วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech <p><strong>Journal of Education-Health and Environmental Management</strong><br /><strong>วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม</strong></p> <p><strong>Print ISSN: 3088-358X<br /></strong><strong>Online ISSN: </strong><strong><br /></strong></p> th-TH echjojack@gmail.com (ผศ.ดร.วรกร วิชัยโย) sirisak.dp@gmail.com (นายศิริศักดิ์ ดลพร) Tue, 30 Jun 2026 22:50:11 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระเเสเลือดด้วยระบบทางด่วน แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาสารคาม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5715 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนารูปแบบการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระเเสเลือดด้วยระบบทางด่วน แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลมหาสารคาม ดำเนินการใน 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัญหาและบริบทของรูปแบบการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระเเสเลือด ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระเเสเลือด ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระเเสเลือด และระยะที่ 4 การประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระเเสเลือด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ความความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย Paired t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาผลการศึกษาระยะที่ 1 การคัดกรองผู้ป่วยยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน บุคลากรใช้ประสบการณ์เป็นหลัก ระบบส่งต่อมีความล่าช้าและขาดความต่อเนื่อง ระยะที่ 2 ได้พัฒนารูปแบบการคัดกรองและส่งต่อ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การคัดกรอง 2) ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ 3) การส่งต่อแบบเร่งด่วน และ 4) การดูแลต่อเนื่อง โดยใช้เกณฑ์ SIRS, qSOFA และ S-NEWS มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.89 ระยะที่ 3 ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า บุคลากรสามารถคัดกรองผู้ป่วยได้ครบถ้วน การบันทึกข้อมูลและการใช้เกณฑ์มีความถูกต้องในระดับสูง ระยะที่ 4 สามารถลดระยะเวลาคัดกรอง ระยะเวลาตัดสินใจส่งต่อ และระยะเวลาส่งต่อถึงห้องฉุกเฉินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) บุคลากรมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.64)</p> สมบูรณ์ จันทรศิริ , อุไรวรรณ ประเสริฐสังข์ , มะรีวัล ไหลหาโคตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5715 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการสร้างความตระหนักรู้และพฤติกรรมการบริโภคเกลือและโซเดียมในประชาชนเขตพื้นที่บริการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฝายแตก อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5716 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการบริโภคเกลือและโซเดียมของประชาชน พัฒนารูปแบบ ประเมินผลการใช้รูปแบบ และศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จ ดำเนินการตามวงจร PAOR ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ในกลุ่มคณะกรรมการแกนนำ 79 คน และประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป 344 คน โดยใช้แบบประเมินความตระหนักรู้ แบบคัดกรองพฤติกรรม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired Sample t-test และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ การประชุมชี้แจงสถานการณ์ การอบรมให้ความรู้ การพัฒนาแกนนำ การรณรงค์ในชุมชน และการขับเคลื่อนพลังชุมชน ภายหลังดำเนินการ ประชาชนมีความตระหนักรู้ การรับรู้ พฤติกรรมการบริโภคเกลือและโซเดียม และพฤติกรรมการบริโภคอาหารดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย การสนับสนุนจากหน่วยบริการ การใช้ข้อมูลพื้นที่เป็นฐาน และการสื่อสารที่เหมาะสม</p> สุภาพร ชื่นอภัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5716 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของการนวดแบบราชสำนักและการประคบสมุนไพรร่วมกับการทำกายภาพบำบัดต่อระดับกำลังกล้ามเนื้อ ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5717 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษา ผลของการนวดแบบราชสำนักและการประคบสมุนไพรร่วมกับการทำกายภาพบำบัดต่อระดับกำลังกล้ามเนื้อ ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับกำลังกล้ามเนื้อ และศึกษาการนวดแบบราชสำนักและการประคบสมุนไพรร่วมกับการทำกายภาพบำบัดต่อระดับกำลังกล้ามเนื้อ ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment) วัดก่อน - หลัง แบบกลุ่มเดียว มีระยะเวลาในการศึกษาระหว่าง ระหว่างเดือน มีนาคม 2569 – พฤษภาคม 2569 รวม 3 เดือน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย จำนวน 11 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Willcoxon match paired</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า จากการประเมินกำลังกล้ามเนื้อ (Manual Muscle Testing: MMT) ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Modified Ashworth Scale: MAS)และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (Modified Barthel Index: MBI) ก่อนและหลังการนวดแบบราชสำนักและการประคบสมุนไพรร่วมกับการทำกายภาพบำบัด ภายหลังดีขึ้นจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 54.54 และก่อนและหลังการนวดแบบราชสำนักและการประคบสมุนไพรร่วมกับการทำกายภาพบำบัด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยที่ หลังการการนวดแบบราชสำนักและการประคบสมุนไพรร่วมกับการทำกายภาพบำบัด ดีขึ้นกว่าก่อนการนวด ทั้งนี้เนื่องจาก การนวดแบบราชสำนักและการประคบสมุนไพรร่วมกับการทำกายภาพบำบัดต่อระดับกำลังกล้ามเนื้อ ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อำเภอโพธิ์ตาก จังหวัดหนองคาย</p> อภิญญา จำปาทอง, พิสิษฐ์นันท์ ปานต๊ะระษี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5717 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้คลอดมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับมีภาวะตกเลือดหลังคลอด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5622 <p> การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาล และการดูแลการพยาบาลผู้คลอดมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมกับมีภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นการวิเคราะห์กรณีศึกษากับหลักวิชาการ และนําผลการศึกษาไปใช้ในการดูแลผู้คลอด</p> <p> ผลการศึกษา: ผู้คลอดหญิงไทย อายุ 21 ปี G2P1A0L1 อายุครรภ์ 40+2 สัปดาห์ มาด้วยอาการ เจ็บครรภ์ ไม่มีน้ำเดิน ไม่มีท้องแข็ง ไม่มีมูกเลือด ทารกดิ้นดี ก่อนมาโรงพยาบาล 1 ชั่วโมง เวลา 14.50 น. ความดันโลหิต 185/110 มิลลิเมตรปรอท หลังได้รับยา hydralazine 10% MgSO4 เวลา 15.50 น. วัดความดันโลหิตซ้ำ155/96 มิลลิเมตรปรอท ผู้คลอดเจ็บครรภ์มาก คะแนนความเจ็บปวดเท่ากับ 8 คะแนน อยากเบ่ง เวลา 16.05 น. หลังพัก 15 นาที วัดความดันโลหิตซ้ำ 134/87 มิลลิเมตรปรอท เวลา 16.15 น. คลอดปกติทารกเพศหญิง หนัก 2,670 กรัม หลังคลอด 30 นาที ไม่มี sign รกลอกตัวทั้ง uterine sign, vulva sign พบรกเกาะแน่นมีเลือดออกจากช่องคลอดเรื่อย ๆ พบเลือดในถุงตวงเลือด 200 มิลลิลิตร วัดความดันโลหิตมารดาหลังคลอดได้ 170/107 มิลลิเมตรปรอท รกไม่คลอด แพทย์ทำการล้วงรก เวลา 16.55 น. น้ำหนักรก 875 กรัม ตรวจรกครบ ลักษณะปกติ มดลูกนิ่ม คลึงมดลูกอย่างต่อเนื่อง ปริมาณเลือดในถุงรองเลือดรวม 700 มิลลิลิตร ประเมินสัญญาณชีพทุก 15 นาทีเป็นเวลา 2 ชั่วโมงร่วมกับการคลึงมดลูก อาการปกติย้ายไปตึกหลังคลอดได้</p> นวรัตน์ หริ่มปราณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5622 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลลัพธ์การบริบาลทางเภสัชกรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหืดและผู้ป่วยโรคปอด อุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลท่าปลา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5718 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยโรคหืดและผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรัง&nbsp;&nbsp; ก่อนและหลังการให้บริบาลทางเภสัชกรรม&nbsp;&nbsp; เป็นการศึกษากึ่งทดลองของกลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยโรคหืดและผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ก่อนและหลังการให้บริบาลทางเภสัชกรรม จำนวน 279 คน ติดตามผลการรักษา 6 เดือน เข้ารับการบริบาลทางเภสัชกรรมอย่างน้อย 2 ครั้ง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ผลลัพธ์ที่ประเมินประกอบด้วย คุณภาพชีวิต(MiniAQLQ) ความร่วมในการใช้ยา ทักษะการใช้ยาพ่นสูดทางปาก</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: การประเมินคุณภาพชีวิตโดยภาพรวมและคุณภาพชีวิตมิติอาการ คุณภาพชีวิตมิติการแสดงอารมณ์ และคุณภาพชีวิตมิติสิ่งเร้าในสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยโรคหืดและผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหลังการได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรม แตกต่างจากเริ่มต้นการวิจัย(P&lt;0.001) แต่คุณภาพชีวิตมิติการจำกัดในกิจกรรม หลังการได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมไม่มีความแตกต่างจากเริ่มต้นการวิจัย การประเมินความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยของยา 3 รายการ คือ Seretide MDI Budesonide MDI และ Theophylline CR 200mg cap หลังการได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยสามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้อง แตกต่างจากเริ่มต้นการวิจัย(P&lt;0.001)&nbsp;&nbsp; การประเมินผู้ป่วยโรคหืดและผู้ป่วยปอดอุดกั้นเรื้อรังใช้ยาพ่นสูดชนิด Metered Dose Inhaler (MDI) หลังการได้รับการบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยสามารถใช้ยาพ่นสูดชนิด (MDI) ได้ถูกต้องทั้ง 7 ขั้นตอน แตกต่างจากเริ่มต้นการวิจัย(P&lt;0.001) <br><br></p> รองรัตน์ หนูแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5718 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการผ่าตัดฉุกเฉินผู้ป่วย Acute Appendicitis แบบ Fast Track เพื่อลดระยะเวลารอผ่าตัดและภาวะแทรกซ้อนในโรงพยาบาลระดับแม่ข่าย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5719 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&amp;D) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการผ่าตัดฉุกเฉินแบบ Fast Track สำหรับผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันในบริบทเครือข่ายบริการสุขภาพโรงพยาบาลบรบือ–กุดรัง–นาเชือก ดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 โดยประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพ PDSA จำนวน 2 วงรอบ แบ่งการดำเนินงานเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์สถานการณ์ การพัฒนารูปแบบ การนำไปใช้จริง และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วย Acute Appendicitis ที่เข้ารับการรักษาในเครือข่าย และบุคลากรทีมสหวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: รูปแบบที่พัฒนาขึ้น "BORABUE Fast Track Model" ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานการคัดกรอง (Baseline standardization) การพัฒนาระบบส่งต่อ (Optimized referral system) การคัดกรองและวินิจฉัยรวดเร็ว (Rapid triage and diagnosis) การเร่งเข้าถึงห้องผ่าตัด (Accelerated OR access) การเชื่อมโยงเครือข่าย (Bridging network collaboration) การทำงานทีมสหวิชาชีพ (Unified multidisciplinary team) และการประเมินผลด้วยตัวชี้วัด (Evaluation with KPIs) หลังการพัฒนา ผู้ป่วยเข้าสู่ระบบ Fast Track ร้อยละ 80.70 ระยะเวลารอผ่าตัดลดลงจาก 10.8 เหลือ 5.6 ชั่วโมง (ลดลงร้อยละ 48.1) อัตราไส้ติ่งแตกลดลงจากร้อยละ 18.45 เหลือร้อยละ 8.54 อัตราการติดเชื้อแผลผ่าตัดลดลงจากร้อยละ 9.52 เหลือร้อยละ 3.57 ระยะเวลานอนโรงพยาบาลลดลงจาก 3.9 เหลือ 2.1 วัน และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อรายลดลง 5,300 บาท ความพึงพอใจของผู้ป่วยและบุคลากรอยู่ในระดับสูง (Mean = 4.58 และ 4.35 ตามลำดับ)</p> วัชราภรณ์ เฉลิมมิตร , ธัญญารัตน์ พันธฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5719 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้คลอดที่ใช้สารแอมเฟตามีน เข้ารับการคลอดในโรงพยาบาลมัญจาคีรี : กรณีศึกษา 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5720 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษารายกรณีครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาล ผู้คลอดที่ใช้สารแอมเฟตามีนขณะตั้งครรภ์ จำนวน 2 ราย ที่เข้ารับบริการคลอดในงานห้องคลอดโรงพยาบาลมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ สังเกต ตรวจร่างกายและข้อมูลจากเวช ระเบียนผู้ป่วยแล้วนำมาวิเคราะห์ กำหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล ให้การพยาบาลตามกระบวนการพยาบาล ประเมินผลการพยาบาล และสรุปผลการศึกษาเปรียบเทียบ 2 รายกรณี</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ผู้คลอดที่ใช้สารแอมเฟตามีน มีความเสี่ยงสูงต่อการคลอดก่อนกำหนด เสี่ยงต่อการตกเลือดหลังคลอด ทารกมีโอกาสเกิดภาวะขาดออกซิเจนในขณะคลอด ทารกหลังคลอดมีความเสี่ยงต่ออาการถอนยา อาจหยุดหายใจหรือเสียชีวิตได้ ซึ่งพยาบาลห้องคลอดได้ประเมินและคาดการณ์ความเสี่ยงและนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาและให้การพยาบาลได้อย่างทันท่วงที มีการเตรียมความพร้อมในการทำคลอดและเตรียมทีม อุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพทารกแรกเกิด ผลลัพธ์การพยาบาลขณะคลอดและหลังคลอด ผู้คลอดไม่มีอาการตกเลือดหลังคลอด ทารกไม่มีอาการถอนยา พบปัญหาน้ำหนักแรกเกิดน้อย ทั้ง 2 ราย ร่างกาย active ดี ทารกหลังคลอดทั้ง 2 รายได้งดนมมารดาและให้นมผสมแทนไปจนผลตรวจ Urine amphetamine เป็นปกติ และผล Urine amphetamine ของทารกเป็นปกติ จึงให้ดูดนมมารดาได้ มารดาหลังคลอดนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อเนื่องนาน 3 วัน จนตรวจไม่พบสารแอมเฟตามีนในปัสสาวะ แพทย์จึงได้อนุญาตให้กลับบ้านได้รับการพยาบาล โดยใช้กระบวนการพยาบาล และกระบวนการให้คำปรึกษา ซึ่งเน้นเทคนิคการสร้างแรงจูงใจ เสริมพลังอำนาจ เคารพสิทธิส่วนบุคคล การรับฟังโดยไม่ตัดสิน และให้ครอบครัวมีส่วนร่วม ส่งผลให้ทั้ง 2 ราย มีความมั่นใจในตัวเอง และตั้งใจจะเลิกใช้ยาบ้า โดยใช้บุตรและครอบครัวเป็นแรงจูงใจ</p> ประครอง ไชยศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5720 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดการรายกรณีผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ด้วยเทคนิคการให้คำแนะนำและคำปรึกษาแบบสั้น (Brief Advice / Brief Intervention)โรงพยาบาลโกสุมพิสัย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5722 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi -Experimental Research) แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (The one group pre - posttest research design) บูรณาการร่วมกับงานประจำในคลินิกบริการผู้ป่วยโรคเรื้อรัง งานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลโกสุมพิสัย มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการให้คำแนะนำแบบสั้นต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับน้ำตาลในเลือดสะสมของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ กลุ่มตัวอย่าง 50 คน ได้มาโดยการคัดเลือกตามเกณฑ์และความสมัครใจ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานของกองสุขศึกษา พ.ศ. 2562</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่าผู้เข้ารับบริการตามโปรแกรมจำนวน 50 คน ผู้ชาย 14 คนคิดเป็นร้อยละ 28 ผู้หญิง 36 คน คิดเป็นร้อยละ 72 อายุเฉลี่ย 52 ปี อาชีพรับราชการมากที่สุดร้อยละ 47.56 รองลงมาคืออาชีพเกษตรกรร้อยละ 36.25 อาชีพส่วนตัวและอื่นๆ ร้อยละ 11.30 จำนวนผู้ป่วยนอก 45 คนคิดเป็นร้อยละ 90 ผู้ป่วยใน 5 คนคิดเป็นร้อยละ 10 พบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสะสม ลดลง 44 คน เป็นร้อยละ 88.00&nbsp;&nbsp; มีระดับน้ำตาลในเลือดสะสมเท่าเดิม 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2.00&nbsp;&nbsp; และมีระดับน้ำตาลในเลือดสะสมเพิ่มขึ้น 5 คน คิดเป็นร้อยละ 10.00&nbsp;&nbsp; ด้านการประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเอง ภายหลังได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาและคำแนะนำแบบสั้น มีพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนทดลองและมีค่าระดับน้ำตาลในเลือดสะสมลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าคะแนนแรงจูงใจในระยะตัดสินใจและระยะลงมือปฏิบัติ (คะแนน≥8)ร้อยละ 94.8</p> พนมพรณ์ อร่ามพงษ์พันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5722 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ อัตราการกลับเข้ารับการรักษาซ้ำ โรงพยาบาลวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5728 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental design) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ต่อความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ อัตราการกลับเข้ารับการรักษาซ้ำ โรงพยาบาลวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิด ที่ 2 ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ และนอนรักษาในแผนกหอผู้ป่วยในโรงพยาบาลวาริชภูมิ ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์ - เมษายน 2569 จำนวน 30 ราย ดำเนินการตามโปรแกรมวางแผนจำหน่าย โดยทีมสหวิชาชีพ โดยใช้กระบวนการ D-METHOD ติดตามเยี่ยมบ้านทางโทรศัพท์/ไลน์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม 2 ครั้ง ก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ piared t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมการดูตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ t = 6.11 (p-value 0.000, 95%CI ) และ t = 22.96&nbsp;&nbsp; (p-value 0.000, 95% CI) ตามลำดับ ระดับน้ำตาลในเลือดแบบงดอาหาร (FPG) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ไม่พบผู้ป่วยกลับมารักษาซ้ำใน 28 วัน</p> ประมวลรัตน์ พจนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5728 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้โปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกสว่าง ตำบลโคกสว่าง อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5729 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และพฤติกรรมในการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานในกลุ่มทดลองก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ขึ้นทะเบียนที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโคกสว่าง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 65 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยคือ โปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ประกอบด้วยคู่มือการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ,แผนการสอนผู้ป่วยเบาหวานเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ,แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานของผู้ป่วยเบาหวานและแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ และการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯโดยใช้สถิติทดสอบการเปลี่ยนแปลงของคะแนนความรู้และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวในการดูแลตนเองของกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง ด้วยสถิติทดสอบที</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ของผู้ป่วยเบาหวานอยู่ระดับดี พฤติกรรมการปฏิบัติตัวการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานเป็นประจำ และสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p&lt;.05</p> ภูนีรัตน์ ลี้พล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5729 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองของหญิงตั้งครรภ์ต่อความรู้และพฤติกรรม การป้องกันการคลอดทารกน้ำหนักน้อย โรงพยาบาลหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5731 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยเรื่อง เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) มีรูปแบบการวิจัยแบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองของหญิงตั้งครรภ์ต่อความรู้และพฤติกรรมการป้องกันการคลอดทารกน้ำหนักน้อย โรงพยาบาลหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่าง หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 20 – 24 สัปดาห์ มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหล่มสัก คัดเลือกเฉพาะเจาะจงตามคุณลักษณะที่กำหนด ดำเนินการในช่วงเดือน ธันวาคม 2568 – เดือนเมษายน 2569 จำนวน 25 คน ดำเนินการตามโปรแกรมการส่งเสริมการจัดการตนเองของหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันการคลอดทารกน้ำหนักน้อย วิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ใช้สถิติ Paired Samples t-test ค่าช่วงเชื่อมั่น 95 % CI</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการคลอดทารกน้ำหนักน้อย ก่อนและหลังการทดลอง พบว่า หลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมทั้งภาพรวมและรายด้าน มากกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในภาพรวม (t = 14.60, p&lt;.001), พฤติกรรมด้านโภชนาการ (t = 9.66, p &lt; .001), พฤติกรรมด้านกิจกรรมทางกาย (t = 16.14, p &lt; .001), พฤติกรรมด้านการจัดการความเครียด (t = 7.86, p &lt; .001) และพฤติกรรมด้านด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ (t = 5.41, p &lt; .001) 2) คะแนนเฉลี่ยความรู้ของหญิงตั้งครรภ์ พบว่า หลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ยความรู้ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.48, p&lt;.001)</p> วิภาดา คุยสี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5731 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนสว่าง ตำบลหลุบ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5732 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และรูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนสว่าง ตำบลหลุบ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโนนสว่าง ตำบลหลุบ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ อายุไม่เกิน 75 ปี และป่วยไม่เกิน 15 ปี ระหว่างเดือน เมษายน 2568 ถึง กันยายน 2568 รวม 6 เดือน จำนวน 60 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้เกณฑ์ เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Dependent t – test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า หลังดำเนินการ พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 พบว่า โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับเหมาะสม (เฉลี่ย = 4.34 S.D. = 0.25) พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 และระดับน้ำตาล HbA1C ก่อนและหลังการดำเนินงาน พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยที่ภายหลังการดำเนินงานพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 2 หลังการดำเนินงาน มีค่าสูงกว่าก่อนการดำเนินการ</p> สุพัตรา บุญเอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5732 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในจังหวัดเพชรบูรณ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5736 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งแบบตัดขวาง (Cross-sectional Descriptive Studies) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยใช้กระบวนการของทฤษฎีระบบ (System Theory) เป็นกรอบการวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ไดแก่ 1)ผู้จัดการการดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข 160 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างง่าย 2)ญาติผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง care giver เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (LTC) ผู้นำชุมชนหรือผู้แทนชุมชน และตัวแทนจากศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บได้แก่ แบบสอบถาม แนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม 2568 – เดือนพฤษภาคม 2569 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์แบบเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีความต้องการการได้รับการดูแลทางด้านร่างกาย สังคมและจิตใจในระดับมาก โดยพบว่ามีความต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกมากที่สุด รองลงมาได้แก่ความต้องการในการจัดบริการหรือสวัสดิการสังคม และความต้องการด้านการเงินตามลำดับ ในส่วนของการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ได้นำทฤษฎีระบบมาวิเคราะห์เพื่อประเมินและวิเคราะห์ระบบการจัดการการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว</p> ปกรณ์ เกียรติวุฒิอมร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5736 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมกลุ่มครอบครัวศึกษาแบบผู้ป่วยนอกสำหรับการบำบัดผู้ใช้เมทแอมเฟตามีน โรงพยาบาลนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5730 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาการจัดกิจกรรมกลุ่มครอบครัวศึกษา (2) พัฒนากิจกรรมกลุ่มครอบครัวศึกษาแบบผู้ป่วยนอก และ (3) ประเมินผลการพัฒนากิจกรรมดังกล่าวสำหรับการบำบัดผู้ใช้เมทแอมเฟตามีน ผู้เข้าร่วมการวิจัย ได้แก่ ผู้เข้ารับการบำบัดพร้อมสมาชิกครอบครัว จำนวนวงรอบละ 15 คู่ ดำเนินการทั้งหมด 2 วงรอบ การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทุติยภูมิ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถามความเข้าใจ แบบบันทึกการดำเนินกิจกรรมและการเข้าร่วมกิจกรรม และแบบบันทึกการสะท้อนผลหลังกิจกรรม (AAR) ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบกิจกรรมกลุ่มครอบครัวศึกษา ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 กลไกการเสพติดและผลของเมทแอมเฟตามีนต่อสมอง ครั้งที่ 2 ผลกระทบของเมทแอมเฟตามีนต่อร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ในครอบครัว ครั้งที่ 3 เส้นทางการฟื้นสภาพและการจัดการภาวะกลับสู่การเสพซ้ำ ครั้งที่ 4 ทักษะการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และครั้งที่ 5 การวางแผนการดูแลครอบครัว การใช้ชีวิตร่วมกัน และการส่งเสริมสุขภาวะของสมาชิกครอบครัว ทุกครั้งมีสื่อประกอบที่หลากหลาย ได้แก่ สไลด์ประกอบการบรรยาย ใบงาน ใบกรณีศึกษา บัตรสถานการณ์ และใบสรุปความรู้ประจำครั้ง ด้านผลการประเมิน ผู้เข้ารับการบำบัดในวงรอบที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการเสพติดและการเลิกเสพเมทแอมเฟตามีนหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าผู้เข้ารับการบำบัดในวงรอบที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และและอัตราการเข้าร่วมกิจกรรมครบโปรแกรมของผู้เข้ารับการบำบัดและสมาชิกครอบครัวในวงรอบที่ 2 สูงกว่าวงรอบที่ 1</p> อังคเรศ บุตรศรีรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5730 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการกำกับติดตามคุณภาพข้อมูลบริการสาธารณสุขผ่านศูนย์กลางข้อมูลด้านการเงินกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดสกลนคร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5832 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการส่งข้อมูลบริการสาธารณสุข พัฒนาระบบการกำกับติดตามคุณภาพข้อมูล และประเมินผลลัพธ์ของระบบที่พัฒนาขึ้นในโรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยประยุกต์ใช้วงจรการพัฒนาคุณภาพ PDSA (Plan-Do-Study-Act) ดำเนินการในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดสกลนคร จำนวน 18 แห่ง ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่มผู้รับผิดชอบระบบ FDH จำนวน 96 คน และข้อมูลเชิงปริมาณจากฐานข้อมูล FDH วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา Paired t-test และ Wilcoxon Signed-Rank Test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการส่งข้อมูลผ่านระบบ FDH ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ คุณภาพข้อมูล ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยี บุคลากรและการจัดการ การประสานงานและสนับสนุนทางเทคนิค และการกำกับติดตามผลการดำเนินงาน หลังการพัฒนาระบบ พบว่าอัตราการรับข้อมูลสำเร็จของผู้ป่วยในเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=0.008) ข้อมูลผู้ป่วยนอกที่มีโครงสร้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=0.008) และจำนวนข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ (ติด C) ลดลง ร้อยละ 41.37 ขณะที่ความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ Dashboard โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean=3.40, SD=0.28</p> ปรางค์ทิพย์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5832 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลมารดาคลอดปกติที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดระยะแรก : เปรียบเทียบ 2 กรณี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5849 <p> การศึกษานี้เป็นกรณีคึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาการพยาบาลมารดาคลอดปกติที่มีภาวะตกเลือดหลังคลอดระยะแรก โดยเลือกกรณีศึกษา 2 ราย แบบเฉพาะเจาะจงในผู้คลอดที่เข้ารับบริการคลอดและมีภาวะตกเลือดหลังคลอดในโรงพยาบาลห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2567 - เมษายน 2567 เก็บรวมรวมข้อมูลจากเวชระเบียน สัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติ การสังเกต โดยการศึกษาวิเคราะห์กรณีศึกษาครอบคลุม เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค การวินิจฉัยโรค การรักษา ปัญหาและข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล และกิจกรรมการพยาบาลโดยใช้หลักกระบวนการพยาบาล</p> <p> ผลการศึกษา กรณีศึกษาผู้คลอดทั้ง 2 รายพบว่าการเกิดภาวะ postpartum Hemorrhage with shock with Anemia มีสาเหตุการตกเลือดและปัจจัยส่วนบุคคลที่ความแตกต่างกัน รายที่ 1 สาเหตุการตกเลือดหลังคลอดเกิดจากการหดรัดตัวไม่ดี รายที่ 2 สาเหตุการตกเลือดหลังคลอดเกิดจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดีเนื่องจากมีภาวะรกค้าง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายของการดูแลทั้ง 2 กรณีได้รับการส่งตัวไปรักษาต่อในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า ผู้ป่วยปลอดภัยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย</p> ดารุณี แสนโคตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5849 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้สูงอายุที่กระดูกสะโพกหักร่วมกับมีภาวะติดเชื้อในโรงพยาบาลชุมชน : กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5844 <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพยาบาลและแนวทางในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้สูงอายุที่มีกระดูกสะโพกหักร่วมกับมีภาวะติดเชื้อในระบบต่างๆ รวมถึงภาวะสมองเสื่อม สำหรับผู้ป่วยรายนี้เป็นหญิงไทย อายุ 89 ปี ที่มีประวัติหกล้ม ส่งผลให้เกิดกระดูกหักบริเวณคอสะโพกด้านซ้าย (Closed fracture Left neck of femur) ผู้ป่วยและญาติปฏิเสธการผ่าตัด รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา 3 วัน แพทย์ให้กลับมารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ร่วมกับมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด (Pulmonary Embolism) และปอดอักเสบ (LLL Pneumonia) รวมทั้งภาวะสมองเสื่อม จึงได้รับการักษาแบบอนุรักษ์ (Conservative) และได้รับการดูแล โดยทีมพยาบาลอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นการป้องกันภาวะแทรกซ้อน การดูแลระบบหายใจ การดูแลโภชนาการ การเฝ้าระวังการติดเชื้อ และการดำเนินการตามแนวทาง Advance Care Plan (ACP)</p> <p> ผลการดูแลรักษา พบว่า ผู้ป่วยมีอาการคงที่ ไม่พบการติดเชื้อใหม่ ไม่มีไข้ รับประทานอาหารทางสายยางได้ดี ไม่มีแผลกดทับ ญาติมีความเข้าใจและให้ความร่วมมือในการดูแลรักษา การใช้กระบวนการการพยาบาลอย่างเป็นระบบร่วมกับ การทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและปลอดภัยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากกระบวนการรักษาและไม่มีภาวะการติดเชื้อเพิ่มเติมในร่างกาย</p> ปิยวรรณ ประดิษฐ์ผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5844 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเองและระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลอุดรธานี 2 จังหวัดอุดรธานี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5850 <p> การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลง (One- group pretest - posttest design) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเองและระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลอุดรธานี 2 จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุ จำนวน 48 ราย โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และDependent paired-t- test โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเองและระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลอุดรธานี 2 จังหวัดอุดรธานี เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยคะแนนความรู้พฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ชนิดไม่ทราบสาเหตุ และค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง พบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุมีคะแนนเฉลี่ยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> วนิดา จันทรปดา , สันธนา เสียงอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5850 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 พัฒนาระบบการบริการเยี่ยมบ้านและการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ของโรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5851 <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์:เพื่อพัฒนาระบบการบริการเยี่ยมบ้านและการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของโรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่าง 30 พฤศจิกายน 2567 ถึง 30 กันยายน 2568 กลุ่มตัวอย่างคือ ทีมสุขภาพจำนวน 35 คน และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟู จำนวน 15 คน ที่ได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ขั้นตอนการวิจัยการดำเนินงาน แบ่งกระบวนออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์สถานการณ์และศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในกลุ่มทีมสุขภาพจำนวน 35 คน ระยะที่ 2 พัฒนาระบบการบริการเยี่ยมบ้าน ระยะที่ 3 ทดลองใช้เชิงปฏิบัติการกับกลุ่มเป้าหมายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟู จำนวน 15 คน เพื่อปรับปรุงระบบ และระยะที่ 4 นำระบบการบริการเยี่ยมบ้านรูปแบบใหม่ไปปฏิบัติจริงและประเมินประสิทธิผล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ก่อน–หลังการเยี่ยมบ้าน แบบประเมินความพึงพอใจต่อการบริการ แบบประเมิน Barthel Index แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์ข้อมูล เชิงเนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย สถิติ Friedman test และ Wilcoxon signed rank test เปรียบเทียบคะแนน Barthel Index 3 ช่วง</p> <p> ผลการวิจัย พบว่าคะแนน Barthel Index มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเริ่มเข้ารับการรักษา ช่วงจำหน่ายออก ช่วง 6 เดือนหลังการดูแลต่อเนื่อง ผลทดสอบด้วย Friedman test พบความแตกต่างของคะแนนในสามช่วงเวลามีนัยสำคัญทางสถิติ p &lt; 0.05 และการทดสอบจับคู่ด้วย Wilcoxon signed‑rank test ระหว่างช่วงเริ่มเข้ารักษากับช่วงจำหน่ายออก, ช่วงจำหน่ายออกกับ 6 เดือนหลังดูแลต่อเนื่อง และช่วงเริ่มเข้ารักษากับ 6 เดือนหลังดูแลต่อเนื่องแต่ละคู่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ p &lt; 0.05 ในด้านความพึงพอใจของผู้รับบริการ และผู้ดูแลค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วงมากที่สุด (เฉลี่ย ≥ 3.41) สะท้อนว่า ผู้รับบริการมีความพึงพอใจกับระบบบริการเยี่ยมบ้านและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเป็นอย่างดีทั้งนี้ ข้อสังเกตจากผู้พัฒนาระบบ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ได้แก่ ความร่วมมือของทีมสหสาขาวิชาชีพ บทบาทชัดเจนของเจ้าหน้าที่ในชุมชน เครือข่ายการดูแลที่เชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน</p> พจนา อัดโดดดร , จริยา จันทรวิภาค , พัชยาภรณ์ คงดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5851 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (Palliative care) โรงพยาบาลโนนสูง นครราชสีมา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5852 <p> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง โรงพยาบาลโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา และ (2) ศึกษาผลการพัฒนารูปแบบการดูแลดังกล่าว ดำเนินการวิจัยระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 กลุ่มตัวอย่างเป็นญาติผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะท้าย (คะแนน PPS $\le$ 50%) ที่เข้ารับบริการในคลินิกประคับประคอง จำนวน 20 ราย ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลคือ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามการปรับตัวของญาติผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการดูแลแบบประคับประคองที่พัฒนาขึ้นเน้นการบูรณาการทีมสหสาขาวิชาชีพ (แพทย์ พยาบาล เภสัชกร และทีมเยี่ยมบ้าน) และโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจ 4 ขั้นตอน ควบคู่กับการมอบคู่มือและการติดตามเยี่ยมทางโทรศัพท์ในวันที่ 7 และ 14 สำหรับผลการทดลองใช้ในกลุ่มตัวอย่าง 20 ราย พบว่า ญาติผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 70.0) เป็นบุตร (ร้อยละ 55.0) และดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายมากที่สุด (ร้อยละ 60.0) ในภาพรวมญาติผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยการปรับตัวทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 107.25, SD = 12.45) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการพึ่งพาอาศัยผู้อื่นมีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุดอยู่ในระดับสูง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 31.25, SD = 3.10) ในขณะที่ด้านการปรับตัวทางร่างกายมีคะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุดซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 22.40, SD = 4.15)</p> พุทธินันท์ ชาญโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5852 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยวัณโรคที่มีโรคเบาหวานร่วม : กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5853 <p> การศึกษากรณีศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยวัณโรคที่มีโรคเบาหวานร่วม จำนวน 1 ราย เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลคอนสาร วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 48 ปี มาด้วยอาการ น้ำหนักลด 10 กิโลกรัมใน 5 เดือน วันนี้มาฟังผล Sputum AFB ตามนัด มีโรคประจำตัว คือ โรคเบาหวาน รักษาไม่ต่อเนื่อง ซื้อยาจากคลินิกเอกชนมารับประทานเอง</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า แรกรับ ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ไอห่าง ๆ ไม่มีเหนื่อยหอบ ตรวจวัดสัญญาณชีพ อุณหภูมิ 37 องศาสเซลเซียส อัตราการเต้นของหัวใจ 116 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจ 20 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 121/73 มิลลิเมตรปรอท .Lung crepitation both lung ค่าออกซิเจนในเลือด (SpO2) 98 % ผล Sputum AFB = negative ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ผล sinus tachycardia Chest X-ray ( CXR) : Reticular infiltration Left lung แพทย์วินิจฉัย Pulmonary Tuberculosis (TB) U/D Diabetes Mellitus (DM) พิจารณารับไว้รักษาในโรงพยาบาลห้องแยกโรคแผนกผู้ป่วยในหญิง โรงพยาบาลคอนสาร ขณะดูแลให้การรักษา คือ ไอหายใจเหนื่อยไม่หอบ Lung crepitation both lung ได้รับยา Paracetamol 500 mg 1 tab oral prn for fever q 6 ชั่วโมง Glyceryl guaiacolate 100 mg 2 tab oral tid pc+hs Dextromethophan 15 mg 2 tab oral tid pc Berodualforte NB(Inhalex forte) 0.5+1.25 mg/4ml 1 หลอด ๆ 12 ชม หลังรักษา ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ Lung clear Isoniazid 100 mg 3 tab oral hs Pyrazinamide 500 mg 2 tab oral hs Ethambutal 400 mg 2 tab oral hs Rifampicin 450 mg 1 tab oral hs vitamin B6 50 mg 1 tab oral hs มีอาการคลื่นไส้อาเจียน หลังได้รับยาจากการรักษา TB ดูแลให้ Metoclopramide 10 mg iv prn q 8 hr Domperidone 1 tab oral tid ac ORS ผสมน้ำจิบบ่อย ๆ อาการดีขึ้น ไม่มีอาเจียน คลื่นไส้บางครั้ง ผู้ป่วย U/D DM รักษาไม่ต่อเนื่อง ดูแล เจาะ DTX premeal OD Metformin 500 mg 1 tab oral bid pc ไม่มีภาวะ Hypo-hyperglycemia ดูแลให้ นอนพักรักษาตัว ทั้งหมด 12 วัน ติดตามเยี่ยมหลังรักษาครบ 6 เดือน ไม่มีการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคสู่บุคคลในครอบครัวและชุมชน</p> พิษณุ พงษ์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5853 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีภาวะน้ำเกินร่วมกับภาวะหายใจล้มเหลว : กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5854 <p> การศึกษากรณีศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีภาวะน้ำเกินร่วมกับภาวะหัวใจล้มเหลว จำนวน 1 ราย เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลคอนสาร วันที่ 25 พฤษภาคม 2567 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 64 ปี มาด้วยอาการ หายใจเหนื่อยหอบ ก่อนมา 1 วัน มีโรคประจำตัว คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตวานเรื้อรังระยะสุดท้ายปฏิเสธ Renal Replacement Therapy ( RRT)</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า แรกรับ ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี หายใจหอบ นอนราบได้ ตรวจวัดสัญญาณชีพ อุณหภูมิ 37 องศาสเซลเซียส อัตราการเต้นของหัวใจ 104 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจ 26 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 126/69 มิลลิเมตรปรอท .Lung Poor air entry ค่าออกซิเจนในเลือด (SpO2) 86 % บวมกดบุ๋ม 1+ แพทย์พิจารณาให้ on Heparin Lock ให้ Furosemide 40 mg iv stat ,Berodual forte 1 NB q 15 นาที 2 dose On Oxygen mask with bag 10 lite/min Retained Foley "s catheter ได้ Urine 300 ml สีเหลืองใส ค่าออกซิเจนในเลือด (SpO2) 100 % ระดับน้ำตาลในเลือดปลายนิ้ว (DTX) 335 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ผล sinus tachycardia Chest X-ray ( CXR) : Reticular infiltration both lung แพทย์วินิจฉัย End-Stage Renal Disease (ESRD) with volume overload with Acute Respiratory failure พิจารณารับไว้รักษาในโรงพยาบาลแผนกผู้ป่วยในหญิง โรงพยาบาลคอนสาร -ขณะดูแลให้การรักษา คือ ได้รับยา Furosemide 40 mg iv q 8 hr no pitting edema ,Berodual forte 1 NB prn q 4 hr ,Morphine 2 mg iv prn q 2-4 hr for dyspnea Lung Crepitation both lung SpO2 99 % On Oxygen mask with bag 10 lite/min I=3,300 O = 2,000 , นอนไม่ค่อยหลับ ใด้ Lorazepam(1mg) 0.5 tab oral hs , เจ็บลิ้น รับประทานอาหารได้น้อย ได้ Triamcinolone oral paste 0.1 % ป้ายปาก เช้า-เย็น ,DTX อยู่ระหว่าง 150 -233 mg/dl นอนพักรักษาตัว ทั้งหมด 4 วัน นัดรับยาเดิม 12 กรกฎาคม 2567 ผู้ป่วยและญาติยินยอมทำ Hemodialysis แพทย์เขียนใบส่งตัวให้ไปรักษาต่อโรงพยาบาลชัยภูมิ</p> ณัชณิชา สุคันธี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5854 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการเช็ดตัวลดไข้เด็กต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ปกครอง และความร่วมมือของเด็ก แผนกผู้ป่วยนอกกุมารเวชกรรม สถาบันบำราศนราดูร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5866 <p> การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการเช็ดตัวลดไข้เด็กต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ปกครองและความร่วมมือของเด็ก แผนกผู้ป่วยนอกกุมารเวชกรรม สถาบันบำราศนราดูร กลุ่มตัวอย่างคือผู้ปกครองและเด็กอายุ 0–5 ปี ที่มารับบริการด้วยภาวะไข้และได้รับการพิจารณาให้เช็ดตัวลดไข้ จำนวน 50 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 คู่ และกลุ่มเปรียบเทียบ 25 คู่ คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการเช็ดตัวลดไข้เด็ก ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กที่มีไข้และการเช็ดตัวลดไข้ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถตนเอง แบบสอบถามความคาดหวังในผลลัพธ์ แบบสอบถามพฤติกรรมการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ปกครอง แบบประเมินทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ปกครอง และแบบประเมินพฤติกรรมความร่วมมือของเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างด้วย Chi-square test, Fisher’s exact test และ Independent sample t-test ตามลักษณะของข้อมูล วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการทดลองภายในกลุ่มด้วย Paired sample t-test และเปรียบเทียบคะแนนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบด้วย Independent sample t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบมีข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครองและเด็กไม่แตกต่างกัน ภายหลังการทดลอง เมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่ม พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กที่มีไข้และการเช็ดตัวลดไข้ การรับรู้ความสามารถตนเอง ความคาดหวังในผลลัพธ์ พฤติกรรมการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ปกครอง และทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ปกครองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่กลุ่มเปรียบเทียบมีคะแนนเฉลี่ย<br />ก่อนและหลังการทดลองไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็กที่มีไข้และการเช็ดตัวลดไข้ (t = 11.42, p &lt; .001) การรับรู้ความสามารถตนเอง (t = 13.76, p &lt; .001) ความคาดหวังในผลลัพธ์ (t = 6.06, p &lt; .001) พฤติกรรมการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ปกครอง (t = 13.79, p &lt; .001) ทักษะการเช็ดตัวลดไข้ของผู้ปกครอง (t = 9.85, p &lt; .001) และพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กระหว่างการเช็ดตัวลดไข้ (t = 12.72, p &lt; .001)</p> ศรีสุดา สมัดชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5866 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการลดความอยากบุหรี่ด้วยวิธีทางการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเดื่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5857 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการลดความอยากบุหรี่ด้วยวิธีทางการแพทย์แผนไทย ประเมินอัตราการเลิกบุหรี่อย่างต่อเนื่อง (CAR) ณ สัปดาห์ที่ 4 และติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาสมุนไพร ศึกษาในกลุ่มผู้ร่วมวิจัยของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเดื่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2567 – มกราคม 2568 รวม 6 เดือน จำนวน 60 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 20 คน โดยใช้วิธีอบสมุนไพรรางจืด วิธีใช้ยารางจืดแคปซูล และวิธีใช้ยาชงหญ้าดอกขาว ควบคู่กับการให้คำแนะนำเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (จิตบำบัด) โดยใช้แบบบันทึกข้อมูลโครงการวิจัย ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรุนแรงในการติดนิโคตินของผู้สูบบุหรี่ (FTND) และแบบประเมินความอยากบุหรี่ (QSU-brief) นัดติดตามผลและอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาทุกสัปดาห์ จนครบ 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ยความอยากบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) แบบวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ค่าความเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ผล (p&lt;0.05)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: หลังการทดลอง พบว่า กลุ่มที่ใช้ยาชงหญ้าดอกขาว มีค่าเฉลี่ยคะแนนระดับความอยากบุหรี่น้อยที่สุด คิดเป็น 25.65 ± 11.061 รองลงมาคือ กลุ่มที่ใช้ยารางจืดแคปซูล คิดเป็น 28.70 ± 10.883 และกลุ่มที่ใช้วิธีอบสมุนไพรรางจืด คิดเป็น 38.50 ± 12.015 ตามลำดับ โดยมีค่าเฉลี่ยระดับความรุนแรงในการติดนิโคติน ระดับความอยากบุหรี่ และอัตราการเลิกบุหรี่อย่างต่อเนื่อง (CAR) ณ สัปดาห์ที่ 4 ก่อนและหลังทดลองมีค่าลดลงและความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value&lt;0.05) อาการไม่พึงประสงค์ที่พบ ได้แก่ ปากแห้ง คอแห้ง ชาลิ้น และเวียนศีรษะ</p> สุพรรษา มีวิชา , เอกรินทร์ โปตะเวช , ละอองดาว จันทศิลป์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5857 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมด้านสุขาภิบาลอาหารในร้านอาหาร และแผงลอยจำหน่ายอาหารในอำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5859 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมพัฒนาความรู้และพฤติกรรมด้านสุขาภิบาลอาหารในร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายอาหาร อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ ผู้ร่วมวิจัยจำนวน 70 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอและคณะกรรมการอาหารปลอดภัย 35 คน และผู้ประกอบการร้านอาหารและแผงลอยจำหน่ายอาหาร 35 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบประเมินพฤติกรรม แบบตรวจมาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมประกอบด้วยการศึกษาสถานการณ์ การวางแผนแบบมีส่วนร่วม การอบรม การติดตามประเมินผล และการสะท้อนผล ส่งผลให้คณะกรรมการมีความรู้และการมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) และผู้ประกอบการมีความรู้และพฤติกรรมด้านสุขาภิบาลอาหารดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) นอกจากนี้ สถานประกอบการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสุขาภิบาลอาหารเพิ่มขึ้น และการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในอาหาร มือผู้สัมผัสอาหาร และภาชนะอุปกรณ์ลดลง</p> พงศ์สมุทร เจณบริรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5859 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ : กรณีศึกษา 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5860 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ จำนวน 2 ราย เข้ารับการรักษาระหว่างเดือนมกราคม - เดือนมีนาคม 2568 ที่หอผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ประเมินและรวบรวมข้อมูลภาวะสุขภาพผู้ป่วยตามแบบแผนภาวะสุขภาพของกอร์ดอน 11 แบบแผน โดยการสัมภาษณ์ การตรวจร่างกาย การสังเกต และจากเวชระเบียนผู้ป่วย เพื่อให้ครอบคลุมปัญหาสุขภาพและความต้องการของผู้ป่วย วางแผน ปฏิบัติการพยาบาล ประเมินผลการพยาบาล วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลตามขั้นตอนกระบวนการพยาบาล</p> <p> ผลการศึกษา ผู้ป่วยรายที่ 1 อายุ 2 ปี 4 เดือน ได้รับภูมิคุ้มกันครบถ้วนตามวัย พัฒนาการเหมาะสมกับวัย แต่การเจริญเติบโตไม่เหมาะสมกับวัย ค่อนข้างเตี้ย น้ำหนักเกินเกณฑ์ 1 วันก่อนมาโรงพยาบาล มีไข้ หายใจเร็ว เสียงหายใจดังครืดคราด เอ๊กซเรย์ปอด (Chest-PA Upright) พบเซลล์อักเสบเป็นหย่อมๆ ในเนื้อเยื่อปอดขวาด้านล่างเป็นฝ้าขาว (Patchy infiltration Rt Lower Lobe) แพทย์วินิจฉัยการพยาบาลเป็นโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) ความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก ระหว่างการรักษาพบ สัญญาณชีพผิดปกติ ระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วต่ำกว่าปกติ (SpO<sub>2</sub> 88 %) มีการอักเสบติดเชื้อในระบทางเดินหายใจ ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ ยาบรรเทาอาการไอ ออกซิเจนแคนนูลาแบบอัตราไหลสูงทางจมูก (High Flow nasal canular: HFNC) มีข้อวิจฉัยการพยาบาล 9 ข้อ ให้การพยาบาลเพื่อแก้ไขปัญหาและความต้องการ ผู้ป่วยรับการรักษา 6 วัน มีความปลอดภัย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน</p> <p> ผู้ป่วยรายที่ 2 อายุ 1 ปี 5 เดือน ได้รับภูมิคุ้มกันครบถ้วนตามวัย พัฒนาการเหมาะสมกับวัย แต่การเจริญเติบโตไม่เหมาะสมกับวัย ค่อนข้างเตี้ย 1 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล มีไข้ ไอมีเสมหะ หายใจหอบ มีประวัติเป็นหวัดบ่อยครั้ง ปี 2567 เคยเป็นโรคปอดอักเสบ และมีภาวะซีด เอ๊กซเรย์ปอด (Chest-PA Upright) พบภาวะอักเสบในเนื้อเยื่อระหว่างปอดสองข้าง (Infiltration Both lung) แพทย์วินิจฉัยการพยาบาลเป็นโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) ความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก ระหว่างการรักษาพบ สัญญาณชีพผิดปกติ มีการอักเสบติดเชื้อในระบทางเดินหายใจ ถ่ายอุจจาระบ่อยจากการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ ยาบรรเทาอาการไอ ออกซิเจนแคนนูลาแบบอัตราไหลสูงทางจมูก (High Flow nasal canular: HFNC) มีข้อวิจฉัยการพยาบาล 11 ข้อ ให้การพยาบาลเพื่อแก้ไขปัญหาและความต้องการ ผู้ป่วยรับการรักษา 5 วัน มีความปลอดภัย ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน</p> จีรญาดา สีหาราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5860 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลีนิคสำหรับการจัดการความปวด ในผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่ หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (MICU) โรงพยาบาลสกลนคร https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5861 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวดในผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่ หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (MICU) โรงพยาบาลสกลนคร 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวดในผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่ หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (MICU) โรงพยาบาลสกลนคร และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวดในผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่ หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (MICU) โรงพยาบาลสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่ทุกรายที่เข้ารับการรักษาในห้องผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (MICU) โรงพยาบาลสกลนคร ที่เข้ารับการรักษาระหว่างเดือนมีนาคม 2568 – เดือนกรกฏาคม 2568 จำนวน 142 คน และกลุ่มผู้ใช้แนวทางปฏิบัติ คือ พยาบาลวิชาชีพผู้ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 14 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ประกอบด้วย แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวดในผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่ในหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (MICU) โรงพยาบาลสกลนคร แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย แบบประเมินผลลัพธ์ในการจัดการความปวด แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยหรือญาติต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก และแบบประเมิน ความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิก</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (MICU) โรงพยาบาลสกลนครที่ใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวด ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุมากกว่า 60 ปี นับถือศาสนาพุทธ มีการศึกษาระดับประถมศึกษา และมีอาชีพเกษตรกรรม 2) ผลการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวด ก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยค่าเฉลี่ยคะแนนความปวดหลังการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวด น้อยกว่าก่อนการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวด 3) ผลคะแนนความพึงพอใจของผู้ป่วยหรือญาติต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวดในผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (MICU) โรงพยาบาลสกลนคร โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และคะแนนความพึงพอใจของพยาบาลต่อการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการจัดการความปวดในผู้ป่วยวิกฤตผู้ใหญ่หอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม (MICU) โรงพยาบาลสกลนคร โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p> เทวารัตน์ แพงคำดี , ภานุเดช โต๊ะชาลี, อิศรา ศรีทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5861 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของโปรแกรมการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในความถี่ที่แตกต่างกันต่อดัชนีลูกน้ำ ยุงลาย ในพื้นที่จังหวัดตรัง: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มแยกกลุ่ม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5775 <p> การวิจัยเป็นการทดลองแบบสุ่มแยกกลุ่ม (Cluster Randomized Controlled Trial: CRCT) ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดตรัง ระยะเวลา 16 สัปดาห์ กลุ่มทดลองประกอบด้วย อสม. จำนวน 159 คน และครัวเรือน 2,468 หลังคาเรือน ดำเนินกิจกรรมกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายทุก 4 วัน ส่วนกลุ่มควบคุมประกอบด้วย อสม. จำนวน 104 คน และครัวเรือน 1,783 หลังคาเรือน ดำเนินกิจกรรมทุก 7 วัน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสำรวจค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเปรียบเทียบ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย HI, CI และ BI ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองยังมีคะแนนเฉลี่ยด้านความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายทุก 4 วัน มีประสิทธิผลในการลดความหนาแน่นของลูกน้ำยุงลายและเสริมสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ดีกว่าการดำเนินการทุก 7 วัน</p> วิชัย คุ้นเคย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5775 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านก้านเหลือง ตำบลชุมแสง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5774 <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบท สถานการณ์ สาเหตุ ปัญหา และความต้องการด้านการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ และ 2) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านก้านเหลือง ตำบลชุมแสง อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้สูงอายุติดสังคม จำนวน 40 คน และภาคีเครือข่ายสุขภาพ จำนวน 35 คน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนเมษายน 2569 โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis และ McTaggart จำนวน 1 วงรอบ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน (ADL) แบบวัดคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF-THAI แนวทางการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการถอดบทเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การศึกษาบริบทและวิเคราะห์ปัญหา 2) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 3) การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุและภาคีเครือข่าย 4) การจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และ 5) การติดตาม ประเมินผล และถอดบทเรียน ภาคีเครือข่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.29, S.D.=0.54) และผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตภายหลังการพัฒนารูปแบบสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> ประกอบ นารัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5774 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมองร่วมกับภาวะแทรกซ้อนมีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ : กรณีศึกษา 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5862 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ ประวัติการเจ็บป่วย อาการและอาการแสดง แผนการรักษา การเกิดภาวะแทรกซ้อนและการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่สมองร่วมกับภาวะแทรกซ้อนมีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง กรณีศึกษา 2 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคจากแพทย์ว่ามีภาวะบาดเจ็บที่สมอง และเข้ารับการรักษาในแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน โดยใช้กรอบแนวคิดการประเมินและการจัดการภาวะฉุกเฉิน (Emergency Management Concept) ค้นหาปัญหาและวางแผนปฏิบัติการพยาบาลสรุปและประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา พบว่า</strong></p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; กรณีศึกษารายที่ 1 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 57 ปี เข้ารับการรักษา ด้วยอาการ ล้มศีรษะกระแทกพื้น เป็นก่อนมาโรงพยาบาล 8 ชั่วโมง การวินิจฉัยโรค Intra parenchymal Hemorrhage, Subarachnoid Hemorrhage at right frontal lobe ประเมินสภาพ GCS E3V5M6 Motor power grade V. โรคประจำตัว ได้รับการรักษาด้วยส่งตรวจ CT Scan พบมีภาวะเลือดออกในสมอง ได้รับการรักษาด้วยยาและสังเกตภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ย้ายผู้ป่วยรับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยใน สังเกตอาการทางสมอง ไม่พบภาวะแทรกซ้อน อาการดีขึ้นตามลำดับ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; กรณีศึกษารายที่ 2 ผู้ป่วยชายไทย อายุ 60 ปี รับส่งต่อจาก โรงพยาบาลชุมชน ด้วยอาการอุบัติเหตุจราจรขับรถจักรยานยนต์ตกลงข้างถนน สลบ จำเหตุการณ์ไม่ได้ เป็นมา 3 ชั่วโมง ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ความดันโลหิตสูง การวินิจฉัยโรค Traumatic brain injury with Epidural Hemorrhage ประเมินสภาพ GCS E2VTM5 pupil 3 min RTL BE Motor power right grade IV, Left grade V แผนการรักษาให้ปรึกษาแพทย์ศัลยกรรมระบบประสาท และผ่าตัด craniectomy with remove blood clot under GA ร่วมกับการรักษาด้วยยา หลังผ่าตัดสมอง ผู้ป่วยรับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยใน อาการดีขึ้นตามลำดับ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้</p> สมพิศ ฉิมพาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5862 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทพยาบาลห้องผ่าตัดในการพยาบาลผู้ป่วยที่เข้ารับการส่องกล้องตรวจรักษาท่อน้ำดีและตับอ่อน : กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5863 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพยาบาลห้องผ่าตัดในการพยาบาลผู้ป่วยที่เข้ารับการส่องกล้องตรวจรักษาท่อน้ำดีและตับอ่อน (Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography: ERCP) เปรียบเทียบลักษณะการพยาบาลในผู้ป่วยที่มีความแตกต่างด้านอายุ พยาธิสภาพ และโรคร่วม รวมทั้งวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางการพยาบาลที่เหมาะสมรายบุคคล โดยศึกษาผู้ป่วยจำนวน 2 ราย ที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน การสังเกตขณะปฏิบัติงาน การสัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติ และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับแนวคิดการดูแลแบบองค์รวมและทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็ม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยทั้ง 2 รายมีภาวะอุดกั้นของทางเดินน้ำดีจากนิ่วร่วมกับการติดเชื้อในทางเดินน้ำดี แต่มีความแตกต่างด้านอายุ โรคร่วม และความซับซ้อนของปัญหาสุขภาพ กรณีศึกษาที่ 1 เป็นผู้ป่วยชายอายุ 57 ปี มีภาวะ Acute Cholangitis การพยาบาลเน้นการควบคุมการติดเชื้อ การประเมินสัญญาณชีพ การเฝ้าระวังภาวะพร่องออกซิเจน การป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจ และการติดตามภาวะแทรกซ้อนหลังทำ ERCP เช่น pancreatitis และ bleeding ส่วนกรณีศึกษาที่ 2 เป็นผู้ป่วยหญิงอายุ 75 ปี มีโรคร่วมหลายระบบ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมกับการใช้ยา Warfarin ส่งผลให้การพยาบาลมีความซับซ้อนมากขึ้น การพยาบาลต้องเฝ้าระวังภาวะเลือดออกจากการทำ EST ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะ hemodynamic instability และภาวะไตวายเฉียบพลันอย่างใกล้ชิด รวมถึงติดตามค่า INR, electrolyte, renal function และ urine output อย่างต่อเนื่อง</p> นิตดาพร มาตรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5863 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานร่วมกับโรคหัวใจเต้นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากยาวาร์ฟาริน : กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5864 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพยาบาลผู้ป่วยเบาหวานร่วมกับโรคหัวใจเต้นพลิ้วที่มีภาวะแทรกซ้อนจากยาวาร์ฟาริน ให้ได้รับการดูแลรักษาที่รวดเร็ว ปลอดภัย ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และสามารถจัดการสุขภาพตนเองได้อย่างต่อเนื่องเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน เป็นการศึกษาเชิงลึกในผู้ป่วยเฉพาะราย (Case Study) ณ ห้องตรวจอายุรกรรม โรงพยาบาลสมุทรสาคร ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2568 รวบรวมข้อมูลจากการประเมินสภาพร่างกาย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การวางแผนการพยาบาลตามข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล และการติดตามผลการดูแลรักษาในหอผู้ป่วยจนกระทั่งจำหน่ายกลับบ้านและติดตามผลที่คลินิกผู้ป่วยนอกห้องตรวจอายุรกรรม</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษา: ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 84 ปี มีประวัติเบาหวาน 20 ปี และโรคหัวใจเต้นพลิ้ว 4 ปี พฤติกรรมสุขภาพชอบรับประทานหวาน ขาดการออกกำลังกาย และรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง แรกรับมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ตรวจพบจุดจ้ำเลือดที่ต้นขาขวา ผลทางห้องปฏิบัติการพบน้ำตาลในเลือดสูงวิกฤต (DTX 395 mg/dL, HbA1c 10.5%) และค่าการแข็งตัวของเลือดสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานอย่างรุนแรงจากยาวาร์ฟาริน (INR 7.5) ร่วมกับหัวใจเต้นพลิ้วชนิดเร็ว (AF with RVR) และโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (K 3.2 mEq/L) พยาบาลได้จำแนกผู้ป่วยเป็นประเภทรับการตรวจด่วนภายใน 30 นาที ให้การพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะช็อก พร่องออกซิเจน และภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก พร้อมประสานงานส่งต่อหอผู้ป่วยอายุรกรรมอย่างปลอดภัย ในระหว่างนอนโรงพยาบาลได้ประยุกต์ใช้ทฤษฎีของโอเร็มและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติ เน้นการสังเกตภาวะเลือดออก การควบคุมอาหาร และการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ผลการรักษาผู้ป่วยอาการดีขึ้น สัญญาณชีพปกติ ค่า INR ลดลงเหลือ 3.8 และน้ำตาลในเลือดลดลงสู่วันจำหน่าย (DTX 132 mg/dL) เมื่อติดตามผลที่คลินิกวาร์ฟารินใน 1 สัปดาห์ต่อมา พบว่าผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเลือดออกเพิ่มเติม ผลเลือดอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น</p> วัชรี เกตุแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5864 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลบุโพธิ์ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5807 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลบุโพธิ์ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 32 คน คัดเลือกแบบเจาะจง 2) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 60 คน และ 3) ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 194 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบบันทึกพฤติกรรมและสภาวะสุขภาพรายบุคคล และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างมกราคม 2569 ถึงพฤษภาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน “BUPHO DM CARE Model” 6 องค์ประกอบ 1) การประเมินและคัดกรองสุขภาพรายบุคคล 2) การพัฒนาความรู้และทักษะ 3) การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 4) การดูแลต่อเนื่องที่บ้าน 5) การส่งเสริมการจัดการตนเองอย่างต่อเนื่อง และ 6) การติดตามและประเมินผล หลังการพัฒนารูปแบบกลุ่มตัวอย่างมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีระดับความรู้ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) และจากการประเมินสภาวะสุขภาพรายบุคคล พบว่า ค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) หลังการพัฒนารูปแบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> คะลม ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5807 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการป้องกันวัณโรคในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5808 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันวัณโรคในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ตำบลหนองกี่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และ 2) กลุ่มเสี่ยงวัณโรค 95 