https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
2026-06-30T00:00:00+07:00
นายแพทย์สมิทธิ์ สร้อยมาดี
journal.vchpk@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต</strong></p> <p><strong>Old ISSN: 2773-8671 (Online)</strong></p> <p><strong>New ISSN: 3057-1960 (Online)</strong></p> <p> </p> <p><strong>นโยบายการเผยแพร่ - จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong></p> <p>เพื่อเผยแพร่วิทยาการความก้าวหน้าและผลงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ การพยาบาล วิทยาศาสตร์ประยุกต์ พฤติกรรมสุขภาพ อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม พิษวิทยา สาธารณสุขชุมชน ทันตสาธารณสุข เภสัชสาธารณสุข และสังคมศาสตร์ทางการแพทย์ทั้งของบุคลากรในโรงพยาบาล อาจารย์ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป</p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5445
ผลของการดำเนินนโยบายยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดอุดรธานี “อุดรโมเดล”ร่วมกับ การเยี่ยมบ้าน (Home Visit) ต่อผลลัพธ์การบำบัดและภาระของผู้ดูแลผู้ป่วยสารเสพติด โดยเครือข่ายบริการปฐมภูมิ
2026-04-13T10:23:51+07:00
เจริญ เกษมสินทรัพย์
ckpjobudh@gmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> จังหวัดอุดรธานีมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างเป็นวงกว้าง ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดอุดรธานีจึงได้จัดทำแผนการขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดอุดรธานี“อุดรโมเดล” และร่วมบูรณาการณ์กับทีมสาธารณสุขในการเยี่ยมบ้าน (Home Visit) ผู้ป่วยสารเสพติด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของการดำเนินนโยบายยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดอุดรธานี“อุดรโมเดล”ร่วมกับการเยี่ยมบ้าน (Home visit) ต่อผลลัพธ์การบำบัดและภาระของผู้ดูแลผู้ป่วยสารเสพติด โดยเครือข่ายบริการปฐมภูมิ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (Retrospective analysis study) มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 19 กรณีศึกษาซึ่งประกอบด้วยผู้ป่วยสารเสพติดแอมเฟตามีนและผู้ดูแล โดยกำหนดขนาดของผล (Effect Size) ที่ 0.80 และใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลเป็นแบบบันทึกได้แก่ข้อมูลทั่วไป, แบบประเมินอาการทางจิต (BPRS) ฉบับภาษาไทย, แบบประเมินความรุนแรงในการติดสารเสพติด (SDS) และแบบประเมินภาระการดูแล Zarit Burden ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ความถี่, ร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติ Paired t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> หลังการดำเนินงานวิจัยผู้ป่วยสารเสพติดมีระดับอาการทางจิต (BPRS) (mean = 12.89, +/-SD = 4.16) ต่ำกว่าก่อนการศึกษา (mean = 20.53, +/-SD = 4.15) และระดับความรุนแรงในการติดสารเสพติด (mean = 5.32, +/-SD = 2.06) ต่ำกว่าก่อนการศึกษา (mean = 11.37, +/-SD = 2.95) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.043) และในผู้ดูแลมีระดับภาระของผู้ดูแล (Zarit Burden) (mean = 9.16, +/-SD = 3.92) ต่ำกว่าก่อนการศึกษา (mean = 15.05, +/-SD = 3.83) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.043) เช่นกัน</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> การดำเนินนโยบายยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดอุดรธานี“อุดรโมเดล”ร่วมกับการเยี่ยมบ้าน (Home visit) ช่วยลดอาการทางจิต, ความรุนแรงในการติดสารเสพติดและภาระของผู้ดูแลได้ โดยเครือข่ายปฐมภูมิสามารถจัดบริการการเยี่ยมบ้านบูรณาการณ์ร่วมกับการดำเนินงานของภาครัฐอื่นๆได้เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาและบริการอย่างต่อเนื่องตลอดจนการส่งต่อการช่วยเหลือทางด้านสังคมอย่างไร้ร่อยต่อ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5468
การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินโรงพยาบาลคุระบุรีชัยพัฒน์ จังหวัดพังงา
2026-05-14T15:06:05+07:00
กนิษฐา แก้วพิชัย
kanitthakaewpichai@gmail.com
<p><strong>บทนํา</strong><strong>: </strong>การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นกระบวนการสำคัญในระบบบริการสุขภาพที่มีผลต่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ของผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลชุมชนยังประสบปัญหาความล่าช้า ความไม่พร้อมของทรัพยากร และการสื่อสารข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนระหว่างการส่งต่อ ดังนั้น การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินที่เป็นระบบและเหมาะสมกับบริบทจึงมีความจำเป็น เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของการดูแลผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>1) เพื่อพัฒนาและทดลองใช้แนวทางปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยใช้กระบวนการ<br />มีส่วนร่วมและการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบัติตามมาตรฐานการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน อุบัติการณ์ด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย และระดับความพึงพอใจของบุคลากรทางการพยาบาล, ผู้ป่วยหรือญาติ ก่อนและหลังการใช้แนวทางปฏิบัติ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรทางการพยาบาล 22 คน และผู้ป่วยฉุกเฉิน 215 คน แบ่งเป็นกลุ่มก่อนใช้แนวทาง 105 ราย และหลังใช้แนวทาง 110 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวทางปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน แบบประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐาน แบบบันทึกอุบัติการณ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Paired t-test และ Independent samples t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> แนวทางปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนส่งต่อ ระยะระหว่างส่งต่อ และระยะหลังส่งต่อ ภายหลังการนำแนวทางไปใช้ พบว่าการปฏิบัติตามมาตรฐานการส่งต่อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกด้าน (<em>p</em> < .05) สัดส่วนผู้ป่วยที่ไม่เกิดอุบัติการณ์ระหว่างการส่งต่อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em> = .009) และอุบัติการณ์ปัญหาทางเดินหายใจลดลงจากร้อยละ 4.8 เป็นร้อยละ 0.0 (<em>p</em> = .021) นอกจากนี้ ความพึงพอใจของบุคลากรทางการพยาบาลและผู้รับบริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .001)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> ผลการศึกษาสะท้อนว่าแนวทางปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มคุณภาพการส่งต่อ<br />ผู้ป่วยฉุกเฉิน ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และเสริมความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยระหว่างการส่งต่อในบริบทโรงพยาบาลชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านระยะทางและการเข้าถึงบริการสุขภาพ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5226
ทัศนคติและความรู้ของผู้ปกครองในการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กในจังหวัดภูเก็ต
2026-04-20T12:56:19+07:00
ปฏิพรรศร์ กาศทิพย์
giovnoov@gmail.com
<p><strong>บทนำ: </strong>อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในเด็กทั้งในระดับโลกและประเทศไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่ใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก แม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายบังคับใช้แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังพบข้อจำกัดด้านความรู้ การรับรู้ และทัศนคติของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตที่มีการจราจรหนาแน่น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาระดับความรู้ การรับรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กของผู้ปกครองในจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกับพฤติกรรมการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กของผู้ปกครอง</p> <p><strong>วิธีการวิจัย: </strong>การวิจัยเแบบภาคตัดขวาง ศึกษาในผู้ปกครองที่มีบุตรอายุ 0–12 ปี และมีรถยนต์ส่วนตัวในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 419 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งใช้สถิติเชิงอนุมาน คือสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน วิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และสามารถทำนาย</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ผู้ปกครองมีความรู้ในการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 58.2) ขณะที่การรับรู้และทัศนคติอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 64.4 และ 59.2) และพฤติกรรมการใช้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 46.8) การรับรู้ (r = .447, p < .001) และทัศนคติ (r = .561, p < .001) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม นอกจากนี้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ทัศนคติและการรับรู้สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กได้ร้อยละ 36.4</p> <p><strong>สรุป: </strong>ทัศนคติและการรับรู้ของผู้ปกครองเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก จึงควรส่งเสริมการรับรู้ และทัศนคติที่ดี เพื่อเพิ่มพฤติกรรมการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กและลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5245
ความต้องการของญาติต่อบริการการจัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุของศูนย์เอกชนในเขตภาคกลาง ประเทศไทย
2026-02-24T16:07:33+07:00
ฐานุพงศ์ ศุภเลิศวรวิชญ์
thanupong.sup31@gmail.com
นิตยา เพ็ญศิรินภา
pensirinapa@gmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะบริการจัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุของศูนย์เอกชนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดูแลระยะยาวในครัวเรือน การตัดสินใจใช้บริการดังกล่าวส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับญาติผู้สูงอายุซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินใจหลัก<br /><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาความต้องการของญาติต่อบริการการจัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุของศูนย์เอกชนในเขตภาคกลาง ประเทศไทย และเพื่อเปรียบเทียบระดับความต้องการดังกล่าวจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของญาติและปัจจัยของผู้สูงอายุ<br /><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือญาติผู้สูงอายุที่ใช้บริการจัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 172 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา = 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว<br /><strong>ผลการศึกษา:</strong> ญาติผู้สูงอายุมีระดับความต้องการต่อบริการการจัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก โดยด้านบุคลากรผู้ดูแลมีระดับความต้องการสูงที่สุด รองลงมาคือด้านคุณภาพการดูแลผู้สูงอายุ ด้านการบริหารจัดการของศูนย์ และด้านราคา ตามลำดับ นอกจากนี้ อาชีพและรายได้ของญาติ รวมถึงการมีโรคประจำตัวและระดับความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของผู้สูงอายุ ส่งผลให้ระดับความต้องการบริการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.05<br /><strong>สรุปและอภิปรายผล:</strong> ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนามาตรฐานสมรรถนะผู้ดูแลและระบบบริการจัดส่งผู้ดูแลผู้สูงอายุของศูนย์เอกชน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของครอบครัวผู้สูงอายุ และสนับสนุนการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวที่มีคุณภาพและยั่งยืนในสังคมสูงวัย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5525
การพัฒนารูปแบบการให้บริการสาธารณสุขทางไกล (Telemedicine) เพื่อการเข้าถึงบริการในกลุ่มเด็กพิเศษ แบบบูรณาการอย่างมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพและชุมชนอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2026-04-29T11:45:20+07:00
วัฒนชัย วิเศษสมิต
Vattanchai@yahoo.com
<p><strong>บทนำ:</strong> เด็กพิเศษในพื้นที่ห่างไกลยังประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพเฉพาะทางจากปัญหาด้านภูมิศาสตร์ บุคลากร และทรัพยากร การประยุกต์ใช้ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ร่วมกับการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพและชุมชนจึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาสถานการณ์การใช้บริการ Telemedicine ของเด็กพิเศษ พัฒนารูปแบบการให้บริการสาธารณสุขทางไกลแบบบูรณาการ และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเด็กพิเศษและผู้ปกครอง 100 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 20 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> จำนวนผู้รับบริการ Telemedicine มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยโรคที่พบมากที่สุด ได้แก่ สมาธิสั้น (ADHD) รองลงมาคือโรคซึมเศร้าและออทิสติก รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเป็นระบบบริการแบบบูรณาการเชื่อมโยงโรงพยาบาล หน่วยบริการปฐมภูมิ สถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่าน 6 กระบวนการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดนโยบายร่วม การสร้างเครือข่าย การพัฒนาระบบเทคโนโลยี การดูแลแบบสหวิชาชีพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและชุมชน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินประสิทธิผลโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.36, S.D. = 0.56)</p> <p><strong>สรุปและอภิปรายผล:</strong> รูปแบบ Telemedicine ที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของเด็กพิเศษ ลดข้อจำกัดด้านระยะทางและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่งเสริมความร่วมมือของเครือข่ายสุขภาพและชุมชน และสนับสนุนการดูแลเด็กพิเศษอย่างต่อเนื่อง เหมาะสมต่อการขยายผลในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกลที่มีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5513
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนนของพนักงานขนส่งอาหารหรือสินค้าด้วยรถจักรยานยนต์ ในเขตกรุงเทพมหานคร
2026-04-13T10:09:40+07:00
ศุภกร นราดุลย์
toeysupp@gmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> อุบัติเหตุทางถนนยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขระดับโลกที่สำคัญ ก่อให้เกิดการเสียชีวิต ความพิการ และความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก ในประเทศไทย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจแบบแพลตฟอร์มส่งผลให้จำนวนผู้ประกอบอาชีพส่งอาหารและพัสดุ (คนขับรถจักรยานยนต์) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งใช้รถจักรยานยนต์เป็นวิธีการเดินทางหลัก การทำงานภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา แรงจูงใจตามรายได้ และตารางการส่งของที่เข้มงวด อาจเพิ่มพฤติกรรมการขับขี่ที่เสี่ยงและลดการปฏิบัติตามกฎจราจร ดังนั้น การระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎจราจรจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนามาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงนี้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อตรวจสอบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพส่งอาหารและพัสดุโดยใช้รถจักรยานยนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร</p> <p>วิธีการ: การสำรวจแบบตัดขวางดำเนินการในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพส่งอาหารและพัสดุโดยใช้รถจักรยานยนต์จำนวน 448 คน ที่ทำงานมาแล้วอย่างน้อยสามเดือน ข้อมูลถูกรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้าง และวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นหลายตัวแปร</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> โดยรวมแล้ว ผู้เข้าร่วม 66.5% แสดงให้เห็นถึงระดับการปฏิบัติตามกฎจราจรในระดับปานกลาง การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นหลายตัวแปรระบุว่า รายได้ (β = −0.185, p < 0.001) ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร (β = 0.153, p = 0.001) และการสนับสนุนทางสังคม (β = 0.192, p = 0.001) เป็นตัวทำนายที่มีนัยสำคัญของการปฏิบัติตามกฎจราจร ตัวแปรเหล่านี้ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการปฏิบัติตามกฎจราจรได้ 15.1% (R = 0.389, R² = 0.151, p < 0.001)</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> รายได้ ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร และการสนับสนุนทางสังคม มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติตามกฎจราจรในกลุ่มคนขับรถจักรยานยนต์ส่งอาหารและพัสดุในเขตกรุงเทพมหานคร การเสริมสร้างการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยบนท้องถนน การพัฒนาระบบสนับสนุนทางสังคม และการนำมาตรการความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมมาใช้ อาจช่วยปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎจราจรและช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในหมู่ผู้ขับขี่ได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5558
การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพอากาศภายในอาคารและผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานที่อยู่ในอาคารโรงพยาบาล จังหวัดภูเก็ต
2026-05-22T11:32:19+07:00
รสริน หัวสิงห์
rosarinchah@gmail.com
จิรา คงปราณ
jira.ko@wu.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> คุณภาพอากาศภายในอาคารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเฉพาะในอาคารโรงพยาบาลซึ่งมีผู้ปฏิบัติงานและผู้ป่วยจำนวนมาก การปนเปื้อนของสารมลพิษในอากาศ รวมถึงสภาวะความสบายเชิงความร้อน อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น กลุ่มอาการป่วยเหตุอาคาร ดังนั้นการศึกษาคุณภาพอากาศภายในอาคารและปัจจัยที่เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาคุณภาพอากาศภายในอาคาร ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพอากาศภายในอาคาร และผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานในอาคารโรงพยาบาล จังหวัดภูเก็ต</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ทำการตรวจวัดพารามิเตอร์ด้านสภาวะความสบายเชิงความร้อน ได้แก่ อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ และพารามิเตอร์ด้านสารปนเปื้อนในอากาศ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM10 และ PM2.5 ร่วมกับการสำรวจสภาพแวดล้อมอาคาร และเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานด้วยแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ปฏิบัติงานในอาคารของโรงพยาบาลในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โรงพยาบาลถลาง และโรงพยาบาลป่าตอง ดำเนินการศึกษาในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านอาคารและสถานที่ทำงานกับคุณภาพอากาศภายในอาคาร โดยใช้สถิติ Chi-square test หรือ Fisher’s exact test และวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคาร โดยนำเสนอในรูปค่า Odds Ratio (OR) ช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (95% CI) และค่า p-value กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พบว่าปัจจัยด้านอาคาร สภาพแวดล้อม และกิจกรรมภายในอาคาร รวมถึงระบบระบายอากาศและแหล่งกำเนิดมลพิษทั้งจากภายในและภายนอกอาคาร มีความสัมพันธ์กับคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ผู้ปฏิบัติงานมีการรายงานกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคาร ได้แก่ อาการระคายเคืองตา จมูก และลำคอ อาการทางระบบทางเดินหายใจ อาการทางผิวหนัง และอาการทางระบบประสาท โดยพบว่าปัจจัยด้านบุคคลและสภาพแวดล้อมการทำงานบางประการมีความสัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและออกแบบระบบคุณภาพอากาศภายในอาคารของโรงพยาบาลให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5435
ลักษณะทางระบาดวิทยาและลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสในโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต
2026-05-11T10:48:15+07:00
ชนะสาร แสวงผล
chanasan.ong@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>: </strong>โรคเมลิออยโดสิสจัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อจากการสัมผัสที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ <em>Burkholderia pseudomallei</em> ข้อมูลจากระบบรายงาน 506 แสดงจำนวนผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสในจังหวัดภูเก็ตระหว่างปี พ.ศ. 2558–2566 โดยเฉลี่ยปีละ 7 ราย และมีจำนวนผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 3 ราย ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2567 มีการรายงานผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสจำนวน 21 ราย และผู้เสียชีวิต 4 ราย ซึ่งเป็นจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงสุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตดังกล่าวอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และยังไม่มีการศึกษาลักษณะทางระบาดวิทยาและลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสในโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่ออธิบายลักษณะทางระบาดวิทยาและทางคลินิก และระบุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาเชิงพรรณนาและเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางในผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสทุกรายที่ได้รับการรักษา ณ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากระบบรายงาน 506 ข้อมูลเวชระเบียน และข้อมูลทางห้องปฏิบัติการ และมีการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุเพื่อระบุปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิต</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสที่ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ตมีแนวโน้มจำนวนคงที่ และมีความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝน ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานที่ประกอบอาชีพใช้แรงงานเป็นหลัก และมีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังร่วมด้วย ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตของผู้ป่วย ได้แก่ การมีพยาธิสภาพในระบบไหลเวียนโลหิตหรือปอด การมีระดับไบคาร์บอเนตในเลือดต่ำ และการไม่ได้รับการควบคุมแหล่งติดเชื้อ ทั้งนี้ ผู้ป่วยประมาณหนึ่งในสามมีภาวะช็อกจากการติดเชื้อและเสียชีวิต</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>โรคเมลิออยโดสิสยังคงเป็นปัญหาท้าทายที่ต้องอาศัยการส่งเสริมการป้องกัน การบูรณาการเทคโนโลยีการวินิจฉัย และการพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบร่วมกัน เพื่อลดอุบัติการณ์และอัตราป่วยตายจากโรคเมลิออยโดสิส</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5254
อุบัติการณ์และปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดเรื้อรังในทารกเกิดก่อนกำหนดในโรงพยาบาลสมุทรปราการ
2026-05-26T10:44:16+07:00
นงนุช สุภาสนันท์
nuiyee@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong>: ภาวะโรคปอดเรื้อรังในทารกเกิดก่อนกำหนด (bronchopulmonary dysplasia; BPD) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญและพบได้บ่อยในทารกคลอดก่อนกำหนด การศึกษาหาอุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคปอดเรื้อรังจึงมีความสำคัญ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการปรับปรุงดูแลผู้ป่วยทารกเกิดก่อนกำหนดและลดการเกิดภาวะโรคปอดเรื้อรังต่อไป</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคปอดเรื้อรังในผู้ป่วยทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1,500 กรัม ในโรงพยาบาลสมุทรปราการ</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาวิจัยนี้เป็นแบบย้อนหลังโดยเก็บข้อมูลจากแบบบันทึกเวชระเบียนผู้ป่วยในของผู้ป่วยเด็กน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1,500 กรัม ที่รักษาในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมุทรปราการตั้งแต่เดือน มกราคม 2563 ถึงเดือน ธันวาคม 2567 โดยเก็บข้อมูลทางด้านปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคปอดเรื้อรังในทารกเกิดก่อนกำหนดและนำมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ Chi-square test </p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: มีผู้ป่วยทารกแรกเกิดที่น้ำหนักตัวน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1,500 กรัมที่เข้ารับการรักษาตัว ที่หอผู้ป่วยทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมุทรปราการทั้งหมด 264 คน มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะโรคปอดเรื้อรังจำนวน 113 คน คิดเป็นร้อยละ 42.8 โดยพบปัจจัยเสี่ยงของภาวะโรคปอดเรื้อรังที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่การผ่าตัดคลอด (p=0.034) ภาวะหายใจลำบากในทารกคลอดก่อนกำหนด (RDS) (p <0.001) การได้รับ surfactant (p <0.001) การติดเชื้อในกระแสเลือดหลังคลอด (p <0.001) โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกเกิดก่อนกำหนด (ROP) (p <0.001) น้ำหนักแรกเกิดน้อย (p=0.001) ภาวะที่ทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับอายุครรภ์เดียวกัน (SGA) (p=0.002) อายุครรภ์น้อย (p <0.001) คะแนน Apgar ที่ 1 นาทีน้อยกว่า 7 (p <0.001) คะแนน Apgar ที่ 5 นาทีน้อยกว่า 7 (p <0.001) โรคหัวใจชนิด PDA (p <0.001) ภาวะหยุดหายใจ (p <0.001) การได้รับยา aminophylline (p <0.049) การใช้เครื่องช่วยหายใจตั้งแต่วันแรกที่เกิด (p <0.001) การใช้เครื่องช่วยหายใจชนิด high-frequency oscillatory ventilation (HFOV) (p <0.001) และจำนวนวันที่ใส่ท่อช่วยหายใจนาน (p <0.001)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong>:โรงพยาบาลสมุทรปราการมีอุบัติการณ์การเกิดภาวะโรคปอดเรื้อรังในทารกเกิดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1,500 กรัม คิดเป็นร้อยละ 42.8 โดยพบปัจจัยเสี่ยงของภาวะโรคปอดเรื้อรังที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่การผ่าตัดคลอดภาวะ RDS การได้รับ surfactant การติดเชื้อในกระแสเลือดหลังคลอดโรค ROP น้ำหนักแรกเกิดน้อยภาวะ SGA อายุครรภ์น้อยคะแนน Apgar ที่ 1 และ 5 นาทีน้อยกว่า 7 โรคหัวใจชนิด PDA ภาวะหยุดหายใจ การได้รับยา aminophylline การใช้เครื่องช่วยหายใจตั้งแต่วันแรกที่เกิด การใช้เครื่องช่วยหายใจชนิด HFOV และจำนวนวันที่ใส่ท่อช่วยหายใจนานควรใช้ข้อมูลนี้ให้เป็นประโยชน์ในการเฝ้าระวังและป้องกันภาวะโรคปอดเรื้อรังในทารกเกิดก่อนกำหนดต่อไป</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5480
ผลของโปรแกรมการสร้างการรับรู้ต่อการป้องกันการติดเชื้อวัณโรคของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา
2026-04-20T13:13:00+07:00
วาสนา ชินกาญจนโรจน์
vchinkanjanaroj@gmail.com
<p><strong>บทนํา</strong><strong>:</strong> วัณโรคยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และเกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์สูง การส่งเสริมการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันจึงมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงดังกล่าว</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมการสร้างการรับรู้เพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรค <br />โดยเปรียบเทียบความรู้ การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง ดำเนินการในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 39 คน โปรแกรมการสร้างการรับรู้ต่อการป้องกันการติดเชื้อวัณโรคของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พัฒนาขึ้นตามแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ paired samples t-test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับวัณโรค <br />การรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .001) โดยคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับวัณโรคเพิ่มขึ้นจาก 5.01 ± 1.82 เป็น 9.32 ± 0.78 คะแนน (Mean Difference = 4.31) ซึ่งเป็นตัวแปรที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด สำหรับการรับรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ พบว่า การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคมีการเพิ่มขึ้นมากที่สุด (Mean Difference = 0.71) รองลงมา ได้แก่ การรับรู้ความรุนแรงของวัณโรค (Mean Difference = 0.66) และการรับรู้ประโยชน์ในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันวัณโรค (Mean Difference = 0.64) ขณะที่พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2.14 ± 0.45 เป็น 2.84 ± 0.30 คะแนน (Mean Difference = 0.70)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> โปรแกรมการสร้างการรับรู้สามารถเพิ่มความรู้ การรับรู้ และพฤติกรรมการป้องกันวัณโรค<br />ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการป้องกันวัณโรคในกลุ่มเสี่ยงได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5466
การพัฒนารูปแบบการลดปัญหาฆ่าตัวตายด้วยวัคซีนใจในชุมชน พื้นที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
2026-03-26T10:33:27+07:00
กฤติพงศ์ ทิพย์ลุ้ย
Kritwee@gmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> การฆ่าตัวตายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต ครอบครัว และเศรษฐกิจ การพัฒนารูปแบบการป้องกันการฆ่าตัวตายโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนจึงมีความสำคัญต่อการลดปัจจัยเสี่ยงและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจของประชาชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อ 1) ศึกษาสาเหตุการฆ่าตัวตายและประเมินสุขภาพจิตในกลุ่มเปราะบาง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน 2) พัฒนาและดำเนินกิจกรรมวัคซีนใจในชุมชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย และ 3) ประเมินประสิทธิผลของกิจกรรมวัคซีนใจในชุมชน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายจำนวน 46 ราย และศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2567–2568 อำเภอเวียงสามีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายสำเร็จ 19 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชายวัยทำงาน วิธีการฆ่าตัวตายที่พบบ่อยที่สุดคือการแขวนคอ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ โรคทางกาย โรคทางจิตเวช การติดสุราหรือสารเสพติด ขณะที่ปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ได้แก่ ปัญหาครอบครัว ความทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย และปัญหาเศรษฐกิจ รูปแบบวัคซีนใจในชุมชนที่พัฒนาขึ้นประยุกต์ใช้หลักการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing: MI) ร่วมกับกระบวนการดูแล 7 ขั้นตอน ครอบคลุมการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การพัฒนาทักษะการเผชิญปัญหา การสร้างเครือข่ายสนับสนุน การเชื่อมโยงบริการ และการติดตามประเมินผล หลังดำเนินกิจกรรมพบว่าอัตราการพยายามฆ่าตัวตายในพื้นที่ลดลง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.89 ± 0.72)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> รูปแบบวัคซีนใจในชุมชนที่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการมีส่วนร่วมและการประยุกต์ใช้หลักการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการดูแลกลุ่มเปราะบาง ลดปัจจัยเสี่ยง และมีแนวโน้มช่วยลดการพยายามฆ่าตัวตายในพื้นที่ จึงควรสนับสนุนการขยายผลสู่พื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5248
การศึกษาภูมิปัญญาในการรักษาโรคสะเก็ดเงินและโรคเบาหวานของหมอพื้นบ้านอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส
2026-04-20T11:43:46+07:00
กอนีตะห์ สาแม็ง
terapong@scphc.ac.th
รุสมาวาตี อับดุลเส๊าะ
terapong@scphc.ac.th
ปิ่นกมล สมพีร์วงศ์
terapong@scphc.ac.th
ปิยะพงษ์ ชูชนะ
terapong@scphc.ac.th
วราภรณ์ รัตนพาหิระ
terapong@scphc.ac.th
ธีระพงษ์ อาญาเมือง
terapong@scphc.ac.th
<p><strong>บทนำ:</strong> ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านมีความสำคัญต่อระบบสุขภาพในพื้นที่พหุวัฒนธรรมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ งานวิจัยนี้มุ่งถอดบทเรียนและบันทึกองค์ความรู้ของ พ่อหมอหมวก คงศรี (หมอยะโก๊ะ) หมอพื้นบ้านผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคสะเก็ดเงินและโรคเบาหวานด้วยสมุนไพรในอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาต่อยอดในระบบสุขภาพชุมชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาประวัติ องค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ กระบวนการรักษา และวิเคราะห์หลักการตั้งตำรับยาสมุนไพรในการรักษาโรคสะเก็ดเงินและโรคเบาหวานของพ่อหมอหมวก คงศรี </p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลหลักคือ พ่อหมอหมวก คงศรี และผู้ให้ข้อมูลสนับสนุน 9 คน ในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งครอบคลุมประเด็นการประเมินประวัติ การสืบทอดความรู้ กระบวนการรักษา และตำรับยา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ร่วมกับการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พ่อหมอหมวก คงศรี ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากตาเสาร์และศึกษาเพิ่มเติมจากตำรายาวัดโพธิ์ กระบวนการรักษามี 3 ขั้นตอน คือ ซักประวัติตรวจรอยโรค, จ่ายยาสมุนไพรพร้อมให้กำลังใจ, และติดตามผลพร้อมทำพิธีกรรม "เด็ดพิษ" หรือ "สะบัดราก" เมื่ออาการดีขึ้น สำหรับการตั้งตำรับยาพบว่า โรคสะเก็ดเงิน มี 2 ตำรับ ได้แก่ ยาต้ม ประกอบด้วยสมุนไพรหลัก 7 ชนิด (เช่น เปลือกต้นโรคแดง, แก่นโรคขาว, หม้อข้าวหม้อแกงลิง) และยาทาภายนอก ประกอบด้วยสมุนไพร 4 ชนิด (เช่น ผักบุ้งทะเล, เมล็ดลำโพง) โดยเน้นรสเมาเบื่อเพื่อแก้โรคผิวหนังและน้ำเหลืองเสีย และโรคเบาหวาน มี 2 ตำรับ ได้แก่ ยารับประทานรูปแบบแคปซูล ประกอบด้วยสมุนไพร 5 ชนิด (เช่น ใบกระท่อมก้านแดง, ใบหม่อน, รากสะเดาเทียม) และยาทาแผล (เปลือกไม้สักผสมน้ำผึ้ง) ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดและต้านการอักเสบ</p> <p><strong>สรุปและอภิปรายผลการศึกษา:</strong> ภูมิปัญญาของพ่อหมอหมวก คงศรี เป็นการรักษาแบบองค์รวมที่ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ มีการผสมผสานตำรับยาที่สอดคล้องกับทฤษฎีการแพทย์แผนไทยและเภสัชกรรมไทย โดยเฉพาะการใช้รสยา "เมาเบื่อ" ในการรักษาโรคผิวหนัง และสมุนไพรรสขม/ฝาดในการลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งสอดคล้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในงานวิจัยปัจจุบัน นอกจากนี้ การรักษาของท่านยังแสดงถึงการอยู่ร่วมกันของพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ เนื่องจากท่านเป็นหมอไทยพุทธที่รักษาคนในชุมชนมุสลิมได้อย่างกลมกลืน องค์ความรู้นี้จึงควรค่าแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้มีการบูรณาการร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันในโรงพยาบาลชุมชนต่อไป</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5359
การศึกษานำร่องภาวะวิตามินดีไม่เพียงพอในบุคลากรโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต: ความชุก ปัจจัยเสี่ยง และการตอบสนองต่อการเสริมเออร์โกแคลซิเฟอรอล
2026-03-17T14:09:23+07:00
ปิยนาถ สกุลพิพัฒน์
piyanat102@yahoo.com
<p><strong>บทนำ </strong>วิตามินดีมีความสำคัญต่อสุขภาพกระดูก ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวม แม้ประเทศไทยจะมีแสงแดดตลอดปี แต่การขาดวิตามินดียังคงพบได้บ่อย โดยเฉพาะในบุคลากรโรงพยาบาลที่ทำงานในร่มและมีการรับแสงแดดจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>เพื่อประเมินระดับวิตามินดีในเลือด ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับวิตามินดี และประเมินประสิทธิผลของการเสริมเออร์โกแคลซิเฟอรอล (วิตามินดี<sub>2</sub>) ในบุคลากรโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong> ศึกษานำร่องย้อนหลังแบบติดตามกลุ่มตัวอย่างในเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จำนวน 66 คน ระหว่างเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน 2567 และติดตามผล 6 เดือน ระดับ 25(OH)D จำแนกเป็น ขาด (<20 ng/mL) ไม่เพียงพอ (20–29 ng/mL) และเพียงพอ (≥30 ng/mL) ผู้ที่มีระดับไม่เพียงพอหรือขาด ได้รับวิตามินดี<sub>2</sub> (20,000 IU) สัปดาห์ละ 1–2 แคปซูล</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> ณ จุดเริ่มต้นของการศึกษา พบว่าผู้เข้าร่วมร้อยละ 94.0 มีภาวะวิตามินดีไม่เพียงพอหรือขาด โดยร้อยละ 57.6 อยู่ในกลุ่ม insufficient และร้อยละ 36.4 อยู่ในกลุ่ม deficient อายุ ≥40 ปี มีความสัมพันธ์กับระดับวิตามินดีที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ขณะที่ปัจจัยด้านประชากรและพฤติกรรมอื่นไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ หลังได้รับการเสริมวิตามินดี₂ เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าระดับวิตามินดีมีการเปลี่ยนแปลงภายในบุคคลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) โดยผู้ที่มีภาวะ deficient ตั้งแต่เริ่มต้นมีระดับวิตามินดีสูงขึ้นร้อยละ 45.8 (ร้อยละ 41.7 เปลี่ยนเป็น insufficient และร้อยละ 4.1 เปลี่ยนเป็น sufficient) ขณะที่ร้อยละ 54.2 ยังคงอยู่ในกลุ่ม deficient</p> <p><strong>สรุป</strong> ภาวะวิตามินดีไม่เพียงพอในบุคลากรโรงพยาบาลมีความชุกสูง โดยอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับวิตามินดีต่ำ ผลการศึกษานำร่องชี้ว่าการเสริมวิตามินดี₂ (Ergocalciferol) ขนาด 20,000–40,000 IU ต่อสัปดาห์อาจยังไม่เพียงพอในการเพิ่มระดับวิตามินดี จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อกำหนดแนวทางการเสริมวิตามินดีที่เหมาะสมต่อไป</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5440
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการโรงพยาบาลตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา
2026-05-14T14:57:11+07:00
อัจฉรา ไอยรา
nongjuk13@gmail.com
