วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech <p><strong>Journal of Environmental and Community Health</strong><br /><strong>วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุ<wbr />ขภาพชุมชน</strong></p> <p><strong>Online ISSN: 6112-9248<br /></strong><strong>Print ISSN: 2672-9717<br /></strong></p> สมาคมศิษย์เก่าสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชนมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ th-TH วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2672-9717 การพัฒนาการปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อลดการคั่งค้างของเสมหะในผู้ป่วยเด็ก 0-5 ปี ของผู้ป่วยโรงพยาบาลตะโหมด จังหวัดพัทลุง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5460 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้ &nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อลดการคั่งค้างของเสมหะในผู้ป่วยเด็ก &nbsp;0-5 &nbsp;ปี โรงพยาบาลตะโหมด &nbsp;และเพื่อศึกษาผลการใช้แนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อลดการคั่งค้างของเสมหะในผู้ป่วยเด็ก &nbsp;0-5 &nbsp;ปี โรงพยาบาลตะโหมด &nbsp;จังหวัดพัทลุง &nbsp;เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง &nbsp;(Quasi-Experimental Designs)&nbsp; ทำศึกษาระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 &nbsp;– &nbsp;พฤศจิกายน &nbsp;พ.ศ. 2568 &nbsp;การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling)&nbsp; โดยคำนวณจากค่าขนาดอิทธิพลของการวิจัยแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง &nbsp;จำนวน 13 &nbsp;ราย และผู้ป่วยเด็ก &nbsp;0-5 &nbsp;ปี &nbsp;ที่ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ &nbsp;ระหว่าง &nbsp;เดือนตุลาคม &nbsp;พ.ศ. 2568 &nbsp;– &nbsp;พฤศจิกายน &nbsp;พ.ศ.2568 &nbsp;วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป &nbsp;ด้วยสถิติเชิงพรรณนา &nbsp;เปรียบเทียบเปรียบเทียบความรู้การพยาบาลเพื่อลดการคั่งค้างของเสมหะในผู้ป่วยเด็ก 0-5 ปีก่อน-หลัง และเปรียบเทียบพฤติกรรมการพยาบาลเพื่อลดการคั่งค้างของเสมหะในผู้ป่วยเด็ก &nbsp;0-5 &nbsp;ปี &nbsp;ก่อนและหลัง ใช้สถิติ &nbsp;Pair t-test &nbsp;ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ &nbsp;0.05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า &nbsp;กลุ่มตัวอย่างพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลจำนวน &nbsp;13 &nbsp;ราย &nbsp;ส่วนใหญ่มีอายุน้อยและยังไม่เคยได้รับการอบรมด้านการดูแลผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ &nbsp;ขณะที่กลุ่มผู้ป่วยเด็กอายุ &nbsp;0–5 ปี &nbsp;จำนวน &nbsp;70 &nbsp;ราย &nbsp;ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย &nbsp;และพบโรคหืดและหลอดลมฝอยอักเสบเป็นหลัก &nbsp;ภายหลังการใช้แนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อลดการคั่งค้างของเสมหะ &nbsp;พบว่าระดับความรู้ของบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน &nbsp;โดยระดับความรู้สูงเพิ่มจากร้อยละ &nbsp;15.40 &nbsp;เป็น &nbsp;92.30 &nbsp;และไม่พบระดับต่ำ &nbsp;นอกจากนี้ &nbsp;พฤติกรรมการปฏิบัติการพยาบาลมีการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ &nbsp;โดยเพิ่มเป็นระดับสูงร้อยละ &nbsp;100 ทั้งหมด &nbsp;ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และพฤติกรรมหลังการใช้แนวทางสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ &nbsp;(p&lt;.001)</p> โชติกา สุขสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 1 10 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการนอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 30 วัน ในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลปาดังเบซาร์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5462 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยทำนายการนอนโรงพยาบาลซ้ำภายใน 30 วัน ในผู้ป่วย COPD โรงพยาบาลปาดังเบซาร์ ศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 321 ราย ที่จำหน่ายในช่วงปีงบประมาณ 2566–2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติไคสแควร์และการวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติกพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำร้อยละ 24.3 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.05) ได้แก่ ประวัติเคยใส่ท่อช่วยหายใจ (aOR = 3.12), ความรุนแรงของโรคกลุ่ม E (aOR = 2.58), ประวัตินอนโรงพยาบาลในรอบ 1 ปีก่อนหน้า (aOR = 2.25) และการสูบบุหรี่ในปัจจุบัน (aOR = 1.95) โดยมีการได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นปัจจัยป้องกัน (aOR = 0.58)</p> ธนกร ไสยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 11 17 ผลการใช้สำลีรองเฝือกต่อการเกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนังจากการวัดความดันโลหิต ในมารดาผ่าตัดคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง โรงพยาบาลกุมภวาปี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5467 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบหลายกลุ่มวัดเฉพาะหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลการใช้สำลีรองเฝือกต่อการเกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนังจากการวัดความดันโลหิตในมารดาผ่าตัดคลอดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลัง โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ มารดาตั้งครรภ์อายุ 18-40 ปี อายุครรภ์มากกว่า 37 สัปดาห์ ที่มารับบริการผ่าตัดคลอดในโรงพยาบาลกุมภวาปี ระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม 2568 จำนวน 108 ราย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเท่าๆ กัน กลุ่มละ 36 ราย ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 ใช้สำลีรองเฝือกรองแขน กลุ่มที่ 2 ใช้ฟิล์มถนอมอาหารรองแขน และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มควบคุมที่ไม่ใช้วัสดุรองแขน เครื่องมือประกอบด้วยแบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกอาการจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง แบบบันทึกอาการแทรกซ้อน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ Chi-square ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ที่เวลา 30 นาทีหลังการผ่าตัด กลุ่มที่ใช้สำลีรองเฝือกมีสัดส่วนผู้ป่วยที่ไม่เกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนังสูงที่สุดร้อยละ 83.3 รองลงมาคือกลุ่มฟิล์มถนอมอาหารร้อยละ 66.7 และกลุ่มควบคุมร้อยละ 36.1 ทั้ง 3 กลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ² = 17.535, p &lt; .001) เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่ใช้สำลีรองเฝือกกับกลุ่มควบคุมพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสูงมาก (χ² = 14.781, p &lt; .001) โดยกลุ่มที่ใช้สำลีรองเฝือกมีสัดส่วนผู้ป่วยที่ไม่เกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนังสูงกว่ากลุ่มควบคุมถึง 2.3 เท่า อย่างไรก็ตาม ที่เวลา 45 นาที และ 60 นาทีหลังการผ่าตัด ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างกลุ่มที่ใช้สำลีรองเฝือกกับกลุ่มควบคุม (p = 1.000 ทั้งสองช่วงเวลา) โดยที่เวลา 45 นาทีทั้งสองกลุ่มมีสัดส่วนผู้ป่วยที่ไม่เกิดจุดเลือดออกใต้ผิวหนังเท่ากันที่ร้อยละ 13.9 และที่เวลา 60 นาทีกลุ่มควบคุมมีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มสำลีรองเฝือกเล็กน้อย (ร้อยละ 63.9 เทียบกับ ร้อยละ 61.1) แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของสำลีรองเฝือกมีความโดดเด่นในช่วง 30 นาทีแรกหลังการผ่าตัดซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่มีการวัดความดันโลหิตอย่างต่อเนื่อง ด้านอาการแทรกซ้อน พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 88.8 ไม่มีอาการแทรกซ้อน ด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ พบว่า กลุ่มที่ใช้สำลีรองเฝือกมีความพึงพอใจระดับดีมากสูงที่สุดร้อยละ 50.0 รองลงมาคือกลุ่มที่ใช้ฟิล์มถนอมอาหารร้อยละ 41.7 และกลุ่มควบคุมร้อยละ 30.6 และผู้ให้บริการมีความพึงพอใจต่อการใช้วัสดุรองแขนทั้ง 3 กลุ่มไม่แตกต่างกัน</p> นิยดา ไปใกล้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 18 28 การศึกษาอุบัติการณ์การติดเชื้อจุลชีพที่พบในโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5469 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอุบัติการณ์การติดเชื้อจุลชีพ 2) วิเคราะห์อัตราการติดเชื้อจุลชีพและแนวโน้มของเชื้อดื้อยา 3) เพื่อใช้ข้อมูลผลการศึกษาในการวางแผนแนวทางป้องกัน ควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective Descriptive Research) รวบรวมข้อมูลจากรายงานผลการพบเชื้อแบคทีเรียของผู้มารับบริการที่บันทึกใน เวชระเบียนอิเลกทรอนิกจากโปรแกรม HOSxP ของโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระยอง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 – 31 ธันวาคม 2567 ทั้งหมด จำนวน 6,150 ตัวอย่าง และเลือกเฉพาะสิ่งส่งตรวจที่มีอุบัติการณ์สูงสุด 3 อันดับแรก เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มความไวต่อยาของเชื้อดื้อยา ดำเนินการระหว่าง กรกฎาคม– ธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน และร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 51.8) มีอายุเฉลี่ยในช่วงวัยทำงานและผู้สูงอายุ จากการวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจทั้งหมด พบว่าประเภทสิ่งส่งตรวจที่พบมากที่สุดคือ ปัสสาวะ (ร้อยละ 28.03) เสมหะ (ร้อยละ 23.59) และเลือด (ร้อยละ 22.57) ในด้านอุบัติการณ์เชื้อดื้อยา พบว่าเชื้อ <em>Escherichia coli</em> (ESBL) ในปัสสาวะ (ร้อยละ 50.16) ขณะที่เสมหะพบเชื้อ <em>Acinetobacter baumannii</em> (MDR) ในสัดส่วนที่วิกฤตสูงถึงร้อยละ 56.77 สำหรับในเลือดพบกลุ่มเชื้อ <em>Staphylococcus hominis</em> (MRCoNS) เป็นอันดับต้น (ร้อยละ 26.32) ในด้านความไวต่อยาต้านจุลชีพ พบว่า <em>E. coli</em> ในปัสสาวะมีความไวต่อยา Meropenem ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (ร้อยละ 95.5-99.0) ขณะที่เชื้อในเสมหะมีแนวโน้มความไวต่อยาบางชนิดคงที่หรือลดลงเล็กน้อยในกลุ่มเชื้อดื้อยาสำคัญ ซึ่งสรุปได้ว่าแนวโน้มอุบัติการณ์การติดเชื้อและรูปแบบการดื้อยายังคงมีความผันแปรตามชนิดของสิ่งส่งตรวจและประเภทของเชื้อ</p> อังสณา กระจ่างแจ้ง เชษฐินี แสนศิริ พรทิพย์ คำมุงคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 29 38 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บ้านอาเยาะ ตำบลบัวโคก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5528 <p> การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บ้านอาเยาะ ตำบลบัวโคก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้เทคนิค วงจร PAOR พื้นที่วิจัยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือ บ้านอาเยาะ ตำบลบัวโคก อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ที่มีอัตราป่วยโรคเบาหวานสูงที่สุดในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโสมน ปี 2566 กลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) และสมัครใจเข้าร่วมการวิจัย ประกอบด้วย 3 กลุ่ม คือ ผู้ป่วยเบาหวานกับผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และกลุ่มภาคีเครือข่ายสุขภาพชุมชน จำนวน 74 คน ทำการวิจัยระหว่าง 1 กันยายน 2568 – 15 ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แนวคำถามในการสัมภาษณ์เชิงลึก (In -depth Interviews) แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และกลุ่มภาคีเครือข่ายสุขภาพชุมชน เก็บข้อมูลโดยทีมนักวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ คือ สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ ใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า หลังการวิจัย ผู้ป่วยเบาหวาน มีความรู้ มีการปฏิบัติตัว ได้รับการสนับสนุน และมีความพึงพอใจในการพัฒนารูปแบบการดูแลเพิ่มมากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) ค่าระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวาน (ค่า Dtx) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) ผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน มีความรู้ และให้การสนับสนุนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) และ ภาคีเครือข่ายสุขภาพชุมชนมีความรู้ และให้การสนับสนุนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001)</p> เนตรดาว ควรคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 39 47 การพัฒนาระบบสนับสนุนสุขภาพจิตสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน โดยการสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5472 <p> การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาสถานการณ์ภาระในการดูแลและความต้องการการสนับสนุนของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน และ 2) พัฒนาระบบสนับสนุนสุขภาพจิตสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนโดยการสร้างเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว โดยวิเคราะห์ข้อมูลแบบผสมผสานเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 40 คน ประกอบด้วย ผู้ดูแลหลัก 10 คน สมาชิกครอบครัว 5 คน ผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการคงที่ 5 คน อาสาสมัครสาธารณสุข 10 คน และบุคลากรสาธารณสุข 10 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง สังเคราะห์ข้อมูล ร่วมกับแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 2 ครั้ง และตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่าผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนมีภาระการดูแลหนักใน 4 มิติ ได้แก่ ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และการเงิน ผู้ดูแลมีความต้องการการสนับสนุนครบทั้ง 4 ด้านตามแนวคิดของ House ได้แก่ ด้านอารมณ์ ด้านข้อมูล ด้านวัตถุหรือเครื่องมือ และด้านการประเมิน ระยะที่ 2 ได้รูปแบบระบบสนับสนุนสุขภาพจิต (Family Participation-Based Mental Health Support System: FP-MHSS) ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักการและแนวคิด เป้าหมาย กลไกการขับเคลื่อน และกระบวนการดำเนินงาน พร้อมกิจกรรมสนับสนุน 4 ด้าน ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสมในภาพรวมระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.70, SD = 0.41) และความเป็นไปได้ระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.38, SD = 0.53)</p> พิมพ์พิศา พรหมศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 48 58 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของอัตราการกรองของไตในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5491 <p> การวิจัยเชิงสำรวจวิเคราะห์แบบย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของอัตราการกรองของไต (eGFR &lt; 60 mL/min/1.73 m²) ในผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่มารับบริการระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงกันยายน พ.ศ. 2567 จำนวน 1,852 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติกพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 28.9 มีภาวะ eGFR ลดลง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการลดลงของ eGFR อย่างเป็นอิสระ ได้แก่ อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (aOR = 2.15), การควบคุมระดับ HbA1c ไม่ได้ (aOR = 1.85), ระยะเวลาเป็นเบาหวานนานกว่า 10 ปี (aOR = 1.60), ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง (aOR = 1.45) และการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างต่อเนื่อง (aOR = 2.40) ในขณะที่การใช้ยากลุ่ม SGLT2 inhibitor เป็นปัจจัยป้องกัน (aOR = 0.55) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05)</p> จิณณพัต ห้องศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 67 74 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ปกครองต่อความรู้ และพฤติกรรมเฝ้าระวังพัฒนาการล่าช้าในเด็ก 0 – 5 ปี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5529 <p> การศึกษา ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ปกครองต่อความรู้ และพฤติกรรมเฝ้าระวังพัฒนาการล่าช้าในเด็ก 0 – 5 ปี ใช้รูปแบบการศึกษาวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) ศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ปกครองในการเฝ้าระวังพัฒนาการล่าช้า และศึกษาผลของการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ปกครองในการเฝ้าระวังพัฒนาการล่าช้า กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปกครอง เด็ก 0 – 5 ปี ในปี พ.ศ. 2568 ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ หมู่ 3, หมู่ 4 และหมู่ 5 ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ทุกคนจำนวน 30 คน เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent t – test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการดำเนินงาน ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ปกครองต่อความรู้ และพฤติกรรมในการเฝ้าระวังพัฒนาการล่าช้าในเด็ก 0 – 5 ปี ของผู้ปกครอง เด็ก 0 – 5 ปี ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากและ ก่อนและหลังการดำเนินงาน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ปกครองต่อความรู้ และความเข้าใจในการเฝ้าระวังพัฒนาการล่าช้าในเด็ก 0 – 5 ปี ของผู้ปกครอง เด็ก 0 – 5 ปี ตำบลบางแก้วฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมหลังดำเนินการมีค่าคะแนนเฉลี่ยมากกว่าก่อนการดำเนินการ</p> วิไลวรรณ เกตุจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 75 83 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลไพศาล อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5502 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการเชิงปฏิบัติ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลไพศาล อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ท (วงจร PAOR) กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และ 2) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 135 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แนวทางการสัมภาษณ์ เชิงลึก และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 2) ระบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมในชุมชน 3) ระบบบริการดูแลสุขภาพเชิงรุกโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 4) กลไกการบริหารจัดการและภาคีเครือข่าย และ 5) ระบบติดตาม ประเมินผล และการเรียนรู้ร่วมกัน หลังการพัฒนารูปแบบกลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้ การส่งเสริมสุขภาพ และการมีส่วนร่วมในการการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001)</p> ประมวล หลอมประโคน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 84 93 การพยาบาลมารดาคลอดก่อนกำหนดร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5530 <p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอการศึกษาการพยาบาลมารดาคลอดก่อนกำหนดร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นภาวะแทรกช้อนทางสูติศาสตร์ที่สำคัญ มีความเสี่ยงสูงที่รุนแรง พบได้บ่อย ถ้าไม่ได้รับการรักษา การดำเนินของโรคจะรุนแรงมากขึ้น และเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลเพิ่มอัตราการเจ็บป่วย และการเสียชีวิตของทั้งสตรีตั้งครรภ์และทารก รวบรวมข้อมูลจากการซักประวัติ การประเมินอาการ การตรวจร่างกาย และข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยและญาติ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และกำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลตามแนวคิดการประเมินแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน (Gordon’s 11 Functional Health Patterns) เพื่อวางแผนการพยาบาลและประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลอย่างเป็นระบบ</p> <p> ผลการศึกษา: กรณีศึกษาที่ 1 ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 19 ปี ตั้งครรภ์ครั้งแรก อายุครรภ์ 36<sup>+2</sup> สัปดาห์ มาด้วยอาการเจ็บครรภ์ ท้องแข็งเป็นเวลา 20 นาที ก่อนมาโรงพยาบาล เมื่อรับไว้รักษาพบว่ามีการหดรัดตัวของมดลูกสม่ำเสมอทุก 4 นาที และเข้าสู่ระยะ active phase ของการคลอด จึงได้รับการดูแลโดยงดน้ำงดอาหาร ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ และให้ยาเพื่อควบคุมการหดรัดตัวของมดลูก ได้แก่ Bricanyl รวมถึงให้ Dexamethasone ต่อมาผู้ป่วยได้คลอดทางช่องคลอด และได้รับยา Syntocinon