วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech <p><strong>Journal of Environmental and Community Health</strong><br /><strong>วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุ<wbr />ขภาพชุมชน</strong></p> <p><strong>Online ISSN: 6112-9248<br /></strong><strong>Print ISSN: 2672-9717<br /></strong></p> th-TH echjojack@gmail.com (ผศ.ดร.วรกร วิชัยโย) sirisak.dp@gmail.com (นายศิริศักดิ์ ดลพร) Sat, 28 Feb 2026 22:36:18 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลการใช้รูปแบบการบริการทางการพยาบาลในการคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การคัดกรองเร่งด่วนเพื่อการเฝ้าระวังผู้ป่วยอาการทรุดระหว่างรอตรวจแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบ้านฝาง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5259 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบอัตราอุบัติการณ์ผู้ป่วยอาการทรุดขณะรอตรวจ ก่อนและหลังการใช้รูปแบบการบริการทางการพยาบาลในการคัดกรองผู้ป่วยโดยใช้เกณฑ์การคัดกรองเร่งด่วน เพื่อการเฝ้าระวังผู้ป่วยอาการทรุดระหว่างรอตรวจแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบ้านฝาง 2) เปรียบเทียบระดับการปฏิบัติบทบาทของพยาบาลคัดกรองตามรูปแบบฯ ก่อนและหลังการใช้รูปแบบฯ และ 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อบริการทางการพยาบาลในการคัดกรองผู้ป่วยฯ ดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพจำนวน 8 คน ที่ปฏิบัติหน้าที่คัดกรองในงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลบ้านฝาง และกลุ่มผู้รับบริการจำนวน 460 คน ที่เข้ารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบบันทึกอุบัติการณ์ผู้ป่วยอาการทรุดขณะรอตรวจ แบบประเมินการปฏิบัติบทบาทหน้าที่ของพยาบาลคัดกรอง และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้รับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบความแตกต่าง ได้แก่ Chi-square test และ Paired sample t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตราการเกิดอุบัติการณ์ผู้ป่วยอาการทรุดขณะรอตรวจลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังใช้รูปแบบการบริการฯ (p &lt; .001) 2) ระดับการปฏิบัติบทบาทของพยาบาลคัดกรองหลังการใช้รูปแบบฯ สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01) และ 3) ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อบริการทางการพยาบาลอยู่ในระดับ “มาก” ถึง “มากที่สุด” ในทุกด้าน</p> อรุณวรรณ สรรพสมบัติ , อรดี ชมบุญ, สุมาลี ศรีเศรษฐการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5259 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาผู้ใช้สารเสพติด โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ในพื้นที่ตำบลดงมูลอำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5260 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพปัญหาการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดของตำบลดงมูล อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ 2) พัฒนารูปแบบการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และ 3) ประเมินรูปแบบการบำบัดรักษาผู้ติดสารเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ร่วมกับระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใช้สารเสพติดที่เข้ารับการบำบัด 30 คน ครอบครัว ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมกราคม - ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบบันทึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า มีอัตราการเลิกใช้สารเสพติดได้สำเร็จร้อยละ 73.3 ที่ 6 เดือน อัตราการกลับไปเสพซ้ำร้อยละ 26.7 ซึ่งต่ำกว่าข้อมูลย้อนหลังของการบำบัดรูปแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ คะแนนคุณภาพชีวิต ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ และการสนับสนุนทางสังคมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความสำเร็จ ได้แก่ ระดับภูมิคุ้มกันทางจิตใจ (OR=3.45) การมีอาชีพและรายได้ (OR=3.12) การสนับสนุนจากครอบครัว (OR=2.98) การสนับสนุนจากชุมชน (OR=2.76) และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม (OR=2.54) ความเหมาะสมของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean=4.71) ความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก (Mean=4.01) และผู้เข้ารับการบำบัดมีความพึงพอใจในระดับมาก (Mean=4.47)</p> เสาวนีย์ บุตรวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5260 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาคลินิกให้คำปรึกษาสุขภาพจิตเพื่อป้องกันโรคซึมเศร้าในวัยรุ่นบูรณาการในโรงเรียน โรงเรียนบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5262 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางการป้องกันภาวะซึมเศร้าในนักเรียนโรงเรียนบ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างบุคลากรสาธารณสุขและโรงเรียนดำเนินการวิจัยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนที่มีระดับคะแนนภาวะเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรง จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบคัดกรองโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น ( PHQA) แบบประเมินการฆ่าตัวตายด้วย 8 คำถาม (8Q) แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้า และแบบประเมินความพึงพอใจต่อแนวทางป้องกันภาวะซึมเศร้าในนักเรียนโรงเรียนบ้านไผ่ วิเคราะห์โดย ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) และค่าเฉลี่ย ( ) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 83) อายุ 13–15 ปี (ร้อยละ 73) ไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 87) และมีรายได้ครอบครัวเพียงพอ (ร้อยละ 70) หลังได้รับการดูแลตามแนวทางที่พัฒนา พบว่าระดับภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงลดลงจากร้อยละ 18 เหลือร้อยละ 3 ขณะที่ระดับปานกลางเพิ่มจากร้อยละ 70 เป็นร้อยละ 85 ความคิดอยากตายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ลดลงจากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 25 ความรู้เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 51 เป็นร้อยละ 81 และมีความพึงพอใจต่อแนวทางป้องกันภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.13 หรือร้อยละ 83)</p> จิตาภา หวานดี , พรทิพา ศรีวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5262 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังร่วมกับเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ : กรณีศึกษา 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5263 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้ เป็นกรณีศึกษา 2 ราย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการดำเนินโรค การรักษา&nbsp;&nbsp; การพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังร่วมกับเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เข้ารับการรักษาที่ หอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรม และหอผู้ป่วยอายุรกรรมชาย โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ตั้งแต่ระยะวิกฤต ระยะการดูแลต่อเนื่อง ระยะฟื้นฟูและวางแผนการจำหน่าย รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วย ญาติและเวชระเบียน การประเมินอาการ ซักประวัติ ตรวจร่างาย เพื่อให้ทราบปัญหา ความต้องการของผู้ป่วย เพื่อนำข้อมูลมากำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล วางแผนการพยาบาล โดยใช้แนวคิดการประเมินผู้ป่วยตามแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็มในการดูแลผู้ป่วย และมีการประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลเป็น 3 ระยะ ดังนี้ การพยาบาลระยะวิกฤต การพยาบาลระยะฟื้นฟู และการพยาบาลระยะจำหน่าย</p> <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา:</strong> จากการศึกษากรณีศึกษา ทั้ง 2 ราย พบว่าพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วย ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล ชักประวัติ ประเมินอาการ การเฝ้าระวังอาการของผู้ป่วย การจัดกิจกรรมพยาบาลเพื่อให้ตรงกับความต้องการและปัญหาของผู้ป่วยในแต่ละราย</p> นัฏกานต์ สำราญวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5263 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลหญิงตั้งครรภ์นอกมดลูกร่วมกับมีภาวะช็อก : กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5271 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; กรณีศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลหญิงตั้งครรภ์นอกมดลูกร่วมกับมีภาวะช็อก จำนวน 2 ราย ศึกษาในหญิงตั้งครรภ์นอกมดลูกเปรียบเทียบ 2 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ปี 2566-2567 โดยศึกษาจากประวัติการรักษาพยาบาล ข้อมูลจากผู้ป่วย เวชระเบียน ให้การพยาบาลตามหน้าที่หลักทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพ 7 major aspects of care Ectopic pregnancy นำมากำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล และแก้ไขปัญหาสุขภาพโดยใช้กระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอน ตั้งแต่แรกรับจนถึงจำหน่าย มาใช้เป็นมาตรฐานในการให้การพยาบาลผู้ป่วย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยทั้ง 2 ราย แพทย์วินิจฉัยเป็น Rupture ectopic pregnancy หลังผ่าตัดรายที่ 1 แพทย์วินิจฉัย Exploratory Laparotomy with Right salpingectomy ส่วนรายที่ 2 แพทย์วินิจฉัยเป็น Left salpingo-oophorectomy with rupture Left ovarian cyst ได้รับการักษาและให้การพยาบาลโดยใช้กระการพยาบาล 5 ขั้นตอน ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ ไม่พบภาวะแทรกซ้อน</p> จีราวรรณ สงกัณหา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5271 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เสพติดสารเสพติดแอมเฟตามีนร่วม : กรณีศึกษา 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5277 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เสพติดสารเสพติดแอมเฟตามีนร่วม กรณีศึกษา 2 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติกำหนดในผู้ป่วยโรคจิตเภทที่เสพติด&nbsp; สารเสพติดแอมเฟตามีนร่วม ที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน หอผู้ป่วยเมตตา รพ.