https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/issue/feed วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต 2025-12-31T00:00:00+07:00 นายแพทย์สมิทธิ์ สร้อยมาดี journal.vchpk@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต</strong></p> <p><strong>Old ISSN: 2773-8671 (Online)</strong></p> <p><strong>New ISSN: 3057-1960 (Online)</strong></p> <p> </p> <p><strong>นโยบายการเผยแพร่ - จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong></p> <p>เพื่อเผยแพร่วิทยาการความก้าวหน้าและผลงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ การพยาบาล วิทยาศาสตร์ประยุกต์ พฤติกรรมสุขภาพ อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา สาธารณสุขชุมชน ทันตสาธารณสุข เภสัชสาธารณสุข และสังคมศาสตร์ทางการแพทย์ทั้งของบุคลากรในโรงพยาบาล อาจารย์ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป</p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4506 การสร้างเสริมสุขภาพช่องปากผ่านสื่อสร้างสรรค์: แนวทางใหม่ของการเรียนรู้ในเด็ก 2025-07-29T11:12:12+07:00 จิราภรณ์ เสือแก้ว suratsawadee@scphc.ac.th ญาดา โพธิ์ภักดีกูล suratsawadee@scphc.ac.th พัชราภา ประชุมชน suratsawadee@scphc.ac.th เจนจิรา นาชมภู suratsawadee@scphc.ac.th รุ่งนภา ศรีสมุทร suratsawadee@scphc.ac.th สรินธา สุภาภรณ์ suratsawadee@scphc.ac.th สุรัสวดี จันทจร suratsawadee@scphc.ac.th <p><strong>บทนำ</strong>: สุขภาพช่องปากในเด็กปฐมวัยและวัยประถมต้นมีความสำคัญต่อสุขภาวะองค์รวม แต่ปัญหาโรคฟันผุยังคงมีความชุกสูงจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม สื่อเกมสร้างสรรค์ตามแนวคิดการเรียนรู้ผ่านการเล่น จึงเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการเพิ่มความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพช่องปากของเด็กอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาด้านสุขภาพช่องปากในเด็กอายุ 5–8 ปี และพัฒนา “สื่อสร้างสรรค์ในรูปแบบเกม” เพื่อส่งเสริมความรู้และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็ก</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ใช้การวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research) กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 5–8 ปี จำนวน 20 คน จากตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จากกลุ่มที่มีพฤติกรรมด้านสุขภาพช่องปากไม่เหมาะสม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม และสื่อเกมที่ออกแบบตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการของเด็ก ผ่านแอปพลิเคชัน Canva โดยเน้นการเรียนรู้เชิงรุกและการมีส่วนร่วม</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ (1) สภาพปัจจุบันพบว่าปัญหาฟันผุในเด็กยังคงมีความชุกสูง โดยมีสาเหตุจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมและการขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการดูแลช่องปาก (2) การพัฒนาเกมมีลักษณะน่าสนใจ เข้าใจง่าย และเหมาะสมกับวัยเด็ก ส่งเสริมความสนใจและการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมโต้ตอบ เช่น การแปรงฟันจำลอง การเลือกอาหาร และการรับรางวัลจากความสำเร็จในเกม (3) หลังการใช้สื่อเกม พบว่าเด็กมีความรู้และพฤติกรรมที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สามารถจำแนกอาหารที่เหมาะสมต่อฟัน และแปรงฟันได้ครบตามเกณฑ์ มีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้น</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>สื่อเกมสร้างสรรค์ที่พัฒนาขึ้นสามารถเป็นนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในครอบครัว โรงเรียน และชุมชนเพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากของเด็กในระยะยาว นอกจากนี้ <strong>ในเชิงนโยบาย</strong> สื่อเกมดังกล่าวมีศักยภาพในการบูรณาการ สู่สถานศึกษาและหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมกิจกรรมสุขภาพเชิงรุกในโรงเรียน และขยายผลอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงสื่อสุขภาพของเด็ก</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4679 การพัฒนานวัตกรรมแอนิเมชันตามแนวคิดปิงปอง 7 สี เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพช่องปาก สำหรับผู้สูงอายุ 2025-10-07T11:02:21+07:00 นัชชา พร้อมคณะ suratsawadee@scphc.ac.th บาศีเราะฮ์ สกุลา suratsawadee@scphc.ac.th พรธิตา บุตรวาทิตย์ suratsawadee@scphc.ac.th ยุวันดา คงพุกา suratsawadee@scphc.ac.th อรรัตน์ หวั่งประดิษฐ suratsawadee@scphc.ac.th ปิ่นกมล สมพีร์วงศ์ suratsawadee@scphc.ac.th สุรัสวดี จันทจร suratsawadee@scphc.ac.th <p><strong>บทนำ</strong>: ภาวะสังคมสูงวัยทำให้ปัญหาสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุมีความสำคัญเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุมีการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงต่อการได้รับข้อมูลสุขภาพที่ไม่ถูกต้อง การศึกษานี้จึงพัฒนานวัตกรรมแอนิเมชันเพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารความรู้ที่น่าเชื่อถือและเข้าใจง่าย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาสภาพปัญหาสุขภาพช่องปากในผู้สูงอายุ, พัฒนากระบวนการสร้างนวัตกรรมแอนิเมชันตามแนวคิด “ปิงปอง 7 สี” ซึ่งเป็นเกณฑ์การจำแนกข้อมูลสภาพปัญหาสุขภาพช่องปาก 7 ระดับ, และประเมินความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายต่อนวัตกรรมที่สร้างขึ้น</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นกระบวนการพัฒนาและประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุในจังหวัดชลบุรี อายุ 60-75 ปี ที่มีปัญหาสุขภาพช่องปาก จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กระบวนการพัฒนานวัตกรรมใช้เครื่องมือดิจิทัล ได้แก่ Animaker, Canva, และ Capcut และประเมินผลโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างมีปัญหาการสูญเสียฟันเป็นปัญหาหลักจำนวน 5 คน (ร้อยละ 50) และรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลัก (ร้อยละ 25.73 จำนวนครั้งที่ตอบทั้งหมด) กระบวนการสร้างแอนิเมชันสำเร็จลุล่วงอย่างเป็นระบบ ผลการประเมินความพึงพอใจพบว่านวัตกรรมได้รับการตอบรับในเชิงบวกอย่างสูง โดยสื่อสามารถสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของสุขภาพช่องปาก และกระตุ้นให้เกิดความต้องการปรับปรุงพฤติกรรมการดูแลตนเอง</p> <p><strong>สรุปและอภิปรายผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>นวัตกรรมแอนิเมชันตามแนวคิดปิงปอง 7 สี เป็นเครื่องมือสื่อสารสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้สูงอายุ นวัตกรรมนี้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในการให้ข้อมูลสุขภาพยุคดิจิทัล โดยนำเสนอเนื้อหาที่ซับซ้อนให้น่าสนใจและเข้าใจง่าย ซึ่งมีศักยภาพในการเพิ่มความรอบรู้และขับเคลื่อนพฤติกรรมสุขภาพช่องปากในกลุ่มผู้สูงอายุได้ ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงได้ในคลินิกทันตกรรม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และชมรมผู้สูงอายุ เพื่อเป็นสื่อเสริมในการให้สุขศึกษา หรือเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อขยายการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพในวงกว้าง</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4680 นวัตกรรม E-book: คู่มือฉบับสมบูรณ์เรื่องการจัดฟันสำหรับคนรุ่นใหม่ 2025-08-25T10:24:15+07:00 เจษฎากร โยธาไพร suratsawadee@scphc.ac.th ฟารี นิลสมาน suratsawadee@scphc.ac.th ศญานันท์ ศักดา suratsawadee@scphc.ac.th ศุภกร กระจ่างศรี suratsawadee@scphc.ac.th ปิ่นกมล สมพีร์วงศ์ suratsawadee@scphc.ac.th ทรงคุณ จันทจร suratsawadee@scphc.ac.th สุรัสวดี จันทจร suratsawadee@scphc.ac.th <p><strong>บทนำ</strong>: สภาวะทันตสุขภาพในกลุ่มวัยรุ่นไทยเป็นปัญหาที่สำคัญ โดยพบความต้องการบริการทันตกรรมจัดฟันในระดับสูง. อย่างไรก็ตาม วัยรุ่นส่วนใหญ่มักพึ่งพาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดฟันจากอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ นำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และอาจส่งผลให้เลือกรับบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น การจัดฟันแฟชั่น ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของข้อมูล ระหว่างความต้องการของวัยรุ่นกับแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการใช้สื่อเพื่อสืบค้นข้อมูลด้านการจัดฟันของคนรุ่นใหม่ 2) ศึกษากระบวนการสร้างและพัฒนานวัตกรรม E-Book ที่ให้ความรู้ครอบคลุมทุกแง่มุม และ 3) ประเมินผลความพึงพอใจและความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่างภายหลังการใช้นวัตกรรม E-book</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นอายุ 13-19 ปี จำนวน 20 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling). ระยะที่ 2 การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Phase) ในรูปแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง (One-Group Posttest-Only Design) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อนวัตกรรม E-book ด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่าวัยรุ่นแสวงหาข้อมูลการจัดฟันจากอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับแรก (50%) รองลงมาคือเพื่อนหรือผู้มีประสบการณ์ (40%) และปรึกษาทันตแพทย์เป็นอันดับสุดท้าย (10%) ผลการประเมินนวัตกรรม E-book พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในภาพรวมระดับสูง โดยด้านประสิทธิผลได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุด (100%) รองลงมาคือด้านการจัดรูปแบบ (95%) และด้านรูปภาพ ตัวอักษร และภาษา (90%) รวมถึงกระบวนการสร้างและพัฒนา E-Book ที่มีการวางแผน สร้างเนื้อหา ออกแบบ จัดรูปแบบ ตรวจสอบ และเผยแพร่อย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>สรุปและอภิปรายผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>นวัตกรรม E-Book ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้กระบวนการออกแบบที่มุ่งผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนจากผลความพึงพอใจในระดับสูง. E-Book นี้จึงมีศักยภาพในการเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อลดช่องว่างของข้อมูล, แก้ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ และส่งเสริมความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ (Dental Health Literacy) เกี่ยวกับการจัดฟันในกลุ่มวัยรุ่น</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4739 การพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารปลอดภัยเพื่อการท่องเที่ยวในจังหวัดพังงา 2025-10-28T12:00:45+07:00 วิชัย ชูจิต whch8435@gmail.com พิสมัย วงศ์แก้ whch8435@gmail.com <p><strong> </strong><strong>บทนำ:</strong> การจัดการอาหารปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว จังหวัดพังงาเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายด้านอาหาร จึงจำเป็นต้องมีรูปแบบการจัดการอาหารปลอดภัยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารปลอดภัยเพื่อการท่องเที่ยวในจังหวัดพังงา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงพัฒนาแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาและวิเคราะห์รูปแบบ การพัฒนารูปแบบ และการประเมินผลรูปแบบ ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว ชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ข้อมูลเก็บรวบรวมระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม 2567 – 30 เมษายน 2568 ผ่านแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบรูปแบบการจัดการอาหารปลอดภัยชื่อ “พังงา 478” ประกอบด้วย 4 มิติ 7 องค์กร และ 8 บทบาทหน้าที่ การประเมินความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว 385 คน ใน 4 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยอาหาร คุณภาพอาหาร บริการและประสบการณ์ท่องเที่ยว และสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศ พบความพึงพอใจในระดับสูง เมนูอาหารท้องถิ่นได้คะแนนสูงสุด ขณะที่การแจ้งสารก่อภูมิแพ้และบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติยังต้องพัฒนา</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> รูปแบบ “พังงา 478” เป็นกรอบการจัดการอาหารปลอดภัยที่อาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารเพื่อการท่องเที่ยวในจังหวัดพังงาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4740 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันโรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในจังหวัดพังงา 2025-09-15T11:15:22+07:00 วิชัย ชูจิต whch8435@gmail.com <p><strong>บทนำ:</strong> โรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ซึ่งสามารถป้องกันและควบคุมได้ด้วยการเฝ้าระวังโรคที่มีประสิทธิภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังและป้องกันโรคในระดับชุมชน การพัฒนาโปรแกรมที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของ อสม. จึงมีความจำเป็นต่อการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคดังกล่าวในพื้นที่</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันโรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในจังหวัดพังงา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง ระยะเวลาดำเนินการ 12 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 35 คน จากอำเภอท้ายเหมือง และกลุ่มเปรียบเทียบ 35 คน จากอำเภอตะกั่วทุ่ง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในการเฝ้าระวังโรค และแบบประเมินความพึงพอใจต่อโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Independent samples t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะด้านการปฏิบัติ ในขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับสูงทุกด้าน โดยด้านประสิทธิผลของโปรแกรมได้รับคะแนนสูงสุด</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> โปรแกรมการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันโรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษมีประสิทธิผลในการพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และสามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4751 Behavioral Ecology of Adult Anopheles gambiae: Insights for Malaria Control in Sub-Saharan Africa 2025-09-25T13:50:17+07:00 Irfan Ullah irfanullah6245@gmail.com Aimal Ali aimalali976@gmail.com Iqra Babar biqra3480@gmail.com Shazia Manzoor shaizamanzoor453@gmail.com Wajahat Masood wajahatmasood8@gmail.com Iqra Rafiq ummehoorain92@gmail.com <p><strong>Background:</strong> Malaria remains a significant challenge to public health and socio-economic development in Sub-Saharan Africa, primarily transmitted by the vector <em>Anopheles gambiae</em>.</p> <p><strong>Objective:</strong> This review aims to examine the behavioural ecology of <em>A. gambiae</em> and synthesize the implications for current and future malaria control strategies.</p> <p><strong>Methods:</strong> A comprehensive literature review was conducted, focusing on the factors influencing the vectorial capacity of <em>A. gambiae</em> and the integrated approaches for its control.</p> <p><strong>Results:</strong> The efficiency of <em>A. gambiae</em> as a vector is driven by its nocturnal, anthropophilic feeding habits and remarkable environmental adaptability. Key anthropogenic and ecological factors, including urbanisation and climate change, are shifting mosquito habitats and influencing critical behaviours. Furthermore, evolving metabolic resistance compromises conventional chemical control. The impact of malaria is multifaceted, encompassing severe health outcomes and significant economic burdens. Emerging technologies like CRISPR-based gene drives, <em>Wolbachia</em> biocontrol, and the R21/MM vaccine offer promising solutions. Sustainable success is contingent on integrating these with community-driven interventions like larval source management within a holistic One Health approach.</p> <p><strong>Conclusion:</strong> Eradicating malaria in Sub-Saharan Africa is an attainable yet formidable goal. Future efforts must prioritize rigorous field testing of novel tools and generate predictive models through interdisciplinary research that integrates behavioural, ecological, and socioeconomic data. This requires adaptive, evidence-based strategies and enhanced surveillance systems.</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4771 การศึกษาการให้บริการและประสิทธิผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพในผู้ป่วยระยะกลางงานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต 2025-10-17T09:40:55+07:00 กัญธณัช ตันเก่ง bg2464@gmail.com ชนิดา สัมพันธรัตน์ nok.cchanida@gmail.com พรพรรณ สิทธิบุตร s.pornphan025@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>การฟื้นฟูสมรรถภาพในระยะกลาง (Intermediate Care, IMC) มีบทบาทสำคัญในการลดความพิการและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยบาดเจ็บสมอง ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง และผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกหลังการเจ็บป่วย โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตจึงได้พัฒนาระบบบริการ IMC ตั้งแต่ปี 2561 โดยเน้นบริการในรูปแบบผู้ป่วยนอกและฟื้นฟูที่บ้าน