https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/issue/feed
วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
2025-12-31T16:45:55+07:00
ผศ.ดร.วรกร วิชัยโย
echjojack@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>Journal of Environmental and Community Health</strong><br /><strong>วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุ<wbr />ขภาพชุมชน</strong></p> <p><strong>Online ISSN: 6112-9248<br /></strong><strong>Print ISSN: 2672-9717<br /></strong></p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5128
การพัฒนารูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โรงเรียนพระนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
2025-12-26T00:50:16+07:00
ทรงลักษณ์ กล่ำเพ็ชร
phicychu88@gmail.com
เถลิงศักดิ์ เสมอเหมือน
phicychu88@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โรงเรียนพระนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน และเพื่อประเมินผลรูปแบบการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โรงเรียนพระนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เก็บข้อมูลจากแบบทดสอบและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Dependent t - test</p> <p> จากการศึกษาพบว่า สาเหตุและปัจจัยของปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และอุปสรรคในการดำเนินงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โรงเรียนพระนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ดังนี้ ทางด้านตัววัยรุ่น คือ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การขาดทักษะการป้องกันการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิดล้มเหลว ไม่ได้เตรียมการป้องกัน ทางด้านสถานศึกษา (โรงเรียน) คือ ไม่มีการ Screen กลุ่มเสี่ยง ทางด้านครอบครัว การสื่อสารในครอบครัวไม่ดี พ่อแม่หลายคนรู้สึกอายหรือเชื่อว่าเรื่องเพศไม่ควรพูด ทำให้วัยรุ่นขาดข้อมูลที่ถูกต้อง และไปรับข้อมูลผิด ๆ จากเพื่อนหรือโซเชียล การไม่กล้าพูดคุยเรื่องเพศทำให้วัยรุ่นไม่รู้วิธีป้องกัน ผลจากการพัฒนารูปแบบการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โรงเรียนพระนารายณ์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พบว่า หลังการพัฒนารูปแบบการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พบว่าคะแนนความรู้และเจตคติของนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ความรู้ยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ไม่แตกต่างจากช่วงหลังทันที (p = .083)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/4971
การพยาบาลมารดาหลังคลอดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในการวางแผนครอบครัว: กรณีศึกษา
2025-11-13T06:06:14+07:00
อัจฉราพรรณ ตังกิจ
svecton99@gmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการให้การพยาบาลมารดาหลังคลอดเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในการวางแผนครอบครัว ในกรณีศึกษามารดาหลังคลอด 1 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยเกี่ยวกับการซักประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการและผลการตรวจพิเศษอื่น ๆ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลตามแบบแผนของกอร์ดอน และโอเร็ม และวางแผนปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้กระบวนการพยาบาล และดำเนินการติดตามประเมินผลของการปฏิบัติการพยาบาลตามแผนที่วางไว้</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า แผลผ่าตัดของมารดาหลังคลอดไม่มีสารคัดหลั่งไหลซึม บริเวณรอบแผลไม่มีการอักเสบหรือบวมแดง ไม่มีน้ำคาวปลา ไม่มีกลิ่นเหม็น หลังการได้รับแนะนำในการวางแผนครอบครัว พบว่า มารดาหลังคลอดสามารถปฏิบัติตนเองในการเลี้ยงดูและให้นมบุตรได้อย่างถูกต้อง มีการวางแผนควบคุมอาหารวางแผนปฏิบัติการควบคุมน้ำหนักตนเอง และหลีกเลี่ยงปฏิบัติกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง มีความรู้และความเข้าใจการใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด สามารถปฏิบัติตนเองในการใส่ห่วงอนามัยและตรวจสอบความผิดปกติของห่วงอนามัยคุมกำเนิดที่ใส่ได้อย่างถูกต้อง</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5034
ผลของการใช้โปรแกรมการดูแลเชิงวัฒนธรรมโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อการเป็นภาระ ความพึงพอใจของผู้ดูแลและอาการรบกวนในผู้ป่วยระยะท้าย อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
2025-12-14T15:01:06+07:00
ทรรศนีย์ พราหมณ์ชูเอม
saranyoo927@gmail.com
นันทาวดี ศิริจันทรา
saranyoo927@gmail.com
ปิยภัทร พรหมสุวรรณ
saranyoo927@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการดูแลเชิงวัฒนธรรมโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากร จำนวน 32 คน ผู้ดูแลและผู้ป่วย กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ได้แก่ การปฏิบัติการของบุคลากร alpha =0.91 ภาระของผู้ดูแล alpha =0.89 และอาการรบกวนในผู้ป่วย alpha =0.94 วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon signed ranks test และ paired t-test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า หลังใช้โปรแกรมบุคลากรมีแผนการดูแลผู้ป่วยล่วงหน้าในผู้ป่วยที่มีอาการหนักในช่วงวาระสุดท้ายและวางแผนเสียชีวิตอย่างสงบ การปฏิบัติการดูแลประคับประคองเพิ่มขึ้น มีการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยอยู่ในระดับปานกลางเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 62.5 เป็น ร้อยละ 84.4 โดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.001) และมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมโดยรวมอยู่ในระดับสูง (23.88±2.42) ผู้ดูแลมีภาระโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางลดลงจากร้อยละ 80.0 เป็นร้อยละ 63.3 โดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) มีภาระลดลงมากที่สุด คือ ด้านจิตวิญญาณ (p<0.001) รองลงมา คือ ความเชื่อทางศาสนา (p<0.001) และลดลงน้อยที่สุด คือ ด้านร่างกาย (p= 0.004) ตามลำดับ ผลการดูแลเชิงวัฒนธรรมโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมีอาการทรงตัว ร้อยละ 80.0 และได้รับการวางแผนล่วงหน้าวาระสุดท้ายและวางแผนเสียชีวิตอย่างสงบ ร้อยละ 20.0</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5183
ผลของโปรแกรมการพยาบาลสำหรับการส่งเสริมการฟื้นสภาพของผู้ป่วยสูงอายุที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
2025-12-30T09:25:37+07:00
นริศรา ศรีกุลวงศ์