หลังคลอดเพื่อกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกและป้องกันภาวะตกเลือดในระยะหลังคลอด ผู้ป่วยไม่มีไข้ ไม่ปวดแผล แผลไม่บวม น้ำคาวปลาสีแดงตามปกติ เต้านมไม่คัดตึง มดลูกเข้าอู่ดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จึงส่งเสริมการให้นมบุตรเพื่อกระตุ้นการหลั่งน้ำนมผู้ป่วยมีอาการทั่วไปปกติดีตลอดระยะหลังคลอด สามารถจำหน่ายได้ภายใน 48 ชั่วโมง พร้อมนัดติดตามหลังคลอด และได้รับยากลับบ้าน กรณีศึกษาที่ 2 ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 18 ปี ตั้งครรภ์ครั้งแรก อายุครรภ์ 34<sup>+1</sup> สัปดาห์ มาฝากครรภ์ตามนัดและตรวจพบความดันโลหิตสูง 161/113 mmHg แพทย์จึงรับไว้รักษาในโรงพยาบาลด้วยภาวะสงสัยครรภ์เป็นพิษ ขณะรับไว้รักษาพบ BP 168/112 mmHg และ NST reactive ผู้ป่วยถูกย้ายเข้าห้องคลอดเพื่อเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด ต่อมาพบว่าความดันโลหิตยังคงสูง (170/110 mmHg) จึงเริ่มให้ Magnesium sulfate เพื่อป้องกันการชัก และให้ Nicardipine ควบคุมความดันโลหิต โดยผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากยา แต่ยังมีความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง จึงวางแผนยุติการตั้งครรภ์ ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดคลอดร่วมกับผ่าตัดไส้ติ่ง หลังผ่าตัดผู้ป่วยรู้สึกตัวดี รับประทานอาหารได้ ลุกเดินได้ มีปวดแผลเล็กน้อย ไม่มีอาการเตือนของครรภ์เป็นพิษ แต่ยังคงมีความดันโลหิตสูงเป็นช่วง ๆ จึงได้รับยาลดความดันเพิ่มเติม ได้แก่ Adalat Hydralazine และ Nicardipine จากนั้น ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่มีอาการแทรกซ้อน สามารถให้นมบุตรได้ ความดันโลหิตลดลงตามลำดับ และสามารถปรับลดยา Nicardipine จนหยุดได้ พร้อมเปลี่ยนเป็นยารับประทาน Amlodipine ผู้ป่วยอาการทั่วไปดี แผลผ่าตัดปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน มดลูกเข้าอู่ดี จึงสามารถจำหน่ายกลับบ้านได้ พร้อมนัดติดตามต่อเนื่อง</p> นวียา นามปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 94 104 การพัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพในชุมชน ตำบลอีสานเขต อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5511 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายสุขภาพในชุมชน ตำบลอีสานเขต อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการของเคมมิสและแม็คแท็กการ์ท กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และ 2) ผู้สูงอายุ 301 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินความเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ 6 องค์ประกอบหลัก “6P Model” ได้แก่ P1:การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย P2:การประเมินและคัดกรองความเสี่ยง P3:โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพป้องกันการหกล้ม P4:การปรับสภาพแวดล้อม P5:กระบวนการมีส่วนร่วมแบบต่อเนื่อง และ P6:การติดตามและประเมินผล หลังการพัฒนารูปแบบกลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้ และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากการพลัดตกหกล้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) และจากการประเมินความเสี่ยงการพลัดตกหกล้ม Thai – FRAT พบว่า มีโอกาสเสี่ยงการพลัดตกหกล้มลดลงจากร้อยละ 42.20 เป็นร้อยละ 23.60 และการประเมิน TUGT พบว่า มีโอกาสเสี่ยงการพลัดตกหกล้มลดลงจากร้อยละ 52.50 เป็นร้อยละ 27.90</p> ชีวรรณ สันประโคน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 105 114 การพัฒนารูปแบบการประเมินผู้ป่วยไตวายเรื้อรังเพื่อเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคอง โรงพยาบาลดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5505 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างรูปแบบการประเมินผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายให้เข้าสู่ระบบการดูแลแบบประคับประคองได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุม และ 2) ศึกษาผลของรูปแบบการประเมินต่อการรับรู้การดำเนินโรคและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะที่ 4 และ 5 ที่เข้ารับบริการ ณ คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลดอนมดแดง จำนวน 30 ราย ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการประเมินเพื่อคัดกรองผู้ป่วยเข้าสู่การดูแลแบบประคับประคองที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น 2) แบบสอบถามการรับรู้การดำเนินโรค และ 3) แบบประเมินคุณภาพชีวิต (WHOQOL-BREF-THAI) เก็บข้อมูลก่อนและหลังการใช้รูปแบบการประเมินเป็นระยะเวลา 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (paired-samples t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการประเมินที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในการใช้งานจริง พยาบาลผู้ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.65, SD = 0.48) ภายหลังการใช้รูปแบบการประเมิน พบว่าผู้ป่วยและครอบครัวมีคะแนนการรับรู้การดำเนินโรคและการดูแลแบบประคับประคองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) นอกจากนี้ คะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากค่าเฉลี่ย 58.75 (SD = 10.24) เป็น 76.50 (SD = 8.91) (p &lt; .001)</p> สิริยาภรณ์ ก้อนทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 115 121 ผลของการฝึกสอนต่อความรู้และการปฏิบัติในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้าน จุลชีพหลายขนานของพยาบาลในหอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5507 <p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกสอนต่อความรู้และการปฏิบัติในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพหลายขนานของพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยพิเศษอายุรกรรม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพจำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการฝึกสอนตามกระบวนการโค้ช แบบวัดความรู้ และแบบสังเกตการปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึกสอน พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนความรู้ในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพหลายขนานสูงกว่าก่อนการฝึกสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และมีการปฏิบัติในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพหลายขนานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001)</p> รุ่งทิวา ศรีเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 122 128 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ตำบลสะเดา อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5522 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุุด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ตำบลสะเดา อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 30 คน 2) ผู้สูงอายุ 311 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 130 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างพฤศจิกายน 2568 ถึงมีนาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุุด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย มี 5 องค์ประกอบ คือ 1) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 2) การประเมินและวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุ 3) การออกแบบและจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ 4) การเสริมสร้างศักยภาพภาคีและผู้สูงอายุ และ 5) การติดตาม ประเมินผล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากการประเมินผลการพัฒนารูปแบบ พบว่า ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> ภควัตร ภัทรเมธานันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 129 139 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงเรียนเบาหวานวิทยา ตำบลสี่เหลี่ยม อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5527 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงเรียนเบาหวานวิทยา ตำบลสี่เหลี่ยม อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 121 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกพฤติกรรมและสภาวะสุขภาพรายบุคคล และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตุลาคม2568 ถึงมีนาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงเรียนเบาหวานวิทยา มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การให้ความรู้และประเมินตนเอง (ฐานการเรียนรู้ 12 สัปดาห์) 2) การวางแผนและตั้งเป้าหมาย 3) การเสริมแรงและสนับสนุน 4) การดูแลแบบทีมสหวิชาชีพ และ 5) การติดตามและประเมินผล จากการประเมินผลการพัฒนารูปแบบ พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานและพฤติกรรมการจัดการตนเองหลังการพัฒนารูปแบบเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) และมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) หลังการพัฒนารูปแบบ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> สุริยา จันผกา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 140 149 การพัฒนารูปแบบการบริการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ตำบลเมืองไผ่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5547 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการบริการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ตำบลเมืองไผ่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 32 คน คัดเลือกแบบเจาะจง 2) ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 36 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และ 3) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 128 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบสอบถาม และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการบริการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง มี 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ระบบฐานข้อมูลกลางผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 2) การจัดการรายกรณี 3) ระบบบริการต่อเนื่องแบบบูรณาการ 4) ระบบสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูล 5) การพัฒนาศักยภาพภาคีเครือข่าย และ 6) ระบบติดตาม ประเมินผล และความครอบคลุม การประเมินผลรูปแบบ พบว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีความรู้และการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;.001)</p> อดิศักดิ์ แกล้วกล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 150 160 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4 โรงพยาบาลโกสุมพิสัย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5557 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4 และ 3) ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น พื้นที่ดำเนินการศึกษา โรงพยาบาลโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม - 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4 รายใหม่ที่เข้ารับการรักษาในคลินิกชะลอไตเสื่อม จำนวน 17 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นใช้แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจร่วมกับเทคนิคการโค้ชสุขภาพ (Health Coaching) โดยพยาบาลเฉพาะทางทำหน้าที่เป็นโค้ชสุขภาพรายกรณี ประกอบด้วยการประเมินภาวะสุขภาพ การตั้งเป้าหมายร่วมกัน การสร้างแรงจูงใจ การให้ความรู้ การติดตามประเมินผล และการสนับสนุนจากครอบครัวและเครือข่ายชุมชน พร้อมทั้งใช้เครื่องวัดความเค็มในอาหาร (Salt Meter) และเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้านเป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการตนเอง ระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน และติดตามผลต่อเนื่อง 9 เดือน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพการจัดการตนเอง แบบประเมินความตระหนักรู้ด้านการบริโภคเกลือและโซเดียม บันทึกการตรวจความเค็มในอาหาร และค่าการทำงานของไต (GFR) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired Sample t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการพัฒนารูปแบบการดูแล ผู้ป่วยมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพด้านการจัดการตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.21, p &lt; .05) มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการบริโภคเกลือและโซเดียมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 11.20, p &lt; .001) และค่าการทำงานของไต (GFR) ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.31, p = 0.034)</p> เพลินพิศ วงศ์ใหญ่ ณัฐวุฒิ มาสาซ้าย นราภรณ์ ท่อนโพธิ์ จารุภา อยู่เมือง อาคม รัฐวงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 161 170 การพยาบาลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่มีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ กรณีศึกษา 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5563 <p> การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำโปรแกรมสอนล้างไตทางช่องท้องรายใหม่ 2) เพื่อเป็นแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่มีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาผู้ป่วยรายกรณีแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 2 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ในช่วง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 2 ราย ทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนการพยาบาลและนำสู่การปฏิบัติการพยาบาล สรุปผลการศึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูลและปัญหาที่พบในการดูแลผู้ป่วยเพื่อหาแนวทางแก้ไข</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องทั้ง 2 ราย มาด้วยอาการปวดท้องน้ำยาล้างไตขุ่นเหมือนกัน โดยแพทย์ให้การรักษาโดยการให้นอนโรงพยาบาลเพื่อให้ยาปฏิชีวนะผลพบว่าผู้ป่วยรายที่ 1 ผลเพาะเชื้อพบเชื้อแกรมลบ การรักษาไม่ตอบสนองต่อการให้ยาจึงจำเป็นต้องสิ้นสุดการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องเปลี่ยนมารักษาด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมชั่วคราว ส่วนผู้ป่วยรายที่ 2 ผลเพาะเชื้อพบเชื้อราต้องผ่าตัดเอาสายท่อล้างไตออกและเปลี่ยนมารักษาด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแบบชั่วคราว</p> อารีย์ ภูยาดาว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 171 178 การพยาบาลผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีโรคร่วมที่ได้รับการเปลี่ยนข้อเข่าเทียม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5564 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกระบวนการพยาบาลผู้ป่วยสูงอายุที่มีความซับซ้อนจากการมีโรคร่วม ในการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม กรณีศึกษาคือผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 80 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีอาการสำคัญคือปวดเข่าซ้ายและเดินลำบากมานาน 1 เดือน ตรวจร่างกายพบข้อเข่าซ้ายโก่งงอ ผลภาพถ่ายทางรังสีวินิจฉัยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) ทั้งยังมีโรคร่วมสำคัญคือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบที่เคยได้รับการทำบอลลูน และมีภาวะสายตามัวทั้งสองข้าง</p> <p> ผลการศึกษา: ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมข้างซ้าย (Lt TKA) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 การผ่าตัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการมีโรคร่วม สามารถจำหน่ายกลับบ้านได้ในวันที่ 4 หลังผ่าตัด ผลการติดตามอาการใน 1 เดือนต่อมาพบว่าผู้ป่วยสามารถเดินได้ปกติ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น</p> อรรจนา จุ้ยสาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 179 186 การประเมินผลการดำเนินงานโรงพยาบาลอัจฉริยะ จังหวัดตราด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5565 <p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินภาพรวมการดำเนินงานโรงพยาบาลอัจฉริยะของจังหวัดตราดตามเกณฑ์การประเมินของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 2) วิเคราะห์ระดับความก้าวหน้าและความแตกต่างของการดำเนินงานระหว่างหน่วยบริการ 3) สังเคราะห์ปัจจัยเชิงระบบที่ส่งเสริมและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน และ 4) เสนอแนวทางเชิงนโยบายและเชิงบริหารสำหรับยกระดับการดำเนินงานให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในจังหวัดตราด จำนวน 7 แห่ง โดยใช้ประชากรทั้งหมดเป็นหน่วยการวิเคราะห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบวิเคราะห์ข้อมูลตามเกณฑ์การประเมินโรงพยาบาลอัจฉริยะ และแบบบันทึกและสังเคราะห์ข้อมูลเชิงระบบระดับจังหวัด ทั้งนี้ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงระบบ และการจัดลำดับข้อเสนอแนะโดยใช้เมทริกซ์ผลกระทบและความเป็นไปได้ (Impact and Feasibility Matrix)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานโรงพยาบาลอัจฉริยะของจังหวัดตราดในภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 748.70 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน (ร้อยละ 74.87) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเขตสุขภาพที่ 6 และระดับประเทศ เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบพบว่า โครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการอยู่ในระดับสูง ในขณะที่บุคลากรเป็นข้อจำกัดร่วมของจังหวัด ทั้งนี้ มีโรงพยาบาลที่ผ่านเกณฑ์ระดับเพชรจำนวน 2 แห่ง และระดับเงินจำนวน 5 แห่ง โดยไม่มีโรงพยาบาลใดผ่านเกณฑ์ระดับทอง ข้อค้นพบที่สำคัญ คือ การเกิดช่องว่างของกลุ่มระดับทอง (Gold Zone Gap) ในโรงพยาบาลจำนวน 3 แห่ง ซึ่งมีคะแนนรวมผ่านเกณฑ์เชิงปริมาณของระดับทอง แต่ไม่ผ่านเกณฑ์เชิงคุณภาพเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของระบบคิวอิเล็กทรอนิกส์</p> ธงชัย ยี่หวา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 187 195 ผลการใช้และพัฒนาโปรแกรมป้องกันปอดอักเสบโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีโอเรมต่อความสามารถผู้ดูแลผู้ป่วยคาท่อหลอดลมคอและใส่สายยางให้อาหาร ก่อนจำหน่ายกลับบ้าน โรงพยาบาลอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5572 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ พัฒนาและใช้โปรแกรมป้องกันปอดอักเสบ ดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 รวมระยะเวลา 13 เดือน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วย จำนวน 187 คน ผู้ดูแล จำนวน 187 คน รวม 374 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเหมาะสมโปรแกรม แบบประเมินความรู้ แบบประเมินความสามารถผู้ดูแล แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบเก็บข้อมูลทางคลินิก สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบก่อนหลังด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยกิจกรรม การเตรียมความพร้อม การทำความสะอาดช่องปาก การดูดเสมหะ การดูแลแผลเจาะคาท่อหลอดลมคอ การทำความสะอาดท่อหลอดลมคอชั้นใน การให้อาหารทางสายยาง และการสังเกตอาการสงสัยปอดอักเสบ ร่วมกับการติดตามต่อเนื่องสี่ครั้งภายใน 28 วันหลังจำหน่าย ผลการใช้โปรแกรมพบว่า คะแนนความรู้ของผู้ดูแลเพิ่มขึ้นเป็นระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 26.83, SD = 1.74) คะแนนความสามารถของผู้ดูแลเพิ่มขึ้นเป็นระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 178.65, SD = 8.34) ความแตกต่างของทั้งสองตัวแปรมีนัยสำคัญ ได้แก่ อัตราการเกิดปอดอักเสบภายใน 28 วันหลังจำหน่าย อัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำด้วยสาเหตุปอดอักเสบ ความพึงพอใจของผู้ดูแล และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ (p &lt; .001) สรุปและอภิปรายผลโปรแกรมป้องกันปอดอักเสบสามารถเพิ่มความรู้และความสามารถผู้ดูแล ลดอัตราการเกิดปอดอักเสบและการกลับเข้ารักษาซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> สุภาวดี กิจเวชเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 196 205 อุบัติการณ์และปัจจัยทำนายภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดแดงปอดเฉียบพลันในผู้ป่วยที่ได้รับการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดแดงปอด โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5573 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ ปัจจัยที่สัมพันธ์ และปัจจัยทำนายการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดแดงปอดเฉียบพลันในผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดแดงปอด ณ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช กลุ่มตัวอย่างจำนวน 270 ราย ได้มาจากเวชระเบียนผู้ป่วย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบบันทึกข้อมูลซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นสูง (Cronbach’s alpha = 0.92) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ตัวแปรเดี่ยว และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า อุบัติการณ์ของภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดแดงปอดเฉียบพลันเท่ากับ ร้อยละ 28.1 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มความน่าจะเป็นทางคลินิกระดับปานกลางตามเกณฑ์ Wells criteria ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อาการเป็นลมหมดสติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น ภาวะอ้วน การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ค่า D-dimer สูง ความผิดปกติจาก echocardiography และคะแนน Wells ≥ 4 จากการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุ พบว่า syncope, cardiac arrest, obesity, immobilization, estrogen use, ความผิดปกติจาก echocardiography และ Wells score ≥ 4 เป็นปัจจัยทำนายอิสระของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดแดงปอดเฉียบพลันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ธนภัทร ร่มสายหยุด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 206 217 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด:กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5579 <p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติ การดำเนินโรค การรักษาและการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด โดยศึกษาประวัติผู้ป่วยจากเวชระเบียนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโนนสูง ปี 2568 โดยเลือกกรณีศึกษาผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดจำนวน 1 ราย</p> <p> ผลการศึกษากรณีศึกษา ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 62 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการ ไข้ มีแผลที่นิ้วมือซ้าย 1วันก่อนมาโรงพยาบาล ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน 7 วันก่อน มาโรงพยาบาลด้วยอาการ ไปทำนา มีแผลที่นิ้วมือซ้าย แผลมีหนอง มีโรคประจำตัวเป็น HT เคยผ่าตัดปีกมดลูกข้างขวา ปฏิเสธแพ้ยา ปฏิเสธดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แพทย์วินิจฉัยเป็น Septic shock ได้รับการรักษาด้วยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ยากลุ่ม Norepinephrine และยาปฏิชีวนะ ได้รับการพยาบาลตั้งแต่อยู่ในระยะวิกฤต ระยะกึ่งวิกฤต ระยะฟื้นฟูและระยะจำหน่าย รวมระยะเวลา 6 วัน จากการรักษาพยาบาลสามารถฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ทั้งยังได้รับคำแนะนำและมีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาล</p> ศรัณยา วัฒนาวงศ์ดอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 218 225 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5568 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำภายใน 30 วัน รวมถึงผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช รวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาครั้งแรกระหว่างเดือนมกราคมถึงธันวาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 336 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติกพหุคูณ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 25.3 มีการกลับเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลซ้ำโดยไม่ได้วางแผน ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำอย่างเป็นอิสระ ได้แก่ การมีจำนวนโรคร่วมตั้งแต่ 3 โรคขึ้นไป (aOR = 2.45; 95% CI: 1.39-4.32), การมีโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นโรคหลัก (aOR = 4.31; 95% CI: 1.83-10.16), การมีโรคไตเรื้อรังเป็นโรคหลัก (aOR = 5.28; 95% CI: 1.94-14.37) และการมีประวัติเคยนอนโรงพยาบาลในปีที่ผ่านมา (aOR = 2.51; 95% CI: 1.44-4.37) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) นอกจากนี้กลุ่มที่กลับมารักษาซ้ำมีสัดส่วนการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงสูงกว่ากลุ่มที่ไม่กลับมารักษาซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.045)</p> ทัศมา ทองจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 226 232 ความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะจอประสาทตาจากเบาหวานในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการตรวจคัดกรอง ณ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5569 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางโดยการทบทวนเวชระเบียนย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะจอประสาทตาจากเบาหวานในกลุ่มประชากรผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการตรวจคัดกรอง ณ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่มารับบริการตรวจคัดกรองจอประสาทตาระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมพุทธศักราช 2568 จำนวนทั้งสิ้น 326 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปการทดสอบไคสแควร์เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างและการวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติกพหุคูณเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงอิสระ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าความชุกของภาวะจอประสาทตาจากเบาหวานในกลุ่มตัวอย่างคิดเป็นร้อยละ 23.6 ปัจจัยทางคลินิกที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะจอประสาทตาจากเบาหวานอย่างเป็นอิสระและเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่อัตราการกรองของไตที่ลดลงหรือมีค่าน้อยกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย (aOR 2.19 95% CI 1.19 ถึง 4.02) ในขณะที่ปัจจัยด้านอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (aOR 0.39 95% CI 0.21 ถึง 0.73) สรุปได้ว่าประชากรผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะการทำงานของไตบกพร่องมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะจอประสาทตาจากเบาหวาน หน่วยบริการสาธารณสุขจึงควรพัฒนาระบบคัดกรองเชิงรุกแบบบูรณาการและติดตามดูแลการทำงานของอวัยวะเป้าหมายทั้งไตและตาร่วมกันอย่างใกล้ชิดในผู้ป่วยกลุ่มนี้เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร</p> พันธกานต์ ศุภเศรษฐ์สิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 233 240 การพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5581 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง งานการพยาบาลผู้ป่วยใน โรงพยาบาลโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและการพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน 33 คน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ 2569- เมษายน 2569 การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบประเมินความเป็นไปได้ แบบประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา แจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย : จากการสนทนาอภิปรายกลุ่มย่อย (Focus group) โดยผู้ดูแลผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลโพธิ์ชัย พบประเด็นปัญหาที่สำคัญเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 6 ประเด็น มาปรับปรุงการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง นำไปใช้กับผู้ป่วยและประเมินผลลัพธ์ ได้แก่ การประเมินความเป็นไปได้ของรูปแบบการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่อง ภาพรวมมีความเป็นไปได้ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.50, SD=0.031) ความพึงพอใจต่อรูปแบบการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องของพยาบาลวิชาชีพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.11,SD= 0.113) ผลลัพธ์คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองภายหลังได้รับการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่อง พบมีคะแนนคุณภาพชีวิตปานกลางร้อยละ 53.33 และคะแนนคุณภาพชีวิตที่ดี ร้อยละ 46.67 และความพึงพอใจของผู้ป่วย/ผู้ดูแลต่อบริการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=4.32,SD= 0.220)</p> ชนิสรา ทิพย์เจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 241 248 รูปแบบการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้สูงอายุ ตำบลนาดี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5591 <p> การศึกษา รูปแบบการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้สูงอายุ ตำบลนาดี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและระดับความเข้าใจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้สูงอายุ และศึกษารูปแบบการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้สูงอายุ ตำบลนาดี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีระยะเวลาในการศึกษา ระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 รวมระยะเวลา 4 เดือน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้สูงอายุ ตำบลนาดี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 115 คน โดยการเจาะจง แบ่งเป็น 2 รุ่นๆ ที่ 1 จำนวน 54 คน และรุนที่ 2 จำนวน 61 คน เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent t – test และ Dependent t – test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพและระดับความเข้าใจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้สูงอายุ ตำบลนาดี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังการดำเนินงาน พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด และไม่มีความแตกต่างกัน ระหว่างรุ่นที่ 1 และ 2 และเมื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพและระดับความเข้าใจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้สูงอายุ ตำบลนาดี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนและหลังการดำเนินงาน รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 พบว่า โดยรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่หลังการดำเนินงานความรอบรู้ด้านสุขภาพและระดับความเข้าใจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลผู้สูงอายุ ตำบลนาดี อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ดีกว่าก่อนการดำเนินงาน</p> เชิดชัย โชติชนะอาภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 249 258 การบริหารอัตรากำลังกับบริบทพื้นที่จังหวัดชัยภูมิให้มีประสิทธิภาพ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5470 <p> การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารอัตรากำลังกับบริบทพื้นที่จังหวัดชัยภูมิให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้แนวคิดระบบสุขภาพ การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลทุติยภูมิ ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึง กันยายน 2568 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และอัตราส่วน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ข้อมูลของบุคลากรในสายวิชาชีพหลัก ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลวิชาชีพ ปฏิบัติงานจริงในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยภูมิยังไม่ครบตามกรอบอัตรากำลังตามมติ อกพ. โดยแพทย์มีการปฏิบัติงานจริงในสายวิชาชีพแพทย์ ร้อยละ 52.99 ทันตแพทย์ ร้อยละ 96.15 เภสัชกร ร้อยละ 74.42 และพยาบาลวิชาชีพ ร้อยละ 80.28 อัตรากำลังสาธารณสุขสายวิชาชีพหลักที่ปฏิบัติงานจริง 2,434 อัตรา ร้อยละ 75.71 และมีส่วนขาดตามกรอบอัตรากำลัง จำนวน 781 อัตรา ร้อยละ 24.29 นอกจากนี้อัตราส่วนบุลคากรต่อประชากร พบว่า อัตรากำลังสาธารณสุขในภาพรวมสายวิชาชีพหลัก 4 สายงาน 1:19,966 คน ซึ่งมีภาวะการขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพในพื้นที่</p> นฤมล โสรัจจ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน 2026-04-30 2026-04-30 11 2 259 266 การพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลทับใหญ่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5606 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ตามวงจร PAOR ของ Kemmis และ McTaggart โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหา พฤติกรรมเสี่ยง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ และ (2) พัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในตำบลทับใหญ่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย (1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชนจำนวน 15 คน สำหรับการพัฒนารูปแบบ และ (2) ประชาชนจำนวน 148 คน สำหรับทดลองใช้รูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางการสนทนากลุ่ม กระบวนการ AIC แบบบันทึกการดำเนินงาน และแบบสัมภาษณ์ด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความตระหนักรู้ และพฤติกรรมการป้องกันโรค วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบบูรณาการเชิงระบบบนฐานแนวคิดนิเวศสุขภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การคัดกรองเชิงรุกแบบมุ่งเป้า (2) การยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ (3) การขับเคลื่อนสังคมด้วยการมีส่วนร่วม (4) การสร้างวัฒนธรรมอาหารปลอดภัย และ (5) การบูรณาการเชิงนโยบายและสิ่งแวดล้อม ภายหลังการดำเนินงาน กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความตระหนักรู้ และพฤติกรรมการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) นอกจากนี้ จากการติดตามผลหลังดำเนินการ 6 เดือน โดยการตรวจอุจจาระในประชาชนจำนวน 350 คน ไม่พบการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ</p> ประสพสุข ผจญกล้า สุภัสสร สิมอุด ณัฐนรี รุ่งแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 2026-04-30 2026-04-30 11 2 267 278