วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech <p><strong>Journal of Education-Health and Environmental Management</strong><br /><strong>วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม</strong></p> <p><strong>ISSN: 3088-358X (Print)<br /></strong><strong>ISSN: 3088-392X (Online)</strong><strong><br /></strong></p> th-TH echjojack@gmail.com (ผศ.ดร.วรกร วิชัยโย) sirisak.dp@gmail.com (นายศิริศักดิ์ ดลพร) Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพยาบาลทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีภาวะหายใจเร็วชั่วขณะร่วมกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ : กรณีศึกษา 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6063 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็น กรณีศึกษาเปรียบเทียบทารกคลอดก่อนกำหนดที่มีภาวะหายใจเร็วชั่วขณะร่วมกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จำนวน 2 ราย ณ หอผู้ป่วยทารกแรกเกิด โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบลักษณะทางคลินิก การรักษา ผลลัพธ์การดูแล และการวางแผนการพยาบาล และตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอนในทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า กรณีศึกษารายที่ 1 เป็นทารกเพศชาย อายุครรภ์ 36<sup>+2</sup> สัปดาห์ น้ำหนักแรกคลอด 4,130 กรัม เกิดจากมารดาอายุ 31 ปี ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์และรักษาด้วยอินซูลิน ตรวจพบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด 15 นาที (DTX 42 mg/dL) ร่วมกับภาวะอุณหภูมิกายต่ำและหายใจลำบาก ได้รับการรักษาด้วยสารน้ำทางหลอดเลือดดำ แคลเซียมกลูโคเนต การให้ออกซิเจนแบบ HHHFNC และการส่องไฟรักษาภาวะตัวเหลือง สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและอาการทางระบบหายใจได้ดี และจำหน่ายกลับบ้านในวันที่ 13 มีนาคม 2568</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; กรณีศึกษารายที่ 2 เป็นทารกเพศหญิง อายุครรภ์ 36<sup>+1</sup> สัปดาห์ น้ำหนักแรกคลอด 3,515 กรัม เกิดจากมารดาอายุ 37 ปี มีประวัติเคยผ่าตัดคลอดและเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ตรวจพบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำรุนแรง โดยระดับน้ำตาลลดลงเหลือ 18 mg/dL หลังเข้ารับการรักษา ร่วมกับภาวะอุณหภูมิกายต่ำและภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด (Transient Tachypnea of the Newborn: TTN) จำเป็นต้องได้รับสารน้ำความเข้มข้นสูงผ่านสายสวนหลอดเลือดดำสะดือ (UVC) การรักษาด้วย HHHFNC และการส่องไฟรักษาภาวะตัวเหลือง ทำให้สามารถควบคุมอาการและภาวะแทรกซ้อนได้ และจำหน่ายกลับบ้านในวันที่ 19 มีนาคม 2568</p> ดาวใจ หานุสิงห์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6063 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการปฏิบัติพยาบาลการใช้เครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศอัตราการไหล สูงทางจมูกในโรงพยาบาลเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6064 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการปฏิบัติพยาบาลการใช้เครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศอัตราการไหลสูงทางจมูก(HFNC)และประเมินผลลัพธ์การใช้แนวทางการปฏิบัติพยาบาลการใช้เครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศอัตราการไหลสูงทางจมูกในโรงพยาบาลเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การใช้เครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศอัตราการไหลสูง ที่มารับบริการในโรงพยาบาลเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2569- เดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 290 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา แจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของอัตราการหายใจ (RR) และความแตกต่างของความอิ่มตัวออกซิเจน (O<sub>2</sub> sat) ก่อนและหลังการใช้เครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศอัตราการไหลสูง โดยใช้สถิติ paired sample t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย <strong>: </strong>จากการสนทนาอภิปรายกลุ่มย่อย (Focus group) ประเด็นปัญหาที่สำคัญ 4 ประเด็นมาปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติพยาบาลการใช้เครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศอัตราการไหลสูงทางจมูก (HFNC) โรงพยาบาลเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ประเมินผลลัพธ์ดังนี้ ผู้ป่วยก่อนการใช้ HFNC มีค่าเฉลี่ยอัตราการหายใจ(RR)เท่ากับ 30.54 (SD=4.61) ค่าความอิ่มตัวออกซิเจน(O2sat) เท่ากับ 92.03 (SD=3.24) หลังการใช้เครื่อง HFNC มีค่าเฉลี่ยอัตราการหายใจ(RR)เท่ากับ 22.51 (SD=2.69) ค่าความอิ่มตัวออกซิเจน(O2sat) เท่ากับ 98.71 (SD=1.36) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พบว่าผลการประเมินความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลเสลภูมิที่มีต่อแนวทางการปฏิบัติพยาบาลการใช้เครื่องให้ออกซิเจนผสมอากาศอัตราการไหลสูงทางจมูก (HFNC) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53 (SD= 0.50)</p> ชนานันทร์ มณีกัญย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6064 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ศูนย์สุขภาพชุมชน โรงพยาบาลโกสุมพิสัย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6065 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เป็นการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอายุ 2-5ปีที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า ที่มารับบริการศูนย์สุขภาพชุมชนโรงพยาบาลโกสุมพิสัย ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัยจังหวัดมหาสารคามจำนวน 40 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอายุ2-5ปี2)พัฒนาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอายุ 2-5ปีที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า 3)ศึกษาผลของการใช้แนวทางการพัฒนาการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยอายุ2-5ปีที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า วิเคราะห์ข้อมูลโดย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนและหลังด้วยสถิติอนุมาน Paired-t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้า พบว่าคะแนนเฉลี่ยทักษะการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยของผู้ดูแลเด็กสงสัยล่าช้าก่อนการส่งเสริมทักษะมีคะแนนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กมีค่าคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85 (S.D.=3.36) หลังการส่งเสริมทักษะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 99.97(S.D.=3.36)ผ่านเกณฑ์การประเมิน การพิจารณารายด้านพบว่า การส่งเสริมพัฒนาการด้านการสร้างความผูกพันทางอารมณ์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 38.45 รองลงมาคือการสร้างวินัยเชิงบวกร้อยละ 30.70และด้านการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30.70ผ่านเกณฑ์ทักษะการดูแลเด็กปฐมวัยเพื่อการส่งเสริมพัฒนาการและความฉลาดทางอารมณ์การประเมินความพึงพอใจของผู้ดูแลเด็กที่ได้รับการฝึกทักษะพบว่ามีความพึงพอใจมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 95</p> ละอองดาว แสงไกร , อาริยา แดงวงษา, ปรียาดา ผิวพันธมิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6065 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ที่มีความเสี่ยงในการพยายามฆ่าตัวตาย โรงพยาบาลปลาปาก จังหวัดนครพนม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5928 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลผู้ที่มีความเสี่ยงในการพยายามฆ่าตัวตาย โรงพยาบาลปลาปาก จังหวัดนครพนม โดยใช้รูปแบบการดูแล “ปลาปาก SAFE-CARE Model” ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการคัดกรอง การประเมิน การวางแผนดูแลรายบุคคล การสร้างการมีส่วนร่วม การติดตามต่อเนื่อง การส่งเสริมการเข้าถึงบริการ การส่งต่อและประสานเครือข่าย และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงในการพยายามฆ่าตัวตายที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลปลาปาก จังหวัดนครพนม จำนวน 256 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9 คำถาม (9Q) และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 8 คำถาม (8Q) เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการใช้รูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบด้วยสถิติ Paired samples t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการศึกษา: ภายหลังการใช้รูปแบบการดูแล “ปลาปาก SAFE-CARE Model” กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้า 9Q ลดลงจาก 12.72 ± 3.89 คะแนน เป็น 7.90 ± 4.24 คะแนน และแตกต่างจากก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ส่วนค่าเฉลี่ยคะแนนความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 8Q ลดลงจาก 8.98 ± 4.31 คะแนน เป็น 6.09 ± 4.36 คะแนน และแตกต่างจากก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) แสดงให้เห็นว่า ภายหลังการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมีภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายลดลง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า “ปลาปาก SAFE-CARE Model” มีประสิทธิผลต่อการลดภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายในผู้ที่มีความเสี่ยงในการพยายามฆ่าตัวตาย โดยการเชื่อมโยงกระบวนการคัดกรองและประเมินเข้าสู่การวางแผนดูแลรายบุคคล การสร้างการมีส่วนร่วม และการติดตามอย่างต่อเนื่อง</p> วชิรวิทย์ ชาดวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5928 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพในผู้ป่วยวัณโรคปอดรายใหม่ โรงพยาบาลโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6066 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกรายใหม่ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – experimental Research)แบบ Pretest – Posttest Two Group Design กลุ่มตัวอย่างใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มารับบริการตรวจรักษาที่คลินิกวัณโรค โรงพยาบาลโพนทราย จำนวน 40 คนโดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 2 ชุด คือ 1)โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพโดยการประยุกต์ทฤษฎีการสร้างพลังอำนาจของ Gibson,1995 ประกอบด้วยกิจกรรม 5 ครั้ง 2) แบบสอบถามแบ่งเป็น 5 ส่วนได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับวัณโรค การรับรู้ความสามารถของตนเอง พฤติกรรมการปฏิบัติตามแผนการรักษาวัณโรคและแบบบันทึกผลการตรวจเสมหะในเดือนที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย : จากการเปรียบเทียบพบว่าความรู้เกี่ยวกับวัณโรคปอดระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลองไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติที่ระดับ0.05(p=0.034) การรับรู้ความสามารถของตนเองก่อนและหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีการรับรู้ความสามารถของตนเองมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05(p=0.000) และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยในเรื่องพฤติกรรมการปฏิบัติตามแผนการรักษามากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p=0.000) ผลการตรวจเสมหะในเดือนที่ 2 กลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงของผลเสมหะเป็นลบ (Negative) ร้อยละ 100 ส่วนในกลุ่มเปรียบเทียบยังคงมีผลเสมหะเป็นบวกอยู่ ร้อยละ 55 แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของผลเสมหะในเดือนที่ 2 ของกลุ่มทดลองเพิ่มมากขึ้น</p> สุภาวดี สกุลเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6066 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการเยี่ยมบ้านร่วมกับการส่งเสริมการจัดการตนเองต่อผลลัพธ์ทางคลินิก ของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6067 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเยี่ยมบ้านร่วมกับการส่งเสริมการจัดการตนเองต่อผลลัพธ์ทางคลินิกและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตำบลสว่างแดนดิน ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ (HbA1C ≥ 7.5% ) คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 41 คน ระยะเวลาดำเนินโปรแกรม 13 สัปดาห์ ประกอบด้วยการให้ความรู้และการเยี่ยมบ้านเชิงรุก 3 ครั้งตามแนวคิดของ Kanfer &amp; Gaelick-Buys วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired sample t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมี <strong>ผลลัพธ์ทางคลินิก</strong> พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงจากเฉลี่ยร้อยละ 7.96 เป็น 7.77 (<em>p</em>=.014) ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (SBP) และความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (DBP) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>&lt;.001) ส่วนดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=.162) สำหรับพฤติกรรมสุขภาพด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การติดตามการรักษาและการจัดการความเครียด พบว่าคะแนนเฉลี่ยโดยรวมและรายด้านทุกด้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;.001)</p> นวพร สุริยะชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6067 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยโรคต้อหินที่มีโรคร่วมและแก้วตาขุ่นได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ : 2 กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6068 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยโรคต้อหินที่มีโรคร่วมและภาวะแก้วตาขุ่นได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโดยทั้งก่อนการผ่าตัด ขณะผ่าตัด หลังผ่าตัดและการวางแผนการจำหน่าย เป็นกรณีศึกษาในผู้ป่วยชายไทย อายุ 41 ปี และ ผู้ป่วยชายไทย อายุ 67 ปี ตามลำดับ เข้ารับการรักษาหอผู้ป่วย จักษุ โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ระหว่างวันที่ 28-30 กันยายน 2568 ถึง และ 28-30 ตุลาคม 2568 ตามลำดับ ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคต้อหินที่มีโรคร่วมและแก้วตาขุ่น มีโรคร่วม ได้แก่ โรคลมชัก และโรคไขมันในเลือดสูง เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน การสัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติ การตรวจร่างกาย การตรวจพิเศษ และการประเมินตามแบบแผนสุขภาพของกอร์ดอน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: พบว่าผู้ป่วยมีปัญหาสำคัญ ได้แก่ ตาแดง ปวดตาจากความดันลูกตาสูงคนที่ 1 ผลการวัดสายตา ตาขวา 6/6 PH 20/20 ตาซ้าย 6/60 PH 20/60 ระดับความดันลูกตา ตาขวา 40 มิลลิเมตรปรอท ตาซ้าย 12 มิลลิเมตรปรอท ถ่ายภาพจอประสาทตา C:D RE 0.9 เลนส์ตาข้างขวา NS 3+ คนที่ 2 ผลการวัดสายตา ตาขวา 20/60 PH 20/70 ตาซ้าย 6/18 PH 20/20 ระดับความดันลูกตา ตาขวา 14 มิลลิเมตรปรอท ตาซ้าย 41 มิลลิเมตรปรอท ตรวจพบเลนส์ตาขุ่น ถ่ายภาพจอประสาทตา C:D LE 0.9 เลนส์ตาข้างซ้าย NS 3+ ประเมินโดยใช้ 11 แบบแผนกอร์ดอน การพยาบาลตามแผนการพยาบาลที่วางไว้ ผู้ป่วยปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน พยาบาลได้ให้การดูแลแบบองค์รวมทั้งระยะ ก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัด รวมถึงการให้ความรู้และการวางแผนจำหน่าย ส่งผลให้ผู้ป่วยปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน และสามารถดูแลตนเองต่อเนื่องที่บ้านได้</p> อรดี ไร่วิบูลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6068 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานและไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของครอบครัวและเครือข่ายสุขภาพชุมชน พื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหวาย จังหวัดยโสธร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5952 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานและไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAOR) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนารูปแบบ จำนวน 49 คน และ 2) ผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบประเมินความพึงพอใจ การตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) และการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้ว (Dextrostix; DTX) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบ Ban Wai DM Care ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การประเมินสุขภาพและให้ความรู้ 2) การติดตามและเสริมแรงใจ และ 3) การประเมินผลและสะท้อนผล โดยเน้นการมีส่วนร่วมของครอบครัวและเครือข่ายสุขภาพชุมชน ภายหลังการดำเนินงาน ผู้ป่วยมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ระดับ HbA1c ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.019) ระดับ DTX มีแนวโน้มลดลง และผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลในระดับมาก</p> มุกดา ศรีเนตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5952 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ระยะเวลาระหว่างการรักษาด้วยไอโอดีนรังสีครั้งแรกกับครั้งที่สองในผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ ชนิดดิฟเฟอเรนชิเอต : ผลของปัจจัยด้านผู้ป่วยและโรคต่อความแปรปรวนของระยะเวลา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5993 <p> การศึกษานี้เป็นการสำรวจแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายการกระจายของระยะเวลาระหว่างการรักษาด้วยไอโอดีนรังสีครั้งแรกกับครั้งที่สอง ประมาณสัดส่วนผู้ป่วยจำแนกตามกรอบเวลาที่แนวปฏิบัติแนะนำ และตรวจสอบว่าปัจจัยด้านผู้ป่วยและด้านโรคอธิบายความแปรปรวนของระยะเวลาได้เพียงใด เป็นการวิเคราะห์ทุติยภูมิของโคฮอร์ตย้อนหลังในผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดดิฟเฟอเรนชิเอต 111 ราย ที่ได้รับไอโอดีนรังสีครั้งที่สอง ณ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี ระหว่าง พ.ศ. 2565 ถึง 2568 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ช่วงความเชื่อมั่นแบบ Wilson และการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณบนลอการิทึมของระยะเวลา ร่วมกับ HC3 robust standard errors</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าระยะเวลามีมัธยฐาน 8.61 เดือน (พิสัยระหว่างควอไทล์ 7.13–11.04) ผู้ป่วยร้อยละ 74.8 (95% CI 66.0–81.9) ได้รับการรักษาซ้ำภายในกรอบ 6 ถึง 12 เดือน และร้อยละ 20.7 (14.2–29.2) เกินกรอบ 12 เดือน แบบจำลองที่มีตัวแปรอิสระ 11 ตัวไม่พบตัวแปรใดมีนัยสำคัญ ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจปรับแก้เท่ากับ 0.015 และผลไม่เปลี่ยนแปลงในการวิเคราะห์ความไวทั้งสามรูปแบบ สรุปได้ว่าปัจจัยด้านผู้ป่วยและด้านโรคอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 1.5 และกำลังรับของห้องแยกรังสีมิใช่ข้อจำกัด การลดระยะเวลาสำหรับผู้ป่วยที่เกินกรอบเวลาจึงต้องอาศัยการทบทวนกระบวนการบริการ</p> นายแพทย์อนุสรณ์ หลักชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5993 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้โปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรงพยาบาลบรบือ จังหวัดมหาสารคาม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6069 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรม เพื่อศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลและผู้ป่วยต่อการใช้โปรแกรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ( Quasi Experiment Research) เปรียบเทียบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลัง (One group pre-posttest design) ดำเนินการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้ป่วยโรคซึมเสร้าที่จำนวน 30 ราย เก็บข้อมูลจากแบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบ็ค แบบสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรทีมสุขภาพต่อการใช้โปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้สถิติ pair t -test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรม มีภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อย ร้อยละ 66.67 มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลาง ร้อยละ 33.33 ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรม พบว่า ไม่มีภาวะซึมเศร้าร้อยละ 100 ภาวะซึมเศร้าก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมในผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.00) ความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้โปรแกรม อยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการปรับความคิดและพฤติกรรมในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และความพึงพอใจในการรับบริการ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> วนิดา บมสระน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6069 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบ NANGOI Fall Prevention Model เพื่อป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน บ้านนางอย ตำบลเต่างอย จังหวัดสกลนคร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6114 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผล NANGOI Fall Prevention Model ในการป้องกันการหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการตามวงจร PAOR จำนวน 2 วงรอบ ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มจำนวน 50 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และผู้ร่วมดำเนินการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจำนวน 14 คน ทดลองใช้รูปแบบเป็นเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้ม แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการหกล้ม Thai Falls Risk Assessment (Thai-FRAT), Timed Up and Go Test (TUG), 30-Second Chair Stand Test แบบติดตามการดำเนินโปรแกรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: NANGOI Fall Prevention Model ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ N–Network Partnership, A–Assessment, N–Need and Knowledge, G–Group Exercise, O–Ongoing Home Exercise และ I–Implementation, Evaluation and Follow-up หลังใช้รูปแบบเป็นเวลา 12 สัปดาห์ คะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการหกล้มเพิ่มขึ้นจาก 12.80 ± 2.40 เป็น 18.90 ± 1.80 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการหกล้มเพิ่มขึ้นจาก 33.70 ± 5.20 เป็น 44.80 ± 4.10 คะแนน คะแนนเฉลี่ย Thai-FRAT ลดลงจาก 8.40 ± 2.10 เป็น 4.90 ± 1.80 คะแนน ระยะเวลาเฉลี่ยในการทดสอบ TUG ลดลงจาก 12.80 ± 2.60 เป็น 10.90 ± 1.80 วินาที และจำนวนครั้งเฉลี่ยในการทดสอบ 30-Second Chair Stand เพิ่มขึ้นจาก 10.30 ± 2.40 เป็น 13.90 ± 2.60 ครั้ง ผลลัพธ์ทั้ง 5 ด้านดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ไม่พบการหกล้มระหว่างการติดตาม 12 สัปดาห์ และความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.80 ± 0.29 คะแนน)</p> วลัยพรรณ เคะนะอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6114 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมแรงจูงใจป้องกันโรคร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการชะลอภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมไม่ได้ ศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมือง โรงพยาบาลศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6054 <p> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างแรงจูงใจในการป้องกันโรคร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมต่อพฤติกรรมการชะลอภาวะไตเสื่อมในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (ตำบลเมืองใต้) และกลุ่มเปรียบเทียบ (ตำบลหนองไผ่) กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ ที่พัฒนาขึ้นตามทฤษฎีแรงจูงใจในการป้องกันโรคร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมจากบุคคลใกล้ชิดในครอบครัว ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามด้านการรับรู้และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันภาวะไตวายเรื้อรัง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ paired t-test และ independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความรุนแรงของภาวะไตวายเรื้อรัง การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเรื้อรัง การรับรู้ความสามารถตนเอง การรับรู้ความคาดหวังในผลลัพธ์ของการปฏิบัติ และการปฏิบัติพฤติกรรมเพื่อป้องกันภาวะไตวายเรื้อรัง สูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) </p> วัทธิกร กุลจิราธนาดุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6054 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยวัณโรคเชิงรุกด้วยรถถ่ายภาพรังสีทรวงอกเคลื่อนที่ในประชาชนกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลพระยืน จังหวัดขอนแก่น https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6115 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้(Action Research) วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อประเมินผลการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาผู้ป่วยวัณโรคเชิงรุกด้วยรถถ่ายภาพรังสีทรวงอกเคลื่อนที่ในประชาชนกลุ่มเสี่ยง โรงพยาบาลพระยืน จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากร จำนวน 83 คน ผู้สัมผัสร่วมบ้าน จำนวน 137 คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Wilcoxon Signed Ranks Test และ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย: รูปแบบการตรวจคัดกรองใหม่ มีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชน เพื่อการกระตุ้นให้ประชาชนที่สงสัยป่วยวัณโรคให้ไปรับบริการตรวจที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน และการให้ความรู้กลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน โดยใช้โปรแกรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมคัดกรองผู้ติดเชื้อวัณโรค หลังพัฒนาเครือข่ายมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt;0.001) การปฏิบัติการคัดกรองวัณโรคปอดโดยรวมอยู่ในระดับสูงเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) หลังพัฒนาผู้สัมผัสวัณโรคมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับระบบคัดกรองวัณโรคปอดโดยรวมเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) พฤติกรรมการป้องกันวัณโรคโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt; 0.001) ผลการคัดกรองวัณโรคในกลุ่มเสี่ยงด้วย Chest X-Ray พบว่า มีการตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ร้อยละ 100.0 และไม่พบผู้สัมผัสป่วยโรควัณโรค</p> ณัฐพล หมื่นสีพรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6115 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลประคับประคองแบบบูรณาการจากโรงพยาบาลสู่บ้านเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต อย่างเป็นองค์รวมโดยการมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพและครอบครัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6116 <p> การวิจัยและพัฒนา(Research and Development: R&amp;amp;D) นี้ ดำเนินการตามลำดับขั้น R1-D1-R1-D2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์และความต้องการการดูแลแบบประคับประคองในระบบการดูแลจากโรงพยาบาลสู่บ้าน (2) พัฒนารูปแบบการดูแลประคับประคองแบบบูรณาการจากโรงพยาบาลสู่บ้านเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างเป็นองค์รวมโดยการมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพและครอบครัว และ(3)ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการในพื้นที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพคัดเลือกแบบเจาะจงรวม 60 คนและกลุ่มตัวอย่างในการประเมินประสิทธิผล ประกอบด้วย ผู้ป่วยประคับประคอง 12 คน ผู้ดูแลหลัก 12 คน อาสาสมัครสาธารณสุข/Caregiver 12 คน และทีมสหวิชาชีพ 24 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก แนวทางการสนทนากลุ่ม แบบประเมิน Palliative Performance Scale (PPS) ,Edmonton Symptom Assessment System (ESAS), Palliative care Outcome Scale ( POS) ,และแบบประเมินการทำงานของทีมสหวิชาชีพตามกรอบ Donabedien วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา และWilcoxon signed-rank test สำหรับเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังใช้รูปแบบ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สถานการณ์และความต้องการการดูแลแบบประคับประคองในระบบการดูแลจากโรงพยาบาลสู่บ้านประกอบด้วยประเด็นสำคัญ 6ประเด็น รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ 3 ด้านตามกรอบ Donabedian ได้แก่ โครงสร้าง กระบวนการ และผลลัพธ์ โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินว่ามีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนำไปใช้อยู่ในระดับมาก ภายหลังการนำรูปแบบไปใช้ ผู้ป่วยมีคะแนนอาการจากแบบประเมิน ESASและคะแนนผลลัพธ์การดูแล(POS)ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) สะท้อนว่าภาระอาการ ปัญหาและความทุกข์ทรมานลดลงและผลลัพธิ์การดูแลดีขึ้น ขณะที่คะแนน PPS ไม่แตกต่าง ผลการสัมภาษณ์ผู้ดูแล พบว่า ผู้ดูแลสะท้อนว่าภาระการดูแลลดลง มีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น และได้รับการสนับสนุนจากทีมสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ทีมสหวิชาชีพสะท้อนว่าการทำงานมีความเป็นระบบ การสื่อสาร และความต่อเนื่องระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชนดี</p> สุพัตรา บุระพวง , ณัชปภา กวานเหียน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6116 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดแบบบูรณาการ โรงพยาบาลรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6117 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพปัญหาการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดในพื้นที่ และพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดแบบบูรณาการอำเภอรัตนวาปีจังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research) มี 4 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่1วางแผน(Plan) ศึกษาสภาพปัญหาและการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือดในพื้นที่อำเภอรัตนวาปี ขั้นตอนที่2 ปฏิบัติ(Act) ขั้นตอนที่3 สังเกต(Observe) และขั้นตอนที่4 การสะท้อนการปฏิบัติและประเมินผล (Reflection) และประเมินผลถอดบทเรียน โดยการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด จำนวน 65 คน ทีมสุขภาพผู้ให้การดูแลผู้ป่วย จำนวน 44 คน และศึกษาเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลจำนวน 30 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือน มกราคม พ.ศ. 2569 ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2569</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการเข้าถึงและการคัดกรองพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และเข้าถึงบริการล่าช้า จะมาโรงพยาบาลเมื่อมีอาการรุนแรงทำให้มีปัญหาซับซ้อนและมีภาวะแทรกซ้อนในการรักษา 2) ด้านการได้รับข้อมูลในการตรวจวินิจฉัยโรคค้นพบว่าเจ้าหน้าที่ยังขาดสมรรถนะในการดูแล บางครั้งอาการของผู้ป่วยซับซ้อน ทำให้วินิจฉัยผิดพลาด&nbsp;&nbsp; การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด จึงออกแบบบริการทั้งเชิงรุกในชุมชน โดยสร้างแกนนำอสม. และเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ทุกตำบลทุกหมู่บ้าน ออกให้ความรู้ในกลุ่มเป้าหมาย และการคัดกรองโรคเบื้องต้น โดยใช้แบบคัดกรองผ่านแอปพลิเคชันและส่งต่อผู้ป่วยผ่านระบบไลน์ศูนย์ประสานการส่งต่อผู้ป่วยSEPSIS อำเภอรัตนวาปี ในเวลาอาการไม่รุนแรงส่งต่อที่ รพ.สต. นอกเวลาส่งต่อโรงพยาบาลรัตนวาปี ในเชิงตั้งรับในโรงพยาบาล โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อในกระแสเลือด การให้ความรู้ การประเมินสมรรถนะ และการนิเทศงาน ปรับปรุงแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เข้าใจตรงกัน มีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในคลินิกโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มแม่และเด็กหญิงหลังคลอด และกลุ่มติดเตียง การสร้างแกนนำ อสม.