วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลการศึกษาวิจัยทางด้านการพัฒนาคุณภาพงานสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุขของบุคลากรสาธารณสุขทั้งใน และนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข</li> <li>เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านสุขภาพของนักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษา</li> <li>เป็นแหล่งวิชาการสำหรับบุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงประชาชนทั่วไปในประเทศและนานาชาติได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนาคุณภาพวิชาการให้เข้าสู่มาตรฐานตามหลักสากล</li> </ol> สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ th-TH วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ 2822-0749 <p>เนื้อหาและข้อมูล (เขียนข้อกำหนด)</p> การพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลด้วยกระบวนการนับคาร์โบไฮเดรต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองหว้า ตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/6027 <p>การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) เป็นกรอบโครงสร้างหลัก ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์ด้วยวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระยะที่ 2 พัฒนาระบบบริการโดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) และระยะที่ 3 ประเมินผลด้วยการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Design) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานในการควบคุมระดับน้ำตาลด้วยกระบวนการนับคาร์โบไฮเดรต ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองหว้า อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 60 คน ดำเนินการ 3 ระยะ ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2569 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Paired Samples t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าอัตราการควบคุม HbA1c ได้ตามเป้าหมายในพื้นที่เพียงร้อยละ 27.22 ต่ำกว่าเป้าหมายกระทรวงสาธารณสุขที่ร้อยละ 40.00 กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดมีความรู้เรื่องการนับคาร์โบไฮเดรตในระดับต่ำ ระบบบริการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การให้ความรู้แบบกลุ่ม 8 ครั้ง การปรึกษาเฉพาะบุคคล การติดตามทางโทรศัพท์ และสื่อการเรียนรู้อาหารอีสาน หลังการทดลองพบว่าคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 17.32 เป็น 37.02 คะแนน ค่า HbA1c ลดลงจากร้อยละ 6.95 เป็นร้อยละ 6.12 ค่า FBS ลดลงจาก 144.95 เป็น 119.85 มก./ดล. ค่า 2hr-PPG ลดลงจาก 198.23 เป็น 163.98 มก./ดล. คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 60.25 เป็น 66.75 คะแนน ซึ่งทุกตัวชี้วัดมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ( = 4.70) สรุปได้ว่า ระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานด้วยกระบวนการนับคาร์โบไฮเดรตที่พัฒนาขึ้นโดยอิงบริบทวัฒนธรรมอาหารอีสานและกระบวนการมีส่วนร่วมสามารถเพิ่มความรู้ พัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเอง และลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การติดตามผลระยะยาวเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยืนยันความคงทนของผลลัพธ์ดังกล่าว</p> สุริชัย ด้วงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2026-09-10 2026-09-10 5 3 1 14 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนของโรงพยาบาลหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/6095 <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Analytical Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนของโรงพยาบาลหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 146 คน จากประชากรบุคลากรโรงพยาบาลหัวตะพานจำนวน 234 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและทดสอบความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation Coefficient) และวิเคราะห์ปัจจัยที่สามารถร่วมอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุน โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis: Enter Method) เพื่อศึกษาว่าปัจจัยด้านลักษณะขององค์การ ลักษณะสภาพแวดล้อมการทำงาน และปัจจัยด้านการบริหารตามแนวคิด POSDCORB สามารถร่วมอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนได้หรือไม่ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 76.03 มีอายุเฉลี่ย 43.08 ปี (S.D. = 8.93) ปัจจัยด้านการบริหารตามแนวคิด POSDCORB โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.94, S.D. = 