https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
2026-07-26T19:13:18+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.เตชภณ ทองเติม
spsc_journal@sskru.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (Journal of Sports Science and Health Innovation, Rajabhat University Group of Thailand: SHIRT) เป็นวารสารทางวิชาการของ เครือข่ายสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การออกกำลังกาย พลศึกษา สุขศึกษา นันทนาการ และการบูรณาการศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพสู่ชุมชนและท้องถิ่น <strong>โดยบทความ ตั้งเเต่ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (ปี พ.ศ. 2570)</strong> <strong>ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสถาบันในสาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 2 ท่าน/บทความ </strong>และมีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม) ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน) ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน) และ ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>ISSN : 2821-9511 (Online)</strong></p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5562
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแรงต้านที่มีผลต่อสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ ในนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
2026-05-07T17:26:07+07:00
ธนาศิลป์ ทองสมจิตต์
thanasin.educu@gmail.com
จิตติ ชนะฤทธิชัย
tataejitti@kru.ac.th
นุชษรา ติเยาว์
nan.nutsara@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแรงต้านที่มีต่อสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี 2) เพื่อศึกษาผลของปัจจัยด้านเพศที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแรงต้าน และ 3) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแรงต้านและเพศที่มีต่อสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ ใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ 2 × 2 factorial design กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี อายุระหว่าง 18–25 ปี จำนวน 40 คน คัดเลือกด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองเพศชาย กลุ่มทดลองเพศหญิง กลุ่มควบคุมเพศชาย และกลุ่มควบคุมเพศหญิง กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแรงต้านเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ความอ่อนตัวของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความอดทนของกล้ามเนื้อ และความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Two-way analysis of variance (ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมการออกกำลังกายแบบแรงต้านส่งผลให้สมรรถภาพทางกายด้านความอ่อนตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และความอดทนของระบบหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ดัชนีมวลกายไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ไม่พบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงสมรรถภาพทางกายระหว่างนักศึกษาเพศชายและเพศหญิง และไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแรงต้านและเพศ สรุปได้ว่าโปรแกรมการออกกำลังกายแบบแรงต้านสามารถส่งเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมสามารถยืนยันนำไปใช้เป็นมาตรฐานสำหรับนักศึกษาได้โดยไม่ต้องแยกตารางฝึกตามเพศ</p>
2026-07-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5387
การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานแบบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ของนักกีฬาฟุตบอลที่มีศักยภาพสูง
2026-03-25T00:27:50+07:00
ณัฏฐนันท์ ศศะรมย์
nattanan_sasa@hotmail.com
อัชรัฐ ยงทวี
nattanan_sasa@hotmail.com
ทวีศักดิ์ ประสิทธิ์อ้น
nattanan_sasa@hotmail.com
ธิติวัฒน์ น้อยคำเมือง
nattanan_sasa@hotmail.com
ณัฏฐ์พัชร์ ยุติธรรม
nattanan_sasa@hotmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานแบบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสมรรถภาพทางกายสำหรับนักกีฬาฟุตบอลที่มีศักยภาพสูง โดยใช้แบบทดสอบ Arrowhead Agility Test เป็นเครื่องมือในการประเมิน การวิจัยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายในการคัดเลือกสโมสรฟุตบอลที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกระดับ T1 จำนวน 4 สโมสร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพที่ไม่จำกัดช่วงอายุ จำนวนทั้งสิ้น 88 คน ประกอบด้วย ผู้รักษาประตู 8 คน กองหลัง 26 คน กองกลาง 35 คน และกองหน้า 19 คน ผลการวิจัยพบว่า ผลการทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวด้วยวิธี Arrowhead Agility Test มีค่าเฉลี่ยการวิ่งวนด้านขวา 8.95 วินาที การวิ่งวนด้านซ้าย 9.05 วินาที และเวลารวมทั้งสองทิศทางเท่ากับ 18.00 วินาที จากผลการศึกษาสามารถพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานแบบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวสำหรับนักกีฬาฟุตบอลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาฟุตบอลสู่ความเป็นเลิศและการกีฬาอาชีพในอนาคตได้</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5615
ผลของการเต้นแอโรบิกทวิสต์บอร์ดที่มีต่อความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา
2026-05-09T12:58:23+07:00
การะเกด หัตถกิจวิไล
karaked.hu@bsru.ac.th
อรพิมล กิตติธีรโสภณ
karaked.hu@bsru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดของนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา ก่อนและหลังการฝึกการเต้นแอโรบิกทวิสต์บอร์ด กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่ศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ปีการศึกษา 2568 ชั้นปีที่ 1 – 3 จำนวน 30 คน อายุ 18 – 22 ปี ด้วยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) มีความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดอยู่ในระดับปานกลางลงมา เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1. รูปแบบการเต้นแอโรบิกทวิสต์บอร์ด ระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงประจักษ์จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และ 2. แบบทดสอบความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด (รายการยืนยกเข่าขึ้นลง 3 นาที) วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Samples t-test และการหาขนาดอิทธิพล (Cohen’s <em>d</em>) ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 66.67 และเพศหญิง ร้อยละ 33.33 ภายหลังการฝึก เพศชายมีความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดสูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(19) = -10.59, p < .001, Cohen’s <em>d </em>= 2.35) เช่นเดียวกับเพศหญิงที่มีคะแนนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(9) = -6.71, p < .001, Cohen’s <em>d</em> = 2.11) สรุปได้ว่าการเต้นแอโรบิกทวิสต์บอร์ดสามารถพัฒนาความอดทนของระบบหัวใจและไหลเวียนเลือดของนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือส่งเสริมสมรรถภาพทางกายได้</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5570
ผลของการฝึกแบบสถานีที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของผู้ชาย ที่มีน้ำหนักปกติและผู้ชายที่มีน้ำหนักเกิน
2026-05-15T16:51:36+07:00
อทิติ วลัญช์เพียร
athiti.vp@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกแบบสถานีต่อสมรรถภาพทางกายของผู้ชายที่มีน้ำหนักปกติและน้ำหนักเกิน กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายอายุ 20–25 ปี จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองน้ำหนักปกติ กลุ่มทดลองน้ำหนักเกิน และกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการฝึกแบบสถานี สัปดาห์ละ 3 วัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยมี 10 สถานีต่อครั้ง ทำการทดสอบสมรรถภาพก่อนและหลังการฝึก ทำการเปรียบเทียบผลของการฝึกก่อนและหลังภายในกลุ่มตัวอย่างด้วยการทดสอบทีสำหรับสองกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน และเปรียบเทียบผลของการฝึกระหว่างกลุมตัวอย่างด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมทางเดียวโดยใช้ LSD post hoc test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่มมีสมรรถภาพทางกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ในทุกตัวแปร ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลง ผลการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มทดลองมีสมรรถภาพทางกายดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ พบขนาดอิทธิพล (effect size) อยู่ในระดับสูง โดยพบว่าการยืนยกเข่าขึ้นลง 3 นาที (η² = .774) และการลุกนั่ง (η² = .635) มีขนาดค่าอิทธิสูงขึ้นมากที่สุด 2 อันดับแรก ข้อมูลจากการวิจัยสามารถสรุปได้ว่า การฝึกแบบสถานีเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาสมรรถภาพทางกายในผู้ชายทั้งกลุ่มน้ำหนักปกติและน้ำหนักเกิน</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5616
การพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวและความเร็วในกีฬาฟุตบอลโดยใช้รูปแบบการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับการฝึกแบบผสมผสานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-05-14T13:27:13+07:00
จักรี ขันตยาภรณ์
689191021@mail.pbru.ac.th
ธำรงค์ บุญพรหม
thamrong_3@hotmail.com
ยุพิน ยืนยง
yupin.yue@mail.pbru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความคล่องแคล่วว่องไวในกีฬาฟุตบอลหลังการใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับการฝึกแบบผสมผสานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เพื่อเปรียบเทียบความเร็วในกีฬาฟุตบอลหลังการใช้รูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับการฝึกแบบผสมผสานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ร่วมกับการฝึกแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดกุฏิ (ชุ่มประชารังสรรค์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 10 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ Pre<strong>-</strong>Experimental Designs แบบหนึ่งกลุ่มทดสอบเฉพาะหลังการทดลอง ระยะเวลาทดลอง 10 สัปดาห์ รวม 10 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 10 แผน แบบทดสอบวิ่งอ้อมหลัก (Zig<strong>-</strong>Zag Run) แบบทดสอบวิ่ง 50 เมตร และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (One Sample t<strong>-</strong>test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคล่องแคล่วว่องไวของนักเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8<strong>.</strong>30 คะแนน (ร้อยละ 83<strong>.</strong>00) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความเร็วของนักเรียนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8<strong>.</strong>80 คะแนน (ร้อยละ 88<strong>.</strong>00) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<strong>𝑥̅</strong><strong> = </strong>4<strong>.</strong>32, S<strong>.</strong>D<strong>. = </strong>0<strong>.</strong>37)</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5471
การพัฒนาพฤติกรรมการบริโภคอาหารตามวัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเชิงรุก
2026-04-16T16:50:45+07:00
ณิชกมล ทำนา
nitchakamon098@gmail.com
ปาริชาติ ประเสริฐสังข์
Nong234234@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ด้านโภชนาการและส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอาหารตามวัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเชิงรุก ดำเนินการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนร่องคำวิทยานุกูล จำนวน 15 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเชิงรุกจำนวน 12 แผน แบบทดสอบความรู้ด้านโภชนาการ และแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การดำเนินการวิจัยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการจำนวน 3 วงจร โดยในแต่ละวงจรประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญตามแนวคิด PAOR ได้แก่ การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) เพื่อให้เกิดการพัฒนาพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการทดสอบทีสำหรับกลุ่มเป้าหมายสัมพันธ์ (paired-sample t-test) และการวิเคราะห์ขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความรู้ด้านโภชนาการของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกวงจร โดยค่าเฉลี่ยเพิ่มจาก 7.20 (SD = 2.95) ในวงจรที่ 1 เป็น 12.60 (SD = 1.70) ในวงจรที่ 3 และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง (d = 0.76–1.65) แสดงถึงนัยสำคัญเชิงปฏิบัติของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ นอกจากนี้ ผลการพัฒนาพฤติกรรมในทิศทางเดียวกับความรู้ที่ตั้งไว้ โดยข้อมูลเชิงคุณภาพพบว่านักเรียนมีพัฒนาการด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมมากขึ้น สามารถวิเคราะห์ข้อมูลโภชนาการ เลือกบริโภคอาหารอย่างมีเหตุผล และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยสรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเชิงรุกบูรณาการร่วมกับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทั้งความรู้และพฤติกรรมสุขภาพของผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5499
ผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาแบดมินตันโดยใช้รูปแบบการฝึกแบบผสมผสานที่มีต่อ สมรรถภาพทางกายและทักษะการเคลื่อนไหวของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม
2026-04-17T23:50:16+07:00
วชิรวิทย์ ช้างแก้ว
Wachiravit.c@chula.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายและทักษะการเคลื่อนไหวก่อนและหลังการทดลองของนักเรียน และ 2) เปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายและทักษะการเคลื่อนไหวหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 50 คน คัดเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการฝึกแบบผสมผสาน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผน แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย และแบบทดสอบทักษะการเคลื่อนไหว ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ในระดับสูง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน (Paired Sample t-test) และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างอิสระ (Independent Samples t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 พร้อมรายงานขนาดอิทธิพล (Effect size: Cohen’s d) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีสมรรถภาพทางกายและทักษะการเคลื่อนไหวหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบหลังการทดลองระหว่างกลุ่ม พบว่า กลุ่มทดลองมีสมรรถภาพทางกายและทักษะการเคลื่อนไหวสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีขนาดอิทธิพลในระดับปานกลางถึงสูง สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้รายวิชาแบดมินตันโดยใช้รูปแบบการฝึกแบบผสมผสานมีประสิทธิผลในการพัฒนาสมรรถภาพทางกายและทักษะการเคลื่อนไหวของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญ และมีความสำคัญเชิงปฏิบัติ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาเพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5402
การวิ่งลงเนิน: กลไกการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย และแนวทางการฝึกเพื่อการปรับตัวของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
2026-04-11T23:20:48+07:00
จตุรภุช บุษรา
kanup2ku@gmail.com
นิรอมลี มะกาเจ
kanup2ku@gmail.com
<p>การวิ่งลงเนินเป็นรูปแบบการออกกำลังกายที่มีลักษณะเด่นด้านการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบเอคเซนตริคในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายและความล้าของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ บทความการทบทวนวรรณกรรมเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทบทวนกลไกการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย จากการวิ่งลงเนิน 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับความเสียหายของกล้ามเนื้อ และ 3) แนวทางการฝึกเพื่อส่งเสริมการปรับตัวของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า ความลาดชัน ความเร็ว ระยะเวลาในการวิ่ง และระดับความเฉพาะเจาะจงของการฝึก เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดระดับการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย โดยสามารถประเมินได้จากการลดลงของแรงหดตัวกล้ามเนื้อแบบเกร็งค้างสูงสุด ระดับครีเอทีนไคเนสในกระแสเลือด และอาการปวดกล้ามเนื้อภายหลังการออกกำลังกาย นอกจากนี้ ปัจจัยเชิงชีวกลศาสตร์ เช่น ความถี่และระยะการก้าว รูปแบบการวางเท้า และองค์ประกอบของร่างกายมีบทบาทต่อการกระจายแรงและภาระเชิงกลที่เกิดขึ้นระหว่างการวิ่งลงเนิน กลไกการปรับตัวของระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่สำคัญ ได้แก่ การฝึกซ้อมเป็นชุดซ้ำ ซึ่งช่วยลดระดับความเสียหายจากการกระตุ้นซ้ำในครั้งถัดไป รวมถึงการปรับโปรแกรมฝึก การควบคุมเทคนิคการวิ่ง และการใช้อุปกรณ์เสริม เช่น ถุงน่องรัดกล้ามเนื้อที่อาจช่วยลดภาระเชิงกลและสนับสนุนการฟื้นตัว โดยสรุป การเข้าใจกลไกการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย และการจัดการภาระการฝึกอย่างเหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและส่งเสริมประสิทธิภาพการวิ่งลงเนิน ทั้งนี้ผู้ฝึกสอนหรือนักกีฬาวิ่งเทรลสามารถนำข้อมูลจากการศึกษาไปปรับปรุงและพัฒนาแผนการฝึกซ้อมการวิ่งลงเนินในกลุ่มนักกีฬาวิ่งเทรลและกลุ่มนักกีฬาวิ่งเทรลสมัครเล่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายในการฝึกซ้อมหรือแข่งขันได้</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5112
พฤติกรรมการป้องกันตนเองทางด้านสุขภาพ
2026-01-14T14:25:37+07:00
สุขุมาล ทองดี
benchawanyotsena@gmail.com