ให้มีความรู้ ความเข้าใจในการสื่อสารเรื่องโรคติดเชื้อในกระแสเลือด และสามารถคัดกรองส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาให้เร็ว จึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันโรคและลดการเสียชีวิต หลังการพัฒนาพบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนการทดลอง 84.53 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.50 ค่าคะแนนเฉลี่ย หลังการทดลอง 99.63 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 91.68 แตกต่างกัน 15.10 คะแนน</p> พัชร ภูษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6117 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้โปรแกรมโรงเรียนพ่อแม่ในหญิงตั้งครรภ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6119 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) ศึกษาผลของการใช้โปรแกรมโรงเรียนพ่อแม่ในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้ในการดูแลตนเอง ค่าเฉลี่ยฮีมาโตคริต (Hct) และสัดส่วนภาวะโลหิตจาง สัดส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์อายุครรภ์ การเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ภายในระยะเวลาติดตาม และความพึงพอใจต่อโปรแกรมโรงเรียนพ่อแม่ในหญิงตั้งครรภ์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์ทุกรายที่มารับบริการฝากครรภ์ คลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วง1 พ.ค.– 31 ก.ค.69 จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) และสถิติเปรียบเทียบภายในกลุ่ม Paired t-test กำหนดนัยสำคัญที่ .05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยรวมความรู้ ก่อนได้รับโปรแกรม=86.45อยู่ในระดับดีมาก หลังได้รับโปรแกรมเพิ่มขึ้นเท่ากับ 94.10 อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยHct ของกลุ่มตัวอย่างมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ที่ 36.4 เพิ่มขึ้นเป็น 37.2 หลังสิ้นสุดโปรแกรมซึ่งอยู่ในระดับปกติ เมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักในหญิงตั้งครรภ์ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมโรงเรียนพ่อแม่พบว่า มีผลต่อน้ำหนักในหญิงตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติที่กำหนดไว้ (ค่า t=6.45 , p&lt;0.001) หญิงตั้งครรภ์ทุกรายไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่ติดตามการศึกษา และความพึงพอใจของหญิงตั้งครรภ์ต่อโปรแกรมโรงเรียนพ่อแม่พบว่า ค่าเฉลี่ยรวมความพึงพอใจทั้งหมดอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.87,SD=0.60)</p> ดารารัตน์ ศิริประเสริฐวิทย์ , มุจลินท์ แปงศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6119 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยกลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับอำเภอ เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย : กรณีศึกษาอำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6089 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์บริบท ปัญหา และช่องว่างของกลไกการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนระดับอำเภอ และ (2) พัฒนาและประเมินผลรูปแบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยใช้กลไก ศปถ.อำเภอ ด้านพฤติกรรมการขับขี่ ทัศนคติ ประสิทธิภาพของกลไก และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์ ดำเนินการ 1 วงรอบตามวงจร PAOR ของ Kemmis และ McTaggart เป็นระยะเวลา 6 เดือน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 15 คน และการสนทนากลุ่มด้วยกระบวนการ ORID ร่วมกับข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มเป้าหมายก่อน-หลังดำเนินมาตรการ กลุ่มละ 341 คน (รวม 682 คน) และกลุ่มปฏิบัติการ 40 คน วิเคราะห์ด้วย Independent Samples t-test, Paired t-test และ Two-proportion Z-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าช่องว่างสำคัญของกลไกเดิม ได้แก่ การขาดระบบข้อมูลเชิงพื้นที่ การดำเนินงานไม่ต่อเนื่อง ข้อจำกัดด้านทรัพยากรของ อปท. และการขาดกลไกบูรณาการระหว่างภาคีเครือข่าย นำไปสู่การพัฒนารูปแบบฉบับสมบูรณ์ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) กลไก ศปถ.อำเภอเป็นแกนกลางอำนวยการ (2) ระบบข้อมูลอุบัติเหตุและสารสนเทศ (3) กลไกการมีส่วนร่วมโดยมี อปท. เป็นแกนหลัก และ (4) ระบบติดตามประเมินผลตามวงจร PAOR โดยปรับบทบาทให้ อปท. เป็นเจ้าภาพหลักระดับตำบล ขณะที่ ศปถ.อำเภอปรับเป็นหน่วยสนับสนุนเชิงนโยบาย ผลการทดลองใช้พบว่าคะแนนพฤติกรรมและทัศนคติความปลอดภัยทางถนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) เช่นเดียวกับประสิทธิภาพของกลไก ศปถ.อำเภอ และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย (p &lt; 0.001) สัดส่วนการมีใบอนุญาตขับขี่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างร้อยละ 27.0, p &lt; 0.001) และสัดส่วนการเกิดอุบัติเหตุในรอบ 6 เดือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ผลต่างร้อยละ 5.1, p = 0.046)</p> จรูญ ดวงพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6089 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โรงพยาบาลกุดบาก จังหวัดสกลนคร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6118 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายตามกระบวนการ D-METHOD ต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โรงพยาบาลกุดบาก จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้และเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยใน จำนวน 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง และโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายตามกระบวนการ D-METHOD วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบผลก่อนและหลังได้รับโปรแกรมด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 12.06 (S.D.=1.81) เป็น 17.67 (S.D.=2.17) คะแนน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-16.104, p=0.000) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 41.46 (S.D.=5.30) เป็น 75.63 (S.D.=6.13) คะแนน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-24.256, p=0.000) และระดับน้ำตาลในเลือด (FPG) ลดลงจาก 389.80 (S.D.=81.343) เป็น 151.97 (S.D.=63.487) mg/dL แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=15.506, p=0.000)</p> รุ่งราวรรณ์ การุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6118 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการระบุตัวตนผู้ป่วยอย่างปลอดภัยในกระบวนการผ่าตัด เพื่อป้องกันอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อน ห้องผ่าตัด โรงพยาบาลบรบือ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6120 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการระบุตัวตนผู้ป่วยอย่างปลอดภัยในกระบวนการผ่าตัด เพื่อป้องกันอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนในห้องผ่าตัด กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรห้องผ่าตัด จำนวน 17 ราย และผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด จำนวน 30 ราย ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2569 การวิจัยดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบและพัฒนารูปแบบ การทดลองใช้รูปแบบ 2 ครั้ง การปรับปรุงรูปแบบ และการนำรูปแบบไปใช้จริง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินความรู้ แบบประเมินการปฏิบัติ แบบบันทึกการระบุตัวตนผู้ป่วย และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า หลังการพัฒนารูปแบบ บุคลากรมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ย 6.47 (SD = 0.72) เป็น 9.17 (SD = 0.63) และคะแนนการปฏิบัติเพิ่มขึ้นจาก 6.94 (SD = 0.96) เป็น 9.05 (SD = 0.96) โดยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า <strong>C4 Model</strong> ภายหลังนำรูปแบบไปใช้จริงไม่พบอุบัติการณ์การผ่าตัดผิดคน ผิดข้าง และผิดตำแหน่ง บุคลากรมีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธัญญารัตน์ พันธฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6120 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ด้วยกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6137 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR)&nbsp;&nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ และแนวทางการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ในพื้นที่อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์และพัฒนารูปแบบการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) อำเภอห้วยเม็กและคณะทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับตำบล พชต. จำนวน 86 คน เก็บข้อมูลจากแบบบันทึกและสรุปผลการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ และ สถิติพรรณนา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า 1) ความครอบคลุมของการขึ้นทะเบียนสัตว์ เป้าหมาย ≥80% พบว่า อำเภอห้วยเม็ก มีการสำรวจและขึ้นทะเบียนสัตว์สุนัข แมว ทั้งมีเจ้าของ และไม่มีเจ้าของเพิ่มมากขึ้น จากปี 2567 และปี 2568 โดยมีการปรับระบบการสำรวจและขึ้นทะเบียนสัตว์ เดิมสำรวจโดย ทีมอาสาปศุสัตว์ อย่างเดียว ซึ่งเป็นทีมที่มีบุคลากรน้อย เมื่อเทียบกับ อสม.ซึ่งมีจำนวนมากกว่า รับผิดชอบครัวเรือนละ 10-15 หลังคาเรือน ในปี 2568-ปี 2569 จึงได้พัฒนาศักยภาพ อสม.เข้าร่วมทีมในการสำรวจด้วย ทำให้การดำเนินงานการสำรวจขึ้นทะเบียนสัตว์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และจะเห็นได้ว่ามีการสำรวจสัตว์จรจัด เพิ่มขึ้นด้วย 2) อัตราการรับวัคซีนพิษสุนัขบ้าในสัตว์ มีการปรับระบบปฏิบัติการและมีอัตราการฉีดวัคซีนในสัตว์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 3) ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกัน ควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และ กลุ่มภาคีเครือข่ายปฏิบัติการ ก่อนการดำเนินงาน โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง หลังการดำเนินงาน โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ยกเว้น ด้านการบอกต่อข้อมูลด้านสุขภาพ อยู่ในระดับมาก การรับรู้การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าด้วยกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนการดำเนินงาน โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับปานกลาง ยกเว้น ด้านอุปสรรคของการปฏิบัติในการป้องกันโรคไข้เลือดออก อยู่ในระดับน้อย หลังการดำเนินงาน โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุดและเมื่อเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพในการป้องกัน ควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และ กลุ่มภาคีเครือข่ายปฏิบัติการ และการรับรู้การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าด้วยกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนและหลังการดำเนินงาน พบว่า โดยรวมและรายด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่หลังการดำเนินงาน ดีกว่าก่อนการดำเนินงาน</p> ปราณี ภูไกรลาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6137 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องเป็นการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6138 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องเป็นการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง ในผู้ป่วยโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดถุงน้ำดีผ่านกล้อง ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 จำนวน 226 ราย วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติ Binary Logistic Regression คำนวณค่า Unadjusted Odds Ratio (OR) และ Adjusted Odds Ratio (ORadj) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย: ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.94 อายุเฉลี่ย ปี อัตราการเปลี่ยนจากการผ่าตัดผ่านกล้องเป็นแบบเปิดหน้าท้อง (Conversion rate) คิดเป็นร้อยละ 10.62 (24 ราย) จากการวิเคราะห์พหุคูณเพื่อควบคุมปัจจัยรบกวน พบปัจจัยทำนายอิสระ (Independent risk factors) ที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนเป็นผ่าตัดเปิดหน้าท้องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ () จำนวน 3 ปัจจัย ได้แก่ ภาวะผนังถุงน้ำดีหนา ≥4 mm. มีความเสี่ยงสูงสุดเป็น 4.95 เท่าของผู้ป่วยที่ผนังถุงน้ำดีไม่หนา () ภาวะเม็ดเลือดขาวสูงก่อนผ่าตัด (Leukocytosis): มีโอกาสเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดเปิดเป็น 3.12 เท่า () ประวัติเคยผ่าตัดช่องท้อง มีโอกาสเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดเปิดเป็น 2.88 เท่า ()</p> สิริพงศ์ มโนใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6138 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบผลการรักษาโดยการใส่ท่อถ่างขยายตับอ่อนแบบภายในกับภายนอกในการผ่าตัดรักษาภาวะเนื้องอกรูเปิดท่อน้ำดีและส่วนหัวของตับอ่อน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6139 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาทางคลินิกระหว่างการใส่ท่อระบายน้ำตับอ่อนแบบภายใน (Internal Stent) และแบบภายนอก (External Stent) ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด Pancreaticoduodenectomy (Whipple Procedure) การศึกษาแบบย้อนหลัง (Retrospective Cohort Study) ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดรักษาภาวะเนื้องอกรูเปิดท่อน้ำดีและส่วนหัวของตับอ่อน ณ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2567 จำนวน 45 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ใส่ท่อระบายภายในจำนวน 22 ราย และกลุ่มที่ใส่ท่อระบายภายนอกจำนวน 23 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบ Chi-square test, Independent t-test และ Wilcoxon signed-rank test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีลักษณะทางคลินิกและข้อมูลพื้นฐานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีอายุเฉลี่ยรวม ปี (กลุ่ม Internal Stent: ปี, กลุ่ม External Stent: ปี, ) โรคร่วมที่พบมากที่สุดคือความดันโลหิตสูงและเบาหวาน ในด้านผลการรักษาพบว่า กลุ่ม Internal Stent มีระยะเวลาการผ่าตัดเฉลี่ยสั้นกว่ากลุ่ม External Stent อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( นาที, นาที, ) สำหรับปริมาณการสูญเสียเลือด ( มล., มล., ) และอัตราการเกิดภาวะน้ำย่อยจากตับอ่อนรั่วหลังผ่าตัด (POPF) รวม (ร้อยละ 22.73, ร้อยละ 30.44, ) ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่นเดียวกับระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่กลุ่ม Internal Stent มีแนวโน้มน้อยกว่าแต่ไม่แตกต่างกันทางสถิติ ( วัน, วัน, )</p> เกียรติภูมิ สุทธิวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6139 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดําเนินงานเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลสิทธิจ่ายตรงของหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6131 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดําเนินงานเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลสิทธิจ่ายตรงของหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และ 2) ผู้รับผิดชอบงานประกันสุขภาพ 47 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างตุลาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดําเนินงานเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลสิทธิจ่ายตรงของหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ 5 องค์ประกอบ คือ 1) การบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพบุคลากร 2) การจัดบริการ ตรวจสอบสิทธิผู้รับบริการก่อนให้บริการ 3) การบันทึกและตรวจสอบข้อมูลก่อนเรียกเก็บ 4) การส่งเบิก ติดตาม และแก้ไขการเรียกเก็บ 5) การกำกับติดตาม ประเมินผล และพัฒนาระบบ หลังการพัฒนารูปแบบกลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับการเก็บค่ารักษาพยาบาลสิทธิจ่ายตรง และปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินงานจัดเก็บค่ารักษาพยาบาลสิทธิจ่ายตรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> ชมพูกานต์ เธียรชวานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6131 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง อำเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6132 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง อำเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 33 คน คัดเลือกแบบเจาะจง 2) ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 141 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และ 3) ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 68 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินคุณภาพชีวิต และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างกุมภาพันธ์ ถึงกรกฎาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 11) การประเมินสุขภาพและคุณภาพชีวิตแบบองค์รวมรายบุคคล 2) การจัดทำแผนการดูแลรายบุคคลแบบมีส่วนร่วม 3) การเสริมพลังครอบครัวและพัฒนาศักยภาพผู้ดูแล 4) การฟื้นฟูสมรรถภาพและส่งเสริมคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม 5) ระบบเยี่ยมบ้านและติดตามดูแลเชิงรุก 6) การบูรณาการและเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการดูแล 7) การติดตาม ประเมินผล และปรับแผนการดูแล หลังการพัฒนารูปแบบผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีระดับความรู้และการดูแลผุ้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) และผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีระดับคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> อารยา เอสาตี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6132 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6130 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง 2) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 156 คน และ 3) ผู้สูงอายุ 338 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอายุ และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างมีนาคม 2569 ถึงกรกฎาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน“SPMIND Model” 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การคัดกรองและเฝ้าระวังสุขภาพจิตผู้สูงอายุเชิงรุก 2) การมีส่วนร่วมและการสร้างภาคีเครือข่ายชุมชน 3) การส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงรุกตามบริบทของชุมชน 4) การสร้างสัมพันธภาพ ความไว้วางใจ และการสนับสนุนทางใจ 5) ระบบดูแล ส่งต่อ และติดตามโดยเครือข่าย และ 6) การพัฒนา ประเมินผล และสร้างความยั่งยืน หลังการพัฒนารูปแบบกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ การมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) และผู้สูงอายุมีระดับสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> ธีระศักดิ์ จิตสัตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6130 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเอง และความพึงพอใจของผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรงพยาบาลกุดจับ จังหวัดอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6153 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเอง และ ความพึงพอใจของผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรงพยาบาล&nbsp;&nbsp; กุดจับ จังหวัดอุดรธานี ตามทฤษฎีแนวคิดการจัดการตนเองของแคนเฟอร์ กาลิก-บายส์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ รักษาและรับยาต้านไวรัส เพศชายและเพศหญิง อายุ 18-60 ปี ที่มารับบริการคลินิกนภา แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลกุดจับ ตำบลเมืองเพีย อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติที่กำหนด และสมัครใจเข้าร่วมโครงการวิจัยจำนวน 45 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือน มีนาคม พ.ศ. 2569 – เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประกอบด้วย การให้ความรู้และการฝึกทักษะการจัดการตนเองรายบุคคลโดยใช้สื่อการสอนและมอบคู่มือการจัดการตนเองของผู้ติดเชื้อเอชไอวี แบบบันทึกการจัดการตนเองที่บ้าน แผ่นพับความรู้เรื่องโรคและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ให้ผู้ป่วยนำกลับไปใช้ ที่บ้าน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลด้านสุขภาพ แบบสอบถามความรู้ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ติดเชื้อเอชไอวี วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Dependent Paired t-test และ Wilcoxon Signed Ranks Test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า หลังสิ้นสุดโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง กลุ่มตัวอย่าง มีคะแนนเฉลี่ยความรู้ความรู้เรื่องโรคและการปฏิบัติตัว พฤติกรรมการจัดการตนเอง และความพึงพอใจ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001)</p> รักษ์หทัย ไชยบัน , อรวรรณ รัตนจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6153 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของการส่งเสริมความรู้โดยใช้สื่อสุขภาพรูปแบบแอปพลิเคชันไลน์ตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตต่อความรู้และ พฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของกลุ่มเสี่ยงพระภิกษุและสามเณร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6154 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการส่งเสริมความรู้โดยใช้สื่อสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อความรู้และพฤติกรรมสุขภพาในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้สื่อ กลุ่มตัวอย่างเป็นพระภิกษุและสามเณรกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำนวน 40 รูป คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ จำนวน 24 ข้อ แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต และแบบประเมินความพึงพอใจต่อสื่อ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน แบบทดสอบความรู้มีค่าความเชื่อมั่น KR-20 เท่ากับ 0.90 และแบบประเมินความพึงพอใจมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.88 ดำเนินการทดลองเป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยเผยแพร่โปสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์และ Motion Graphic ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ตามเนื้อหา 6 เสาหลักของเวชศาสตร์วิถีชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Shapiro–Wilk และ Wilcoxon Signed Rank Test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความรู้หลังได้รับสื่อเพิ่มจาก 18.73 ± 5.32 คะแนน เป็น 20.33 ± 4.08 คะแนน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = −4.43, p &lt; .001) และมีขนาดอิทธิพลระดับสูง (r = 0.70) คะแนนพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มจาก 32.93 ± 7.30 คะแนน เป็น 36.25 ± 5.26 คะแนน แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = −4.38, p &lt; .001) และมีขนาดอิทธิพลระดับสูง (r = 0.69) ความพึงพอใจต่อสื่อโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.04)</p> ธนากร สำเภาทอง , ธารทิพย์ วงษ์สินธุ์, ถาวร สีดาเหลือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6154 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมพลังและให้คุณค่าต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6157 <p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการเสริมพลังและให้คุณค่าต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 27 คน รวม 54 คน กลุ่มทดลอง คือ ผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบุ่งมะแลง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มเปรียบเทียบ คือ คือ ผู้สูงอายุในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับโปรแกรมปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนานำเสนอด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปอร์เซนต์ไทล์ที่ 25 และ 75 เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนเฉลี่ยของตัวแปรภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ paired t-test และระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนการเสริมพลัง การให้คุณค่าต่อตนเอง ความรู้เรื่องการดูแลตนเอง การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการไม่ดูแลตนเอง การรับรู้ความรุนแรงของการไม่ดูแลตนเอง การรับรู้ประโยชน์ของการไม่ดูแลตนเอง การรับรู้อุปสรรคของการไม่ดูแลตนเอง แรงสนับสนุนทางสังคมในการดูแลตนเอง และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ประดิษฐ์ ศิลวันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6157 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนกลุ่มเสี่ยงตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6159 <p> การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของประชาชนกลุ่มเสี่ยงตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 24 คน รวม 48 คน กลุ่มทดลอง คือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตำบลโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กลุ่มเปรียบเทียบ คือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตำบลกุดชมภู อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ได้รับโปรแกรมปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนานำเสนอด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปอร์เซนต์ไทล์ที่ 25 และ 75 เปรียบเทียบผลต่างของคะแนนเฉลี่ยของตัวแปรภายในกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ paired t-test และระหว่างกลุ่มโดยใช้สถิติ Independent t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ความเข้าใจ การสื่อสาร การจัดการตนเอง การตัดสินใจ การรู้เท่าทันสื่อ และพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของผู้สูงอายุของประชาชนกลุ่มเสี่ยงของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> เสถียร พรหมรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6159 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6164 <p> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 139 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เชิงพรรณนานำเสนอด้วยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปอร์เซ็นไทล์ที่ 25 และ เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยใช้การวิเคราะห์ Multiple linear regression แบบ Stepwise กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ คือ การรับรู้ความสามารถของตนในการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน และความสัมพันธ์ในที่ทำงาน โดยตัวแปรการรับรู้ความสามารถของตนในการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานเป็นปัจจัยหลักในการทำนายภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ สามารถอธิบายความผันแปรได้ร้อยละ 55.4 (R<sup>2</sup>=0.554, B=0.593, β=0.601) และความสัมพันธ์ในที่ทำงาน เป็นปัจจัยรองในการทำนายภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัด ศรีสะเกษ สามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ร้อยละ 60.8 (R<sup>2</sup>=0.273, B=0.302, β=0.273) โดยสรุปผลว่าตัวแปรพยากรณ์ที่ดีในการทำนายภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ มีทั้งหมด 2 ตัวแปร คือ การรับรู้ความสามารถของตนในการป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน และความสัมพันธ์ในที่ทำงาน โดยสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของบุคลากรโรงพยาบาลเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้ร้อยละ 60.8 (R<sup>2</sup>=0.608, R<sup>2</sup>adj=0.602, SEest=2.008, F= 105.322, p&lt;0.001) ตามลำดับ</p> อริยาพร เกษกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6164 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของประชาชนกลุ่มเสี่ยงตำบลหนองซอน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6168 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของประชาชนกลุ่มเสี่ยงตำบลหนองซอน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ จำนวน 30 คน ประกอบด้วย 1) ผู้สูงอายุ 6 คน 2) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 6 คน 3) ประชาชนกลุ่มเสี่ยง 6 คน 4) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 3 คน 5) ผู้แทนผู้นำชุมชน 3 คน 6) ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2 คน 7) นักวิชาการสาธารณสุข 2 คน และ 8) พยาบาลวิชาชีพ 2 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ประชาชนกลุ่มเสี่ยงตำบลหนองซอน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 30 คน โดยการประยุกต์ใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วยการวางแผน (Planning: P) การปฏิบัติการ (Action: A) การสังเกตการณ์ (Observation: O) และการสะท้อนกลับ (Reflection: R) จำนวน 2 วงรอบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 16 สัปดาห์ ระหว่างเดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนเมษายน 2569 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการรวบรวม จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์เนื้อหา และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยใช้สถิติ paired t-test ผลการวิจัยการพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของประชาชนกลุ่มเสี่ยงตำบลหนองซอน อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม คือ NONGSON STROKE Model ประกอบด้วย 1) ค้นหาและประเมินความเสี่ยงเชิงรุก 2) พัฒนาความรอบรู้และรู้ทันสัญญาณเตือน 3) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการจัดการตนเอง 4) เสริมพลังครอบครัว อสม. และชุมชน 5) ติดตามต่อเนื่องและส่งต่อรวดเร็ว และ 6) สร้างเครือข่ายและระบบสนับสนุนอย่างยั่งยืน และหลังการทดลองใช้โปรแกรมกลุ่มตัวอย่างมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง แรงสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สุชาดา ดาทุมมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6168 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยการมีส่วนร่วม เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6090 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยการมีส่วนร่วม เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนากระบวนการประกอบด้วย ทีมสหวิชาชีพเครือข่ายสุขภาพอำเภอตาลสุม บุคลากรจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเครือข่ายอำเภอตาลสุม ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ดูแล (CG) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้นำชุมชน และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวม 60 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินผล คือ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ขึ้นทะเบียนในเครือข่ายสุขภาพอำเภอตาลสุม จำนวน 30 คน โดยการประยุกต์ใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart จำนวน 2 วงรอบ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 12 สัปดาห์ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ถึงเดือน ตุลาคม 2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการรวบรวม จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์เนื้อหา และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยใช้สถิติ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโดยการมีส่วนร่วม เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบด้วย 1) เชื่อมระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองแบบไร้รอยต่อ 2) สร้างและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โดยการจัดอบรมจิตอาสา อสม.และผู้ดูแลผู้ป่วย 3) เสริมสร้างองค์ความรู้ในการดูแลที่ทันสมัย โดยให้ความรู้แก่บุคลากร ผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วย และเครือข่ายชุมชนในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองและระยะท้ายอย่างครอบคลุมและทันสมัย 4) ใช้หลัก “บวร” (บ้าน วัด ราชการ) บูรณาการการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง 5) จัดตั้งศูนย์อุปกรณ์ในชุมชน และหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีผลต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนการดูแลของญาติ ความพึงพอใจ การปฏิบัติตามรูปแบบการดูแลแบบประคับประคอง และการดูแลตามกรอบ 7 Aspects of Care สูงกว่าการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> กัลยาณี คำศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6090 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700