0.33) และประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 3.98, S.D. = 0.32) บุคลากรที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันมีระดับประสิทธิผลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05) ขณะที่ลักษณะขององค์การ (r = 0.584) สภาพแวดล้อมการทำงาน (r = 0.707) และปัจจัยด้านการบริหารตามแนวคิด POSDCORB โดยรวม (r = 0.830) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และพบว่าตัวแปรพยากรณ์สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนได้ร้อยละ 73.20 (adjusted R² = 0.714) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยสะท้อนว่าประสิทธิผลการบริหารงานสนับสนุนเป็นผลจากปัจจัยเชิงระบบและกระบวนการบริหารมากกว่าคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้รับบริการ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำงานและการบริหารงบประมาณ ซึ่งควรได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรก ผู้บริหารโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กสามารถนำผลการวิจัยนี้ไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรและปรับปรุงกระบวนการบริหารงานสนับสนุนให้สอดคล้องกับภาระงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพบริการภายในองค์กรอย่างยั่งยืนต่อไป</p> ธีรศักดิ์ รัตนเทวะเนตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2026-09-18 2026-09-18 5 3 15 25 การประเมินความเหมาะสมของการใช้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีที่ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันตามแนวทางเวชปฏิบัติ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/6113 <p>การวิจัยแบบผสมผสานเชิงอธิบายเป็นลำดับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสั่งใช้และความเหมาะสมของยาปฏิชีวนะ รวมทั้งบริบทที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสั่งใช้ยาในผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีที่มีโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน ระยะเชิงปริมาณเป็นการทบทวนเวชระเบียนย้อนหลังจำนวน 400 ราย ระหว่าง พ.ศ. 2564–2568 โดยสุ่มอย่างเป็นระบบตามสัดส่วนรายปี และประเมินความเหมาะสมด้านข้อบ่งชี้ ชนิดยา ขนาดยา และระยะเวลารักษาในผู้ได้รับยาปฏิชีวนะ ระยะเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างกับแพทย์ 12 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา ก่อนบูรณาการผลด้วยตารางแสดงผลแบบบูรณาการ การวิจัยดำเนินการระหว่างวันที่ 16 มิถุนายนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วย 104 จากผู้ป่วยทั้งหมด 400 ราย ได้รับยาปฏิชีวนะ ร้อยละ 26.00 และ ผู้ป่วยนอก 67 จากผู้ป่วยนอกทั้งหมด 278 ราย ได้รับยาปฏิชีวนะ ร้อยละ 24.10 โดย ceftriaxone เป็นยาที่ใช้บ่อยที่สุด ในผู้ได้รับยาปฏิชีวนะพบการใช้ยาเหมาะสมครบทุกองค์ประกอบ 54 ราย (ร้อยละ 51.92) และไม่เหมาะสมอย่างน้อยหนึ่งองค์ประกอบ 50 ราย (ร้อยละ 48.08) จากผู้ได้รับยาปฏิชีวนะทั้งหมด 104 ราย โดยพบความไม่เหมาะสมด้านข้อบ่งชี้มากที่สุด จำนวน 36 ราย (ร้อยละ 34.62) รวมทั้ง การรับบริการแบบผู้ป่วยนอก (OR = 2.73; 95% CI: 1.18–6.33; p = 0.024) และการไม่ส่งตรวจอุจจาระ (OR = 4.91; 95% CI: 1.88–12.87; p = 0.001) มีความสัมพันธ์กับการใช้ยาปฏิชีวนะไม่เหมาะสมในการวิเคราะห์ตัวแปรเดียว ผลการสัมภาษณ์ชี้ว่า ความไม่แน่นอนทางคลินิก ภาระงาน ความคาดหวังของผู้ปกครอง และข้อจำกัดของระบบสนับสนุนการตัดสินใจเกี่ยวข้องกับรูปแบบการสั่งใช้ยา สรุปได้ว่า ผู้ได้รับยาปฏิชีวนะเกือบครึ่งหนึ่งมีการใช้ยาไม่เหมาะสมอย่างน้อยหนึ่งองค์ประกอบ โดยพบความไม่เหมาะสมด้านข้อบ่งชี้มากที่สุด ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนามาตรการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล จึงควรส่งเสริมการใช้แนวทางเวชปฏิบัติ การทบทวนการสั่งยา และการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก</p> วีวิกา บุญวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2026-09-24 2026-09-24 5 3 26 40 ประสิทธิผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านสถานีสุขภาพชุมชนร่วมกับระบบสุขภาพทางไกล ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านม่วงแยก อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/6182 <p>การวิจัย​กึ่ง​ทดลอง​แบบ​สอง​กลุ่ม​วัดผล​ก่อน​และ​หลัง​การทดลอง​ครั้งนี้ มี​วัตถุประสงค์​เพื่อ​เปรียบเทียบ​ความรู้​เกี่ยวกับ​โรคเบาหวาน แรงจูงใจ​ใน​การ​ดูแล​ตนเอง ทักษะ​การ​จัดการ​ตนเอง พฤติ​กรรมการ​ดูแล​ตนเอง และ​ระดับ​น้ำตาล​ใน​เลือด ก่อน​และ​หลัง​การ​ใช้​โปรแกรม​ของ​กลุ่ม​ทดลอง