วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network
<p>วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (Journal of Sports Science and Health Innovation, Rajabhat University Group of Thailand: SHIRT) เป็นวารสารทางวิชาการของ เครือข่ายสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา การออกกำลังกาย พลศึกษา สุขศึกษา นันทนาการ และการบูรณาการศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพสู่ชุมชนและท้องถิ่น <strong>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน </strong>โดยมีกำหนดการเผยแพร่ปีละ 4 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มีนาคม) ฉบับที่ 2 (เมษายน - มิถุนายน) ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน) และ ฉบับที่ 4 (ตุลาคม - ธันวาคม)</p> <p><strong>ISSN : 2821-9511 (Online)</strong></p>
เครือข่ายสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
2821-9511
<div> <p><em><span lang="TH">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span></em></p> </div> <div> <p><em><span lang="TH">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน</span></em><span lang="TH">วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย<em> ถือเป็นลิขสิทธิ์ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก</em><em>วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ก่อนเท่านั้น</em></span></p> </div>
-
ผลของโปรแกรมเซิ้งแอโรบิกประยุกต์ต่ออัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดของนักศึกษาหญิงระดับมหาวิทยาลัย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5344
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมเซิ้งแอโรบิกประยุกต์ต่อ ค่าประมาณการอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด (estimated VO<sub>2max</sub>) ของนักศึกษาหญิง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหญิง อายุระหว่าง 19–22 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 15 คน ได้แก่ กลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลอง กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมเซิ้งแอโรบิกประยุกต์ โดยกำหนดความหนักของการฝึกที่ร้อยละ 70–80 ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 50 นาที ประเมิน ค่าประมาณการอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด (estimated VO<sub>2max</sub>) ด้วยแบบทดสอบ YMCA 3-minute Step Test วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างด้วยสถิติค่าที ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมี ค่าประมาณการอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการฝึก และมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมเซิ้งแอโรบิกประยุกต์สามารถพัฒนาความทนทานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงอาจนำไปประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมสมรรถภาพทางกายในระดับอุดมศึกษาได้อย่างเหมาะสม</p>
วัชราภรณ์ ทนคำ
นันทิดา สิทโท
ธนัมพร ทองลอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
2026-03-15
2026-03-15
5 3
1
10
-
การพัฒนารูปแบบพฤติกรรมสุขภาพทางกายด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การกีฬา ของคนวัยทำงานในจังหวัดกาญจนบุรี
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5203
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบพฤติกรรมสุขภาพทางกายของคนวัยทำงานในจังหวัดกาญจนบุรีด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การกีฬา และศึกษาผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นต่อสมรรถภาพทางกายในกลุ่มคนวัยทำงานจังหวัดกาญจนบุรี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบกึ่งทดลอง รูปแบบ One-Group Pretest–Posttest Design กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 เป็นคนวัยทำงานจำนวน 400 คน เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ และระยะที่ 2 คัดเลือกกลุ่มทดลองแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้ที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูง จำนวน 30 คน ประกอบด้วยเพศชาย 16 คน เพศหญิง 14 คน อายุเฉลี่ย 38.47 ปี เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพทางกาย และแบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย 3 รายการ ได้แก่ 3-Minute Step Test, Sit and Reach Test และ Push-up Testโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นคือ Low-Frequency High-Efficiency Combined Training (LFHE-CT Model) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการปฏิบัติสำหรับคนวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งสูงผลการทดลองพบว่า สมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ทั้งด้านความทนทานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ความอ่อนตัว