phicychu88@gmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง แบบศึกษาสองกลุ่ม วัดผลหลายครั้งแบบอนุกรมเวลา วัดผลก่อนและหลังการได้รับโปรแกรม วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลสำหรับการส่งเสริมการฟื้นสภาพของผู้ป่วยสูงอายุที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม มีแผนการรักษาในการได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จำนวน 34 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 17 คน และกลุ่มควบคุม 17 คน เครื่องมือประกอบด้วย โปรแกรมการพยาบาลสำหรับการส่งเสริมการฟื้นสภาพของผู้ป่วยสูงอายุที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม แบบบันทึกความเจ็บป่วยและการรักษา แบบบันทึกคะแนนความปวดหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม แบบบันทึกความสามารถในการเคลื่อนไหวข้อเข่า แบบบันทึกความสามารถในการเดินบนแนวราบ ในแต่ละจุดเวลา หลังผ่าตัด 1 ครั้ง, หลังผ่าตัด 24, 48, 72 ชั่วโมง ก่อนจำหน่าย และนัดติดตามอาการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรมด้วยสถิติ Mann-Whitney U test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 <br>ผลการศึกษา: พบว่าการเปรียบเทียบค่าคะแนนความปวด ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนความปวดในการวัดครบ 24 ชั่วโมงแรก ถึง 72 ชั่วโมง น้อยกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05)ความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อเข่า (ROM) มากกว่า 90 องศา ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มในทุกจุดเวลา (p>.05) แต่ทั้งสองกลุ่มมีการฟื้นตัวของ ROM ที่ดีตามเวลา, การเปรียบเทียบความสามารถในการเดินบนพื้นราบ 6 นาที ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีความสามารถในการเดินดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ 48 และ 72 ชั่วโมง (p<.05) จำนวนวันนอนโรงพยาบาล (8.4 ± 2.0 vs 7.5 ± 1.5 วัน, p = 0.332) กลุ่มทดลองไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ในขณะที่กลุ่มควบคุมพบภาวะข้อเข่าติด 4 ราย (23.5%) แม้จะไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.103) </p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5135
กรณีศึกษา : การพยาบาลแบบองค์รวมผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดร่วมกับภาวะปอดอักเสบ : กรณีศึกษา 2 ราย
2025-12-26T00:54:57+07:00
นัยนา ศรีลาพัฒน์
thongnak7123@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็น กรณีศึกษา ผู้ป่วยสูงวัยชาย อายุ 78 ปีมีโรคประจำตัวโรคเบาหวาน รับReferจากโรงพยาบาลชุมชนOn ET-Tกรณีศึกษาอีกราย On ET-Tubeที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์สื่อสารได้น้อย มาด้วยอาการ ไอมีเสมหะ เหนื่อยหอบ ผลการตรวจเอกซเรย์ปอด Infiltrate both lung แพทย์วินิจฉัย Lobar Pneumonia with sepsis</p> <p> ผลการศึกษา การวางแผนให้การดูแลการพยาบาลแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรกรับ ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอไม่เกิดภาวะพร่องออกซิเจน ดูแลให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตาม แผนการรักษา ระยะดูแลต่อเนื่อง เป็นการดูแลเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่จะตามมา ได้แก่ ผู้ป่วยเสี่ยงติดเชื้อในกระแส เลือดของระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ มีภาวะของเสียคั่งในกระแสเลือด เนื่องจากประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง และโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการนอนนาน และระยะจำหน่าย วางแผนการจำหน่าย แนะนำวิธีดูแลตนเองเมื่อจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล อธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเห็นความสำคัญ ของการดูแลสุขภาพ การมาตรวจตามแพทย์นัดและติดตามตรวจร่างกายเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5136
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลยางตลาด
2025-12-26T00:57:59+07:00
ลัดดาวัลย์ นาถมทอง
jetsada99chai@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุ และศึกษารูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลยางตลาด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลยางตลาด จำนวน 55 คน มีระยะเวลาในการศึกษาระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึง เดือนพฤศจิกายน 2568 รวม 3 เดือน เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent t – test ในการเปรียบเทียบความเข้าใจในการดูแลผู้สูงอายุ และความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลยางตลาด ก่อนและหลังดำเนินการ</p> <p> ผลการวิจัย: รูปแบบการพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลยางตลาด ประกอบด้วย 1) การประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ (Barthel Index for Activities of Daily Living: ADL) 2) การดูแลผู้สูงอายุ 3) บทบาทของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ส่งผลให้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังการดำเนินงาน โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด และความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการปฏิบัติ “ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อย” หรือ 4 Smart หลังการดำเนินงาน โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดและความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ และการเปรียบเทียบความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการปฏิบัติ “ไม่ล้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อย” หรือ 4 Smart ก่อนและหลังการดำเนินงาน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5061
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์และพระราชานุเคราะห์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ตามบริบทพหุวัฒนธรรมในพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี
2025-12-04T14:31:44+07:00
ณัฐนิชา วารีสมาน
nwareesamarn@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของการดูแลผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์และพระราชานุเคราะห์ในด้านต่าง ๆ 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยที่มีความยั่งยืนและเหมาะสมตามความต้องการของผู้ป่วย และ 3) ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการดูแลผู้ป่วยที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 1 ประกอบด้วยผู้ป่วยจำนวน 35 คน และบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 70 คน รวมทั้งสิ้น 105 คน สำหรับระยะที่ 2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 10 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ด้านการดูแลผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์และพระราชานุเคราะห์จำนวน 7 คน ส่วนระยะที่ 3 ผู้ป่วยจำนวน 35 คน และบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 70 คน รวมทั้งสิ้น 105 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้ทั้งวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้แก่ การแจกแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลเชิงสถิติ การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการทบทวนเอกสารทางการแพทย์ ตลอดจนข้อมูลรายงานการดูแลผู้ป่วย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบประเมินความพึงพอใจ และเอกสารร่างรูปแบบการดูแล การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) การดูแลผู้ป่วยในโครงการพระบรมราชานุเคราะห์และพระราชานุเคราะห์เป็นระบบที่มุ่งเน้นการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและครอบคลุมทุกมิติของสุขภาพ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในปัจจุบันยังคงมีอุปสรรคหลายด้าน เช่น การขาดแคลนทรัพยากร ทั้งยา อุปกรณ์ บุคลากร และความล่าช้าในการให้บริการ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการดูแลและความพึงพอใจของผู้ป่วยและครอบครัว 2) รูปแบบที่พัฒนาประกอบด้วย องค์ประกอบทั้งสี่มิติหมุนเวียนสัมพันธ์กันภายใต้แนวคิด “M–E–S–A” ซึ่งหมายถึง, Medical, Emotional, Social, และ Accessibility โดยมีจุดศูนย์กลางของโมเดลคือ “คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย” และ “การดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์” รูปแบบนี้ประกอบด้วย 4 มิติหลักที่เชื่อมโยงกันเป็นวงจรแห่งการดูแล ได้แก่ มิติทางการแพทย์ มิติทางจิตใจและอารมณ์ มิติทางสังคมและครอบครัว มิติด้านสิทธิและการเข้าถึงบริการ 3) ความพึงพอใจรูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นโดยตัวชี้วัดด้าน คุณภาพชีวิตและความพึงพอใจของผู้ป่วย อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.89) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ การดูแลที่ได้รับตรงกับความต้องการของท่าน (ค่าเฉลี่ย = 4.20) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดได้แก่ ความสะดวกสบายในการเข้าถึงบริการ (ค่าเฉลี่ย = 3.57) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์และพระราชานุเคราะห์ ภาพรวมก่อนการใช้รูปแบบคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์และพระราชานุเคราะห์ ภาพรวม อยู่ระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย = 3.09) หลังการใช้รูปแบบ ภาพรวมอยู่ระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.82) ผลการทดสอบทางสถิติด้วยค่า t-test พบว่า มีค่าความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (t = 5.668, Sig. = 0.000)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5067
การพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บบริเวณช่องอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกรานในระยะวิกฤติ : กรณีศึกษา
2025-12-02T15:26:27+07:00
ธเนษฐ ราชอุปนันท์
svecton99@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการให้การพยาบาลผู้บาดเจ็บบริเวณช่องอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกรานในระยะวิกฤติ ในกรณีศึกษาหญิงไทยเกิดอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชน 1 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนเกี่ยวกับกลไกการบาดเจ็บ อาการและอาการแสดง ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติการได้รับยา การผ่าตัด แบบแผนการดำเนินชีวิตพฤติกรรมสุขภาพ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และผลการตรวจพิเศษอื่น ๆ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลตามแบบแผนของโอเร็มและแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน และวางแผนปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้กระบวนการพยาบาล และดำเนินการติดตามประเมินผลของการปฏิบัติการพยาบาลตามแผนที่วางไว้</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า หลังการผ่าตัดผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการผ่าตัด แผลผ่าตัดไม่บวมแดง ไม่มีแผลกดทับ สารคัดหลั่งจากท่อระบายเป็นสีแดงจาง ไม่มีกลิ่นเหม็น จำนวนสารคัดหลั่งลดลงเป็นลำดับ หลังการฟื้นฟูสภาพร่างกาย พบว่าผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันของตนเองได้บนเตียง การรับประทานอาหาร ล้างหน้าแปรงฟัน เช็ดตัวบนเตียง และสุขวิทยาดีขึ้น โดยสามารถออกกำลังกายด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อขา และกระดกข้อเท้าได้อย่างถูกต้อง ผู้ป่วยและญาติมีความเข้าใจเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย สามารถที่จะปฏิบัติตัวหลังกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ถูกต้อง และไม่มีปัญหาเมื่อไปตรวจตามแพทย์นัด</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5076
การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกส่วนคอหักที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมร่วมกับมีภาวะปอดแฟบ : กรณีศึกษา
2025-12-09T09:59:50+07:00
กรรณิการ์ จตุรวิธวงศ์
svecton99@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการให้การพยาบาลผู้ป่วยกระดูกสะโพกส่วนคอหักที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมร่วมกับมีภาวะปอดแฟบ ในกรณีศึกษาหญิงไทยอายุ 85 ปี ที่เกิดอุบัติเหตุหกล้ม กระดูกสะโพกข้างขวาส่วนคอหัก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนเกี่ยวกับกลไกการบาดเจ็บ อาการและอาการแสดง ประวัติการเจ็บป่วยในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการรับยา การผ่าตัด ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และผลการตรวจพิเศษอื่น ๆ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลตามแบบแผนของโอเร็ม และแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน และวางแผนปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้กระบวนการพยาบาล และดำเนินการติดตามประเมินผลของการปฏิบัติการพยาบาลตามแผนที่วางไว้</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ก่อนการผ่าตัดผู้ป่วยได้รับการดูแลเพื่อดูอาการและการเตรียมตัวผ่าตัด โดยผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดลดลงหลังจากได้รับยา มีความวิตกกังวลลดลงเกี่ยวกับการรับการรักษาโดยการผ่าตัด หลังการผ่าตัดผู้ป่วยได้รับการดูแลเพื่อป้องกันความเสี่ยงหลังผ่าตัด โดยพบว่า ผู้ป่วยหายใจได้ปกติสม่ำเสมอ ไม่มีเหนื่อย แผลผ่าตัดบริเวณสะโพกด้านขวาไม่มีเลือดซึม แต่มีปัญหาปัสสาวะไม่ออก แพทย์จึงให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำเพื่อช่วยเร่งให้ปัสสาวะออก ผู้ป่วยสามารถลุกนั่งได้บนเตียง แต่ต้องมีคนช่วยพยุง ไม่สามารถลุกยืนข้างเตียงได้ ผู้ป่วยมีภาวะปอดแฟบ แต่ได้รับการทำกายภาพบำบัดบริหารปอดจนไม่มีอาการเหนื่อย ผู้ป่วยได้รับการฝึกทักษะในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันภาวะข้อติด พยาบาลแนะนำผู้ดูแลเกี่ยวกับการดูแลสุภาพอนามัยส่วนบุคคลของผู้ป่วยตามหลัก D-MEDTHOD-P การออกกำลังกาย และการฟื้นฟูสภาพก่อนให้กลับไปรักษาตัวที่บ้าน และนัดดูอาการต่อเนื่อง </p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5137
การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการติดตามดูแลผู้ป่วยรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน (Home ward) โรงพยาบาลนาแก จังหวัดนครพนม
2025-12-26T01:00:15+07:00
ภาณุพงศ์ มูลสาร
laddanosri27@gmail.com
ไชยณรงค์ วาปี
laddanosri27@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงตามเกณฑ์การได้รับการติดตามดูแลต่อเนื่องที่บ้าน (Home ward) และศึกษาการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการติดตามดูแลผู้ป่วยรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน (Home ward) โรงพยาบาลนาแก จังหวัดนครพนม มีระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2568 – เดือนธันวาคม 2568 จำนวน 6 เดือน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรของโรงพยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้เข้ารับบริการรักษาในระบบการบริการแบบดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน (Home Ward) ของโรงพยาบาลนาแก ในช่วงระยะเวลา ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2568 – เดือนธันวาคม 2568 จำนวน 6 เดือน ใน 7 กลุ่มโรค เก็บรวบรวมข้อมูล โดยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent t – test ในการเปรียบเทียบศักยภาพบุคลากรในการติดตามดูแลผู้ป่วยรักษาผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน (Home ward) ก่อนและหลังดำเนินการ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ศักยภาพในการจัดบริการการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) ตามแนวทางและมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยรวมและรายด้าน ก่อนดำเนินการอยู่ในระดับมาก และหลังดำเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด ระดับศักยภาพในการจัดบริการการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) ตามแนวทางและมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ก่อนและหลังการดำเนินงาน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยที่ระดับศักยภาพในการจัดบริการการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) ตามแนวทางและมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยในที่บ้าน (Home ward) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หลังการดำเนินงานดีกว่าก่อนการดำเนินงาน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5138
ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิต ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมโรคไม่ได้ ตำบลพังโคน อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร
2025-12-26T01:03:05+07:00
ชนม์ชนก จันทรมหา
komkriton66@gmail.com
<p> การศึกษากึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมโรคไม่ได้ ตำบลพังโคน อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมโรคไม่ได้และรับยาคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชนตำบลพังโคน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 45 คน ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568 เครื่องมือในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง แบบบันทึกการประเมินสุขภาพด้วยตนเอง และเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามภาวะสุขภาพด้วยตนเอง เครื่องมือในการทดลองคือ โปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเองและแบบบันทึกการตั้งเป้าหมายการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงร่วมกับทีมสหวิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติพื้นฐาน ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบใช้ paired t - test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการจัดการตนเอง กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (=93.04, S.D.=13.56 vs =101.29, S.D.=9.70, t=-6.190, p<0.001) เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ด้านสุขภาพพบว่าหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยของดัชนีมวลกายลดลง ความดันโลหิตซีสโตลิกและไดแอสโตลิกลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=2.514, p=0.016;t=12.835, p<0.001; t=4.790, p<0.001) ส่วนค่าเฉลี่ยของรอบเอวลดลงเมื่อเทียบกับก่อนได้รับโปรแกรมแต่ไม่พบความแตกต่างทางสถิติ</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5139
การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่ได้รับการผ่าตัดเปิดทวารเทียม : กรณีศึกษา 2 ราย
2025-12-26T01:05:33+07:00
เกศินี หัตถพนม
supasak2255@gmail.com
<p> การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 ราย เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่ได้รับการผ่าตัดเปิดทวารเทียม ที่เข้ารับการรักษาที่ตึกศัลยกรรมและศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลบรบือ ตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัด ขณะผ่าตัด และหลังผ่าตัด และการวางแผนจำหน่าย โดยการรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วย ญาติ และเวชระเบียน การประเมินอาการ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย นำข้อมูลมากำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล วางแผนการพยาบาล และมีการประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงที่ได้รับการผ่าตัดเปิดทวารเทียม ที่เข้ารับการรักษาที่ตึกศัลยกรรมและศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลบรบือ ดำเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 จากกรณีศึกษารายที่ 1 ชายไทย อายุ 75 ปี รูปร่างค่อนข้างอ้วน มาด้วยอาการปวดจุกแน่นทั่วท้อง เป็นก่อนมา 1 วัน 4 วันก่อนมา ผู้ป่วยไม่ถ่าย ไม่ผายลม ไม่มีอาเจียน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า แพทย์วินิจฉัยเป็น CA descending colon with complete colonic obstruction ทำผ่าตัด Explore laparotomy with loop Transvers colostomy under GA ขณะเข้ารับการรักษาผู้ป่วยมีภาวะ Gout attack และ Hypoglycemia หลังได้รับการรักษาอาการดีขึ้นควบคุมอาการปวดและระดับน้ำตาลได้ ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องผู้ดูแลเป็นผู้สูงอายุมีอาการตามัวเล็กน้อยและจำที่สอนไม่ค่อยได้ทำให้การสอนญาติในการดูแลแผล Colostomy และการเปลี่ยนถุง Colostomy bag มีความยากลำบากพอสมควรทุกครั้งที่มีการสอนทำแผลทวารเทียมและเปลี่ยนถุง Colostomy bag กรณีศึกษารายที่ 2 ชายไทย อายุ 77 ปี รูปร่างผอม มาด้วยอาการปวดแน่นท้องรอบสะดือเป็นก่อนมา 1 วัน แพทย์วินิจฉัยเป็น CA rectum with complete colonic obstruction ทำผ่าตัด Explore laparotomy with loop Transvers colostomy under GA ขณะเข้ารับการรักษาผู้ป่วยมีภาวะ Hypokalemia และ Hypoglycemia หลังได้รับการรักษาผลกการตรวจทางห้องปฏิบัติการปกติ หลังผ่าตัดวันที่ 8 ศัลยแพทย์พิจารณาส่องกล้องลำไส้ใหญ่และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเพื่อประกอบการรักษา ผู้ป่วยและญาติยังไม่สามารถยอมรับความจริงเรื่องการเจ็บป่วย ญาติที่ดูแลผู้ป่วยไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการผ่าตัดได้ การพยาบาลที่สำคัญคือ การเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย และจิตใจให้กับผู้ป่วยและญาติ โดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับทวารเทียม และผู้ป่วยทุกรายควรได้รับการกำหนดตำแหน่งทวารเทียมที่เหมาะสม การพยาบาลเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาเฉียบพลันที่กำลังคุกคามชีวิต การจัดการความปวดเพื่อลดความทุกข์ทรมาน การพยาบาลเพื่อป้องกันการภาวะแทรกซ้อนจากมีทวารเทียม การให้ความรู้ ฝึกทักษะผู้ป่วยและผู้ดูแล เสริมพลังอำนาจในการดูแลตนเอง ผู้ป่วยทั้งสองรายไม่มีภาวะแทรกซ้อนสามารถจำหน่ายกลับบ้านได้</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5140
การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้าและมีการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อใหม่โดยใช้เนื้อเยื่อตนเอง : กรณีศึกษา
2025-12-26T01:07:49+07:00
นริสรา ศิริกุลเบญญา
lumpon1972@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้การผ่าตัดเต้านมออกทั้งเต้าและมีการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อตนเอง และ 2) ให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้การผ่าตัดปลอดภัย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับการรักษาโดยการผ่าตัดในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ.2567 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย สัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติ ใช้แนวคิดข้อมูลภาวะสุขภาพตาม 11 แบบแผนของกอร์ดอนและทฤษฎีความพร่องในการดูแลตนเองของโอเร็มมาใช้</p> <p> ผลการศึกษา กรณีศึกษารายที่ 1 เป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดแบบ Lift Skin- Sparing Mastectomy (SSM) with Axillary Lymph Node Dissection (ALND) PedicleTransverse Rectus Abdominis Musculocutaneous Flap with Abdominal Wall Repair with Mesh Graft กรณีศึกษารายที่ 2 รับการผ่าตัด Right Total Mastectomy with Pedicle Transverse Rectus Abdominis Musculocutaneous Flap (TRAM flap) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยปลอดภัย ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด พบปัญหาทางการพยาบาลระยะก่อนผ่าตัด ระยะหลังผ่าตัด และระยะการวางแผนจำหน่ายคล้ายคลึงกัน และแตกต่างกันในบางประเด็น</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5142