อย่างไรก็ตาม ยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านประสิทธิผลของการให้บริการดังกล่าว</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาจำนวนวันนอน จำนวนครั้งของการฟื้นฟูในระหว่างการรักษาแบบผู้ป่วยใน รูปแบบและจำนวนครั้งของการฟื้นฟูแบบผู้ป่วยนอกและที่บ้านหลังจำหน่าย และประเมินประสิทธิผลของการฟื้นฟูผู้ป่วย IMC</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>ศึกษาข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง บาดเจ็บสมอง บาดเจ็บไขสันหลัง และกระดูกสะโพกหัก ในผู้ป่วยที่เข้าระบบ IMC ระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2565 ถึง มีนาคม พ.ศ. 2567 ในด้านลักษณะและจำนวนผู้ป่วย จำนวนวันนอน จำนวนครั้งการฟื้นฟู และคะแนนกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธล (Barthel Index, BI) ในวันแรกรับ วันจำหน่าย และหลังครบกำหนดติดตาม 6 เดือน หรือ BI เท่ากับ 20</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ผู้ป่วย 150 ราย เป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 98 ราย บาดเจ็บสมอง 13 ราย บาดเจ็บไขสันหลัง 6 ราย และกระดูกสะโพกหัก 33 ราย ผู้ป่วยในทั้งหมดมีค่ามัธยฐานจำนวนวันนอน 7-16.5 วัน (IQR 5-52.25) มีค่ามัธยฐานจำนวนครั้งการฟื้นฟู 3-7.5 ครั้ง (IQR 2-35.25) หลังจำหน่ายผู้ป่วยได้รับบริการฟื้นฟูที่บ้าน 87 ราย ผู้ป่วยนอก 56 ราย และผสม 7 ราย โดยมีค่ามัธยฐานจำนวนครั้งการฟื้นฟู 1-6.5, 8-40 และ 13-23 ครั้ง ตามลำดับ ผลการฟื้นฟูที่บ้านพบว่ามีค่ามัธยฐานเปลี่ยนแปลงคะแนน BI เปรียบเทียบก่อนและหลังการฟื้นฟูจาก 0-7 (IQR 0-9.75) เป็น 12.5-20 (IQR 5-20) ผู้ป่วยนอกจาก 0-9 (IQR 0-11) เป็น 11-20 (IQR 9-20) และผสมจาก 1-9 (0-9) เป็น 4-11 (IQR 4-11)</p> <p><strong>สรุปและข้อเสนอแนะ: </strong>การให้บริการ IMC ทั้งแบบฟื้นฟูที่บ้าน ผู้ป่วยนอก และผสมของโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตมีประสิทธิผลช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน ผลการศึกษาวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบบริการ IMC สามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนจัดสรรทรัพยากรบุคคล และงบประมาณเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยต่อไป</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4775 การศึกษาการประเมินสุขภาพผู้สูงอายุในอำเภอเขาชัยสน: งานวิจัยแบบผสมผสาน 2025-10-07T10:57:57+07:00 อนงค์ ภิบาล anong.p@tsu.ac.th มุขรินทร์ ทองหอม mukkarin.t@tsu.ac.th มาลี คำคง mukkarin.t@tsu.ac.th <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt; tab-stops: 1.0cm 42.55pt 2.0cm 70.9pt 3.0cm 99.25pt;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">บทนำ</span></strong><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">: </span></strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว การส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับความใส่ใจอย่างรอบด้าน</span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt; tab-stops: 1.0cm 42.55pt 2.0cm 70.9pt 3.0cm 99.25pt;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">วัตถุประสงค์ </span></strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">: <span lang="TH">เพื่อประเมินสุขภาพของผู้สูงอายุในอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง</span></span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt; tab-stops: 1.0cm 42.55pt 2.0cm 70.9pt 3.0cm 99.25pt;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">วิธีการศึกษา</span></strong><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">:</span></strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> <span lang="TH">ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (</span>Mixed-Methods) <span lang="TH">กลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงอายุอายุ ≥60 ปี อาศัยในพื้นที่ ≥6 เดือน จำนวน 60 คน (ชาย 20 คน หญิง 40 คน) คัดเลือกแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่ามัธยฐาน ส่วนเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาแบบ </span>Thematic Analysis</span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt; tab-stops: 1.0cm 42.55pt 2.0cm 70.9pt 3.0cm 