วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj <p>วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข (Nursing, Health, and Public Health Journal) เป็น วารสารเผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งนี้ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช th-TH วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข 2774-082X ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4357 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล นาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 140 คน ซึ่งได้จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน และการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ข้อมูลการรับรู้ด้านสุขภาพ และข้อมูลพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระดับการรับรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.40, S.D. = 0.39) และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.07, S.D. = 0.67) นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลในด้านของโรคประจำตัวมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน (p = 0.01) และการรับรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.40, p &lt; 0.01) </p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการรับรู้ด้านสุขภาพ จะนำไปสู่พฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> วุฒิชัย คำพูน ถาวร มาต้น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-07 2026-02-07 5 1 13 25 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตอุบัติเหตุที่มีโอกาสเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันจาก ภาวะกล้ามเนื้อสลาย ในห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรมอุบัติเหตุ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4362 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตอุบัติเหตุที่มีโอกาสเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันจากภาวะกล้ามเนื้อสลาย ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ 1) วิเคราะห์สถานการณ์ 2) พัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล 3) ทดลองใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล 4) ประเมินผลการใช้ แนวปฏิบัติการพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ 1) พยาบาลวิชาชีพ 17 คน 2) ผู้ป่วย 60 คน กลุ่มก่อนและหลังพัฒนา กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือในการดำเนินการวิจัย คือ แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบเก็บข้อมูลผู้ป่วย 2) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อแนวปฏิบัติการพยาบาล และ 3) แบบบันทึกการปฏิบัติการพยาบาล วิเคราะห์ด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ และค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ Relative risk (RR)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย การประเมินผู้ป่วย ข้อวินิจฉัย ทางการพยาบาล การวางแผน การปฏิบัติ และการประเมินผลตามระยะของภาวะกล้ามเนื้อสลาย หลังการใช้ แนวปฏิบัติ อัตราการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) โดยมีค่า RR เท่ากับ 0.333 (95% CI: 0.100–1.112) แสดงว่าแนวปฏิบัติสามารถลดความเสี่ยงการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ร้อยละ 66.7 เมื่อเทียบกับก่อนพัฒนา สรุปได้ว่าการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยและส่งผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้น</p> <p>ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้คือ ควรนำแนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นนี้ไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานดูแลผู้ป่วยวิกฤต เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยและส่งผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้น</p> วลัญชนา เสมาทอง สุวรรณี คุ้มอินทร์ ณ บุญ วงศ์วิทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-18 2026-04-18 5 1 26 41 การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่ระยะสงบ โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4719 <p>การวิจัยเชิงพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่ระยะสงบ และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบต่อค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และระดับ HbA1c ดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพการณ์การจัดการตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยให้เข้าสู่ระยะสงบ โดยสหวิชาชีพและผู้ป่วยต้นแบบ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบต่อ BMI และ HbA1c กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะที่ 1 จำนวน 147 ราย ระยะที่ 2 จำนวน 13 ราย และระยะที่ 3 จำนวน 59 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินวิจัย คือ รูปแบบการดูแลผู้ป่วยชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่ระยะสงบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามและสมุดบันทึกสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการณ์ พบว่าผู้ป่วยมีปัญหาเรื่อง 1) ความรู้ในการควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต 2) การจัดการตนเองด้านโภชนาการและออกกำลังกาย 3) ขาดแรงจูงใจในการติดตามตนเอง อย่างต่อเนื่อง ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบได้รูปแบบกิจกรรม 3 ขั้นตอน คือ 1) พัฒนารูปแบบจากข้อมูล 2) กำหนดกิจกรรมการดูแลตามกรอบแนวคิด 3) ทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบ ระยะที่ 3 ประเมินประสิทธิผล พบว่า ค่าดัชนีมวลกายหลังทดลองต่ำกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และค่า HbA1c หลังทดลองต่ำกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001)</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถใช้รูปแบบนี้เพื่อปรับพฤติกรรมสุขภาพ ครอบครัวสามารถนำรูปแบบไปใช้ในการสนับสนุนและติดตามผู้ป่วย และบุคลากรสาธารณสุขสามารถนำไปใช้ในการเสริมพลังให้ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ทิพวดี สีสุข นิยา สือนิ รุสนา ธนาธรณ์ทัศศิริ สุไลณี สะแต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-18 2026-04-18 5 1 42 57 ผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมในการส่องกล้องหลอดลมผ่านสื่อแอปพลิเคชันไลน์ ต่อความพร้อมและความวิตกกังวลของผู้ป่วยส่องกล้องหลอดลม https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4322 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้ข้อมูลเตรียมความพร้อมในการส่องกล้องหลอดลมผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ต่อความพร้อมและความวิตกกังวลของผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องหลอดลมแบบผู้ป่วยนอก ณ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการให้ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันไลน์ แบบเก็บข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความพร้อม และแบบวัดความวิตกกังวล (STAI Form Y-1) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent t-test และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความพร้อมทั้งด้านความรู้และ ด้านร่างกายมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีระดับ ความวิตกกังวลลดลงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมและน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05) โดยคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลของกลุ่มทดลองลดลงจาก 51.60 (S.D. = 3.47) เป็น 36.10 (S.D. = 2.26) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างของระดับความวิตกกังวลก่อนและหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้คือ ควรนำโปรแกรมการให้ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันไลน์ไปประยุกต์ใช้ในหน่วยงานส่องกล้อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถทบทวนข้อมูลแนวทางการเตรียมความพร้อมได้ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ ความรู้สึกปลอดภัย ลดความวิตกกังวล และเพิ่มความพร้อมในการเข้ารับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> เบญจวรรณ์ ถิ่นเครือจีน ลัดดา วิริยะวงษ์ จตุรงค์ แก้วบ้านดอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-18 2026-04-18 5 1 58 70 การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลนอกเวลาราชการ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4654 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนารูปแบบและประเมินผลการใช้รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลนอกเวลาราชการ โรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก โดยแบ่งการดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ 1) วิเคราะห์ปัญหา 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลนอกเวลาราชการ และ 3) นำรูปแบบฯ ไปใช้และประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ พยาบาลหัวหน้าทีมจำนวน 120 คนและพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 200 คน ที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในกลุ่มงานดังนี้ กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก อายุรกรรม ศัลยกรรม กุมารเวชกรรม ศัลยกรรมกระดูก และสูติ-นรีเวชกรรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบข้อมูลด้วยการทดสอบ paired t-test และ chi-square</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบฯ ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1) การให้ความรู้โดยการจัดอบรม เชิงปฏิบัติการ 2) การปฏิบัติตามมาตรฐาน เป็นการนิเทศการปฏิบัติงานการพยาบาล และ 3) ด้านการสนับสนุนและให้กำลังใจ ผลลัพธ์การพัฒนาพบว่า ความรู้การนิเทศทางการพยาบาลของพยาบาลหัวหน้าทีมหลังการใช้รูปแบบฯ สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบฯ ความพึงพอใจของพยาบาลหัวหน้าทีมต่อการใช้รูปแบบฯ โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพต่อการนิเทศของพยาบาลหัวหน้าทีมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด การปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติฯ พบว่า หลังการใช้รูปแบบฯ มีการปฏิบัติการป้องกันการเกิดแผลกดทับ การพลัดตกหกล้ม และการบริหารยา เพิ่มขึ้น และอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ การพลัดตกหกล้มและการบริหารยาคลาดเคลื่อนลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.05)</p> <p>ดังนั้นรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลนอกเวลาราชการ ที่มุ่งเน้นพัฒนาให้พยาบาลหัวหน้าทีมสามารถนิเทศการพยาบาลได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผู้รับการนิเทศสามารถปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาบริการที่มีคุณภาพ</p> จิตติมา ภูริทัตกุล รุ่งทิพย์ โตอิน สุวรรณี คุ้มอินทร์ ฐิติรัตน์ ลิ้มสินทวีคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-18 2026-04-18 5 1 71 85 ผลของโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้ต่อความรู้ในการป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุเทศบาลนครพิษณุโลก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5228 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม กลุ่มละ 26 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้ในการป้องกันโรคสมองเสื่อม โดยทำกิจกรรมจำนวน 1 ครั้ง ครอบคลุมเนื้อหา 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม ด้านการออกกำลังกาย ด้านอาหารที่ส่งเสริมสมอง ด้านการกระตุ้นสมอง และด้านความสุขและการจัดการอารมณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินความรู้ ในการป้องกันสมองเสื่อม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Independent t-test และ Paired t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความรู้ในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุในกลุ่มทดลอง ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05) และ 2) ความรู้ในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุในกลุ่มทดลอง ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05)</p> <p>ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ควรนำโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะด้านความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้กับผู้สูงอายุที่มีภาวะหรือความเสี่ยงคล้ายคลึงกัน เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสมองเสื่อมต่อไป</p> สุรีรัตน์ ณ วิเชียร กัลยรัตน์ แซ่เจี่ย ณิชนันทน์ แทบทาม ดวงกมล เปรมวัง ทัยไท พุ่มเรือง ธนภรณ์ บุญมี ธนภัทร มั่งมี ธนัญญา พงษ์เสมา ธีรศักดิ์ ป้อมสีผ่อง บัญธิตา บุมี วรรณธกาล สุธาวา สุภาวดี สุขสุคนธ์ สุภาวดี ชัยอินทร์ อิศราวุธ เกษามูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-18 2026-04-18 5 1 86 99 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับการป้องกันภาวะโภชนาการเกิน ต่อการรับรู้การป้องกันภาวะโภชนาการเกินสำหรับเด็กวัยเรียน https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5252 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย การรับรู้การป้องกันภาวะโภชนาการเกินในเด็กวัยเรียนอายุ 10-12 ปี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ 4-6 ที่ศึกษาในโรงเรียนวัดกรมธรรม์ และโรงเรียนสะพานที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 72 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 36 ราย และกลุ่มทดลอง 36 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์กำหนด เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับการป้องกันภาวะโภชนาการเกินในเด็ก 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก และ 3) แบบสอบถามการรับรู้การป้องกันภาวะโภชนาการเกินสำหรับ เด็กวัยเรียน หาค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Independent Sample t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้การป้องกันภาวะโภชนาการเกินสูงกว่า กลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p-value &lt;.05 </p> <p>ข้อเสนอแนะควรนำโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับการป้องกันภาวะโภชนาการเกิน มาใช้กับเด็กวัยเรียนเพื่อให้เกิดความตระหนักและการใช้ทักษะการตัดสินใจ และการคิดวิเคราะห์เพื่อให้เกิด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีขึ้น</p> ณฐชา ยศปัญญา รุ่งทิวา หวังเรืองสถิตย์ ทิพรัตน์ ขุนรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-18 2026-04-18 5 1 100 109 ผลของโปรแกรมสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 Smart Mom (SD19 Smart Mom) ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4761 <p>การวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพ ของหญิงตั้งครรภ์ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 Smart Mom (SD19 Smart Mom) และเปรียบเทียบคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 ด้าน ได้แก่ 1) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ 2) การทำความเข้าใจ 3) ทักษะการสื่อสาร 4) การรู้เท่าทันสื่อ 5) ทักษะการตัดสินใจ และ 6) การจัดการตนเอง ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง คือ หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 จำนวน 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 Smart Mom และ 2) แอปพลิเคชันไลน์ทางการ (LINE Official Account) SD19 Smart Mom เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired samples t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการใช้โปรแกรมสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 Smart Mom (SD19 Smart Mom) กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05)</p> <p>ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้: โปรแกรมสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 Smart Mom มีประสิทธิผลในการเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับหญิงตั้งครรภ์ จึงควรนำโปรแกรมนี้ไปให้บริการแก่หญิงตั้งครรภ์ปกติที่มาฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เพื่อส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์มีความรู้และมีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง</p> อัจฉราวรรณ ชำนาญกิจ รุจา แก้วเมืองฝาง ชัชฎา เย็นบำรุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-26 2026-04-26 5 1 110 121 ผลการใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5042 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า จำนวน 32 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 25 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการเตรียมความพร้อม แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินอาการหลังผ่าตัด (Modified WOMAC scale และ Knee Flexion record) แบบสอบถามความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ เครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่น KR-20 เท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ Independent t-test และ One-sample t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวสูงกว่ากลุ่มควบคุม มีคะแนน Modified WOMAC scale for Knee pain น้อยกว่ากลุ่มควบคุม มีอัตราการงอเข่าได้มากกว่า 90 องศา และ มีคะแนนความพึงพอใจสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05) นอกจากนี้ ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพทั้ง 5 ข้อ มีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (3.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05)</p> <p>ข้อเสนอแนะ โปรแกรมการเตรียมความพร้อมนี้มีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้และสมรรถภาพทางกายของผู้ป่วย จึงควรนำไปปรับใช้เป็นมาตรฐานการดูแลตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัด ณ คลินิกศัลยกรรมกระดูกและข้อ จนถึง การติดตามผลหลังจำหน่าย โดยเน้นการให้ข้อมูลที่จำเป็น การฝึกทักษะการดูแลตนเอง และการสนับสนุนด้านจิตสังคมร่วมกับเครือข่ายสุขภาพชุมชน เพื่อส่งเสริมการปรับตัวและสร้างความมั่นใจในการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติของผู้ป่วย</p> อรพรรณ สุวรรณวลัยกร กิตติพร เนาว์สุวรรณ อัจฉรา คำมะทิตย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-26 2026-04-26 5 1 122 137 สุขภาพจิตคนไทยยุคปัจจุบัน: รูปแบบแนวทางจัดการความเครียดสำหรับบุคคลทั่วไป https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4474 <p>ปัญหาสุขภาพจิตคนไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้น อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี และส่งผลกระทบในมิติต่าง ๆ ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม สาเหตุสำคัญคือความเครียดซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจ พฤติกรรมการดำเนินชีวิต การทำงานที่ผิดปกติของร่างกายและการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม หากมีความเครียดเรื้อรังและอยู่ในระดับรุนแรงอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่มีความรุนแรงถึงขั้นมีความคิดทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแนวทางจัดการอย่างเหมาะสม </p> <p>บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรูปแบบแนวทางจัดการความเครียดสำหรับบุคคลทั่วไปตั้งแต่ผู้ที่มีความเครียดระดับต่ำที่สามารถจัดการแก้ไขได้ด้วยตนเองโดยใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เกิดความสมดุล เตรียมทักษะการรับมือกับความเครียดไว้ล่วงหน้าจนถึงผู้ที่มีความเครียดระดับสูงหรือรุนแรงที่ไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิควิธีการเฉพาะทางและดำเนินการผ่านผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์เท่านั้น หากบุคคลสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและความพร้อมของตัวเองจะช่วยบรรเทาความเครียดลงได้ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความสุขในการดำเนินชีวิตมากขึ้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือพัฒนาความยึดหยุ่นทางจิตใจ สร้างความผ่อนคลายในการอยู่ร่วมกันกับคนอื่น อันจะส่งผลให้บุคคลมีสุขภาพจิตที่ดีอย่างต่อเนื่องยาวนาน</p> มนตรี หลินภู พระฟูตระกูล พุทธรักขิโต (หลินภู) ปุณยนุช จุลนวล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-06 2026-02-06 5 1 1 12