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง โรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
2025-12-26T01:10:24+07:00
ปาริชาด สิริภาคย์โสภณ
sereesaetan@gmail.com
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง และประเมินผลลัพธ์ด้านระยะเวลาในการผ่าตัด ภาวะแทรกซ้อน ระดับการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ ความพึงพอใจของผู้ป่วย รวมถึงความคิดเห็นของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติ การวิจัยดำเนินการตามวงจรการพัฒนาแนวปฏิบัติ โดยเริ่มจากการทบทวนปัญหา การจัดสนทนากลุ่มพยาบาลจำนวน 10 คน เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติ และนำแนวปฏิบัติไปใช้จริงกับผู้ป่วย 70 รายที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แนวปฏิบัติที่พัฒนา แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ แบบประเมินความคิดเห็นของพยาบาล และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและการหาค่าความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลมีระดับการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในระดับดี (x̄ = 4.11) ระยะเวลาเฉลี่ยในการผ่าตัดอยู่ที่ 58.7 นาที (SD = 21.28) อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดพบร้อยละ 18.57 โดยส่วนใหญ่เป็นปัญหาในการนำถุงน้ำดีออก ผู้ป่วยมีความพึงพอใจในระดับสูงมาก (x̄ = 4.54, SD = 0.07) ขณะที่พยาบาลมีความคิดเห็นต่อแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นในระดับสูงมาก (x̄ = 4.56, SD = 0.02) โดยเห็นว่าแนวปฏิบัติมีความชัดเจน เป็นระบบ ใช้งานง่าย และช่วยเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วยในห้องผ่าตัด</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5143
ประสิทธิผลของแนวทางการประเมินและเฝ้าระวังภาวะหายใจหอบในทารกแรกเกิด โดยใช้ Early Warning Signs
2025-12-26T01:15:33+07:00
รุ่งฤดี นนทะมาตย์
nattawut7788p@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Newborn Early Warning Sings (NEWS) และการใช้ Respiratory Distress Score ( RD score) ใช้ในทารกแรกเกิดถึงอายุ 1 เดือน ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจและศึกษาประสิทธิผลของแนวทางการประเมินและเฝ้าระวังภาวะหายใจหอบในทารกแรกเกิดโดยใช้ Early Warning Signs มีระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568 ถึง เดือน ตุลาคม 2568 รวม 3 เดือน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ตึกหลังคลอดและเด็ก โรงพยาบาลสมเด็จ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 22 คน เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามและเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent t – test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า</p> <ol> <li class="show">ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Newborn Early Warning Sings (NEWS) และการใช้ Respiratory Distress Score ( RD score) ใช้ในทารกแรกเกิดถึงอายุ 1 เดือน ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ ก่อนดำเนินการ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้น ด้าน Colour (SpO₂) Respiratory rate และ Feeding อยู่ในระดับมาก หลังดำเนินการ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li class="show">ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Respiratory Distress Score ( RD score) ใช้ในทารกแรกเกิดถึงอายุ 1 เดือน ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ (ประเมินครั้งแรกที่นาทีที่ 10 หลังคลอด จากนั้นประเมินทุก 15 นาที จนกระทั่งได้ส่งต่อตึกผู้ป่วย) ก่อนดำเนินการ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง หลังดำเนินการ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li class="show">ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Newborn Early Warning Sings (NEWS) กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลสมเด็จ ใช้ประเมิน Clinical sepsis ในทารกแรกเกิด – 1 เดือน ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ Respiratory Distress Score ( RD score) ใช้ในทารกแรกเกิดถึงอายุ 1 เดือน ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ (ประเมินครั้งแรกที่นาทีที่ 10 หลังคลอด จากนั้นประเมินทุก 15 นาที จนกระทั่งได้ส่งต่อตึกผู้ป่วย) พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ หลังการดำเนินงานดีกว่าก่อนการดำเนินงาน</li> <li class="show">ผลการใช้แนวทางการประเมินและเฝ้าระวังภาวะหายใจหอบในทารกแรกเกิด โดยใช้ Early Warning Signs พบว่า สามารถประเมินและเฝ้าระวังภาวะหายใจหอบในทารกแรกเกิด โดยใช้ Early Warning Signs ครบ ร้อยละ 100.00 และสามารถคัดเข้า SNB ได้ ร้อยละ 23.26</li> </ol>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5144
ผลของรูปแบบการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการประยุกต์แนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์
2025-12-26T01:18:05+07:00
วิไลรัตน์ สุทธิประภา
jetsada99chai@gmail.com
<p> การศึกษาเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 และผลของรูปแบบการดูแลสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการประยุกต์แนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย ระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึง เดือน ตุลาคม 2568 รวม 9 เดือน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ อายุไม่เกิน 60 ปี และป่วยไม่เกิน 10 ปี จำนวน 28 คน เก็บข้อมูลจากแบบบันทึกข้อมูลและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิง โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent t – test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า หลังดำเนินการ ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการประยุกต์แนวคิดเวชศาสตร์วิถีชีวิต โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อายุเฉลี่ย 59.50 <u>+</u> 4.78 ปี FBS เฉลี่ย 151.64 <u>+</u> 37.79 mg/dL และ HbA1C เฉลี่ย 7.50 <u>+</u> 1.40 mg% ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ และพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังการดำเนินงาน โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดและความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 และระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนและหลังการดำเนินงาน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยที่ระดับน้ำตาลของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านกอก อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังการดำเนินงานดีกว่าก่อนการดำเนินงาน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5093
ความจำเพาะการวินิจฉัย Leptospirosis with well's syndrome จากการใช้ Leptoscore เปรียบเทียบกับ Leptotiter (IgG-Ab,IgM-Ab)
2025-12-15T14:50:22+07:00
อนิก วโรรส
woragon.wi@ksu.ac.th
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการตรวจ Leptoscore ซึ่งเป็นการจำแนกเชิงคะแนนจากข้อมูลทางคลินิกและผลปัสสาวะ กับการตรวจ Leptotiter (IgM ELISA) และการตรวจภูมิคุ้มกัน IgG/IgM ในการยืนยันการป่วยโรคเลปโตสไปโรสิส เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง (retrospective study) เก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคเลปโตสไปโรสิสระหว่างปี 2564–2568 จำนวน 128 ราย วิเคราะห์ข้อมูลทางคลินิก ผลตรวจปัสสาวะ (UA) และผลภูมิคุ้มกัน Leptospira IgG/IgM ด้วยวิธี ELISA วิเคราะห์ความไว (sensitivity), ความจำเพาะ (specificity), ความแม่นยำ (accuracy) ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ในการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, ค่าต่ำสุด, ค่าสูงสุด และสถิติเชิงอนุมานใช้สถิติ Chi-square test และการหาขนาดของความสัมพันธ์ ใช้ค่าของ Odd Ratio, 95%CI กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา: พบว่า Leptoscore มีค่าความไวสูงสุด 92.7% ความจำเพาะ 86.2% และ Accuracy 88.3% ส่วน Leptotiter มีความไว 85.4% ความจำเพาะ 90.8% และ Accuracy 88.0% สำหรับ IgG/IgM พบความไวต่ำ (0–12.2%) แต่ความจำเพาะสูง (86.2–98.9%) ตัวแปรทางปัสสาวะที่สัมพันธ์กับการยืนยันโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value 0.05 ได้แก่ ความขุ่นของปัสสาวะ (OR = 3.337; p = 0.004), บิลิรูบินในปัสสาวะ (OR = 4.355; p = 0.005), และเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ (OR = 3.051; p = 0.004)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5179
การเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายตามโปรแกรม Otago ในน้ำและบนบกต่อความสามารถในการทรงตัว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ อาการปวด และความเสี่ยงในการล้มในผู้สูงอายุที่มีโรคข้อเข่าเสื่อมร่วมกับภาวะเสี่ยงต่อการหกล้ม
2025-12-30T02:34:36+07:00
วราห์ภรณ์ ฮุงหวล
supasak2255@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกาย Otago Exercise Programme (OEP) ในรูปแบบบนพื้นและในสภาพแวดล้อมทางน้ำต่อความสามารถทางกายของผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมร่วมกับความเสี่ยงต่อการหกล้ม ดำเนินการวิจัยโดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental design) ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มออกกำลังกายบนพื้น 26 คน และกลุ่มออกกำลังกายในน้ำ 26 คน ดำเนินโปรแกรมเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย แบบประเมินความกลัวการหกล้ม (FES-I) การทดสอบความคล่องตัวและการทรงตัว (TUG) การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา (FTSTS) แบบประเมินอาการปวดและสมรรถภาพการทำงานของข้อเข่า (WOMAC) แบบประเมินการทรงตัวเชิงระบบ (Mini-BESTest) และแบบประเมินการทรงตัวของเบิร์ก (BBS) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา paired t-test และ independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลองทั้งสองกลุ่มมีคะแนนความสามารถทางกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในเกือบทุกตัวแปรที่ศึกษา (p < 0.05) โดยกลุ่มบนพื้นมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกตัวแปร ส่วนกลุ่มในน้ำพบการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญใน FES-I, TUG, FTSTS, WOMAC และ Mini-BESTest ยกเว้นคะแนน BBS ที่แม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มออกกำลังกายในน้ำมีผลลัพธ์ดีกว่ากลุ่มบนพื้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในตัวแปร FTSTS, WOMAC และ Mini-BESTest ขณะที่ตัวแปร FES-I, TUG และ BBS ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่ม</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5149
การพัฒนารูปแบบและศึกษาผลทางคลินิกของโปรแกรมการบริหารข้อเข่าร่วมกับพอกยาสมุนไพรในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม ณ คลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลอากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร
2025-12-26T15:24:38+07:00
มณีรัตน์ สารเนตร
maneerat.sara2518@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและศึกษาผลทางคลินิกของโปรแกรมการบริหารข้อเข่าร่วมกับการพอกยาสมุนไพรในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อม ณ คลินิกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลอากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุอายุ 60–69 ปี จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า–คัดออก กลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมโปรแกรมโดยรับการพอกยาสมุนไพรและบริหารข้อเข่าภายใต้การกำกับดูแลสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ร่วมกับ การบริหารข้อเข่าด้วยตนเองที่บ้านวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบทีแบบจับคู่ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัด</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง ระดับความปวดข้อเข่าลดลงจากระดับมาก เฉลี่ย 6.89 (S.D. = 0.97) เป็นระดับน้อย เฉลี่ย 3.00 (S.D. = 0.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) อาการข้อฝืดลดลงจากเฉลี่ย 6.40 เป็น 2.97 (p < 0.001) และความสามารถในการใช้งานข้อเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 6.44 เป็น 2.99 (p < 0.001) การวิเคราะห์แบบวัดซ้ำตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์พบว่าระดับความปวดลดลงต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ (F = 1357.36, p < 0.001) โดยค่าเฉลี่ยของความปวดลดลงในแต่ละสัปดาห์ประมาณ 1 คะแนนด้านคุณภาพชีวิต พบว่าค่าอรรถประโยชน์ เพิ่มขึ้นจาก 0.544 (S.D. = 0.135) เป็น 0.839 (S.D. = 0.103, p < 0.001) และคะแนนสุขภาพโดยรวม เพิ่มจาก 58.17 เป็น 82.33 (p < 0.001) แสดงถึงการปรับตัวและสมรรถภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย = 4.38 (S.D. = 0.45)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5175
การพยาบาลผู้ป่วยวัณโรคปอดดื้อยาที่มีภาวะหายใจล้มเหลว : กรณีศึกษา
2025-12-30T02:26:12+07:00
สุทักษิณา กระแจะจันทร์
jetsada99chai@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาที่มีภาวะหายใจล้มเหลว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน อาการและอาการแสดง ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติการได้รับยา การผ่าตัด แบบแผนการดำเนินชีวิตพฤติกรรมสุขภาพ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และผลการตรวจพิเศษอื่น ๆ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลตามแบบแผนของโอเร็ม และแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน และวางแผนปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้กระบวนการพยาบาล และดำเนินการติดตามประเมินผลของการปฏิบัติการพยาบาลตามแผนที่วางไว้</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า หลังรับไว้ในความดูแล ผู้ป่วยหายใจไม่มีเหนื่อยหอบ อาการไอเป็นบางครั้ง เสมหะสีขาว ไอขับออกได้ อ่อนเพลียเล็กน้อย ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อกลับไปอยู่บ้าน พูดคุยให้กำลังใจ ผู้ป่วยและญาติรับทราบเข้าใจ รวมนอนโรงพยาบาลทั้งหมด 15 วัน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5176