<p><strong> บทนํา: </strong>โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งยังพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและผลลัพธ์ทางสุขภาพ อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลตะกั่วทุ่งพบว่า ผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมาย จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> <p><strong> วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 208 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ และข้อมูลค่าระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ (multiple logistic regression)</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยร้อยละ 54.8 ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ (HbA1c ≥ 7%) และร้อยละ 66.8 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำ ผู้ป่วยที่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพต่ำมีโอกาสควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้มากกว่าผู้ที่มีความรอบรู้ระดับสูง 6.52 เท่า (AOR = 3.52, 95% CI = 1.88–6.61, p < 0.001) นอกจากนี้ ผู้ที่มีรายได้ไม่เพียงพอ ผู้ที่เคยเข้าร่วมสุขศึกษาแบบกลุ่ม และผู้ที่มี BMI ≥ 25 kg/m² มีโอกาสควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การพัฒนากิจกรรมสุขศึกษาที่มุ่งเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพเชิงทักษะ จึงควรได้รับการส่งเสริมในระบบบริการสุขภาพ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5418
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดนนทบุรี
2026-06-29T10:54:21+07:00
ปฏิพรรศร์ กาศทิพย์
giovnoov@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong>: อุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากทั้งในระดับโลกและประเทศไทย แม้ภาครัฐจะมีมาตรการและนโยบายป้องกันอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการเกิดอุบัติเหตุยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรีซึ่งมีการขยายตัวของเมือง มีการจราจรที่หนาแน่นและจำนวนอุบัติเหตุสูง</p> <p><strong>มีวัตถุประสงค์</strong>: ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดนนทบุรี</p> <p><strong>วิธีการดำเนินการวิจัย</strong>: ศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนจังหวัดนนทบุรีจำนวน983 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ =82.59 S.D.=6.35) ความรู้ (r=.549), การรับรู้โอกาสเสี่ยง(r=.599), การรับรู้ความรุนแรง(r=.625), การรับรู้ประโยชน์(r=0.608), การรับรู้อุปสรรค (r=-.329), สิ่งชักนำ(r=.549) มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=<.001), เมื่อวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า การรับรู้ความรุนแรง(Beta=.231), การรับรู้ประโยชน์(Beta=.207), การรับรู้โอกาสเสี่ยง(Beta=.193), การรับรู้อุปสรรค(Beta=-.163), สิ่งชักนำ(Beta=.138) คือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรได้ร้อยละ 35.3 (R² = .353, p<.001)</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้อุปสรรค และสิ่งชักนำในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/VCHPK/article/view/5225
ระดับความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุในรถจักรยานยนต์สัมพันธ์กับปริมาตรความจุของกระบอกสูบ
2026-02-02T13:35:13+07:00
ศุภกร นราดุลย์
toeysupp@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> องค์การอนามัยโลก รายงานว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบในระดับโลก ดังนั้น การทำความเข้าใจสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจึงมีความสำคัญ เนื่องจากสามารถใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การออกมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุในอนาคต</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินความรุนแรง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุในรถที่มีปริมาตรความจุของกระบอกสูบที่แตกต่างกัน รวมถึงปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนา (Cross-Sectional Study) โดยใช้ข้อมูลผู้บาดเจ็บจากการอุบัติเหตุทางถนนโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ในจังหวัดภูเก็ต ในปี พ.ศ. 2564 – 2566</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ปริมาตรกระบอกสูบมากกว่า 150 cc การไม่สวมหมวกกันน็อค ความเร็วในการขับขี่มากกว่า 90 กม./ชม. มีความสัมพันธ์กับการมี AIS score สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะการไม่สวมหมวกกันน็อคซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่สุด การไม่สวมหมวกกันน็อค มีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) นอกจากนี้ ความเร็วในการขับขี่ตั้งแต่ 90 กม./ชม. ขึ้นไป และ การขับขี่บนถนนหลัก ก็มีความสัมพันธ์กับการเกิดอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน (p = 0.02 และ p = 0.01 ตามลำดับ) ในด้านความรุนแรงของการบาดเจ็บ โดยความรุนแรงของอุบัติเหตุมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับค่า ISS อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) โดยพบว่าทุกๆ ระดับความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่า ISS เฉลี่ยสูงขึ้น 1 คะแนน</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การไม่สวมหมวกกันน็อค และการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ประกอบกับปัจจัยเฉพาะด้าน เช่น สภาพยางรถที่ไม่สมบูรณ์และแสงสว่างบนถนนที่ไม่เพียงพอ เป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์โดยตรงกับความรุนแรงของการบาดเจ็บ (AIS score) สิ่งที่ทำให้การศึกษานี้โดดเด่นและแตกต่างจากงานวิจัยในอดีต คือการวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเฉพาะถิ่น (Local environment) ซึ่งพบว่ามีนัยสำคัญ ดังนั้นมาตรการเชิงรุกที่ควบคู่ไปกับการปรับปรุงสภาพทางกายภาพของถนนจึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดอุบัติเหตุได้ตรงจุดกว่าการรณรงค์เพียงอย่างเดียว</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและสาธารณสุข วชิระภูเก็ต