วัชระ เพชรคล้าย
benchawanyotsena@gmail.com
เบญจมาศ ยศเสนา
benchawanyotsena@gmail.com
ศศิกัญญ์ นำบุญจิตต์
benchawanyotsena@gmail.com
เบญจวรรณ ยศเสนา
benchawanyotsena@gmail.com
<p>บทความนี้นำเสนอการสังเคราะห์นิยามและความหมายของ "พฤติกรรมการป้องกันตนเองทางด้านสุขภาพ" จากกรอบแนวคิดและทฤษฎีที่สำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีแรงจูงใจเพื่อการป้องกัน รูปแบบความเชื่อด้านสุขภาพ ทฤษฎีการรับรู้ประสิทธิภาพแห่งตน และทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม ผลการสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการป้องกันตนเองทางด้านสุขภาพ หมายถึง ศักยภาพด้านความฉลาดทางสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อระดับคุณภาพชีวิต โดยบุคคลจะแสดงพฤติกรรมตามคำแนะนำของบุคลากรทางสุขภาพเมื่อมีการรับรู้คุณค่าและประโยชน์ต่อตนเอง ทั้งนี้ แม้จะมีการรับรู้ถึงประโยชน์ แต่อาจไม่นำไปสู่การปฏิบัติหากบุคคลรับรู้ว่ามีอุปสรรคในระดับที่ไม่สามารถเอาชนะได้ ดังนั้น การแสดงออกของพฤติกรรมป้องกันจึงมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับแรงจูงใจด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการกำหนดเป้าหมายอย่างมีระบบและการจัดการพฤติกรรมสุขภาพของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้บริบทที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคคลสามารถปรับตัวและดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม ข้อค้นพบสำคัญจากการสังเคราะห์นี้ คือ การบูรณาการมุมมองเชิงทฤษฎีจากหลากหลายมิติเข้าด้วยกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมการป้องกันมิได้เป็นผลมาจากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง เช่น ความรู้หรือทัศนคติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างการรับรู้ถึงประโยชน์และอุปสรรค การรับรู้ความสามารถของตนเอง และแรงจูงใจภายใน นิยามที่ได้จากการสังเคราะห์นี้มีขอบเขตที่ครอบคลุมกว่านิยามที่มีอยู่ในวรรณกรรมเดิม โดยเฉพาะการบูรณาการมิติของ "ความฉลาดทางสุขภาพ" และ "การจัดการพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ" เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำให้สามารถสะท้อนความซับซ้อนและพลวัตของพฤติกรรมป้องกันในบริบทสุขภาพร่วมสมัยได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ นิยามที่ได้รับการพัฒนาขึ้นยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นกรอบแนวคิดพื้นฐานในการออกแบบและพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพที่มีประสิทธิผลสูงขึ้นในบริบทต่างๆ</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5007
การสังเคราะห์แนวคิดการสร้างแบรนด์และการจัดการโลจิสติกส์เพื่อเสริมสร้าง ความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจเครื่องแต่งกายทางการกีฬาในจังหวัดชลบุรี
2025-11-22T00:25:45+07:00
ปรียาภรณ์ แซ่ตั๋น
preeyapornsaetan@gmail.com
ธนริศย์ ธนัยอุดมพัฒน์
t.thanaiudompat@tnsu.ac.th
นลินีวรรณ ประพันธา
linee9999@hotmail.co.th
<p>อุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายทางการกีฬามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง การสร้างแบรนด์และกระบวนการจัดการโลจิสติกส์ถือเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์ กระบวนการจัดการโลจิสติกส์ และความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจเครื่องแต่งกายทางการกีฬาในบริบทของจังหวัดชลบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ จากเอกสารทางวิชาการที่เชื่อถือได้ทั้งในและต่างประเทศ และคัดเลือกตามเกณฑ์ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา ผลการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การสร้างแบรนด์มีความสัมพันธ์กับความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านความแตกต่างและความจงรักภักดีของลูกค้า ขณะที่กระบวนการจัดการโลจิสติกส์มีความสัมพันธ์กับความได้เปรียบทางการแข่งขันด้านต้นทุนและความรวดเร็วในการดำเนินงาน นอกจากนี้ การบูรณาการการสร้างแบรนด์ร่วมกับกระบวนการจัดการโลจิสติกส์สามารถเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการ บูรณาการทั้งสองปัจจัยในการอธิบายความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจเครื่องแต่งกายทางการกีฬา และสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้งเป็นฐานความรู้สำหรับการวิจัยในอนาคต โดยเฉพาะในบริบทของจังหวัดชลบุรี</p>
2026-08-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย