วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network <p>วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (Journal of Sports Science and Health Innovation, Rajabhat University Group of Thailand: SHIRT) เป็นวารสารทางวิชาการของ เครือข่ายสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การออกกำลังกาย พลศึกษา สุขศึกษา นันทนาการ และการบูรณาการศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพสู่ชุมชนและท้องถิ่น <strong>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน </strong>โดยมีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม) ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน) ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน) และ ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>ISSN : 2821-9511 (Online)</strong></p> เครือข่ายสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย th-TH วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2821-9511 <div> <p><em><span lang="TH">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span></em></p> </div> <div> <p><em><span lang="TH">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน</span></em><span lang="TH">วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย<em> ถือเป็นลิขสิทธิ์ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก</em><em>วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ก่อนเท่านั้น</em></span></p> </div> ปรากฏการณ์ไฮร็อกซ์ในประเทศไทย: จากการออกกำลังกายสู่การแข่งขัน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5464 <p>นันทนาการในสังคมร่วมสมัยกำลังเปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมเพื่อสุขภาพและการพักผ่อนในระดับปัจเจก ไปสู่ระบบการมีส่วนร่วมเชิงสมรรถภาพที่ผสานการแข่งขัน การวัดผล และการสื่อสารตัวตนในระดับสังคมอย่างเป็นระบบ โดยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ไฮร็อกซ์ (HYROX) ในฐานะปรากฏการณ์นันทนาการร่วมสมัยในบริบทสังคมไทย เปรียบเทียบลักษณะของไฮร็อกซ์กับกิจกรรมทางกายรูปแบบอื่นในเชิงโครงสร้างของการมีส่วนร่วมและอัตลักษณ์ของกิจกรรม สังเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของนันทนาการจากการออกกำลังกายในระดับปัจเจกสู่การมีส่วนร่วมเชิงการแข่งขันในระดับสังคม และเสนอแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และยั่งยืน โดยใช้การสังเคราะห์องค์ความรู้และการวิเคราะห์เชิงแนวคิดอย่างเป็นระบบ ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าไฮร็อกซ์มิได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายแบบผสมผสาน หากแต่ดำรงอยู่ในฐานะระบบนิเวศนันทนาการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งบูรณาการโครงสร้างการแข่งขัน สมรรถภาพร่างกาย และวัฒนธรรมการวัดผลเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ ส่งผลให้ร่างกายถูกนิยามใหม่ในฐานะศักยภาพของการปฏิบัติที่สามารถสร้างคุณค่าและการยอมรับทางสังคมผ่านผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ส่วนการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างสะท้อนให้เห็นว่าไฮร็อกซ์เป็นจุดบรรจบของกิจกรรมความทนทาน กิจกรรมเชิงประสบการณ์ และกิจกรรมสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายแบบผสมผสาน ซึ่งทำให้การมีส่วนร่วมพัฒนาไปสู่กระบวนการประกอบสร้างอัตลักษณ์ภายใต้ระบบการแข่งขันที่มีมาตรฐานเดียวกันในระดับสากล ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมในบริบทไทยถูกขับเคลื่อนผ่านถูกขับเคลื่อนผ่านโครงสร้างเครือข่ายสถานประกอบการ ออกกำลังกายในเมือง สื่อดิจิทัล และเครือข่ายการฝึก ที่ทำให้พฤติกรรมการออกกำลังกายฝังตัวเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตร่วมสมัย นอกจากนี้ ผู้เขียนได้นำเสนอ กรอบแนวคิดความยั่งยืนของนันทนาการเชิงสมรรถภาพในฐานะระบบสังคมเชิงพลวัตที่เชื่อมโยงมิติของความหมาย พฤติกรรม ข้อมูล และโครงสร้างเข้าด้วยกัน โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขันและสุขภาวะระยะยาว การจัดการความเสี่ยงจากวัฒนธรรมการวัดผล และการประยุกต์ใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อยกระดับนันทนาการให้เป็นระบบการมีส่วนร่วมที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต โครงสร้างเมือง และนโยบายสุขภาวะของประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถภาพ สุขภาวะ และทุนทางสังคมในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p> เตชภณ ทองเติม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-04-13 2026-04-13 5 3 11 28 ผลของโปรแกรมเซิ้งแอโรบิกประยุกต์ต่ออัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดของนักศึกษาหญิงระดับมหาวิทยาลัย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5344 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมเซิ้งแอโรบิกประยุกต์ต่อ ค่าประมาณการอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด (estimated VO<sub>2max</sub>) ของนักศึกษาหญิง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหญิง อายุระหว่าง 19–22 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมเซิ้งแอโรบิกประยุกต์ โดยกำหนดความหนักของการฝึกที่ร้อยละ 70–80 ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 50 นาที ประเมิน ค่าประมาณการอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด (estimated VO<sub>2max</sub>) ด้วยแบบทดสอบ YMCA 3-minute Step Test วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติค่าที ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมี ค่าประมาณการอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการฝึก และมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมเซิ้งแอโรบิกประยุกต์สามารถพัฒนาความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอาจนำไปประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสมรรถภาพทางกายในระดับอุดมศึกษาได้อย่างเหมาะสม</p> วัชราภรณ์ ทนคำ นันทิดา สิทโท ธนัมพร ทองลอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-03-15 2026-03-15 5 3 1 10 การพัฒนารูปแบบพฤติกรรมสุขภาพทางกายด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การกีฬา ของคนวัยทำงานในจังหวัดกาญจนบุรี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5203 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบพฤติกรรมสุขภาพทางกายของคนวัยทำงานในจังหวัดกาญจนบุรีด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การกีฬา และศึกษาผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นต่อสมรรถภาพทางกายในกลุ่มคนวัยทำงานจังหวัดกาญจนบุรี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบกึ่งทดลอง รูปแบบ One-Group Pretest–Posttest Design กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 เป็นคนวัยทำงานจำนวน 400 คน เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ และระยะที่ 2 คัดเลือกกลุ่มทดลองแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้ที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูง จำนวน 30 คน ประกอบด้วยเพศชาย 16 คน เพศหญิง 14 คน อายุเฉลี่ย 38.47 ปี เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพทางกาย และแบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย 3 รายการ ได้แก่ 3-Minute Step Test, Sit and Reach Test และ Push-up Testโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นคือ Low-Frequency High-Efficiency Combined Training (LFHE-CT Model) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการปฏิบัติสำหรับคนวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงผลการทดลองพบว่า สมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ทั้งด้านความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ความอ่อนตัว และความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อ รูปแบบการฝึกที่พัฒนาขึ้นสามารถกระตุ้นการปรับตัวทางสรีรวิทยาได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้มีความถี่การฝึกเพียงสัปดาห์ละ 2 วัน โดยเพิ่มระยะเวลาและความเข้มข้นต่อครั้ง ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา อันเป็นอุปสรรคสำคัญของคนวัยทำงาน และนอกจากนี้ ได้มีการถ่ายทอดรูปแบบโปรแกรมสู่หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีจำนวน 3 แห่ง เพื่อการประยุกต์ใช้ในระดับองค์กรเพื่อส่งเสริมสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์ดังกล่าวสนับสนุนแนวคิด “คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ” และสอดคล้องกับกรอบแนวคิด Health Belief Model ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทการดำเนินชีวิตของคนวัยทำงานยุคใหม่</p> ธนาศิลป์ ทองสมจิตต์ นุชษรา ติเยาว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-04-29 2026-04-29 5 3 29 39 ผลของการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะที่มีต่อความสามารถ ในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ในนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5327 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมและมีการสุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะที่มีต่อความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายในนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชาย สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม อายุระหว่าง 18–22 ปี จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินตามเกณฑ์ และแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 20 คน โดยใช้วิธีการจับคู่จากความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายก่อนการฝึกแล้วสุ่มเข้ากลุ่ม กลุ่มทดลองเข้ารับการฝึกตามโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 60–70 นาที เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตตามปกติโดยไม่ได้รับโปรแกรมฝึกเสริมใด ๆ ทำการทดสอบ Åstrand–Ryhming cycle ergometer test และ Bioelectrical Impedance Analysis วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนาย เพิ่มขึ้นจาก 31.59 ± 6.09 mL·kg<sup>-1</sup>·min<sup>-1</sup> (95% CI: 28.75–34.44) เป็น 35.29 ± 5.91 mL·kg<sup>-1</sup>·min<sup>-1</sup> (95% CI: 32.48–38.09) ขณะที่เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายลดลงจาก 28.72 ± 4.63% (95% CI: 26.61–30.82) เป็น 24.86 ± 4.06% (95% CI: 22.85–26.87) ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายเปลี่ยนจาก 31.33 ± 6.46 mL·kg-1·min-1 (95% CI: 28.49–34.17) เป็น 31.18 ± 6.44 mL·kg-1·min-1 (95% CI: 28.38–33.98) และเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเปลี่ยนจาก 27.96 ± 4.66% (95% CI: 25.86–30.07) เป็น 28.02 ± 4.77% (95% CI: 26.02–30.03) และผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (Two-way repeated measures ANOVA) พบว่า ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 1.25, p = .27, η²p = .03) แต่พบอิทธิพลของช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 55.36, p &lt; .001, η²p = .59) และพบปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 65.35, p &lt; .001, η²p = .63) ในทำนองเดียวกัน เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 0.74, p = .40, η²p = .02) แต่พบอิทธิพลของช่วงเวลา (F = 35.72, p &lt; .001, η²p = .49) และพบปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 38.06, p &lt; .001, η²p = .50) แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม โดยกลุ่มทดลองมีแนวโน้มพัฒนาความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนาย และลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้มากกว่ากลุ่มควบคุม</p> <p>สรุปได้ว่า โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะสามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกายในนักศึกษามหาวิทยาลัยได้</p> รณกฤต สัมผัสบุญ สิริศักดิ์ แก้วศิริ ชัชวาล บรรลังก์ พิทวัส ศรีรักษ์ มานพ ภู่สุวรรณ์ ณัฐธิดา บังเมฆ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-04-29 2026-04-29 5 3 40 55 ผลของการออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลงที่มีต่อองค์ประกอบร่างกาย ของนักศึกษาหญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกิน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5328 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลงที่มีต่อองค์ประกอบร่างกายของนักศึกษาหญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกิน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหญิงที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา GEPH2104 Physical Fitness Promotion for Health มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จำนวน 32 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 16 คน โดยใช้วิธีการจับคู่จากค่าเปอร์เซ็นต์ไขมัน ได้แก่ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลง และเครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย โดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมการออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลงที่ความเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที ความหนักระดับปานกลาง (RPE 12–14) ใช้เวลาฝึก 75 นาทีต่อครั้ง 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired sample t-test และ Independent sample t-test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายลดลงกว่าก่อนการฝึก และมีค่าเฉลี่ยของมวลกล้ามเนื้อลายเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ไขมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำกว่ากลุ่มควบคุม และมีค่าเฉลี่ยของมวลกล้ามเนื้อลายสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัยได้ว่า การออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลง เป็นรูปแบบกิจกรรมทางกายที่มีประสิทธิผลในการปรับปรุงองค์ประกอบร่างกาย โดยสามารถลดปริมาณไขมันสะสมและเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อลายในนักศึกษาหญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกินได้อย่างชัดเจน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหาภาวะน้ำหนักเกินในกลุ่มประชากรดังกล่าว</p> วชิระ สิทธิการ เศรษฐพงศ์ เติมเพ็ชร์ พงษ์ศักดิ์ ชูฝ่ายคลอง ธัญพิสิษฐ์ โชคกุลสวัสดิ์ พชร ชินสีห์ ณัฐธิดา บังเมฆ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-04-29 2026-04-29 5 3 56 69 ผลการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนด้วยลูกเมดิซีนบอลต่อระยะทางการส่งลูกรักบี้ ในกีฬารักบี้ของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตมหาสารคาม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5243 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนด้วยลูกเมดิซีนบอลต่อระยะทางการส่งลูกรักบี้ในนักกีฬารักบี้ยูเนียนชายของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตมหาสารคาม จำนวน 20 คน สุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มฝึกด้วยเมดิซีนบอล และกลุ่มควบคุมที่ฝึกซ้อมตามปกติ กลุ่มละ 10 คน รูปแบบการวิจัยเป็นการทดลองแบบสุ่มอย่างง่ายมีกลุ่มควบคุม โดยดำเนินการฝึกเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนจากการทดสอบแรงบีบมือ การทดสอบดันพื้นประยุกต์ 30 วินาที ระยะทางการส่งบอล และเนื่องจากทักษะการส่งลูกรักบี้เป็นการเคลื่อนไหวแบบทั้งร่างกายที่อาศัย kinetic chain และการถ่ายทอดแรงจากส่วนล่างผ่านลำตัวสู่แขน จึงมีการทดสอบพลังของกล้ามเนื้อขาจากเครื่อง Keiser Leg Press Machine ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึกเป็นเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่มฝึกด้วยเมดิซีนบอลมีค่าแรงบีบมือและจำนวนครั้งการดันพื้นประยุกต์ 30 วินาทีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการฝึก และมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) นอกจากนี้ ระยะทางการส่งบอลของกลุ่มฝึกด้วยเมดิซีนบอลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งภายในกลุ่มและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในตัวแปรดังกล่าว สำหรับพลังของกล้ามเนื้อขาที่วัดด้วยเครื่อง Keiser Leg Press Machine ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการฝึกด้วยเมดิซีนบอลสามารถพัฒนาความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อแขน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งลูกรักบี้ให้ได้ระยะทางที่ไกลขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากลักษณะของการฝึกที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อทักษะการส่งบอลและการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อหลายมัด ผลการวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบโปรแกรมฝึกซ้อมเพื่อพัฒนาสมรรถภาพของนักกีฬารักบี้ฟุตบอลได้อย่างเหมาะส</p> บุญตา ค้าขาย มลิพร ภักดีชาติ กิตติพงษ์ เพ็งศรี ศุภรินทร์ วงศ์ชารี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-17 2026-06-17 5 3 70 80 ผลของการออกกำลังกายแบบกลุ่มด้วยการยกน้ำหนักประกอบจังหวะต่อการใช้พลังงาน และการตอบสนองทางสรีรวิทยาในนักศึกษาชาย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5323 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปริมาณการใช้พลังงาน ปริมาณการใช้ออกซิเจน และอัตราการเต้นของหัวใจ ระหว่างการออกกำลังกายแบบกลุ่มด้วยการยกน้ำหนักประกอบจังหวะ และ 2) ประเมินระดับความหนักของการออกกำลังกายดังกล่าวตามเกณฑ์ทางสรีรวิทยาของวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน (ACSM) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาเพศชาย สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ชั้นปีที่ 3 จำนวน 24 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการออกกำลังกายแบบกลุ่มด้วยการยกน้ำหนักประกอบจังหวะ จำนวน 10 เพลง รวมระยะเวลา 80 นาที โดยอัตราส่วนการฝึกต่อการพักเท่ากับ 2 : 1 และชุดอุปกรณ์วิเคราะห์ก๊าซแบบพกพา ร่วมกับอุปกรณ์วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบสายคาดอก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ตลอดช่วงการออกกำลังกาย กลุ่มตัวอย่างมีค่าการใช้พลังงานเฉลี่ย (EEavg) เท่ากับ 6.11 ± 0.77 กิโลแคลอรีต่อนาที ปริมาณการใช้พลังงานรวมตลอดระยะเวลาการออกกำลังกายประมาณ 80 นาที เท่ากับ 488.92 ± 61.49 กิโลแคลอรี ปริมาณการใช้ออกซิเจนเฉลี่ย (VO<sub>2</sub>) เท่ากับ 16.20±3.41 มล./กก./นาที อัตราการเต้นของหัวใจเฉลี่ย (HRavg) เท่ากับ 123.91 ± 8.52 ครั้งต่อนาที เมื่อคำนวณเป็นร้อยละของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (%HRmax) = 64.31 ± 4.53 % ซึ่งสามารถจัดระดับความหนักของการออกกำลังกายแบบกลุ่มด้วยการยกน้ำหนักประกอบจังหวะในงานวิจัยนี้ให้อยู่ในระดับปานกลางตามเกณฑ์ทางสรีรวิทยาของ ACSM สรุปผลการวิจัย การออกกำลังกายแบบกลุ่มด้วยการยกน้ำหนักประกอบจังหวะระยะเวลา 80 นาที ก่อให้เกิดการใช้พลังงานและการตอบสนองของระบบหัวใจและหลอดเลือดในระดับปานกลางตามเกณฑ์ ACSM ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนการพัฒนาสมรรถภาพทางกายและการส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มนักศึกษาได้</p> ธีรภัทร สงวนธิ ศักดิ์สิทธิ์ ทองเอกรัตน์ กิตติศักดิ์ โพธิ์ศิริ รัฐนันท์ หอมบุญมา อภิชาติ ถาวรณา วรเมธ ประจงใจ อิสราภรณ์ เลิศวงศ์หัตถกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-17 2026-06-17 5 3 81 93 ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกความคล่องตัวต่อความสามารถในการทำคะแนนและการเคลื่อนที่เชิงป้องกันของนักกีฬาบาสเกตบอลชาย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5317 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกความคล่องตัวต่อความสามารถในการทำคะแนนและการเคลื่อนที่เชิงป้องกัน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลเพศชาย อายุ 18–25 ปี จำนวน 30 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง 15 คน ที่ได้รับโปรแกรมการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกความคล่องตัว 2 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุม 15 คน ที่ฝึกซ้อมบาสเกตบอลตามปกติ ทำการทดสอบความสามารถในการทำคะแนน