายเสียงที่ผิดกฎหมายโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพกลุ่มเสี่ยงที่ผิดกฎหมายลดลง ปี 2566 ลดลง ร้อยละ 70 และ ปี 2567 ลดลง ร้อยละ 66.7 สรุปและข้อเสนอแนะ การจัดการโฆษณาที่ผิดกฎหมายต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง นโยบาย ผู้บริหาร เครือข่าย เครื่องมือ แนวทางการปฏิบัติงาน และการบังคับใช้กฎหมายหน่วยงานกำกับดูแลควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ตรวจสอบโฆษณาอย่างสม่ำเสมอ ดำเนินการกับ ผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สื่อสารประชาสัมพันธ์ การรู้เท่าทันโฆษณาและความร่วมมือของผู้ประกอบการควรมีการกำกับดูแลตนเอง โฆษณาอย่างถูกต้อง ไม่โอ้อวดเกินจริง ไม่โฆษณาที่ไม่เหมาะสม</p> <p><strong> </strong></p> สิรินญา ปาทาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2025-11-27 2025-11-27 4 4 53 66 รูปแบบกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพกายและจิตใจของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโรคถุงลมโป่งพองในโรงพยาบาลปะคำ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5103 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ที่ประยุกต์ใช้วงจร PAOR (Plan-Act-Observe-Reflect) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพให้กับผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง 2) พัฒนารูปแบบกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพกายและจิตใจของผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง 3) ประเมินสถานการณ์ด้านสุขภาพกายและจิตใจของผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองหลังการใช้รูปแบบกิจกรรม และ 4) เปรียบเทียบสุขภาพกายและจิตใจของผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองก่อนและหลังการใช้รูปแบบกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพในโรงพยาบาลปะคำ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 10 คน 2) ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองสำหรับศึกษาความต้องการจำเป็น จำนวน 103 คน และ 3) ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองสำหรับทดลองใช้รูปแบบกิจกรรม จำนวน 34 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความต้องการจำเป็น แบบประเมินรูปแบบกิจกรรม และแบบประเมินสถานการณ์สุขภาพ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มีค่า IOC ระหว่าง 0.66–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.826 และ 0.802 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ค่าดัชนี PNI modified และสถิติเชิงอนุมาน (Paired t-test) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพ 3 อันดับแรก ได้แก่ การจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อคลายความเครียด(PNI = 0.634) การมอบรางวัลให้กับผู้ป่วยที่ดูแลสุขภาพดี(PNI = 0.563) และการบริหารกล้ามเนื้อแขนและขา(PNI = 0.517) ตามลำดับ 2) รูปแบบกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพ "ปะคำ-แคร์ โมเดล" (Pakham CARE Model) ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 รูปแบบ ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมโภชนาการเพื่อระบบทางเดินหายใจ( = 4.27, S.D. = 0.55) กิจกรรมส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย( = 4.23, S.D. = 0.51) กิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณและจิตใจ( = 4.19, S.D. = 0.53) และกิจกรรมสร้างแรงจูงใจและความสัมพันธ์ทางสังคม( = 4.18, S.D. = 0.46) โดยทั้ง 4 รูปแบบได้รับการประเมินในระดับมากทั้งหมด 3) สถานการณ์ด้านสุขภาพกายและจิตใจของผู้ป่วยหลังการใช้รูปแบบกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก( = 3.77, S.D. = 0.66) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า สุขภาพจิตใจมีค่าเฉลี่ยสูงสุด( = 3.80, S.D. = 0.42) รองลงมาคือสุขภาพกาย( = 3.75, S.D. = 0.90) และ 4) ผู้ป่วยมีคะแนนสุขภาพกายและจิตใจหลังการใช้รูปแบบกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสุขภาพจิตใจมีการพัฒนาสูงกว่าสุขภาพกาย สรุปได้ว่า รูปแบบกิจกรรมฟื้นฟูสุขภาพที่พัฒนาขึ้นเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิผลและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลชุมชนหรือพื้นที่ชนบทที่มีทรัพยากรจำกัดได้ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการดูแลแบบองค์รวม</p> ละมัย ปูสารัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2025-12-29 2025-12-29 4 4 67 82 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ตำบลโนนสัง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/5102 <p>การวิจัยเรื่อง "ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ตำบลโนนสัง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินผลการใช้โปรแกรมการจัดการตนเองในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้แบบเดิม (2) พัฒนาโปรแกรมใหม่ โดยใช้ Community-Based Participatory Research (CBPR) และ (3) ทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมใหม่ต่อการควบคุมระดับน้ำตาล ความรู้ ทักษะการจัดการตนเอง และคุณภาพชีวิต การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ทดลองใช้โปรแกรมแบบเดิมกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ (HbA1c ≥ 7%) จำนวน 30 คน เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ระยะที่ 2 พัฒนาโปรแกรมใหม่ โดยใช้ Community-Based Participatory Research (CBPR) กับคณะทำงาน 26 คน จากนั้นทดสอบเบื้องต้น 2 รอบ กับผู้ป่วย 18 คน เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโปรแกรม ระยะที่ 3 ทดสอบประสิทธิผลโปรแกรมใหม่ กับกลุ่มตัวอย่าง 60 คน (กลุ่มทดลอง 30 คน กลุ่มควบคุม 30 คน) ระยะเวลา 12 สัปดาห์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมแบบเดิมมีประสิทธิผลต่ำ ระดับ HbA1c ลดลงเพียง 0.62% (จาก 8.68% เป็น 8.06%, p&lt;0.001) และมีเพียงร้อยละ 16.67 ที่ควบคุมได้ดี (HbA1c &lt; 7%) ความรู้เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 9.20 (p&lt;0.001) ทักษะการจัดการตนเองเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5.86 (p&lt;0.05) และคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.60 (p&lt;0.05) สะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาโปรแกรมใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน การพัฒนา NCS-SManMod (Non Sang Community-Based Self-Management Model: โมเดลจัดการตนเองแบบชุมชนโนนสัง) ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ความรู้ - 3 ครั้ง (2) ทักษะ - 4 ครั้ง (3) แรงจูงใจ - 2 ครั้ง (4) การสนับสนุนทางสังคม - 2 ครั้ง (5) การติดตามอย่างต่อเนื่อง ผลการเปรียบเทียบ NCS-SManMod มีประสิทธิผลสูงกว่าโปรแกรมแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มทดลองมีระดับ HbA1c ลดลง 1.85% (จาก 8.72% เป็น 6.87%, p&lt;0.001) โดยมีขนาดอิทธิพล (Effect Size, Cohen's d) = 1.41 ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่มาก (Large Effect) และร้อยละ 76.67 ควบคุมได้ดี (HbA1c &lt; 7%) เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ HbA1c ลดลงเพียง 0.62% และควบคุมได้ดีเพียงร้อยละ 16.67 กลุ่มทดลองมีผลลัพธ์ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.001) ในทุกตัวแปร ได้แก่ (1) ความรู้: กลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นร้อยละ 48.90 ในขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 9.20 (2) ทักษะการจัดการตนเอง: กลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.57 ในขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5.86 (3) ความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy): กลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.17 ในขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5.17 (4) การสนับสนุนทางสังคม: กลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นร้อยละ 43.77 ในขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.43 (เพิ่มขึ้น 12.8 เท่า) และ (5) คุณภาพชีวิต: กลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.41 ในขณะที่กลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 6.60 ความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.83/5.0) สรุปได้ว่า การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้กระบวนการ CBPR หลังจากประเมินข้อจำกัดของโปรแกรมเดิม ช่วยสร้างโปรแกรมใหม่ที่มีประสิทธิผลสูงกว่าโปรแกรมแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ (HbA1c ลดลง 1.85% เทียบกับ 0.62%) โดยโปรแกรมใหม่มีลักษณะเฉพาะที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง มีส่วนร่วม ยั่งยืน ครอบคลุมทุกมิติ อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ เหมาะสมกับวัฒนธรรม ยืดหยุ่น คุ้มค่า เสริมพลังอำนาจ และขยายผลได้ สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นที่มีบริบทคล้ายคลึงกันได้</p> รัตนาภรณ์ วิทยาขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2025-12-29 2025-12-29 4 4 83 99