กาฬสินธุ์ กรณีศึกษารายที่ 1 วันที่ 10 ตุลาคม 2568 - 6 พฤศจิกายน 2568 และกรณีศึกษารายที่ 2 วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 - 17 ธันวาคม 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยใน การสัมภาษณ์ผู้ป่วย ครอบครัว และชุมชน การประเมินอาการ ซักประวัติตรวจร่างกาย ใช้แนวคิดการประเมินสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอน นำข้อมูลมากำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล วางแผนการพยาบาล และมีการประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า กรณีศึกษาผู้ป่วยทั้ง 2 ราย เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรค Schizophrenia with Amphetamine dependence และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ Urine Methamphetamine positive หลังได้รับการบำบัดรักษาและการพยาบาล กรณีศึกษาทั้ง 2 รายมีอาการทางจิตสงบ ไม่มีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ผู้อื่นและไม่ทำลายสิ่งของ ยอมรับการเจ็บป่วย รับประทานยาตามแผนการรักษา ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากอาการไม่พึงประสงค์&nbsp; &nbsp;จากการได้รับยารักษาอาการทางจิตเวช ไม่เกิดภาวะพิษเฉียบพลันจากสารเสพติดแอมเฟตามีน และไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากภาวะถอนพิษสารเสพติดแอมเฟตามีน มีการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นและครอบครัวได้ดีขึ้น ครอบครัวมีความรู้ความเข้าใจในการดูแล</p> ศศิธร ภูขยัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5277 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แบบประเมินความเสี่ยงทอดทิ้งเด็กไว้ในโรงพยาบาล ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี: ศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2562-2566) https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5208 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบสาเหตุของการทอดทิ้งเด็กไว้ในโรงพยาบาล เป็นการวิจัยเป็นการศึกษาย้อนหลัง (retrospective study) ประชากร คือ ข้อมูลจากแบบประเมินความเสี่ยงทอดทิ้งเด็กไว้ในโรงพยาบาล ของกลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ.2562-2566) มีจำนวน 456 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา จำนวนและร้อยละ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าสาเหตุการเสี่ยงทอดทิ้งเด็กไว้ในโรงพยาบาล โดยมารดาหนึ่งคนอาจหลายสาเหตุ เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ 1) มารดามีปัญหาด้านเศรษฐกิจ 2) มารดาวัยรุ่น 3) มารดาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ 4) มารดาหย่าร้าง 5) มารดาไม่มีประวัติการฝากครรภ์ 6) มารดาเป็นแม่เลี่ยงเดี่ยว 7) มารดามีประวัติใช้สารเสพติด 8) ญาติไม่มาเยี่ยมผู้ป่วย 9) มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว 10) มารดาหรือเด็กป่วยโรคติดเชื้อหรือโรคเรื้อรัง 11) มารดาเข้าเมืองผิดกฎหมาย 12) ผู้ป่วยเป็นเด็กพิการ13) มารดามีประวัติทำแท้ง 14) มารดาปกปิดข้อมูลส่วนตัว 15) มารดาหนีออกจากโรงพยาบาลหลังคลอด และ 16) มารดาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง การจัดบริการตามกระบวนการสังคมสงเคราะห์ส่งผลให้หลังจากแพทย์จำหน่ายให้ผู้ป่วยกลับบ้าน พบว่า ส่วนใหญ่ปู่ย่าหรือตายายหรือญาติรับเด็กไปดูแล รองลงมาบิดามารดารับเด็กไปดูแล คงเหลือเด็กจำนวนน้อยที่นำส่งสถานสงเคราะห์</p> มลฤดี ทองดวง, สุฑาวรรณ์ ไชยมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5208 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลรักษาโรคเรื้อรังในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนศรีสวัสดิ์ อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5209 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังโดยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนศรีสวัสดิ์ อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568-กุมภาพันธ์ 2569 รวม 8 เดือน กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพในขั้นตอนพัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย บุคลากรสาธารณสุข อสม. ผู้รู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และสมาชิกครอบครัวผู้ดูแล รวม 50 คน กลุ่มตัวอย่างในขั้นตอนประเมินผลรูปแบบ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง จำนวน 70 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบประเมินคุณภาพชีวิต และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน (Paired t-test) ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 9 องค์ประกอบหลัก เรียกว่า ACCESS CARE Model ประกอบด้วย 1) การประเมินแบบองค์รวม (Assessment) 2) การดูแลแบบมีส่วนร่วม (Collaborative Care) 3) การดูแลต่อเนื่อง (Continuity of Care) 4)กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามภูมิปัญญา (Activities based on Local Wisdom) 5) ระบบภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ปลอดภัย (Reliable Local Wisdom) 6) การศึกษาและถ่ายทอดความรู้แบบสร้างสรรค์ (Educational Enhancement) 7) การเสริมสร้างเศรษฐกิจผู้สูงอายุ (Economic Empowerment) 8) ระบบประเมินและดูแลสุขภาพจิต (Emotional &amp; Mental Health Care) 9) ระบบสนับสนุนครอบครัวและชุมชน (Support System) พบว่า คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 8.20 ± 2.10 เป็น 12.80 ± 1.40 คะแนน พฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 39.04 ± 8.23 เป็น 61.23 ± 6.47 คะแนน คุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 39.59 ± 8.47 เป็น 59.73 ± 6.28 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = -18.42, -19.87, -17.65 ตามลำดับ) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นช่วยให้ผู้สูงอายุมีความรู้ พฤติกรรม และคุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมาก</p> นวลนภา บุญวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5209 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีภาวะพึ่งพิง สถาบันราชประชาสมาสัย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5213 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพปัญหาการพยาบาลแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีภาวะพึ่งพิง (2) พัฒนารูปแบบการพยาบาลแบบประคับประคอง และ (3) ประเมินผลการใช้รูปแบบดังกล่าว กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 10 คน และพยาบาลวิชาชีพร่วมกับสหวิชาชีพจำนวน 25 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบตรวจสอบการปฏิบัติตามรูปแบบ แบบสอบถามการยอมรับการใช้รูปแบบ และแบบประเมินคุณภาพชีวิต ได้แก่ ESAS, 2Q และ 9Q วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการพยาบาลแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีภาวะพึ่งพิง สถาบันราชประชาสมาสัย ที่พัฒนาขึ้น คือ LIFES 2C B Model ประกอบด้วย L : Living will การแสดงเจตนาที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายในการดูแลรักษา F : Function การดูแลด้านการทำกิจวัตรประจำวัน E : Emotion and coping การดูแลด้านจิตใจ S : Symptoms การดูแลด้านร่างกาย C<sub>1</sub> : Coordinated การทำงานร่วมกับแบบสหวิชาชีพ C<sub>2</sub> : Continuing bonds การดูแลในระยะผู้ป่วยใกล้เสียชีวิต B : Bereavement การดูแลครอบครัวภายหลังผู้ป่วยเสียชีวิต (2) พยาบาลวิชาชีพและสหวิชาชีพ มีการยอมรับการใช้รูปแบบฯ และความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบฯ ในระดับสูงมาก (3) ผลการประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อนที่มีภาวะพึ่งพิง ที่ได้รับการพยาบาลแบบประคับประคอง ก่อนและหลังพัฒนารูปแบบ พบว่า ก่อนพัฒนารูปแบบฯ มีผลคะแนนในทุกแบบประเมินโดยรวมไม่ดี</p> บุษณี โคตะวัง, อำนาจ โกสิงห์, นรินทร กลกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5213 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของการพัฒนาความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพผู้ดูแลเด็ก อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5233 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Study) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ ศึกษาความรู้ ความรอบรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กของผู้ดูแลก่อนและหลังการใช้โปรแกรม และเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กของผู้ดูแลก่อนและหลังการใช้โปรแกรม อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ดูแลเด็กปฐมวัยอายุ 3-5 ปี จำนวน 65 คน แบ่งเป็นกลุ่มเดียว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ แบบประเมินทัศนคติ และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 65 คน ส่วนมากเป็นเพศหญิง ร้อยละ 89.23 มีอายุเฉลี่ย 33.20 ± 8.15 ปี ความสัมพันธ์กับเด็กส่วนมากเป็นมารดา ร้อยละ 80.00 การศึกษาส่วนมากจบระดับประถมศึกษา ร้อยละ 47.69 อาชีพส่วนมากเป็นเกษตรกร ร้อยละ 64.62 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนมากต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 43.08 เด็กส่วนมากเคยมีประสบการณ์ฟันผุ ร้อยละ 53.85 ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ความรู้เกี่ยวกับทันตสุขภาพเด็กเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 42.25 เป็นร้อยละ 81.40 ความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 56.20 เป็นร้อยละ 83.71 ทัศนคติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 57.88 เป็นร้อยละ 84.30 และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 51.68 เป็นร้อยละ 81.64 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 18.92, 15.47, 19.67, 21.35 ตามลำดับ)</p> น้ำฝน สร้อยวงษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5233 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบกรณีศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อ HIV ร่วมกับโรคเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากแผลติดเชื้อเรื้อรัง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5278 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยโรคติดเชื้อเอชไอวีร่วมกับโรคเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากแผลติดเชื้อเรื้อรัง สถาบันบำราศนราดูร สองกรณีศึกษา ด้วยผู้ป่วยเอชไอวีมีภาวะความรุนแรงซับซ้อนของโรคติดเชื้อฉวยโอกาสโรคร่วมได้ง่ายเนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำและเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ ได้รับความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจจากโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาดและภาพลักษณ์เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากการเผชิญกับความเจ็บป่วยที่รุนแรงวิกฤต มีความยุ่งยากท้าทายในการให้การพยาบาล การศึกษาประกอบด้วยการประเมินสุขภาพผู้ป่วยแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและจิตวิญญาณตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน การประเมินเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ให้การพยาบาลที่สอดคล้องกับการวินิจฉัยทางการพยาบาลโดยใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับการจัดการรายกรณี</p> <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา </strong>พบว่ากระบวนการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมอย่างมีขั้นตอนและครอบคลุมในการพยาบาลผู้ป่วยให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดหรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงตามมาได้ และผู้ป่วยสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสม กรณีศึกษาทั้ง 2 ราย มีอาการดีขึ้น สามารถจำหน่ายจากการดูแลได้</p> ภุชชัชชา เวียสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5278 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในชุมชน โดยทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่ายอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5288 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการ พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในชุมชน และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการดูแล ดำเนินการระหว่างเดือนมกราคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 รวมระยะเวลา 1 ปี 3 เดือน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (Overt Aggression Scale: OAS) แบบบันทึกการกลับไปเสพซ้ำ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบก่อน-หลังด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการดูแล CARE-PACS (Community-based Aggressive Behavior Reduction and Relapse Prevention through Active Collaboration and Support) ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบหลัก คือ หลักการและวัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด โครงสร้างและกระบวนการ 6 ขั้นตอน บทบาทหน้าที่ทีมงาน เครื่องมือและแบบฟอร์ม ระบบสนับสนุนและประสานงาน และการติดตามและประเมินผล โดยใช้กรอบทฤษฎีการพยาบาล 4 ทฤษฎี การจัดการรายกรณี และการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลการประเมินหลังใช้รูปแบบ 3 เดือน พบว่า คะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงลดลงจากระดับกึ่งเร่งด่วนถึงเร่งด่วน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 7.80, SD = 2.15) เป็นระดับต่ำ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 2.53, SD = 1.43) อัตราการกลับไปเสพซ้ำลดลงจากร้อยละ 76.67 เป็นร้อยละ 13.33 และทีมสหวิชาชีพและภาคีเครือข่ายมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.65, SD = 0.41) การทดสอบทางสถิติพบว่า คะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงทั้ง 4 ด้าน มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (p&lt;0.001)</p> กชพร นะราธร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5288 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้โปรแกรมในการป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งแผลผ่าตัดของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลพังโคน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5289 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental research) หนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง(One groups pretest-posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมในการป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งแผลผ่าตัดของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลพังโคน จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพหอผู้ป่วยพิเศษที่ให้การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดใหญ่ ได้จากการเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองเป็นโปรแกรมการป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งแผลผ่าตัด ของพยาบาลวิชาชีพ ตามแนวคิดแบบจำลองพรีซีด-โพรซีด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความรู้เรื่องเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งแผลผ่าตัด และการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งแผลผ่าตัด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสถิติพรรณนา สถิติทดสอบค่าPaired-t-test และ Fisher’s exact Test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า หลังการทดลอง พยาบาลวาชีพมีความรู้ และการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งแผลผ่าตัด สูงกว่าก่อนใช้โปรแกรม ฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) จะเห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพสามารถปฏิบัติป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งแผลผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงควรใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในการนำไปจัดทำโปรแกรมในการป้องกันการติดเชื้อตำแหน่งแผลผ่าตัด</p> จันทร์เพ็ญ สัพโส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5289 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) ในมิติของการดูแลสุขภาพทางไกลต่อสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในชุมชน อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5290 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research Design) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในมิติของการดูแลสุขภาพทางไกลต่อสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในชุมชน อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้แบบแผนการวิจัยสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 35 คน ได้จากการคำนวณขนาดตัวอย่างและสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะอสม. ด้านการดูแลสุขภาพทางไกล (2) แบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ ทักษะ และทัศนคติในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ใช้ระยะเวลาดำเนินโปรแกรม 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้ Independent t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้ ทักษะ และทัศนคติในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยในทั้งสามด้านสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)</p> ศุภรดา จันทร์ถมยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5290 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตันระยะเฉียบพลัน โรงพยาบาลเจ็ดเสมียน จังหวัดราชบุรี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5261 <p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบตันระยะเฉียบพลันให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน และประเมินผลของการนำรูปแบบไปใช้ต่อผลลัพธ์ด้านพยาบาลและด้านผู้ป่วย แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและกระบวนการดูแลจากเวชระเบียนผู้ป่วย 30 ราย และพยาบาลวิชาชีพงานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 11 คน ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการพยาบาลโดยบูรณาการแนวคิดเชิงระบบ แนวคิดความปลอดภัยของผู้ป่วย แนวปฏิบัติมาตรฐาน และบริบทโรงพยาบาลชุมชน และระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบบันทึกเวชระเบียน แบบวัดความรู้และสมรรถนะพยาบาล และแบบประเมินผลลัพธ์ด้านผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test และ Chi-square test.</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) คะแนนความรู้ของพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 6.91 ± 1.32 เป็น 9.91 ± 0.83 คะแนน (Z = −2.93, p = .003) และคะแนนสมรรถนะรวมเพิ่มขึ้นจาก 5.81 ± 1.39 เป็น 9.27 ± 0.79 คะแนน (Z = −2.84, p = .004) อย่างมีนัยสำคัญ 2) ด้านผู้ป่วย อัตราการเข้าถึงบริการภายใน 4.5 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 40.0 เป็นร้อยละ 72.0 อัตราการส่งต่อภายในเวลาที่กำหนดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 56.7 เป็นร้อยละ 96.0 อัตราการรอดชีวิตภายใน 48 ชั่วโมงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 90.0 เป็นร้อยละ 100 และภาวะแทรกซ้อนลดลงจากร้อยละ 30.0 เป็นร้อยละ 19.2</p> วรางค์ฤทธิ์ ปานณรงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5261 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดของครอบครัวผู้ป่วยยาเสพติดตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5279 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการมีส่วนร่วมต่อความรู้ การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน และพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดของครอบครัวผู้ป่วยยาเสพติด ในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลหลักที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้ป่วยยาเสพติด จำนวน 72 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 36 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 36 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการมีส่วนร่วมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามปกติ เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลองด้วยแบบสอบถาม 4 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ความรู้ การมีส่วนร่วม และพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบทีแบบจับคู่ และสถิติทดสอบทีแบบอิสระ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ก่อนการทดลองกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ การมีส่วนร่วม และพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า กลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งด้านความรู้ (ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย=3.45; 95%CI 2.66–4.21; p&lt;0.001) ด้านการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย=9.28; 95%CI 8.18–10.37; p&lt;0.001) และด้านพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติด (ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย=5.61; 95%CI 4.46–6.75; p&lt;0.001) เมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มทดลองพบว่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกด้าน</p> ณรงค์ชัย เศิกศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5279 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือของนักเรียนในการส่งตรวจคัดกรองโรคหนอนพยาธิ จังหวัดนครนายก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5281 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความร่วมมือของนักเรียนในการส่งตรวจคัดกรองโรคหนอนพยาธิ จังหวัดนครนายก กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนจำนวน 367 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ในการหาค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติเชิงอนุมานใช้สถิติ Chi-square test และการหาขนาดของความสัมพันธ์ใช้ค่าของ Odd Ratio, 95%CI กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา: ปัจจัยที่ส่งผลต่อการต่อส่งตรวจคัดกรองโรคหนอนพยาธิอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้แก่ โดยนักเรียนเพศชายมีโอกาสส่งตรวจพยาธิมากกว่าเพศหญิง 2.03 เท่า (OR = 2.03, 95% CI: 1.07–3.89,X² = 4.779, p = 0.029), นักเรียนที่เรียนอยู่ในเขตอำเภอเมืองมีโอกาสส่งตรวจพยาธิมากกว่านักเรียนที่อยู่นอกเขตอำเภอเมือง 2.15 เท่า สถานที่ตั้งของโรงเรียนมีความสัมพันธ์กับผลการส่งตรวจพยาธิอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR = 2.15, 95% CI: 1.04–4.45, X² = 4.463, p = 0.035), นักเรียนที่อาศัยอยู่กับบิดามารดามีโอกาสส่งตรวจพยาธิมากกว่านักเรียนที่อาศัยอยู่กับญาติ 2.21 เท่า (OR = 2.21, 95% CI: 1.22–3.99, X² = 7.066, p = 0.008), นักเรียนที่ไม่เคยกินยาถ่ายพยาธิมีโอกาสส่งตรวจพยาธิมากกว่าผู้ที่เคยกินยา 2.26 เท่า (OR = 2.26, 95% CI: 1.19–4.32, X² = 6.363, p = 0.012) โดย และนักเรียนที่มีทัศนคติอยู่ในระดับสูงมีโอกาสส่งตรวจพยาธิมากกว่ากลุ่มที่มีทัศนคติระดับต่ำ 2.09 เท่า (OR = 2.09, 95% CI: 1.06–4.13, X² = 4.674, p = 0.031)</p> สุจิตรา แสวงทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5281 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมบำบัด Start over and survive (SOS) ต่อการลดการเสพซ้ำในผู้ป่วยโรคจิตที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดเมทแอมเฟตามีน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5291 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experimental research) ชนิด 1 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest And Posttest Design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม บำบัด Start over and survive (SOS) ต่อการลดการเสพซ้ำ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคจิตที่มีปัญหาการเสพติดเมทแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน ระหว่าง เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเดือน ธันวาคม 2568 จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลคุณลักษณะทางประชากรและทางคลินิกของกลุ่มทดลอง แบบประเมินความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้สารเสพติด (Socrates) แบบประเมินความตั้งใจในการป้องกันการติดซ้ำ,พฤติกรรมป้องกันยาเสพติด, แบบประเมินความรุนแรงของการพึ่งพาสารเสพติด (SDS) พฤติกรรมการกลับไปเสพซ้ำ และแบบบันทึกผลการตรวจ Urine Amphetamines วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและอนุมาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา : พบค่าเฉลี่ยคะแนนหลังการทดลอง (Mean = 38.21, S.D. = 6.27) สูงกว่าก่อนการทดลอง (Mean = 36.64, S.D. = 5.16) อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (t = -1.112, <em>P</em> = 0.286) ด้านผลการตรวจปัสสาวะส่วนใหญ่เป็นลบทั้งในสัปดาห์ที่ 1 และสัปดาห์ที่ 8 โดยพบผลบวกเพียงบางราย และมีบางรายไม่สามารถติดตามได้เนื่องจากการย้ายสถานที่รักษา หรือข้อจำกัดด้านบริบทของผู้ป่วย</p> อาภาภิญ เวียงอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5291 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบร่วมกับการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากภาวะช็อกการติดเชื้อในกระแสเลือด โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ : กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5292 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ระหว่าง เดือน พฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลประวัติการรักษาพยาบาล จากเวชระเบียน ใช้กรอบแนวคิด FANCAS เพื่อค้นหาปัญหาและวางแผนปฏิบัติการพยาบาลสรุปและประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา </strong></p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; กรณีศึกษารายที่ 1 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 55 ปี เข้ารับการรักษา ด้วยอาการ ไข้สูง มีอาเจียน เป็นก่อนมาโรงพยาบาล 1 วัน ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคเบาหวาน ขาดการควบคุมโรค ไม่ติดตามการนัด ขาดการรับประทานยา การวินิจฉัยโรค Pneumonia with sepsis ปฏิเสธโรคประจำตัว ขณะเข้ารับการรักษาพบภาวะแทรกซ้อน Acute pyelonephritis, Hyponatremia, Hypomagnesemia infected skin at perineum, urinary tract infection มีภาวะพร่องออกซิเจน รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและการให้ออกซิเจน ชนิด HHFNC รับการรักษาเป็นระยะเวลา 4 วัน อาการดีขึ้นตามลำดับ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ นัดพบแพทย์อายุรกรรม 2 สัปดาห์เพื่อติดตามการรักษา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; กรณีศึกษารายที่ 2 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 54 ปี เข้ารับการรักษาด้วยอาการ หายใจหอบเหนื่อย เป็นก่อนมาโรงพยาบาล 4 ชั่วโมง ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง รับการรักษาต่อเนื่องด้วยการรับประทานยา<br>ที่โรงพยาบาลชุมชน การวินิจฉัยโรค Pneumonia with sepsis with respiratory failure ขณะเข้ารับการรักษาพบภาวะแทรกซ้อน Respiratory failure, Acute kidney injury, metabolic acidosis, Metformin associated lactic acidosis รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะและการให้ออกซิเจนด้วยเครื่องช่วยหายใจ ผู้ป่วยสามารถหย่าเครื่องช่วยหายใจได้ ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ลดลง รับการรักษาเป็นระยะเวลา 4 วัน อาการดีขึ้นตามลำดับ แพทย์ส่งต่อรับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน</p> รัชนีกร มาตสุด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5292 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยโรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซีระยะมีภาวะแทรกซ้อน : กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5293 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยโรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซีระยะมีภาวะแทรกซ้อน จำนวน 2 ราย กรณีศึกษาเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยโรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซีระยะมีภาวะแทรกซ้อน จำนวน 2 ราย ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ในปี 2568 โดยศึกษาจากประวัติการรักษาพยาบาล ข้อมูลจากผู้ป่วย เวชระเบียน ให้การพยาบาลตามหน้าที่หลักทางคลินิกของพยาบาลวิชาชีพ 7 major aspects of care Ectopic pregnancy นำมากำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล และแก้ไขปัญหาสุขภาพโดยใช้กระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอน ตั้งแต่แรกรับจนถึงจำหน่าย มาใช้เป็นมาตรฐานในการให้การพยาบาลผู้ป่วย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: ผู้ป่วยทั้ง 2 ราย แพทย์วินิจฉัยเป็น HCV cirrhosis กรณีศึกษาที่ 1 ผู้ป่วยเป็นโรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับภาวะซีด ส่วนกรณีศึกษาที่ 2 ผู้ป่วยเป็นโรคตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับภาวะท้องมาน ได้รับการรักษาและให้การพยาบาลโดยใช้กระการพยาบาล 5 ขั้นตอน ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ ไม่พบภาวะแทรกซ้อน</p> สุวรรณา ไชยนันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5293 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้สูงอายุสมองเสื่อมมีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน : กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5294 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้ เป็นการศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษาผู้สูงอายุ จำนวน 2 ราย ได้รับการวินิจฉัยว่าสมองเสื่อมและมีภาวะพึ่งพิง ที่อยู่ในระบบการดูแลของศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลห้วยผึ้ง โดยเก็บข้อมูลในช่วงปี พ.ศ.2567-2568 ผู้ศึกษารวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน พยาธิสภาพของโรค การประเมิน การสัมภาษณ์ การสังเกต การเยี่ยมบ้าน รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล นำมากำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ปฏิบัติการพยาบาล ประเมินและสรุปผล การศึกษานี้ได้นำแนวคิดการพยาบาลแบบองค์รวม แนวคิดในการปฏิบัติการในชุมชน ทฤษฎีความพร่องในการดูแลตนเองของโอเรม และแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน มาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วย</p> <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยรายที่ 1 เพศชายอายุ 82 ปี ผู้ดูแลหลักคือบุตรสาวและหลานสาว มีโรคร่วมคือความดันโลหิตสูง เคลื่อนย้ายตนเองได้ หลงทางกลับบ้าน จำมื้อรับประทานอาหารไม่ได้ การนอนผิดปกติ กลั้นปัสสาวะอุจาระไม่ได้ ประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ALD =7/20 คะแนน IADL =0/8 คะแนน มีพฤติกรรมและอารมณ์ไม่เหมาะสม ญาติไม่เข้าใจภาวะมองเสื่อม ผู้ป่วยรายที่ 2 เพศชาย อายุ 75 ปี ผู้ดูแลหลักคือบุตรสาว มีโรคประจำตัว ได้แก่ ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง การเคลื่อนย้ายตนเองลำบาก เนื่องจากขาทั้งสองข้างอ่อนแรง เฉยชาไม่สนใจสิ่งแวดล้อม กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีปัญหาด้านการนอน ประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน ALD = 6/20 คะแนน IADL = 0/8 คะแนน ญาติไม่เข้าใจภาวะสมองเสื่อม</p> คมขำ วงลคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5294 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5295 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน และเพื่อประเมินผลลัพธ์ของแนวทางดังกล่าวต่อความสามารถในการดูแลตนเอง คุณภาพชีวิต และอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำของผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น การดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบ PAR จำนวน 2 วงรอบ ตามแนวคิด Spiral Model ประกอบด้วยขั้นตอนการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ บุคลากรสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วย COPD จำนวน 10 คน และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกลุ่มนำร่อง จำนวน 12 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะสุขภาพ (MMRC, BMI, 6-Minute Walk Test, VAS-D, PHQ-9) และแบบประเมินคุณภาพชีวิต St. George’s Respiratory Questionnaire (SGRQ) ร่วมกับการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไม่อาศัยการแจกแจงปกติ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วย COPD ที่พัฒนาขึ้นเป็นแนวปฏิบัติการพยาบาลแบบสหสาขาวิชาชีพที่ชัดเจน เป็นระบบ และสามารถนำไปใช้ได้จริง ผู้ป่วยมีความสามารถในการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยคะแนน SGRQ ลดลงในทุกมิติ และอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำภายใน 28 วันลดลงจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 ขณะเดียวกัน บุคลากรมีความพึงพอใจต่อแนวทางในระดับสูง และเกิดการพัฒนาศักยภาพทีมพยาบาลในการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง</p> ธวัชชัย ปิยะนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5295 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในชุมชน : กรณีศึกษา 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5296 <p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการตนเองของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในชุมชน กรณีศึกษา 2 ราย ที่มีบริบททางสังคมและพฤติกรรมสุขภาพแตกต่างกัน การศึกษาแบบเกรณีศึกษา (Case Study) ใน 2 ราย ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2567 ณ กลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน การสัมภาษณ์เชิงลึก และการเยี่ยมบ้าน</p> <p> ผลการศึกษา กรณีศึกษาที่ 1 เป็นผู้หญิงอายุ 38 ปี มีปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการใช้ยา drug adherence ต่ำกว่าร้อยละ 50 ปัญหาการตีตราจากชุมชน และขาดการสนับสนุนจากครอบครัว กรณีศึกษาที่ 2 เป็นผู้ชายอายุ 55 ปี มีการจัดการตนเองดีกว่า แต่ยังมีปัญหาด้านพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการบริโภคอาหารไม่เหมาะสม ทั้งสองรายได้รับการพัฒนาแผนการพยาบาลเฉพาะบุคคลตามปัญหาสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมความรู้และทักษะ การปรับพฤติกรรมสุขภาพ การเสริมสร้างแรงสนับสนุน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง</p> ปฏิมาภรณ์ ภูมิกอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5296 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด : กรณีศึกษาเปรียบเทียบ 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5297 <p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษาเชิงพรรณนาเปรียบเทียบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการพยาบาลผู้คลอดที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด 2 ราย ที่เข้ารับการรักษาที่ห้องคลอด โรงพยาบาลเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น ระหว่างเดือนมิถุนายน 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2568 โดยประยุกต์ใช้แนวคิดแบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของกอร์ดอนในการประเมินและวางแผนการพยาบาล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กรณีศึกษาที่ 1 เป็นผู้คลอดอายุ 31 ปี ครรภ์แรก อายุครรภ์ 35+4 สัปดาห์ มีประวัติการทำงานโรงงานเป็นกะและทำงานล่วงเวลา พักผ่อนน้อย มาโรงพยาบาลด้วยอาการท้องปั่นถี่ 8 ชั่วโมง ไม่สามารถยับยั้งการคลอดได้ คลอดปกติ ทารกเพศชาย น้ำหนัก 2,330 กรัม หลังคลอดทารกมีไข้และดูดนมได้น้อย ตรวจพบภาวะติดเชื้อในระยะแรกเกิด (Early Neonatal Sepsis) ได้รับยาปฏิชีวนะ 7 วัน จำหน่ายกลับบ้านเมื่ออาการดีขึ้น กรณีศึกษาที่ 2 เป็นผู้คลอดอายุ 26 ปี ครรภ์ที่ 3 อายุครรภ์ 35+6 สัปดาห์ มีประวัติการใช้สารเสพติดและฝากครรภ์ล่าช้า มาโรงพยาบาลด้วยอาการท้องปั่นแข็ง 4 ชั่วโมง ทารกศีรษะโผล่ถึงโรงพยาบาล ทำคลอดทันที คลอดปกติ ทารกเพศหญิง น้ำหนัก 2,720 กรัม สมบูรณ์แข็งแรงดี จำหน่ายกลับบ้านพร้อมมารดาเพื่อไปทำหมันที่โรงพยาบาลแม่ข่าย ข้อวินิจฉัยการพยาบาลที่พบในทั้งสองรายมีความคล้ายคลึงกันในระยะก่อนคลอด ระยะคลอด และระยะหลังคลอด แต่แตกต่างกันในด้านปัจจัยเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อน และการดูแลต่อเนื่อง</p> พิชญาภรณ์ ประพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5297 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของการพยาบาลระบบสนับสนุนเเละให้ความรู้ต่อพฤติกรรมการดูเเลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อแผลฝีเย็บของมารดาหลังคลอด 48 ชั่วโมง โรงพยาบาลเคียนซา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5287 <p> การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อแผลฝีเย็บของมารดาหลังคลอด 48 ชั่วโมง ณ โรงพยาบาลเคียนซา กลุ่มตัวอย่างคือ มารดาครรภ์แรกที่มาฝากครรภ์และคลอดบุตรทางช่องคลอด ณ โรงพยาบาลเคียนซา จำนวน 24 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยการบูรณาการทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็มและแนวคิดการสนับสนุนทางสังคมของเฮาส์ เป็นระยะเวลา 4 ครั้ง (ตั้งครรภ์ 36 สัปดาห์ จนถึง 7 วันหลังคลอด) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบความรู้และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบแบบไม่อิงพารามิเตอร์ (Wilcoxon Signed Ranks Test และ Mann-Whitney U Test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภายหลังการได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อแผลฝีเย็บสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ภายหลังการได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันการติดเชื้อแผลฝีเย็บสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ชฎาพร จันทบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5287 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มานอนรักษาในโรงพยาบาลเคียนซา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5286 <p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model: HBM) ต่อการรับรู้ปัจจัยเสี่ยง การรับรู้ประโยชน์ และพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำของผู้ป่วยที่มารักษาในโรงพยาบาลเคียนซา กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 60 คน แบ่งเป็น กลุ่มทดลอง 30 คน ที่ได้รับโปรแกรมสุขศึกษา 6 ครั้ง และกลุ่มควบคุม 30 คน ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมสุขศึกษา 6 กิจกรรม และแบบสอบถาม 4 ส่วน ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามตัวแปรตามทั้งหมดสูงกว่า 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา, Paired t-test และ Independent t-test.</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า: 1) ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมสุขศึกษา กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ปัจจัยเสี่ยง (M=12.13) และการรับรู้ประโยชน์ (M=11.76) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (M=9.96 และ M=9.06 ตามลำดับ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05), 2) ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมสุขศึกษา กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำสูงขึ้น (M=33.03) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเทียบกับก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (M=28.00) (p &lt; .05) และ 3) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ปัจจัยเสี่ยง การรับรู้ประโยชน์ และพฤติกรรมการป้องกันการกลับเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05 สำหรับทุกตัวแปร)</p> วรรณา พรหมพูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5286 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5285 <p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลของโปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและสุ่มเข้ากลุ่มด้วยรหัสผู้ป่วย โปรแกรมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน พัฒนาขึ้นโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีของแบนดูรา (Bandura) โดยประกอบด้วยกิจกรรม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ประสบการณ์ความสำเร็จจากการปฏิบัติจริง การเรียนรู้จากการสังเกตตัวแบบ การชักจูงด้วยวาจา และการจัดการสภาวะทางกายและอารมณ์ กลุ่มทดลองเข้าร่วมกิจกรรม 6 ครั้ง (5 ครั้งในโรงพยาบาล และ 1 ครั้งเยี่ยมบ้าน) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test ชนิดไม่อิสระและอิสระ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลาง (M = 3.41) เป็นระดับสูง (M = 4.11), 2) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหาร สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ในทุกหมวดอาหาร</p> วรรณวิสา จันทร์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5285 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างมีส่วนร่วม ในโรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5307 <p> การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยทบทวนคุณภาพ ทั้งการรักษา และกระบวนการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างผู้ป่วย และชุมชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญและมีอิทธิพลต่อทั้งภาวะสุขภาพโดยรวมและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สถานการณ์ ปัญหาการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างมีส่วนร่วม รวมถึงศึกษาประสิทธิผลของแนวทางการดูแลในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังอย่างมีส่วนร่วม ของโรงพยาบาลเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผน 2) การปฏิบัติ 3) การสังเกต และ 4) การสะท้อนผล ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 30 คน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานทางการพยาบาล 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน Pair sample t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1) องค์ประกอบเชิงโครงสร้าง มี 3 องค์ประกอบย่อย คือ การมีคณะกรรมการขับเคลื่อนร่วมที่เป็นทีมสหวิชาชีพและทีมสุขภาพชุมชน การมีเครื่องมือและหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน และการมีระบบสารสนเทศที่เชื่อมโยงกันระหว่างโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 2) องค์ประกอบในการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 3 ระยะหลัก คือ ระยะที่ 1 ก่อนเข้ารับบริการ ด้วยการคัดกรองผู้มีความเสี่ยงในชุมชน ระยะที่ 2 ระยะเข้าสู่การรักษา เป็นการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพปอดระหว่างทีมสหวิชาชีพ ผู้ป่วยและญาติ และระยะที่ 3 การส่งต่อ และติดตามต่อเนื่องด้วยการเยี่ยมบ้าน และ 3) องค์ประกอบด้านผลลัพธ์ของการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มี 3 องค์ประกอบย่อย คือ ผลลัพธ์ทางคลินิกเพื่อลดการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตและกระบวนการผ่านสมรรถนะการดูแลตนเอง และผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพของระบบบริการ โดยผลการประเมินโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหลังการพัฒนาแนวทาง พบว่าผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีค่าเฉลี่ยลดลงกว่าก่อนการดำเนินการ 2.47 (95% CI: 0.91- 4.02) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> สุวิจักขณ์ ปุญนุวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5307 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมด้านสุขาภิบาลอาหารในร้านอาหาร และแผงลอยจำหน่ายอาหารในอำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5329 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมด้านสุขาภิบาลอาหารในร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายอาหารในอำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ เก็บข้อมูลจากแบบทดสอบ แบบสอบถามและแบบประเมินมาตรฐานสุขาภิบาลร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Dependent t – test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการศึกษาพบว่า หลังการใช้โปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมด้านสุขาภิบาลอาหารในร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายอาหารในอำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ หลังการอบรมคะแนนความรู้และพฤติกรรมด้านสุขาภิบาลอาหารในร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายอาหารในอำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และภายหลังการดำเนินโปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมด้านสุขาภิบาลอาหาร มีจำนวนสถานประกอบการร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายอาหารผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้น</p> พงศ์สมุทร เจณบริรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5329 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสมรรถนะเฉพาะทางด้านคลินิกของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน กลุ่มงานการพยาบาล โรงพยาบาลนาหว้า จังหวัดนครพนม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5330 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาและผลของการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะทางด้านคลินิกของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรงพยาบาลนาหว้า จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในกลุ่มการพยาบาล ได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดจำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินสมรรถนะเฉพาะทางด้านคลินิกของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2568 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปใช้ค่าจำนวน ร้อยละ แบบประเมินสมรรถนะเฉพาะทางด้านคลินิกของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน วิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ก่อน-หลังเข้าร่วมกิจกรรมโดยใช้สถิติ Pair t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า ผลของการพัฒนาสมรรถนะเฉพาะทางด้านคลินิกของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน โรงพยาบาลนาหว้า จังหวัดนครพนม พบว่าคะแนนเฉลี่ยสมรรถนะเฉพาะทางด้านคลินิกของพยาบาลวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันรายด้าน ก่อน-หลังการพัฒนาพบว่า ด้านการพยาบาลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.20 (SD=.83) เพิ่มขึ้นเป็น 3.89 (SD=.80) ด้านการจัดการภาวะแทรกซ้อนค่าคะแนนเฉลี่ย 3.48 (SD=.80) เพิ่มขึ้นเป็น 4.02 (SD=.80), ด้านการนิเทศ/ให้คำแนะนำค่าเฉลี่ย 3.35 (SD=.71) เพิ่มขึ้นเป็น 4.00 (SD .75) และด้านการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.06 (SD=1.29) เพิ่มขึ้นเป็น 3.71 (SD=.90) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ทัศนีย์ สิทธิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5330 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเรื้อรัง โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5331 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและผลของการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเรื้อรัง โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีภาวะไตเรื้อรัง ได้การสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 50 คน และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินพฤติกรรมการควบคุมอาหาร การมีกิจกรรมทางกาย ความเครียด การรักษาและการใช้ยา ผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ ระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด และอัตราการทำงานของไต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบพฤติกรรมสุขภาพ และผลลัพธ์ทางคลินิก ก่อน-หลัง เข้าร่วมกิจกรรมโดยใช้สถิติ Pair t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่าก่อน-หลังร่วมกิจกรรมกลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการควบคุมอาหาร คะแนนเฉลี่ยจาก 3.20 (SD=.60) เพิ่มขึ้นเป็น 3.49 (SD=.42) ระดับปานกลาง, การมีกิจกรรมทางกาย คะแนนเฉลี่ยจาก 1.44 (SD=.57) ระดับน้อยที่สุดเพิ่มขึ้นเป็น 2.40 (SD=.36) ระดับน้อย, ความเครียด คะแนนเฉลี่ยจาก 1.40 (SD=.52) ลดลงเป็น 1.26 (SD=.33) ระดับน้อยที่สุด, การรักษาและการใช้ยา คะแนนเฉลี่ย 3.47 (SD=.38) ระดับปานกลาง หลังร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 4.30 (SD=.52) ระดับมาก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลลัพธ์ด้านสุขภาพ พบว่าระดับความดันโลหิตตัวบน (SBP) มีค่าเฉลี่ยจาก 142.6 (SD=16.16) ลดลงเป็น 129.58 (SD=7.81) น้ำตาลสะสมในเลือด (A1C) มีค่าเฉลี่ย 8.6 (SD=3.68) ลดลงเป็น 7.7 (SD=2.37) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนระดับความดันโลหิตตัวล่าง (DBP) มีค่าเฉลี่ย 76.26 (SD=11.09) ลดลงเป็น 74.12 (SD=8.32) และอัตราการทำงานของไต (eGFR) มีค่าเฉลี่ยจาก 40.15 (SD=8.64) เพิ่มขึ้นเป็น 41.76 (SD=12.25) ไม่แตกต่างกัน</p> จินตนา พรรณุวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5331 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของการมีส่วนร่วมและแรงสนับสนุนทางสังคมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชนในเขตบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านตรอย ตำบลหนองฉลอง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5321 <p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการมีส่วนร่วมและแรงสนับสนุนทางสังคมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของประชาชนในเขตบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านตรอย ตำบลหนองฉลอง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 22 คน รวม 44 คน กลุ่มทดลอง คือ ประชาชนในเขตบริการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านตรอย ตำบลหนองฉลอง อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับโปรแกรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มเปรียบเทียบได้รับโปรแกรมปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนานำเสนอด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปอร์เซนต์ไทล์ที่ 25 และ 75 เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนเฉลี่ยของตัวแปรภายในกลุ่มโดยใช้สถิติ paired t-test และระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test กำหนดนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนการมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก การรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก การรับรู้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคไข้เลือดออก การรับรู้อุปสรรคของการป้องกันโรคไข้เลือดออก แรงสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก และพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> อภิชญา ดอกพอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5321 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของการใช้ระบบ SAFE-4P ในกระบวนการก่อนการจ่ายยาผู้ป่วยใน เพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางยา โรงพยาบาลแม่จัน จังหวัดเชียงราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5334 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาในขั้นตอน Pre-dispensing และ Dispensing ก่อนและหลังการใช้ระบบ SAFE-4P, 2) เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเกิดความคลาดเคลื่อนระดับรุนแรง (NCC MERP Category E-I) และอัตราการรายงาน Near Miss Events ก่อนและหลังการใช้ระบบ SAFE-4P, และ 3) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพและผู้ปฏิบัติงานในห้องจ่ายยาผู้ป่วยในต่อการใช้ระบบ SAFE-4P รูปแบบการวิจัยเชิงกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นใบสั่งจ่ายยาผู้ป่วยในที่โรงพยาบาลแม่จัน จังหวัดเชียงราย จำนวน 12,554 รายการ (Baseline 6,277 รายการ, Post-intervention 6,277 รายการ) และบุคลากร 55 คน (พยาบาล 40 คน, ผู้ปฏิบัติงานห้องยา 15 คน) ได้มาจากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างและการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบฟอร์มบันทึกความคลาดเคลื่อนทางยา แบบฟอร์มบันทึกเวลาการจ่ายยา และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Paired t-test Chi-square test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) อัตรา Pre-dispensing Error ลดลงจาก 4.72 เหลือ 2.15 รายการต่อ 1,000 วันนอน (p&lt;0.001) และอัตรา Dispensing Error ลดลงจาก 0.91 เหลือ 0.35 รายการต่อ 1,000 วันนอน (p&lt;0.001), 2) ความคลาดเคลื่อนระดับรุนแรง (Category E-I) ลดลงจาก 0.2 เหลือ 0 รายการต่อ 1,000 วันนอน (p&lt;0.001) และอัตราการรายงาน Near Miss Events เพิ่มขึ้นจาก 1.25 เป็น 3.88 รายการต่อ 1,000 วันนอน (p&lt;0.001), และ 3) บุคลากรมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับดีมาก</p> ศิริลักษณ์ สุยะ , วริษา หาญใจ , อาริตา วงศ์เปี้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5334 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การใช้แนวทางบริหารแบบมีส่วนร่วมต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการบุคลากรสายสนับสนุน โรงพยาบาลลำปาง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5335 <p>&nbsp; การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและขยายผลแนวทางบริหารแบบมีส่วนร่วมสำหรับบุคลากรสายสนับสนุนโรงพยาบาลลำปาง จำนวน 233 คน ดำเนินการเป็น 2 ระยะ รวมระยะเวลา 22 เดือน (เมษายน 2567 - มกราคม 2569) ระยะที่ 1 การวิจัยเบื้องต้น: เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) กับบุคลากรสายสนับสนุน 45 คน เป็นระยะเวลา 12 เดือน ผลการศึกษาพบว่าแนวทางบริหารแบบมีส่วนร่วมมีประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001, Cohen's d=2.51) บุคลากรมีความพึงพอใจในระดับสูง (M=4.28) ระยะที่ 2 การพัฒนาและขยายผล โดยใช้กรอบแนวคิดการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ตามแนวทาง 4D Model ผสมผสานกับกระบวนการเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAOR) 2 วงรอบ โดยบุคลากรสายสนับสนุนในกลุ่มภารกิจอำนวยการ 233 คน มีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวทางตามบริบทของตนเอง ระยะเวลา 10 เดือน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการผสมผสาน ได้แก่ แบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และบันทึกการสะท้อนกลับ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า (1) ประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกมิติ (M เพิ่มจาก 2.93 เป็น 4.15, p&lt;0.001, Cohen's d=2.08) (2) บุคลากรมีความพึงพอใจต่อแนวทางในระดับมาก (×=4.37) (3) ได้แนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) 8 ข้อ ที่เกิดจากประสบการณ์จริงของผู้ปฏิบัติงานและมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ (4) คู่มือการใช้งานฉบับสมบูรณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และ (5) ปัจจัยสนับสนุนความยั่งยืนในระดับมาก (×=4.28)</p> ธีรินทร์ เกตุวิชิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5335 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5345 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอจตุรพักตร พิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด ประกอบด้วย 4 ระยะ คือ ระยะวางแผน ระยะดำเนินการ ระยะกำกับติดตาม และระยะประเมินผล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 287 คน องค์กรชุมชน จำนวน 100 คน และผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว จำนวน 287 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 4 ชุด โดยเป็นเครื่องมือเชิงปริมาณ 2 ชุด ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยกรมควบคุมโรค และเครื่องมือเชิงคุณภาพ 2 ชุด ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนสถิติเชิงอนุมานใช้สถิติที และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มีความคาดหวังให้ผู้สูงอายุได้รับบริการที่สะดวกด้านการคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ได้รับบริการที่โรงพยาบาลใกล้บ้านหรือในชุมชน และได้รับการสนับสนุนจากชุมชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ โดยก่อนการพัฒนากลุ่มตัวย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับไม่ดี ร้อยละ 51.26 และ 53.44 ตามลำดับ ส่วนใหญ่มีค่าความดันโลหิตสูงอยู่ในเกณฑ์เริ่มต้น ร้อยละ 54.01 รองลงมาคืออยู่ในเกณฑ์ปานกลางและรุนแรง ร้อยละ 43.11 และ 2.78 ตามลำดับ ผลการพัฒนาพบว่ากระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นระบบส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีค่าความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80.49 ผู้ที่มีค่าความดันโลหิตสูงอยู่ในเกณฑ์เริ่มต้นและระยะปานกลางลดลงเป็นร้อยละ 15.33 และ 4.18 ตามลำดับ และไม่มีผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ในเกณฑ์รุนแรง เป็นการสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงและยืนยันผลลัพธ์ที่ชัดเจนของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น</p> ยุทธนา ผือโย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5345 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยวิธีการส่องกล้อง: กรณีศึกษาเปรียบเทียบ 2 ราย โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5339 <p> การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยวิธีการส่องกล้อง: กรณีศึกษาเปรียบเทียบ 2 ราย โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยวิธีการส่องกล้อง โดยใช้วิธีเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 ราย ทำการศึกษาระหว่างเดือนมิถุนายน - ตุลาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือการศึกษา ได้แก่ แบบเก็บข้อมูล การสัมภาษณ์ การสังเกต การตรวจร่างกาย และการศึกษาเวชระเบียน ตามแนวคิดการประเมิน 11 แบบแผนของกอร์ดอน และทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม ครอบคลุมทั้ง ระยะก่อนส่องกล้อง ระยะขณะส่องกล้อง ระยะหลังส่องกล้อง และ ระยะจำหน่ายและดูแลต่อเนื่อง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กรณีศึกษารายที่ 1 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 65 ปี มีอาการถ่ายเป็นมูกเลือดเรื้อรัง มีโรคประจำตัวเบาหวานชนิดที่ 2 กรดไหลย้อน และโรคความวิตกกังวลทั่วไป ผลการส่องกล้องพบก้อนเนื้อ (cauliflower mass) ขนาด 7-8 เซนติเมตร บริเวณ sigmoid colon ห่างจากทวารหนัก 20 เซนติเมตร ผลการตรวจชิ้นเนื้อยืนยัน well-differentiated adenocarcinoma กรณีศึกษารายที่ 2 ผู้ป่วยชายไทย อายุ 75 ปี มีอาการถ่ายดำ อาเจียนเป็นเลือด คลำพบก้อนที่ท้องซ้าย น้ำหนักลด 5-6 กิโลกรัมใน 6 เดือน มีโรคประจำตัวเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3A มีภาวะโลหิตจางรุนแรง (Hb 6.20 g/dL) ผลการส่องกล้องพบก้อนอุดกั้น (obstructing mass) บริเวณ descending colon ผลการตรวจชิ้นเนื้อยืนยัน poorly differentiated adenocarcinoma ผู้ป่วยทั้ง 2 รายมีประเด็นที่เหมือนกัน คือ มีความวิตกกังวล ปฏิบัติตามคำแนะนำได้ถูกต้อง การไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการส่องกล้อง มีสัมพันธภาพครอบครัวดี มีประเด็นที่แตกต่างกัน ดังนี้ ผู้ป่วยรายที่ 1 มีความวิตกกังวลระดับสูง คุณภาพการเตรียมลำไส้ การได้รับการระงับความรู้สึกแบบ moderate sedation การส่องกล้องสมบูรณ์เข้าถึง cecum ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ส่วนผู้ป่วยรายที่ 2 มีความวิตกกังวลระดับปานกลาง คุณภาพการเตรียมลำไส้ระดับพอใช้ ได้รับการดมยาสลบทั่วร่างกายและใส่ท่อช่วยหายใจ การส่องกล้องไม่สมบูรณ์เนื่องจากมีก้อนอุดกั้น มีภาวะซีดต้องได้รับเลือดก่อนและหลังส่องกล้อง การใช้กระบวนการพยาบาลที่ดีและถูกต้อง ส่งผลให้ผู้ป่วยทั้ง 2 รายปลอดภัยไม่มีภาวะแทรกซ้อน ดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม และมีความพร้อมในการรับบริการการรักษาได้ดี</p> วิมลรัตน์ ธารเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5339 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในที่พักอาศัยของผู้สูงอายุ ตำบลหัวเรือ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5342 <p> การพลัดตกหกล้มเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญในผู้สูงอายุ และพบอุบัติการณ์สูงในบริบทชุมชนกึ่งเมือง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันการพลัดตกหกล้มในที่พักอาศัยของผู้สูงอายุ ตำบลหัวเรือ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ การสำรวจสถานการณ์และประเมินสมรรถภาพร่างกาย การระดมความคิดเห็นแกนนำ 50 คนเพื่อพัฒนารูปแบบ และการทดลองโปรแกรมออกกำลังกายด้วยยางยืด 4 เดือน กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุจำนวน 244 คน โดยการสุ่มแบบง่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และ Paired-Samples t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า อุบัติการณ์การหกล้มในช่วง 6 เดือนร้อยละ 4.5 สาเหตุหลักคือการสะดุดและก้าวพลาด เกิดในห้องนอนและช่วงเวลากลางคืน ผู้สูงอายุมีปัญหาการมองเห็นร้อยละ 57.8 และบกพร่องด้านการเคลื่อนไหวร้อยละ 52.0 รูปแบบที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ปรับคน–ปรับบ้าน–ปรับพฤติกรรม” และการเสริมสร้างสมรรถภาพด้วยการออกกำลังกาย ส่งผลให้สมรรถภาพทางกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; 0.001)</p> วาริศิลป์ บัวเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5342 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วม ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5360 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยประยุกต์ใช้วงจร PAOR กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 35 คน และ 2) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 300 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน 2568 ถึง มกราคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ Paired T-test โดยกำหนด ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีกิจกรรม 7 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การตรวจสุขภาพช่องปาก 2) การวางแผนการดูแลสุขภาพช่องปากรายบุคคล 3) การสนับสนุนงบประมาณจาก อปท. 4) การพัฒนาองค์ความรู้ให้กับผู้ดูแล 5) การประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายและทันตบุคลากร 6) การจัดระบบส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแม่ข่าย และ 7) การติดตามผ่านระบบ Teledentistry หลังการพัฒนารูปแบบ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้ พฤติกกรมการดูแล และการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001)</p> รัฐนนท์ เนือนสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5360 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย: กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5371 <p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียน อาการและอาการแสดง ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติการได้รับยา การผ่าตัด แบบแผนการดำเนินชีวิตพฤติกรรมสุขภาพ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และผลการตรวจพิเศษอื่น ๆ จากนั้นทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลตามแบบแผนของโอเร็ม และแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน และวางแผนปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้กระบวนการพยาบาล และดำเนินการติดตามประเมินผลของการปฏิบัติการพยาบาลตามแผนที่วางไว้ ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสภาวะการเจ็บป่วย ส่งผลให้บรรลุเป้าหมายของการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองคือ “การตายดี (good death)"</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยได้รับการวางแผนดูแลรักษาตนเองล่วงหน้า ประกอบไปด้วย Advance decisions ความต้องการรับหรือไม่รับ การดูแลรักษาเมื่อถึงระยะสุดท้าย/ทุกข์ทรมานจากโรคเมื่อไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง คือ การไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่กดนวดหัวใจ แพทย์ผู้ดูแลให้ข้อมูลกับผู้ป่วยและญาติในการปรับเปลี่ยนจากแผนการรักษาเป็นการดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยเขียนพินัยกรรมชีวิต “ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่กดนวดหัวใจ” วางแผนการดูแลต่อเนื่องร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อส่งต่อการดูแลเมื่ออยู่ชุมชน วางแผนจำหน่ายผู้ป่วยเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ป่วยและญาติ การให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ จัดบริการให้ยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น ชุดให้ออกซิเจน และส่งข้อมูลให้กับทีมเยี่ยมบ้าน และทีมสุขภาพในชุมชนสำหรับการติดตามการเยี่ยมหลังจำหน่าย จากนั้นติดตามประเมินผลการดูแลเป็นระยะๆ ตั้งแต่ผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่ ขณะเสียชีวิต จนถึงหลังจากผู้ป่วยเสียชีวิต และติดตามเยี่ยมญาติผู้ป่วยหลังเสียชีวิต</p> อุมาภรณ์ เจริญสลุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5371 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน และกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน ร่วมกับเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูง: กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5363 <p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน ในผู้ป่วยที่มีโรคร่วมคือเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำองค์ความรู้ด้านพยาธิสรีรวิทยา แผนการรักษา และทฤษฎีทางการพยาบาลมาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยในบริบทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และพัฒนากระบวนการพยาบาลต่อเนื่องที่บ้าน กรณีศึกษาเป็นผู้ป่วยหญิง 1 ราย เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลปราสาท ด้วยการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันและกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน ภายหลังจำหน่ายกลับพักฟื้นที่บ้านในตำบลเชื้อเพลิง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการติดตามเยี่ยมบ้านระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569 การประเมินปัญหาพบภาวะการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง เสี่ยงต่อการสำลักจากการกลืนบกพร่อง การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ แผลกดทับจากการเคลื่อนไหวจำกัด ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูง ภาวะข้อติด กล้ามเนื้ออ่อนแรง และการสื่อสารบกพร่อง พยาบาลชุมชนให้การดูแลติดตามเยี่ยมบ้านรวม 3 ครั้ง โดยประยุกต์ใช้แนวคิดแบบแผนสุขภาพของ Marjory Gordon 11 แบบแผน การประเมินบริบทครอบครัวและชุมชนด้วย INHOMESSS และทฤษฎีการดูแลตนเองของ Dorothea Orem เพื่อวางแผนการพยาบาลแบบองค์รวม ผลการดูแลพบว่าผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้โดยไม่เกิดการสำลัก แผลกดทับมีแนวโน้มดีขึ้น ไม่พบภาวะแทรกซ้อนจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือความดันโลหิตสูง</p> แสงเพชร แก่นดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5363 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อความรู้และทักษะของผู้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับ การใส่คาสายสวนปัสสาวะที่บ้าน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5366 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจต่อความรู้และทักษะของผู้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการใส่คาสายสวนปัสสาวะที่บ้าน การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) โดยใช้รูปแบบสองกลุ่มก่อน-หลังการทดลอง (Two group pretest-posttest design) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ดูแลผู้ป่วยจำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ โปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจและแบบสอบถามวัดความรู้และทักษะก่อนและหลังการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน ได้แก่ Paired t-test และ Independent t-test ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลในกลุ่มทดลองมีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการใส่คาสายสวนปัสสาวะที่บ้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้โปรแกรม และมีค่าคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> เพ็ญจันทร์ จันทร์รอด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5366 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการเฝ้าระวังและประเมินผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลงโดยใช้ SOS Score ในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบต่อพฤติกรรมการตอบสนองของพยาบาล และระดับความรุนแรงของอาการเมื่อได้รับการช่วยเหลือ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5358 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการตอบสนองของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการเฝ้าระวังและประเมินผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลงโดยใช้ SOS Score ในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ 2) เพื่อศึกษาระดับความรุนแรงของอาการเมื่อได้รับการช่วยเหลือในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการเฝ้าระวังและประเมินผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลงโดยใช้ SOS Scoreและ3) เพื่อเปรียบเทียบระดับความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยโรคปอดอักเสบก่อนและหลังได้รับการช่วยเหลือต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการเฝ้าระวังและประเมินผู้ป่วยที่มีอาการทรุดลงโดยใช้ SOS Score กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่มีอาการทรุดลงหรือมีความเสี่ยงต่อการทรุดลง และได้รับการประเมินด้วย SOS Score ในโรงพยาบาลที่ทำการศึกษา จำนวน 40 โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ตามเกณฑ์ที่กำหนด เก็บข้อมูลโดย แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย แบบประเมินพฤติกรรมการประเมินและตอบสนองของพยาบาล แบบฟอร์มบันทึก SOS Score และความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ การวิเคราะห์ข้อมูล โดย ใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย(M) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)และสถิติ t- test กำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยที่มีอาการ รุนแรงน้อย เพิ่มขึ้นจาก 10 คน (25.0%) ก่อนการช่วยเหลือ เป็น 18 คน (45.0%) หลังได้รับการช่วยเหลือ ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงปานกลาง ลดลงเล็กน้อยจาก 18 คน (45.0%) เหลือ 16 คน (40.0%) ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก ลดลงจาก 12 คน (30.0%) เหลือเพียง 6 คน (15.0%) ในด้านคะแนนเฉลี่ยระดับความรุนแรงของอาการ กลุ่มที่มีอาการรุนแรงน้อย มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 1.8 เป็น 2.4 ซึ่งสะท้อนว่ามีการประเมินและแยกกลุ่มได้ชัดเจนมากขึ้น กลุ่มที่มีอาการรุนแรงปานกลาง คะแนนเฉลี่ยลดลงจาก 2.6 เป็น 2.3 กลุ่มอาการรุนแรงมาก คะแนนเฉลี่ยลดลงอย่างเด่นชัดจาก 3.4 เป็น 2.8 พฤติกรรมของพยาบาลอยู่ในระดับ “ดีมากถึงดี” ในทุกหมวด ความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพต่อความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ โดยรวมพยาบาลเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงมากในการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ไปใช้ในบริบทการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดโดยใช้เครื่องมือประเมินเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤต มีความพึงพอใจในระดับสูงมาก</p> อุไรรักษ์ ผาชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5358 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำส่วนปลายเพื่อป้องกัน การเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5337 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลต่อความรู้ ทักษะการปฏิบัติงาน และอุบัติการณ์การเกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพจำนวน 25 คน และกิจกรรมการพยาบาลในกลุ่มผู้ป่วยจำนวน 165 ราย ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แนวปฏิบัติการพยาบาล 4 ระยะ ที่พัฒนาขึ้นตามหลักฐานเชิงประจักษ์ร่วมกับวงจรการพัฒนาคุณภาพ (PDCA) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Paired t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติฯ พยาบาลวิชาชีพมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจากเดิม 7.36 เป็น 14.60 (S.D. = 0.64) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (p &lt; .001) และมีสัดส่วนการปฏิบัติการพยาบาลที่ถูกต้องในภาพรวมเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58.90 เป็นร้อยละ 83.20 โดยระยะการให้สารน้ำมีพัฒนาการสูงสุด นอกจากนี้ พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจต่อการใช้แนวปฏิบัติฯ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.15, S.D. = 0.32) และไม่พบอุบัติการณ์การเกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบในระดับความรุนแรงที่ 2–4</p> สุนทรา ทีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5337 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาโรคข้ออักเสบเกาต์ให้ได้ตามเป้าหมายในโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5384 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้ป่วยโรคข้ออักเสบเกาต์ให้ได้ตามเป้าหมายคือ ระดับกรดยูริกน้อยกว่า 6 มก.ต่อดล. เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบย้อนหลัง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยข้ออักเสบเกาต์(รหัส ICD 10 M100-109) ที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรีตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ถึง 31 กรกฎาคม 2568 การวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการรักษาโรคข้ออักเสบเกาต์ให้ได้ตามเป้าหมายใช้การวิเคราะห์แบบพหุตัวแปร (multi-logistic regression analysis) โดยกำหนดค่าความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em>-value &lt; 0.05</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 146 ราย โดยลักษณะพื้นฐานของประชากรทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นประวัติการดื่มสุรา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรักษาข้ออักเสบเกาต์ให้ได้ตามเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การไม่ดื่มสุรา (adjusted OR 4.16, 95% CI 1.73-10.05, <em>p</em> 0.002) ขนาดของยา allopurinol ที่มากกว่า 100 มก.ต่อวัน (adjusted OR 2.22, 95% CI 1.04-4.73, <em>p</em> 0.040) และแพทย์ผู้รักษาเป็นอายุรแพทย์ (adjusted OR 2.16, 95% CI 1.02-4.55, <em>p</em> 0.043)</p> วุฒิรักษ์ ลีลาเศรษฐกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5384 Sat, 28 Feb 2026 00:00:00 +0700