99.25pt;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">ผลการศึกษา</span></strong><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">:</span></strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> <span lang="TH">พบว่าด้านความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (</span>ADL) <span lang="TH">พบว่าร้อยละ </span>81.7 <span lang="TH">อยู่ในระดับปานกลาง และร้อยละ </span>16.6 <span lang="TH">อยู่ในระดับดีมาก ส่วนการคัดกรองสติปัญญา (</span>MMSE) <span lang="TH">พบว่าร้อยละ </span>83.3 <span lang="TH">อยู่ในเกณฑ์ปกติ ร้อยละ </span>15 <span lang="TH">มีความบกพร่องเล็กน้อย และร้อยละ </span>1.7 <span lang="TH">มีความบกพร่องมาก ผลการประเมินความพึงพอใจ/คุณภาพชีวิตโดยรวมมีค่าเฉลี่ย(</span>x</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'Arial',sans-serif;">̄</span><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> = <span lang="TH">4.0</span>, SD = <span lang="TH">0.7) แสดงว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่พึงพอใจกับคุณภาพชีวิตของตนเองในระดับมากถึงมากที่สุด ข้อมูลเชิงคุณภาพมีประเด็นสำคัญ </span>3 <span lang="TH">ด้าน ได้แก่ การเผชิญความเสื่อมถอยทางกายและการจัดการโรคเรื้อรัง การสร้างสุขภาวะทางจิตใจผ่านกิจกรรมที่มีความหมาย และการธำรงบทบาททางสังคมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม</span></span></p> <p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt; tab-stops: 1.0cm 42.55pt 2.0cm 70.9pt 3.0cm 99.25pt;"><strong><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">สรุปผลการศึกษา</span></strong><strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;">:</span></strong><span style="font-size: 16.0pt; font-family: 'TH SarabunPSK',sans-serif;"> <span lang="TH">การศึกษาพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีสุขภาพอยู่ในระดับปานกลางถึงดี และพึงพอใจกับคุณภาพชีวิตของตนเองในระดับมาก ข้อมูลเชิงคุณภาพชี้ถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพกาย-ใจ และการมีส่วนร่วมทางสังคมอย่างต่อเนื่อง</span></span></p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4922 การพัฒนาแถบข้อมือยาลดปวดบริเวณข้อมือสำหรับคนงานลอกแผ่นก๋วยเตี๋ยวในจังหวัดศรีสะเกษ 2025-10-28T15:28:03+07:00 วนันดร โกเมศ Komesdon@gmail.com ปวีณา มีประดิษฐ์ pravena15@yahoo.com รตีวรรณ สุวัฒนมาลา ratiwun@go.buu.ac.th <p><strong> บทนำ</strong><strong>: </strong>การลอกแผ่นก๋วยเตี๋ยวเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานคน ซึ่งต้องมีการใช้ข้อมือในการลอกแผ่นก๋วยเตี๋ยวเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกัน ทำให้คนงานมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บสะสมบริเวณข้อมือได้</p> <p><strong> วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรุนแรงของอาการผิดปกติของมือและข้อมือ คะแนนเฉลี่ยความสามารถของมือ และคะแนนเฉลี่ยของสัดส่วนของแรงบีบมือ ในพนักงานลอกแผ่นก๋วยเตี๋ยวในโรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างก่อนและหลังการใช้แถบข้อมือยาของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม</p> <p><strong> วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง มีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 คน โดยอาศัยการแทรกแซง (Intervention) คือ การใช้แถบข้อมือยาลดปวดสำหรับกลุ่มทดลอง และทั้งสองกลุ่มได้รับความรู้เกี่ยวกับการดูแลข้อมือ</p> <p><strong> ผลการศึกษา: </strong>ภายหลังจากการใช้แถบข้อมือยาลดปวด 1 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความผิดปกติของมือและข้อมือก่อนและหลังทดลอง 22.62 และ 18.12 คะแนนตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าระหว่างก่อนและหลังทดลอง 18.50 และ 17.54 คะแนน ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.05) ทั้งสองกลุ่ม ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการทำงานของมือระหว่างก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังทดลอง 10.42 และ 8.92 คะแนนตามลำดับ และค่าเฉลี่ยคะแนนสัดส่วนแรงบีบมือของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังการทดลอง 0.43 และ 0.49 ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.05)</p> <p><strong> สรุปผลการศึกษา: </strong>การใช้แถบข้อมือยาที่พัฒนาขึ้นมีประโยชน์ในการช่วยลดความผิดปกติของมือและข้อมือ เพิ่มความสามารถของมือ และเพิ่มค่าสัดส่วนของแรงบีบมือ จึงมีประสิทธิภาพในการช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานด้วยมือขึ้น</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/4994 การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตในผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล ระหว่างช่วงเวลาก่อนและหลังเกิดการระบาดของโรคโควิด19ที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต 2025-11-25T15:13:07+07:00 จันทร์จิรา แต่ศักดาธรรม chanchira.tae@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong>:ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาล (Out-of-Hospital Cardiac Arrest: OHCA) เป็นภาวะฉุกเฉินที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงทั่วโลก การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลต่อแนวทางการช่วยชีวิตและระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ซึ่งอาจมีผลต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาล OHCA การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตและวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรอดชีวิตของผู้ป่วย OHCA ก่อนและระหว่างการแพร่ระบาดของ COVID-19</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>:เพื่อเปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย OHCA และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับคืนของการไหลเวียนเลือด (Return of Spontaneous Circulation: ROSC) ก่อนและระหว่างการระบาดของ COVID-19 ที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>:การวิจัยเชิงเปรียบเทียบย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วย OHCA ที่เข้ารับบริการที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตในช่วงก่อนการระบาด (ก.พ.–พ.ค. 2562) และระหว่างการระบาด (ก.พ.–พ.ค. 2563) รวม 394 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบค่าทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>:จำนวนผู้ป่วย OHCA เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.11 ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระบบการนำส่งผู้ป่วยโดยรถฉุกเฉินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.002) ระยะเวลาเริ่มการกู้ชีพสั้นลง (p = 0.013) และมีการใช้เครื่องช่วยปั๊มหัวใจและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (p &lt; 0.001) อย่างไรก็ตาการรอดชีวิตหลัง ROSC ระหว่างทั้งสองช่วงเวลาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.071) แม้ว่าจะพบว่าการหยุดช่วยชีวิตนอกโรงพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (p = 0.013)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong>:แม้ระบบ EMS จะมีการปรับปรุงด้านอุปกรณ์และกระบวนการปฏิบัติระหว่างการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่อัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย OHCA ไม่แตกต่างจากช่วงก่อนการระบาดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ แนวโน้มการหยุดช่วยชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของจริยธรรมและแนวทางการปฏิบัติงานในภาวะวิกฤติ</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5011 การศึกษาความปลอดภัยและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของตำรับยาแก้ไข้ผสมฟ้าทะลายโจร (G531/64) ต่อการยับยั้งเอนไซม์ SARS-CoV-2 main protease และโคโรนาไวรัสในแมว 2025-11-19T15:38:33+07:00 กาญจณันท์ คงสาโรจน์ nnnkan1966@gmail.com เรณู ผ่องเสรี renu.po@ssru.ac.th <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลก การพัฒนายาจากสมุนไพรที่มีความปลอดภัยและมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจ ตำรับยาแก้ไข้ผสมฟ้าทะลายโจร (G531/64) ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพร 8 ชนิด ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อประเมินศักยภาพในการต้านไวรัสและความปลอดภัย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาความปลอดภัยและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของตำรับยา G531/64 โดยเฉพาะฤทธิ์การยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสหลักของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส-โควี-2 