และ​​ระหว่าง​กลุ่ม​ทดลอง​กับ​กลุ่ม​เปรียบเทียบ​ภายหลัง​การทดลอง กลุ่มตัวอย่าง​เป็น​ผู้ป่วย​เบาหวาน​ชนิด​ที่ 2 ที่​ควบคุม​ระดับ​น้ำตาล​ใน​เลือด​ไม่​ได้ จำนวน 64 คน แบ่ง​เป็น​กลุ่ม​ทด​ลอง 32 คน และ​กลุ่ม​เปรียบเทียบ 32 คน คัดเลือก​ด้วย​การ​สุ่ม​อย่าง​เป็นระบบ​ตาม​เกณฑ์​คัด​เข้า​และ​คัดออก กลุ่ม​ทดลอง​ได้รับ​โปรแกรม​ที่​พัฒนา​ขึ้น​ตาม​แบบจำลอง​ข้อมูลข่าวสาร แรงจูงใจ และ​ทักษะ​เชิง​พฤติกรรม เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ประกอบด้วย​กิจกรรม​​ที่​สถานี​สุขภาพ​ชุมชน 7 กิจกรรม การ​ตรวจ​ติด​ตามที่​สถานี​สุขภาพ​ชุมชน 4 ครั้ง การ​ให้คำปรึกษา​ผ่าน​ระบบ​สุขภาพ​ทางไกล 2 ครั้ง และ​สร้างแรงจูงใจ​ผ่าน​​แอปพลิเคชัน​ไลน์​ตลอด​โปรแกรม ส่วน​กลุ่ม​เปรียบเทียบ​ได้รับ​การ​ดูแล​ตาม​​ปกติ เครื่องมือ​เก็บ​ข้อมูล​เป็น​แบบสอบถาม 5 ส่วน มีค่า​ความเชื่อมั่น​ระหว่าง 0.780–0.940 และ​การ​ตรวจ​ระดับ​น้ำตาล​ใน​เลือด​หลัง​อดอาหาร​ด้วย​วิธี​เจาะ​ปลายนิ้ว วิเคราะห์​ข้อมูล​ด้วย​สถิติ​เชิง​พรรณนา สถิติ​การทดสอบค่า​ที​ มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือน สิงหาคม 2569</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 10.59 เป็น 17.66 คะแนน (MD = 7.07, 95% CI = 6.44 ถึง 7.68) แรงจูงใจในการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 35.34 เป็น 53.00 คะแนน (MD = 17.66, 95% CI = 16.08 ถึง 19.23) ทักษะการจัดการตนเองเพิ่มขึ้นจาก 26.16 เป็น 50.50 คะแนน (MD = 24.34, 95% CI = 22.77 ถึง 25.92) พฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 70.09 เป็น 130.66 คะแนน (MD = 60.57, 95% CI = 57.58 ถึง 63.55) และระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารจากเลือดฝอยลดลงจาก 158.03 เป็น 135.34 mg/dL (MD = 22.69, 95% CI = 19.71 ถึง 25.67) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัวแปร (p &lt; 0.001) ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบไม่พบความแตกต่างในตัวแปรใด และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มเปรียบเทียบภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน 17.66 คะแนน สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบซึ่งมีค่าเฉลี่ย 11.41 คะแนน (MD = 6.25, 95% CI = 5.39 ถึง 7.11) แรงจูงใจในการดูแลตนเอง 53.00 คะแนน สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบซึ่งมีค่าเฉลี่ย 37.09 คะแนน (MD = 15.91, 95% CI = 13.57 ถึง 18.25) ทักษะการจัดการตนเอง 50.50 คะแนน สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบซึ่งมีค่าเฉลี่ย 27.00 คะแนน (MD = 23.50, 95% CI = 21.09 ถึง 25.91) พฤติกรรมการดูแลตนเอง 130.66 คะแนน สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบซึ่งมีค่าเฉลี่ย 73.75 คะแนน (MD = 56.91, 95% CI = 53.24 ถึง 60.57) และมีระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารจากเลือดฝอย 135.34 mg/dL ต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบซึ่งมีค่าเฉลี่ย 163.22 mg/dL (MD = −27.88, 95% CI = −40.38 ถึง −15.37) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัวแปร (p &lt; 0.001) ผลการศึกษาสนับสนุนว่าโปรแกรมนี้อาจช่วยยกระดับความรู้ แรงจูงใจ ทักษะการจัดการตนเอง และพฤติกรรมการดูแลตนเอง ตลอดจนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารในระยะสั้น</p> มุทิตา สัมพุทธานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2026-09-29 2026-09-29 5 3 41 54 ความสัมพันธ์ระหว่างอายุของมารดากับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักทารกตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 1 เดือน: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 จังหวัดกาญจนบุรี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/6162 <p>การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักทารกในช่วงเดือนแรกหลังคลอดเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเจริญเติบโต การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอายุของมารดากับอัตราการเพิ่มน้ำหนักเฉลี่ยต่อวันของทารกตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุประมาณ 1 เดือน โดยกำหนดเป็นช่วงอายุ 30–40 วันหลังคลอด เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังในคู่มารดา–ทารกที่คลอดในโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้ข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568 และดำเนินการวิจัยระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 28 สิงหาคม 2569 จากข้อมูลทั้งหมด 845 คู่ มีข้อมูลเข้าเกณฑ์วิเคราะห์ 685 คู่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สหสัมพันธ์เพียร์สันและสเปียร์แมน และการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าอายุมารดาเฉลี่ย 28.51±6.27 ปี ทารกมีอัตราการเพิ่มน้ำหนักเฉลี่ย 32.38±8.78 กรัม/วัน โดยทารกในกลุ่มมารดาอายุน้อยกว่า 20 ปี อายุ 20–34 ปี และอายุ 35 ปีขึ้นไป มีอัตราการเพิ่มน้ำหนักเฉลี่ย 33.01±9.14, 32.35±8.73 และ 32.13±8.87 กรัม/วัน ตามลำดับ ซึ่งไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.801) ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างอายุมารดาแบบต่อเนื่องกับอัตราการเพิ่มน้ำหนักเฉลี่ยต่อวัน (r=-0.021, p=0.581) และภายหลังปรับปัจจัยร่วมยังไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอายุมารดากับอัตราการเพิ่มน้ำหนักเฉลี่ยต่อวันของทารก ขณะที่เพศทารกและน้ำหนักแรกเกิดมีความสัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มน้ำหนักเฉลี่ยต่อวันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยผลการศึกษานี้สนับสนุนให้การติดตามการเจริญเติบโตของทารกในช่วงเดือนแรก พิจารณาปัจจัยพื้นฐานของทารก โดยเฉพาะน้ำหนักแรกเกิด ร่วมกับปัจจัยด้านมารดาและการคลอด มากกว่าการใช้อายุมารดาเพียงปัจจัยเดียว</p> อรุชา วงศ์พีรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2026-10-05 2026-10-05 5 3 55 67 ปัจจัยด้านมารดาและการคลอดที่สัมพันธ์กับภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิดระยะแรกหลังคลอด (Early-Onset Neonatal Sepsis) โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 จังหวัดกาญจนบุรี: การศึกษาแบบย้อนหลัง ปี พ.ศ. 2567-2568 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SJRH/article/view/6129 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังจากเวชระเบียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเกิดภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิดระยะแรกหลังคลอด เปรียบเทียบปัจจัยด้านมารดาและการคลอดระหว่างกลุ่มที่มีและไม่มีภาวะติดเชื้อ และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิดระยะแรกหลังคลอด ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 จังหวัดกาญจนบุรี ประชากรเป็นทารกแรกเกิดที่คลอดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 1,586 ราย ภายหลังการคัดเลือกตามเกณฑ์สามารถนำเวชระเบียนมาวิเคราะห์ได้ 1,212 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่มีภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิดระยะแรกหลังคลอด 89 ราย และกลุ่มที่ไม่มีภาวะดังกล่าว 1,123 ราย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนจำนวน 28 ข้อ แบ่งเป็น 4 ส่วน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิดระยะแรกหลังคลอดด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบตัวแปรเดียวและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปรแบบปรับโทษของเฟิร์ธ โดยรายงานค่าอัตราส่วนโอกาสและช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 โดยเริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลภายหลังได้รับการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเวชระเบียน</p> <p>ผลการศึกษาพบการเกิดภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิดระยะแรกหลังคลอดร้อยละ 7.34 หรือประมาณ 73 รายต่อเวชระเบียนที่นำมาวิเคราะห์ 1,000 ราย ปัจจัยที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่ม ได้แก่ การติดเชื้อของมารดาที่ได้รับการวินิจฉัยก่อนการเกิดภาวะติดเชื้อในทารก ภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบ ไข้ระหว่างคลอด การคลอดก่อนกำหนด ถุงน้ำคร่ำแตกนานตั้งแต่ 18 ชั่วโมงขึ้นไป และน้ำคร่ำมีขี้เทาปน เมื่อควบคุมอิทธิพลของปัจจัยอื่น พบว่าการติดเชื้อของมารดาที่ได้รับการวินิจฉัยก่อนการเกิดภาวะติดเชื้อในทารก (Adjusted OR = 5.72, 95% CI = 2.91–11.24, p &lt; 0.001) และไข้ระหว่างคลอด (Adjusted OR = 5.14, 95% CI = 1.75–15.12, p = 0.003) มีความสัมพันธ์กับภาวะติดเชื้อในทารกแรกเกิดระยะแรกหลังคลอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น ทารกที่เกิดจากมารดาที่มีการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์หรือระยะคลอด หรือมีไข้ระหว่างคลอด ควรได้รับการประเมินและเฝ้าระวังภาวะติดเชื้ออย่างใกล้ชิดภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เพื่อให้สามารถตรวจพบและให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที</p> บงกช เจริญลาภสวัสดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและพัฒนาสุขภาพศรีสะเกษ https://creativecommons.org/licenses 2026-10-08 2026-10-08 5 3 68 82