และความแข็งแรงและความอดทนของกล้ามเนื้อ รูปแบบการฝึกที่พัฒนาขึ้นสามารถกระตุ้นการปรับตัวทางสรีรวิทยาได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้มีความถี่การฝึกเพียงสัปดาห์ละ 2 วัน โดยเพิ่มระยะเวลาและความเข้มข้นต่อครั้ง ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา อันเป็นอุปสรรคสำคัญของคนวัยทำงาน และนอกจากนี้ ได้มีการถ่ายทอดรูปแบบโปรแกรมสู่หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีจำนวน 3 แห่ง เพื่อการประยุกต์ใช้ในระดับองค์กรเพื่อส่งเสริมสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลลัพธ์ดังกล่าวสนับสนุนแนวคิด “คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ” และสอดคล้องกับกรอบแนวคิด Health Belief Model ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมกับบริบทการดำเนินชีวิตของคนวัยทำงานยุคใหม่</p>
ธนาศิลป์ ทองสมจิตต์
นุชษรา ติเยาว์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
2026-04-29
2026-04-29
5 3
29
39
-
ผลของการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะที่มีต่อความสามารถ ในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ในนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5327
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมและมีการสุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะที่มีต่อความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายในนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชาย สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม อายุระหว่าง 18–22 ปี จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินตามเกณฑ์ และแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 20 คน โดยใช้วิธีการจับคู่จากความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายก่อนการฝึกแล้วสุ่มเข้ากลุ่ม กลุ่มทดลองเข้ารับการฝึกตามโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 60–70 นาที เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตตามปกติโดยไม่ได้รับโปรแกรมฝึกเสริมใด ๆ ทำการทดสอบ Åstrand–Ryhming cycle ergometer test และ Bioelectrical Impedance Analysis วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนาย เพิ่มขึ้นจาก 31.59 ± 6.09 mL·kg<sup>-1</sup>·min<sup>-1</sup> (95% CI: 28.75–34.44) เป็น 35.29 ± 5.91 mL·kg<sup>-1</sup>·min<sup>-1</sup> (95% CI: 32.48–38.09) ขณะที่เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายลดลงจาก 28.72 ± 4.63% (95% CI: 26.61–30.82) เป็น 24.86 ± 4.06% (95% CI: 22.85–26.87) ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายเปลี่ยนจาก 31.33 ± 6.46 mL·kg-1·min-1 (95% CI: 28.49–34.17) เป็น 31.18 ± 6.44 mL·kg-1·min-1 (95% CI: 28.38–33.98) และเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเปลี่ยนจาก 27.96 ± 4.66% (95% CI: 25.86–30.07) เป็น 28.02 ± 4.77% (95% CI: 26.02–30.03) และผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (Two-way repeated measures ANOVA) พบว่า ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 1.25, p = .27, η²p = .03) แต่พบอิทธิพลของช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 55.36, p < .001, η²p = .59) และพบปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 65.35, p < .001, η²p = .63) ในทำนองเดียวกัน เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 0.74, p = .40, η²p = .02) แต่พบอิทธิพลของช่วงเวลา (F = 35.72, p < .001, η²p = .49) และพบปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 38.06, p < .001, η²p = .50) แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม โดยกลุ่มทดลองมีแนวโน้มพัฒนาความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนาย และลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้มากกว่ากลุ่มควบคุม</p> <p>สรุปได้ว่า โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะสามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกายในนักศึกษามหาวิทยาลัยได้</p>
รณกฤต สัมผัสบุญ
สิริศักดิ์ แก้วศิริ
ชัชวาล บรรลังก์
พิทวัส ศรีรักษ์
มานพ ภู่สุวรรณ์
ณัฐธิดา บังเมฆ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
2026-04-29
2026-04-29
5 3
40
55
-
ผลของการออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลงที่มีต่อองค์ประกอบร่างกาย ของนักศึกษาหญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกิน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5328