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการป้องกันวัณโรคในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย 2) การสร้างความตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3) การคัดกรองและค้นหาผู้ป่วย เชิงรุก 4) การส่งเสริมการกินยาต่อเนื่อง 5) การมีส่วนร่วมของชุมชนเชิงรุก และ 6) ระบบส่งต่อและติดตามต่อเนื่อง หลังการพัฒนารูปแบบกลุ่มตัวอย่างมีระดับความรู้ การรับรู้ และพฤติกรรมการกันวัณโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> วิชิต จีนชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5808 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5809 <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุุด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยประยุกต์ใช้แนวคิดวิจัยเชิงปฏิบัติการ PAOR กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ภาคีเครือข่าย 14 คน คัดเลือกแบบเจาะจง 2) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 60 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ และ 3) ผุ้สูงอายุ 287 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแนวทางการสนทนากลุ่ม ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบผลการพัฒนารูปแบบด้วยสถิติ paired t-test กำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุุด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชน 2) การพัฒนาศักยภาพภาคี 3) การจัดทำแผนสุขภาพผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วม 4) การดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยชุมชน และ 5) การติดตาม ประเมินผล และพัฒนาต่อเนื่อง หลังการพัฒนารูปแบบผู้สูงอายุมีระดับความรู้ในการส่งเสริมสุขภาพ และพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001)</p> ปัญชนิศ อักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5809 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยวัณโรคปอด โรงพยาบาลบ้านฝาง : กรณีศึกษา 2 ราย https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5865 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาผู้ป่วยวัณโรคปอดที่พบเชื้อในเสมหะรายใหม่ที่ขึ้นทะเบียนรักษาที่คลินิกวัณโรค โรงพยาบาลบ้านฝาง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบแผนการรักษา ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล การวางแผนการพยาบาลผลลัพธ์ทางการพยาบาล รวมถึงการลดการตีตราต่อพระภิกษุที่ป่วยเป็นวัณโรค เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนารูปแบบในการดูแลผู้ป่วยวัณโรคในชุมชน โดยคัดเลือกผู้ป่วยวัณโรคปอด 2 รายแบบเฉพาะเจาะจง ที่แตกต่างกัน ทั้งเพศ อายุ พฤติกรรมสุขภาพ ที่พักอาศัย การแพร่กระจายเชื้ออาการและอาการแสดง ที่เหมือนกัน คือมีผล X-pert MTB detected และวินิจฉัย Tuberculosis of lung เริ่มเก็บข้อมูล ระหว่างวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2569 เก็บรวบรวมโดยการสัมภาษณ์ การตรวจร่างกาย การสังเกต และ การทบทวนเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการเปรียบเทียบแบบแผนสุขภาพ แผนการรักษาของแพทย์ ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล การวางแผนการพยาบาล &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาพบว่า รายที่ 1 เป็นพระภิกษุป่วยวัณโรคปอด รายที่ 2 ประชาชนทั่วไปป่วยวัณโรคปอด มีการรวบรวมข้อมูลภาวะสุขภาพผู้ป่วยอย่างครบถ้วน ทำให้ข้อมูลมีคุณภาพเพียงพอแก่การวินิจฉัยปัญหาการวางแผนพยาบาล การรักษาพยาบาล การประเมินผลการพยาบาล และ การติดตามป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในชุมชน&nbsp; การใช้กระบวนการแผนการรักษาพยาบาล ควบคู่กับการลดการตีตราในตนเอง เพื่อนพระภิกษุ คนในชุมชน รวมทั้งปรับรูปแบบในการดูแลภายในวัด สร้างความเข้าใจเรื่องการแพร่เชื้อในชุมชนและวัด เน้นย้ำว่า “วัณโรค รักษาหายได้” ทำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนจากความกลัวเป็นความเข้าใจ พระภิกษุที่ป่วยรวมถึงคนทั่วไปที่ป่วยเป็นวัณโรคปอด เข้าถึงระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย</p> กนกพร ศิริวรประสาท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5865 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันในระยะเฉียบพลันร่วมกับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดชนิด rt-PA โรงพยาบาลกาฬสินธุ์: กรณีศึกษา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5922 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษาครั้งนี้เปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 รายมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันในระยะเฉียบพลันร่วมกับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดชนิด rt-PA โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ โดยคัดเลือกแบบเจาะจง<br>ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ระหว่างเดือน กรกฎาคม 2568- ธันวาคม 2568 โดยใช้กรอบแนวคิด ของ FANCAS เพื่อค้นหาปัญหาและวางแผนปฏิบัติการพยาบาลสรุปและประเมินผลลัพธ์ทางการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา พบว่า กรณีศึกษารายที่ 1 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 52 ปี เข้ารับการรักษา ด้วยอาการแขนด้านขวาอ่อนแรง&nbsp; เป็นก่อนมาโรงพยาบาล 3 ชั่วโมง&nbsp; ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ความดันโลหิตสูง เจ็บป่วยประมาณ 2 ปี รับการรักษาด้วยยาที่โรงพยาบาลชุมชน ประวัติขาดการตรวจตามนัดและขาดรับการประทานยา รับส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน การวินิจฉัยโรค Stroke fast track. ประเมินสภาพ GCS E4V5M6 Motor power left&nbsp; grade V, right grade IV,&nbsp; right&nbsp; facial palsy ประเมิน NIHSS Score 5 คะแนน ADL แรกรับ 90 คะแนน MRS 2 คะแนน พบมีภาวะความดันโลหิตสูง ได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันโลหิต และรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดชนิด rt-PA &nbsp;พบภาวะแทรกซ้อนหลังได้รับยามีเลือดออกในไรฟันไม่ Active bleed ย้ายผู้ป่วย Closed observed Stroke unit อาการดีขึ้นตามลำดับ จำหน่ายโดยแพทย์อนุญาต</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กรณีศึกษารายที่ 2 ผู้ป่วยชายไทย&nbsp; อายุ 55 ปี เข้ารับการรักษาด้วยอาการแขนขาซ้ายอ่อนแรง พูดไม่ชัดเป็นมา 30 นาที ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต เบาหวานและไขมันในเลือดสูง การวินิจฉัยโรค Stroke fast track ประเมินสภาพ GCS E4VTM6 ขณะรับการรักษาพบมีอาการเปลี่ยนแปลง motor power Right grade 5 left grade 0 Lt facial palsy, mild dysarthria NIHSS = 12 คะแนน ADL 7 คะแนน MRS 4 คะแนน ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดชนิด rt-PA หลังการรักษาย้ายผู้ป่วยรับการรักษาที่ Stroke unit อาการดีขึ้นตามลำดับ แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้</p> ณัฐฐ์ธนัน โพนนอนสันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5922 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูในชุมชน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5923 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษานี้เป็นกรณีศึกษา โดยเป็นการวิเคราะห์กรณีศึกษากับหลักวิชาการ และนำผลการศึกษาไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูในชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินของโรค การประเมินและวินิจฉัยการรักษาพยาบาลและผลลัพธ์ทางการพยาบาล ในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูในชุมชน ศึกษาในผู้ป่วยตามกระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอน คือ ประเมินภาวะสุขภาพ ระบุข้อวินิจฉัย ทางการพยาบาล วางแผนการพยาบาล ปฏิบัติการพยาบาล และการติดตามประเมินผล</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา :&nbsp; ผู้ป่วยรายนี้ Acute stroke มีโรคประจำตัวเป็น HT, DLD, CKD มีอาการ ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด แขนขาขวาอ่อนแรง เข้ารับการรักษา 12 วัน ส่ง smart COC โปรแกรมส่งต่อเยี่ยมบ้านเพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เกี่ยวข้องเข้าไปประเมินภาวะสุขภาพของผู้ป่วยและให้การช่วยเหลือแนะนำญาติผู้ป่วยในส่วนที่ญาติต้องการคำแนะนำและความช่วยเหลือ กรณีศึกษารายนี้ได้รับการเยี่ยมบ้าน จำนวน 7 ครั้ง พบปัญหาทางการพยาบาล ได้แก่ ระยะก่อนการเยี่ยมบ้าน ญาติผู้ดูแลมีความวิตกกังวลเนื่องจากขาดความรู้เกี่ยวกับโรค และแนวทางการฟื้นฟู <strong>&nbsp;</strong>ระยะระหว่างเยี่ยมบ้าน พบปัญหาทางการพยาบาล ได้แก่ ผู้ป่วยมีความบกพร่องในการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านกิจวัตรประจำวัน เนื่องจากร่างกายซีกขวาอ่อนแรง ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการได้รับอุบัติเหตุตกเตียง เนื่องจากตาขวาบอด และช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ผู้ป่วยเสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากผู้ป่วยคาสายสวนปัสสาวะ การสื่อสารบกพร่องจากการพูดลำบาก เนื่องจากผู้ป่วยพูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ผู้ป่วยเสี่ยงต่อภาวะขาดสารน้ำและอาหาร เนื่องจากรับประทานอาหารเองไม่ได้ และผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ เนื่องจากเคลื่อนไหวร่างกายได้ลดลง ให้การพยาบาลแบบองค์รวมตามกระบวนการพยาบาล ระยะหลังเยี่ยมบ้านพบปัญหา ได้แก่ ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการกลับเป็นภาวะหลอดเลือดสมองตีบซ้ำ แนะนำญาติสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงทางสมองที่ต้องส่งผู้ป่วยไปตรวจรักษา ได้แก่ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด มีอาการแขน ขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งแนะนำเบอร์โทรฉุกเฉิน 1669</p> กรีเพชร์ แสงศร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5923 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700