และการเคลื่อนที่เชิงป้องกัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบภายในกลุ่มโดยใช้สถิติการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ (Paired sample t-test) และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติการทดสอบค่าทีแบบอิสระ (Independent sample t-test) กำหนดค่าความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มทดลองมีความสามารถในการทำคะแนนเพิ่มขึ้น และใช้เวลาในการเคลื่อนที่เชิงป้องกันลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างของ ความสามารถในการทำคะแนน และเวลาในการเคลื่อนที่เชิงป้องกัน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มทดลองมีความสามารถในการทำคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุม และมีเวลาในการเคลื่อนที่เชิงป้องกันน้อยกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่า โปรแกรมการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกความคล่องตัวเป็นรูปแบบการฝึกที่มีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาสมรรถภาพทางกายและทักษะเฉพาะทางที่จำเป็นต่อการแข่งขัน และเป็นตัวเลือกการฝึกอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อนำไปปรับใช้ให้มีความเหมาะสมในการพัฒนาความสามารถของนักกีฬาบาสเกตบอลชาย</p> ภัคพล ศักดิ์วิชิต ธนพล พรมประศรี พงค์พัทธ์ ทองดำ ธนากร ไข่มุสิก ศิรประภา พานทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-17 2026-06-17 5 3 94 104 ประสบการณ์และกระบวนการปรับตัวทางการรู้คิดและการเคลื่อนไหวของนักกีฬา ประเภทต่อสู้ระหว่างการฝึกโคเอสเอคิวจากมุมมองของนักกีฬาและผู้ฝึกสอน : การศึกษาเชิงปรากฏการณ์วิทยาตีความ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5422 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจประสบการณ์ตรงของนักกีฬาประเภทต่อสู้ที่มีต่อการฝึกโคเอสเอคิว (CoSAQ: Coordination, Speed, Agility, Quickness) กระบวนการปรับตัวทางการรู้คิดและการเคลื่อนไหวจากมุมมองเชิงอัตวิสัย และบทบาทของผู้ฝึกสอนในการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล ใช้ระเบียบวิธีการวิเคราะห์เชิงปรากฏการณ์วิทยาตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis: IPA) ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยนักกีฬาเทควันโด คาราเต้ และมวย จำนวน 15 คน และผู้ฝึกสอน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และบันทึกภาคสนาม ตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการฝึก CoSAQ นักกีฬาส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการฝึก SAQ แบบดั้งเดิมที่เน้นความเร็วและความคล่องตัวทางกายภาพเป็นหลัก โดยยังไม่มีประสบการณ์กับการฝึกที่ต้องใช้การประมวลผลทางการรู้คิดและการเคลื่อนไหวพร้อมกัน ส่งผลให้ในช่วงสัปดาห์แรกของการฝึก นักกีฬารายงานความรู้สึกสับสน มีภาระทางปัญญาสูง และตั้งคำถามกับความสามารถของตนเอง การวิเคราะห์พบประเด็นหลัก 4 ประเด็น ได้แก่ 1) ความสับสนที่มีทิศทางในช่วงเริ่มต้นการฝึก 2) กระบวนการบูรณาการร่างกายและจิตใจ 3) การเปลี่ยนแปลงในการรับรู้ตนเอง และ 4) บทบาทของผู้ฝึกสอนในฐานะผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัย ทั้งนี้ ผลจากการสังเกตแบบมีส่วนร่วมในสัปดาห์ที่ 1 สัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 8 สอดคล้องกับการรายงานตนเองของนักกีฬา โดยพบพัฒนาการที่ชัดเจนในด้านความลื่นไหลของการเคลื่อนไหว การตอบสนองต่อสัญญาณ และการปฏิสัมพันธ์กับผู้ฝึกสอนตามลำดับช่วงเวลา ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่านักกีฬาส่วนใหญ่รายงาน "จุดเปลี่ยน" ที่รับรู้ได้ชัดเจนในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง 6 ซึ่งสะท้อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากการควบคุมอย่างมีสติไปสู่การเคลื่อนไหวที่เป็นอัตโนมัติ หลังผ่านจุดเปลี่ยนดังกล่าว นักกีฬารายงานว่าสามารถตอบสนองต่อสัญญาณได้โดยไม่ต้องหยุดคิด รู้สึกมีความเชื่อมั่นในการฝึกเพิ่มขึ้น และมองตนเองในฐานะนักกีฬาที่มีความสามารถในการ "อ่านและตอบสนอง" สถานการณ์ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่ค้นพบใหม่ที่ไม่ได้คาดหวังไว้ล่วงหน้าคือ การเปลี่ยนแปลงในอัตลักษณ์นักกีฬาที่นอกเหนือจากมิติทางกายภาพ กล่าวคือ นักกีฬาเริ่มนิยามตนเองในฐานะนักกีฬาที่ "ฉลาดขึ้น" และปรับความหมายของ "การฝึกที่ดี" ให้ครอบคลุมทั้งมิติทางกายและสมองควบคู่กัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ตัวชี้วัดเชิงปริมาณไม่สามารถบันทึกได้ การวิจัยนี้เสนอมุมมองเชิงอัตวิสัยที่เติมเต็มองค์ความรู้เชิงปริมาณในด้านการฝึก CoSAQ และมีนัยสำคัญต่อการออกแบบโปรแกรมการฝึกและการพัฒนาผู้ฝึกสอนที่ยึดนักกีฬาเป็นศูนย์กลาง</p> ภาคภูมิ โชคทวีพาณิชย์ ธนิน เบญจางคมณี ภณวัตร์ แจ้งเปี่ยม สืบตระกูล ตันตลานุกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-18 2026-06-18 5 3 105 119 การเปรียบเทียบผลของการฝึกแรงต้านแบบดั้งเดิมและแบบใช้ล้อตุนกำลังที่มีต่อ ความคล่องตัวและความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางในนักกีฬาฟุตบอล https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5325 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกแรงต้านแบบดั้งเดิมและการฝึกแรงต้านแบบใช้ล้อตุนกำลังที่มีต่อความคล่องตัวและความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางในนักกีฬาฟุตบอล กลุ่มตัวอย่างคือ นักกีฬาฟุตบอลชาย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 18 คน โดยใช้วิธีจับคู่จากเวลาในการทดสอบ Illinois Agility Test ก่อนการฝึก แล้วสุ่มเข้ากลุ่มฝึกแรงต้านแบบดั้งเดิม และกลุ่มฝึกแรงต้านแบบใช้ล้อตุนกำลัง ทั้งสองกลุ่มฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 60 นาที ในช่วงก่อนการฝึกซ้อมฟุตบอลตามปกติของทีม โดยในวันอื่นยังคงฝึกซ้อมฟุตบอลตามโปรแกรมของทีมเหมือนกันทุกประการ เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบ ได้แก่ Illinois Agility Test และ 505 Agility Test วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired sample t-test และ Independent sample t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ ทั้งสองกลุ่มมีเวลาในการทดสอบ Illinois Agility Test และ 505 Agility Test ลดลงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มฝึกแรงต้านแบบใช้ล้อตุนกำลังมีเวลาในการทดสอบทั้งสองรูปแบบต่ำกว่ากลุ่มฝึกแรงต้านแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่าการฝึกแบบใช้ล้อตุนกำลัง ให้ผลในการพัฒนาความคล่องตัวและความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการฝึกแบบดั้งเดิม</p> เจษฎาภรณ์ พุ่มภาชี ธนภัทร เฉลิมแสน รัฐพล สุบรรณวงค์ อิทธิพร สมบัติ ธเนษฐ์พงษ์ สุขวงศ์ ยุทธนา เรียนสร้อย นรารักษ์ ไทยประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-18 2026-06-18 5 3 120 131 ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะการระเบิดพลัง ความสามารถในการไม่ใช้ออกซิเจน ความสามารถในการใช้ออกซิเจน และร้อยละไขมันในร่างกาย ในนักกีฬามวยไทยเยาวชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5405 <p>มวยไทยเป็นกีฬาต่อสู้ที่มีลักษณะการออกแรงเป็นช่วง ๆ และมีความหนักสูง ซึ่งต้องอาศัยการเคลื่อนไหวแบบระเบิดพลังอย่างซ้ำ ๆ โดยได้รับการสนับสนุนจากระบบพลังงานทั้งแบบไม่ใช้ออกซิเจนและแบบใช้ออกซิเจน แม้ว่าการศึกษาที่ผ่านมาได้อธิบายลักษณะทางสรีรวิทยาของนักกีฬาบางประการแล้ว แต่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ศึกษาความสัมพันธ์เชิงบูรณาการระหว่างสมรรถนะของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ความสามารถในการไม่ใช้ออกซิเจน ความสามารถในการใช้ออกซิเจน และองค์ประกอบของร่างกายในนักกีฬามวยไทยเยาวชนยังมีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะการระเบิดพลังของกล้ามเนื้อขาส่วนล่าง ความสามารถในการไม่ใช้ออกซิเจน ความสามารถในการใช้ออกซิเจน และร้อยละไขมันในร่างกาย ในนักกีฬามวยไทยระดับเยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศ <br />กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬามวยไทยเยาวชน จำนวน 23 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงภาคตัดขวาง สมรรถนะการระเบิดพลัง ประเมินด้วยการทดสอบการกระโดดสูงแนวดิ่ง ความสามารถในการไม่ใช้ออกซิเจน ประเมินด้วยการทดสอบ Wingate ระยะเวลา 30 วินาที ซึ่งรายงานค่ากำลังสูงสุดและกำลังเฉลี่ย ขณะที่ความสามารถในการใช้ออกซิเจน ประเมินจากค่าการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO₂max) ที่ประมาณค่าจากการทดสอบวิ่งแบบหลายช่วงในระยะ 20 เมตร และร้อยละไขมันในร่างกาย ประเมินจากการวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง 4 ตำแหน่ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันพร้อมช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษา พบว่าสมรรถนะการกระโดดสูงในแนวดิ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับกำลังสูงสุดจากการทดสอบ Wingate (r = 0.662, p = 0.001, 95%CI [0.344, 0.844]) ในขณะที่กำลังเฉลี่ยจากการทดสอบ Wingate มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับค่า VO₂max (r = 0.552, p = 0.006, 95%CI [0.181, 0.785]) นอกจากนี้ ร้อยละไขมันในร่างกายมีความสัมพันธ์เชิงลบกับทั้งกำลังสูงสุดจากการทดสอบ Wingate (r = −0.670, p &lt; 0.001, 95%CI [−0.848, −0.356]) และค่า VO₂max (r = −0.609, p = 0.002, 95%CI [−0.816, −0.263]) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าสมรรถนะการระเบิดพลัง ความสามารถในการไม่ใช้ออกซิเจน ความสามารถในการใช้ออกซิเจน และองค์ประกอบของร่างกาย มีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์กันในนักกีฬามวยไทยเยาวชน ทั้งนี้ ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์เชิงสหสัมพันธ์และไม่สามารถสรุปความเป็นเหตุและผลได้ ดังนั้น การพัฒนาสมรรถนะการระเบิดพลังและการควบคุมองค์ประกอบของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อาจมีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการออกแรงที่มีความหนักสูงภายใต้รูปแบบการแข่งขันที่เป็นยก ๆ ของกีฬามวยไทย</p> อภิวัฒน์ จำเดิม อรรณพ นับถือตรง ดิศพล บุปผาชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-18 2026-06-18 5 3 132 141 ผลของการฝึกแบบผสมผสาน SAP ที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาในนักกีฬา ประเภททีมที่ใช้ความคล่องแคล่วว่องไวระดับมหาวิทยาลัย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5357 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกแบบผสมผสาน ความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และพลายโอเมตริก (Speed, Agility, and Plyometric Training: SAP) ที่มีต่อสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาของนักกีฬาประเภททีม 2) เปรียบเทียบสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาก่อนและหลังการฝึกเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ และ 3) เปรียบเทียบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงสมรรถภาพกล้ามเนื้อขาระหว่างชนิดกีฬาทีม การวิจัยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง โดยไม่มีกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาชายระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 45 คน ประกอบด้วยนักกีฬาบาสเกตบอล ฟุตซอล และวอลเลย์บอล ชนิดกีฬาละ 15 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โปรแกรมการฝึก SAP ประกอบด้วยการฝึกด้านความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และพลายโอเมตริก ดำเนินการฝึกสัปดาห์ละ 3 วัน เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ การประเมินผลครอบคลุมสมรรถภาพกล้ามเนื้อขา ได้แก่ ความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา และพลังระเบิดของกล้ามเนื้อขา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Paired Sample t-test) การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (one-way analysis of variance: One-Way ANOVA) และค่าขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึก 6 สัปดาห์ สมรรถภาพของกลุ่มตัวอย่างดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตัวแปร (p &lt; .05) โดยความเร็วในการวิ่ง 50 เมตรลดลงจาก 7.18 ± 0.42 วินาที เป็น 6.74 ± 0.36 วินาที ความคล่องแคล่วว่องไวลดลงจาก 16.65 ± 1.05 วินาที เป็น 15.18 ± 0.82 วินาที ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาเพิ่มขึ้นจาก 118.5 ± 12.4 กิโลกรัม เป็น 138.2 ± 11.8 กิโลกรัม และพลังระเบิดของกล้ามเนื้อขาเพิ่มขึ้นจาก 46.9 ± 5.2 เซนติเมตร เป็น 53.1 ± 4.5 เซนติเมตร โดยค่าขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับมาก (d = 1.13–1.63) นอกจากนี้ไม่พบความแตกต่างของค่าการเปลี่ยนแปลงสมรรถภาพระหว่างชนิดกีฬา (p &gt; .05) สรุปได้ว่า โปรแกรมการฝึกแบบผสมผสาน SAP สามารถพัฒนาสมรรถภาพกล้ามเนื้อขา โดยเฉพาะความแข็งแรง พลังระเบิด และความสามารถในการเปลี่ยนทิศทางของนักกีฬาประเภททีมระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประยุกต์ใช้ได้กับนักกีฬาประเภททีมที่หลากหลายชนิดกีฬา</p> ศุภมาศ โวหารลึก กันต์ณพัฒน์ การุณพันธ์ ปริวัตร ปาโส พนิดา ชูเวช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-19 2026-06-19 5 3 142 152 อิทธิพลของความรู้และความต้องการต่อการมีส่วนร่วมในการวิ่งในระดับชุมชน: กรณีอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5355 <p>การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับการวิ่งเพื่อสุขภาพและความต้องการต่อกิจกรรมการวิ่ง 2) วิเคราะห์อิทธิพลของความรู้และความต้องการที่มีต่อการมีส่วนร่วมในการวิ่ง และ 3) ตรวจสอบบทบาทของความต้องการในฐานะตัวแปรสื่อกลาง กลุ่มตัวอย่างคือประชาชนอายุ 12 ปีขึ้นไปในอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่มีค่า IOC เท่ากับ 0.93 และค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.81–0.88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์อิทธิพลสื่อกลางด้วยวิธี Bootstrapping ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการต่อกิจกรรมการวิ่งอยู่ในระดับสูงมาก ( = 4.32, SD = 0.72) มีการมีส่วนร่วมในการวิ่งระดับมาก ( = 4.02, SD= 0.82) และมีความรู้เกี่ยวกับการวิ่งระดับปานกลาง ( = 1.48, SD = 0.79) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ความต้องการและความรู้ร่วมกันพยากรณ์การมีส่วนร่วมในการวิ่งได้ร้อยละ 33.4 (R<sup>2</sup> = .334, p &lt; .001) โดยความต้องการมีอิทธิพลพยากรณ์สูงสุด (β= .547) นอกจากนี้ยังพบว่าความต้องการทำหน้าที่เป็นตัวแปรสื่อกลางบางส่วน ระหว่างความรู้และการมีส่วนร่วมในการวิ่งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในระดับชุมชนควรให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและรูปแบบกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนควบคู่กับการให้ความรู้ที่มุ่งเป้าหมายเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของพฤติกรรมสุขภาพ</p> สาวิตรี คณะศาสน์ ชวิน ศิริเกตุ พนิดา ชูเวช ปริวัตร ปาโส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-19 2026-06-19 5 3 153 164 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนารายวิชาเกมและกิจกรรมค่ายนันทนาการโดยใช้เทคนิค การระดมสมองเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบและการจัดกิจกรรม เกมละลายพฤติกรรมในชั้นเรียนของนักศึกษาครูสาขาพลศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5583 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนารายวิชาเกมและกิจกรรมค่ายนันทนาการโดยใช้เทคนิคการระดมสมองเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการออกแบบและการจัดกิจกรรมเกมละลายพฤติกรรมในชั้นเรียนของนักศึกษาครูสาขาพลศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามแบบตอบสนองคู่ (Dual-Response) ผ่านระบบ Google Form และตรวจความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน จากนั้นนำไปทดลองใช้เพื่อตรวจสอบค่าความเที่ยงคอนบราคแอลฟาอยู่ที่ 0.76 การวิจัยในครั้งนี้กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครูสาขาพลศึกษา ขั้นต่ำจำนวน 126 คน ด้วยประสิทธิภาพของการเก็บข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ที่ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง ส่งผลให้มีผู้ตอบแบบสอบถามกลับมาทั้งสิ้นจำนวน 184 คน จากนั้นทำการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) โดยจับสลากให้ได้ 1 มหาวิทยาลัย จาก 6 ภูมิภาค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้สถิติเชิงพรรณนาและใช้การวิเคราะห์แบบดัชนีความสำคัญของความต้องการจำเป็น (Priority Needs Index: PNI) ผลการวิจัยพบว่า ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์ ประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ การกำหนดวัตถุประสงค์ด้านความรู้เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบ (<em>PNI</em> = 2.76) ด้านเนื้อหาสาระ ประเด็นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุดอันดับ 1 คือ เนื้อหาสาระเกี่ยวกับกิจกรรมเกมละลายพฤติกรรมในชั้นเรียน (<em>PNI</em> = 5.74) ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ประเด็นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุดอันดับ 1 คือ คือ การฝึกปฏิบัติการจัดกิจกรรมเกมละลายพฤติกรรมในชั้นเรียน (<em>PNI</em> = 6.97) และด้านการวัดประเมินผล ประเด็นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ การทดสอบทักษะการจัดเกมและกิจกรรมค่ายนันทนาการ (<em>PNI</em> = 5.61) ภาพรวมของผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังของนักศึกษา โดยเฉพาะประเด็นของการฝึกปฏิบัติการจัดกิจกรรมเกมละลายพฤติกรรมในชั้นเรียน ข้อค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า หลักสูตรศึกษาศาสตร์หรือครุศาสตร์ สาขาพลศึกษา ควรปรับปรุงรายวิชาเกมและกิจกรรมค่ายนันทนาการ โดยลดสัดส่วนการบรรยายทฤษฎี และเพิ่มชั่วโมงการฝึกปฏิบัติทักษะให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อค้นพบในงานวิจัยในครั้งนี้</p> อิบรอฮิม ยี่สุ่นทรง ฮานาฟีย์ ยี่สุ่นทรง ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-24 2026-06-24 5 3 165 177 สมรรถภาพทางกายและพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5521 <p>การวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถภาพทางกายและพฤติกรรมการออกกำลังกาย 2) เปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายและพฤติกรรมการออกกำลังกาย จำแนกตามเพศ ชั้นปี และสาขาวิชา และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการออกกำลังกายกับสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาปีการศึกษา 2568 จำนวน 405 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม (ด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติ) และแบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ (ค่า IOC = 0.67-1.00, ค่าความเชื่อมั่น = 0.87-0.97) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านระดับสมรรถภาพทางกาย ส่วนใหญ่มีดัชนีมวลกายในเกณฑ์สมส่วน มีความอดทนของกล้ามเนื้อระดับดี มีความอ่อนตัวและระบบไหลเวียนเลือดระดับปานกลาง แต่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อระดับต่ำมาก สำหรับด้านพฤติกรรมการออกกำลังกาย มีความรู้ระดับสูง เจตคติระดับดี แต่การปฏิบัติระดับปานกลาง 2) ด้านการเปรียบเทียบ นักศึกษาต่างสาขาวิชามีสมรรถภาพทางกายและพฤติกรรมการออกกำลังกายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่เพศและชั้นปีไม่แตกต่างกัน 3) ด้านความสัมพันธ์ เจตคติมีความสัมพันธ์เชิงลบระดับต่ำมากกับองค์ประกอบของร่างกาย ความอ่อนตัว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่นเดียวกับการปฏิบัติที่มีความสัมพันธ์เชิงลบระดับต่ำมากกับองค์ประกอบของร่างกาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับสมรรถภาพทางกาย ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ สถาบันควรนำข้อมูลไปบูรณาการกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสาขาวิชา เพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ตลอดจนผลักดันนโยบาย "คณะครุศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพ" เพื่อเตรียมความพร้อมด้านร่างกายให้นักศึกษาก้าวสู่การเป็นต้นแบบด้านสุขภาพของเยาวชนต่อไป</p> พลากร นัคราบัณฑิต จีรนันท์ แก้วมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย 2026-06-24 2026-06-24 5 3 178 186