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลงที่มีต่อองค์ประกอบร่างกายของนักศึกษาหญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกิน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหญิงที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา GEPH2104 Physical Fitness Promotion for Health มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จำนวน 32 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 16 คน โดยใช้วิธีการจับคู่จากค่าเปอร์เซ็นต์ไขมัน ได้แก่ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลง และเครื่องวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย โดยกลุ่มทดลองเข้าร่วมการออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลงที่ความเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที ความหนักระดับปานกลาง (RPE 12–14) ใช้เวลาฝึก 75 นาทีต่อครั้ง 3 วันต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired sample t-test และ Independent sample t-test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายลดลงกว่าก่อนการฝึก และมีค่าเฉลี่ยของมวลกล้ามเนื้อลายเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ไขมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำกว่ากลุ่มควบคุม และมีค่าเฉลี่ยของมวลกล้ามเนื้อลายสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัยได้ว่า การออกกำลังกายด้วยบันไดประกอบจังหวะเพลง เป็นรูปแบบกิจกรรมทางกายที่มีประสิทธิผลในการปรับปรุงองค์ประกอบร่างกาย โดยสามารถลดปริมาณไขมันสะสมและเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อลายในนักศึกษาหญิงที่มีภาวะน้ำหนักเกินได้อย่างชัดเจน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาพและแก้ไขปัญหาภาวะน้ำหนักเกินในกลุ่มประชากรดังกล่าว</p>
วชิระ สิทธิการ
เศรษฐพงศ์ เติมเพ็ชร์
พงษ์ศักดิ์ ชูฝ่ายคลอง
ธัญพิสิษฐ์ โชคกุลสวัสดิ์
พชร ชินสีห์
ณัฐธิดา บังเมฆ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
2026-04-29
2026-04-29
5 3
56
69
-
ปรากฏการณ์ไฮร็อกซ์ในประเทศไทย: จากการออกกำลังกายสู่การแข่งขัน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/SPSC_Network/article/view/5464
<p>นันทนาการในสังคมร่วมสมัยกำลังเปลี่ยนผ่านจากกิจกรรมเพื่อสุขภาพและการพักผ่อนในระดับปัจเจก ไปสู่ระบบการมีส่วนร่วมเชิงสมรรถภาพที่ผสานการแข่งขัน การวัดผล และการสื่อสารตัวตนในระดับสังคมอย่างเป็นระบบ โดยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ไฮร็อกซ์ (HYROX) ในฐานะปรากฏการณ์นันทนาการร่วมสมัยในบริบทสังคมไทย เปรียบเทียบลักษณะของไฮร็อกซ์กับกิจกรรมทางกายรูปแบบอื่นในเชิงโครงสร้างของการมีส่วนร่วมและอัตลักษณ์ของกิจกรรม สังเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของนันทนาการจากการออกกำลังกายในระดับปัจเจกสู่การมีส่วนร่วมเชิงการแข่งขันในระดับสังคม และเสนอแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และยั่งยืน โดยใช้การสังเคราะห์องค์ความรู้และการวิเคราะห์เชิงแนวคิดอย่างเป็นระบบ ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าไฮร็อกซ์มิได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายแบบผสมผสาน หากแต่ดำรงอยู่ในฐานะระบบนิเวศนันทนาการที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งบูรณาการโครงสร้างการแข่งขัน สมรรถภาพร่างกาย และวัฒนธรรมการวัดผลเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ ส่งผลให้ร่างกายถูกนิยามใหม่ในฐานะศักยภาพของการปฏิบัติที่สามารถสร้างคุณค่าและการยอมรับทางสังคมผ่านผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ ส่วนการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างสะท้อนให้เห็นว่าไฮร็อกซ์เป็นจุดบรรจบของกิจกรรมความทนทาน กิจกรรมเชิงประสบการณ์ และกิจกรรมสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายแบบผสมผสาน ซึ่งทำให้การมีส่วนร่วมพัฒนาไปสู่กระบวนการประกอบสร้างอัตลักษณ์ภายใต้ระบบการแข่งขันที่มีมาตรฐานเดียวกันในระดับสากล ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมในบริบทไทยถูกขับเคลื่อนผ่านถูกขับเคลื่อนผ่านโครงสร้างเครือข่ายสถานประกอบการ ออกกำลังกายในเมือง สื่อดิจิทัล และเครือข่ายการฝึก ที่ทำให้พฤติกรรมการออกกำลังกายฝังตัวเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตร่วมสมัย นอกจากนี้ ผู้เขียนได้นำเสนอ กรอบแนวคิดความยั่งยืนของนันทนาการเชิงสมรรถภาพในฐานะระบบสังคมเชิงพลวัตที่เชื่อมโยงมิติของความหมาย พฤติกรรม ข้อมูล และโครงสร้างเข้าด้วยกัน โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขันและสุขภาวะระยะยาว การจัดการความเสี่ยงจากวัฒนธรรมการวัดผล และการประยุกต์ใช้หลักวิทยาศาสตร์การกีฬาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อยกระดับนันทนาการให้เป็นระบบการมีส่วนร่วมที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต โครงสร้างเมือง และนโยบายสุขภาวะของประเทศไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถภาพ สุขภาวะ และทุนทางสังคมในระยะยาวอย่างยั่งยืน</p>
เตชภณ ทองเติม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
2026-04-13
2026-04-13
5 3
11
28