ผลการใช้โปรแกรมการจัดการความเสี่ยงทางคลินิกด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อทัศนคติและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการจัดการความเสี่ยงของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช
2025-12-30T02:28:51+07:00
แพรพิไล ช่วงแก้ว
laddanosri27@gmail.com
<p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.ผลการใช้โปรแกรมการจัดการความเสี่ยงทางคลินิกด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อทัศนคติและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการจัดการความเสี่ยงของพยาบาล 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลที่เข้าร่วมโปรแกรมการจัดการความเสี่ยงทางคลินิกด้วยความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประชากรคือ พยาบาลวิชาชีพ ทั้งหมด 450 คน กลุ่มตัวอย่างนำมาคำนวณสูตรของ Krejcie & Morgan จำนวน 208 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1.โปรแกรมการจัดการความเสี่ยงทางคลินิกด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพของนัทบีม 2.เครื่องมีอที่ใช้ในการเก็บรวบรวม แบ่งออกเป็น 4 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคล ตอนที่ 2 แบบสอบถามทัศนคติ ตอนที่ 3 แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในตนเอง และตอนที่ 4 แบบสอบถามความพืงพอใจต่อโปรแกรมการจัดการความเสี่ยงทางคลินิก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติวิเคราะห์ ได้แก่ pair t- test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพที่เข้าร่วมโปรแกรมการจัดการความเสี่ยงทางคลินิกด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถของตนเองในการจัดการความเสี่ยงของพยาบาลวิชาชีพสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจภาพรวมมีีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด </p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5178
ผลการประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ สำหรับกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน ตำบลนาอุดม อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด
2025-12-30T02:31:28+07:00
สมบูรณ์ หมั่นนันท์
komkriton66@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน ตำบลนาอุดม อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทพื้นที่และสถานการณ์ ระยะที่ 2 ประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และระยะที่ 3 ประเมินผลการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน จํานวน 201 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้าศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 4 ชุด ประกอบด้วย เครื่องมือเชิงปริมาณ 1 ชุด ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยกรมควบคุมโรค และเครื่องมือเชิงคุณภาพ 3 ชุด ตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาและโครงสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมานใช้ Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า บริบทพื้นที่เป็นสังคมชาวนาดำรงชีวิตตามวิถีชนบทภาคอีสาน พฤติกรรมการประกอบอาหารใช้ปลาร้าเป็นส่วนประกอบสำคัญ นิยมรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลักและรับประทานจนอิ่ม รูปแบบการดูแลกลุ่มเสี่ยงเบาหวานชุมชนที่ผ่านมาไม่มีระบบการกำกับติดตามและเฝ้าระวังที่ชัดเจน กลุ่มตัวอย่างมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ระหว่าง 101 - 125 มิลลิกรัม/เดซิลิตรทุกคน ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกิน ร้อยละ 66.17 เพศชายและเพศหญิงมีเส้นรอบเอวเกิน ร้อยละ 68.42 และ 65.97 ตามลำดับ ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 53.73 และ 55.22 ตามลำดับ การประยุกต์ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผน โดยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและตั้งค่าเป้าหมายในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดรายบุคคล จัดทำแผนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในชุมชนตามกลยุทธ์ของพื้นที่ 2) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพใช้แนวทาง 3 อ. 2 ส. โดยบุคคลต้นแบบด้านสุขภาพและภาคีเครือข่ายสนับสนุนการจัดกิจกรรม 3) การสังเกตและบันทึกผล โดยจัดระบบการกำกับติดตามโดยการเยี่ยมเสริมพลังแบบมีส่วนร่วมและสร้างช่องทางการสื่อสาร การให้กำลังใจ และให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด และ 4) การสะท้อนผลโดยการจัดเวทีถอดบทเรียนและคืนข้อมูล ผลการพัฒนาพบว่าคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 กลุ่มตัวอย่างมีสภาวะสุขภาพที่เป็นความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวานเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ค่าดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกินลดลงเป็นร้อยละ 43.78 เพศชายและเพศหญิงมีเส้นรอบเอวเกินลดลงเป็นร้อยละ 33.33และ 50.69 ตามลำดับ ค่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงเบาหวานลดลงเป็นร้อยละ 41.79 มีรายงานป่วยเป็นโรคเบาหวานรายใหม่ 1 ราย</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5180
การเสริมสร้างศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร
2025-12-30T02:37:28+07:00
สุดสาคร สังกฤษ
lumpon1972@gmail.com
<p> การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และการเสริมสร้างศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร มีระยะเวลาในการดำเนินการวิจัย ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึง เดือน ธันวาคม 2568 รวม 3 เดือน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร หมู่บ้านละ 5 คน จำนวน 11 หมู่บ้าน รวมจำนวน 55 คน โดยการเจาะจง (Purposive Selection) โดยใช้เกณฑ์ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent t – test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการดำเนินงาน ศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด และศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ก่อนและหลังการดำเนินงาน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยที่ ศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านดง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร หลังการดำเนินงานดีกว่าก่อนการดำเนินงาน</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5162
ผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระบบช่องทางด่วน โรงพยาบาลท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
2025-12-27T10:18:32+07:00
พิมพ์ภัทรา โสภาคดิษฐ์
primnamprown@gmail.com
พิสมัย นพรัตน์
snopparat1969@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระบบช่องทางด่วนโรงพยาบาลท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เข้ารับบริการโรงพยาบาลท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา หาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติ Chi-square, ข้อมูลต่อเนื่องใช้ t-test</p> <p> ผลการศึกษา :1) ประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ด้านปฏิบัติการพยาบาล พบว่า การคัดกรองอาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมอง การรายงานแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ การพยาบาลเบื้องต้นโดยใช้หลัก ABCD การประเมินระดับความรู้สึกตัว การตรวจ Motor power การควบคุมค่าออกซิเจนในกระแสเลือด การเฝ้าระวังสัญญาณชีพ หลังพัฒนาดีขึ้นกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ประสิทธิผลด้านการรักษา พบว่า ระยะเวลาที่อยู่ในห้องฉุกเฉินและอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนก่อนและหลังพัฒนามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) 2) ผลการประเมินความรู้ของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังพัฒนาแนวปฏิบัติคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 8.37±1.56 เป็น 11.96±1.42 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อแนวปฏิบัติการพยาบาลหลังพัฒนาแนวปฏิบัติพบว่าคะแนนความพึงพอใจเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากที่สุดจาก 3.40 ± 0.724 เป็น 3.86 ± 0.345 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) </p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5182
การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบพอเพียงของผู้สูงอายุ ตำบลฟ้าห่วน อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร
2025-12-28T05:57:38+07:00
อัครเดช พุฒพันธ์
sereesaetan@gmail.com
<p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบพอเพียงของผู้สูงอายุตำบลฟ้าห่วน อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร บนพื้นฐานแนวคิดคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน การวิจัยดำเนินการใน 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.วิเคราะสถานการณ์ปัญหาและบริบทการดำเนินงานในพื้นที่ 2. พัฒนารูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต 3.ประเมินผลรูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยการใช้แบบวัดระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ (WHOQOL-BREF-THAI) และแบบประเมินศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่สร้างขึ้นโดยผู้วิจัย กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุและผู้ดูแลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลฟ้าห่วน อำเภอค้อวัง จังหวัดยโสธร โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 384 คน เครื่องมือกลุ่มผู้สูงอายุ ได้แก่ 1) แบบวัดระดับคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุ (WHOQOL-BREF-THAI) และ 2) แบบประเมินศักยภาพในการดูแลของผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ดูแล ใช้แบบประเมินศักยภาพ ในการดูแลผู้สูงอายุที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบด้วย 1) แบบวัดการรับรู้ภาวะสุขภาพ ของ ผู้สูงอายุ 2)แบบประเมินปัญหา สุขภาพของผู้สูงอายุ และ 3)แบบประเมินความสามารถตนเองในการดูแลผู้สูงอายุ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมีระดับคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดี ร้อยละ 44 ด้านร่างกาย จิตใจ และสัมพันธภาพทางสังคม อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 54, 56 และ 54 ตามลำดับ การประเมินความสามารถตนเอง ในการดูแลผู้สูงอายุของผู้ดูแล อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าคะแนนเฉลี่ย 6.31/10) ผลการประเมินการใช้รูปแบบพบว่าในภาพรวมผู้สูงอายุ<br />และผู้ดูแลมีความคิดเห็นว่า รูปแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบพพอเพียง อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.62, SD=0.70 / <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.55, SD=0.64)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5197
การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
2025-12-31T16:33:08+07:00
ญาณพัฒน์ ทรงเย็น
phicychu88@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรูปแบบการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์โดยประยุกต์ใช้วงจร PAOR กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 35 คน 2) ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 47 คน และ 3) ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 82 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินคุณภาพชีวิต และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง ตุลาคม 2568 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ Paired T-test โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง มีกระบวนการ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การเตรียมการเพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ 2) การดำเนินงานดูแลสุขภาพแบบบูรณาการโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (การประเมินปัญหาความต้องการ, การประสานความร่วมมือ, การดูแลแบบครบวงจร) และ 3) การให้คำปรึกษาและติดตามประเมินผลเพื่อปรับปรุงพัฒนา ส่งผลให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และความรู้ในการดูแลและการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.001)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5198
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน โรงพยาบาลบ้านโป่ง
2025-12-31T16:38:15+07:00
สมสุข อดิเรกลาภ
phicychu88@gmail.com
<p> การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน โรงพยาบาลบ้านโป่งร่วมกับการใช้การนิเทศทางการพยาบาลในคลินิก ขั้นตอนดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่1) การค้นหาปัญหาในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน 2) การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลฯ 3) ทดลองใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ และ 4) ประเมินผลและเผยแพร่แนวปฏิบัติการพยาบาลฯ กลุ่มตัวอย่างทำการคัดเลือกแบบเจาะจงได้แก่ 1) ผู้นิเทศทางการพยาบาล 10 คน และผู้รับการนิเทศฯ 71 คน ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน 2) ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ ที่พัฒนาขึ้น แบบวัดความรู้ แบบสอบถามการปฏิบัติ แบบวัดความยาก – ง่าย ความเป็นไปได้ของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล และแบบวัดความพึงพอใจ ใช้ระยะการดำเนินการ 14 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันโรงพยาบาลบ้านโป่ง ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1) การให้การพยาบาลเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน และ 2) การให้การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน หลังใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลฯพบว่า ผู้นิเทศฯและผู้รับการนิเทศฯ มีความรู้การนิเทศและความรู้ในการให้การพยาบาลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน สูงกว่าก่อนใช้แนวปฏิบัติฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตามลำดับ มีคะแนนการปฏิบัติการนิเทศทางการพยาบาลฯ และคะแนนการปฏิบัติการพยาบาลฯ อยู่ในระดับมาก เช่นกัน การนิเทศทางการพยาบาลฯ และแนวปฏิบัติการพยาบาลฯ มีความง่ายและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้กับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน และความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025