และการยับยั้งการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในแบบจำลองระดับหลอดทดลอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>เป็นการศึกษาเชิงทดลองในห้องปฏิบัติการ โดยวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ในตำรับยา G531/64 ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีชนิดของเหลวควบคู่แมสสเปกโตรเมตรี (LC-ESI-QTOF-MS/MS) และทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ตับสายพันธุ์ HepG2 รวมถึงประสิทธิภาพการยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสหลักของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส-โควี-2 และการยับยั้งการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในแมว (FIPV) ซึ่งเป็นแบบจำลองของไวรัสในกลุ่มเดียวกัน</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>สารสำคัญในตำรับยา ได้แก่ กรดอัมเลอิก (Amlaic acid) ลิควิริทิเจนิน (Liquiritigenin) ไกลไซร์ริซิน (Glycyrrhizin) และแอนโดรกราฟิดิน เอ (Andrographidin A) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านไวรัสและต้านการอักเสบ ตำรับยา G531/64 มีค่าความเป็นพิษปานกลางต่อเซลล์ตับ (IC<sub>50</sub> = 60.29 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) และสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โปรตีเอสหลักของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส-โควี-2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ความเข้มข้น 10 และ 100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถยับยั้งเอนไซม์ได้ร้อยละ 96.87 และ 100 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่ายาโลพินาเวียร์และริโทนาเวียร์ที่ความเข้มข้น 100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรที่สามารถยับยั้งได้ร้อยละ 65.11 และ 60.61 ตามลำดับ นอกจากนี้ ตำรับยังช่วยลดการติดเชื้อไวรัสในเซลล์ CRFK ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในแมวได้ร้อยละ 20</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา: </strong>ตำรับยาแก้ไข้ผสมฟ้าทะลายโจร (G531/64) มีศักยภาพในการเป็นยาสมุนไพรเสริมต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ซาร์ส-โควี-2 โดยแสดงฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสหลักของไวรัสและลดการติดเชื้อในแบบจำลองในระดับเซลล์ (CRFK cell line) ทั้งนี้ควรมีการศึกษาต่อเนื่องในระดับในร่างกาย (<em>in vivo</em>) และการประเมินความปลอดภัยในมนุษย์ เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยของตำรับยาในเชิงคลินิก</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5032 การประเมินสถานะด้านความปลอดภัยห้องปฏิบัติการวิจัยพื้นฐานทางทันตแพทยศาสตร์ 2025-12-09T16:13:00+07:00 วิทวัฒน์ จารุวรรณรัตน์ paphaon.kh@up.ac.t ปภาอร เขียวสีมา paphaon.kh@up.ac.th <p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการทันตแพทยศาสตร์มีความสำคัญต่อการป้องกันความเสี่ยงจากสารเคมีและอุบัติเหตุในการดำเนินงานวิจัย และจำเป็นต้องมีการจัดการตามมาตรฐานที่เหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานะและแนวทางการจัดการความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการวิจัยพื้นฐานทางทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> งานวิจัยนี้ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงและการทบทวนความเสี่ยงของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ESPReLครอบคลุม 7 หมวด ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผลการประเมินแสดงให้เห็นว่าห้องปฏิบัติการมีระบบการจัดการที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการจัดการสารเคมี (ร้อยละ 94.1) การจัดการของเสีย (ร้อยละ 88.9) และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (ร้อยละ 100) ซึ่งอยู่โครงสร้างพื้นฐานได้ 100% ส่วนหมวดการป้องกันและแก้ไขภัยอันตรายมีคะแนนต่ำสุด (ร้อยละ 16.7) สะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาแผนฉุกเฉิน การซ้อมอพยพ และการสื่อสารด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> การสร้างระบบบริหารจัดการความปลอดภัยเชิงบูรณาการ การติดตามประเมินผลสม่ำเสมอ และการสนับสนุนจากนโยบายระดับคณะและมหาวิทยาลัย จะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการทันตแพทยศาสตร์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล</p> 2025-12-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต