https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/issue/feed วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข 2026-05-31T22:19:18+07:00 ผศ.ดร.อัศนี วันชัย nhphj@bcnb.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข (Nursing, Health, and Public Health Journal) เป็น วารสารเผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งนี้ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5614 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นในเขตสุขภาพที่ 2 2026-05-13T14:22:13+07:00 จิตตระการ ศุกร์ดี jittrakarn@bcnb.ac.th ปิยะเนตร วิริยะปราโมทย์ piyanate@bcnb.ac.th ภูษิตา ครุธดิลกานันท์ piyanate@bcnb.ac.th <p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นในเขตสุขภาพที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นจำนวน 194 คนซึ่งได้จากกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางอำนาจการทดสอบของโพลิทและเบค กำหนดคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า คัดออกและการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 7 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การรับรู้ประโยชน์ในการบริโภคอาหาร การรับรู้ความสามารถแห่งตนในการบริโภคอาหาร การสนับสนุนทางสังคมด้านโภชนาการ ความเชื่อเกี่ยวกับการบริโภคอาหาร และความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และการถดถอยพหุคูณ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นในเขตสุขภาพที่ 2 อยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 75.63, S.D. = 9.24) และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ในการบริโภคอาหาร การรับรู้อิทธิพลระหว่างบุคคล และความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหาร โดยร่วมทำนายได้ร้อยละ 59 (R2 = 0.59, p&lt; .01)</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาปัจจัยเชิงทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น เสนอว่าสามารถนําปัจจัยเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นให้ดีขึ้นต่อไป</p> 2026-05-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5624 ผลของการพัฒนานวัตกรรม “DSHR Smart Bag” เพื่อการส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการควบคุมการบริโภคโซเดียม ในการควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 2026-05-07T20:32:07+07:00 อวินนท์ บัวประชุม awinon@bcnb.ac.th อังคณา เรือนก้อน angkhana@bcnb.ac.th อภิเชษฐ์ พูลทรัพย์ apichead@bcnb.ac.th นพรัตน์ ธรรมวงษา nopthamma@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนานวัตกรรม “DSHR Smart Bag” ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์สถานการณ์ 2) การพัฒนานวัตกรรม 3) ทดลองใช้นวัตกรรม 4) ประเมินประสิทธิผลของการใช้นวัตกรรม เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง จากการคำนวณโดยใช้โปรแกรม G* Power เครื่องมือดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 2) นวัตกรรม “DSHR Smart Bag” 3) แบบบันทึกความดันโลหิต 4) แบบประเมินความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการควบคุมการบริโภคโซเดียม และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา paired t-tests และ independent t-tests</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการควบคุมการบริโภคโซเดียมของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มทดลองที่ใช้นวัตกรรม “DSHR Smart Bag” มีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลรูปแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; .05 2) ระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในกลุ่มทดลองที่ใช้นวัตกรรม “DSHR Smart Bag” มีระดับความดันโลหิตต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลรูปแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p &lt; .05</p> <p>ข้อเสนอแนะ นวัตกรรม “DSHR Smart Bag” สามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการควบคุมการบริโภคโซเดียม เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</p> 2026-05-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5356 ประสบการณ์ความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 2026-04-27T22:38:16+07:00 อังคณา เรือนก้อน angkhana@bcnb.ac.th สุวรรณี สร้อยสงค์ suwannee.bcn2@gmail.com สุกัญญา ธีระวรรณ suwannee.bcn2@gmail.com <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ วัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการ ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 ผู้ให้ข้อมูลเป็นบุคคลในครอบครัวที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 12 ครอบครัว เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์ เชิงเนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ประสบการณ์ความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก คือ 1) พลังครอบครัวเมื่อเผชิญวิกฤต 2) เครือข่ายความช่วยเหลือนอกครัวเรือน 3) ความช่วยเหลือจากระบบสุขภาพชุมชน 4) การเผชิญปัญหาผ่านการแสวงหาข้อมูลด้านสุขภาพ ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนภาพกระบวนการรับมือของครอบครัว ที่นำเอาความเข้มแข็งของสมาชิกมาผสานกับระบบสนับสนุนทางสังคมภายนอก รวมทั้งมีการแสวงหาข้อมูลและระบบบริการสุขภาพเชิงรุก เพื่อให้สามารถก้าวข้ามภาวะวิกฤตไปได้</p> <p>ดังนั้น ประสบการณ์ความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 นี้ สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมและการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัส โคโรน่า-19 และ/หรือเมื่อเผชิญภาวะวิกฤตในครอบครัวต่อไป</p> 2026-05-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช