วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj
<p>วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข (Nursing, Health, and Public Health Journal) เป็น วารสารเผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งนี้ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p>
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
th-TH
วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข
2774-082X
-
บทบรรณาธิการ
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/6180
<p>วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข (Nursing, Health, and Public Health Journal: NHPHJ) เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 โดยผลงานที่ได้รับการเผยแพร่ได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อให้งานทุกชิ้นมีคุณภาพ ฉบับนี้มีบทความวิจัยจำนวน 9 เรื่อง คือ 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นในเขตสุขภาพที่ 2 2) ผลของการพัฒนานวัตกรรม “DSHR Smart Bag” เพื่อการส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการควบคุมการบริโภคโซเดียม ในการควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 3) ประสบการณ์ความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 4) ประสิทธิผลของแอปพลิเคชันแชทบอท “Mom Milk Wise Thai ภูมิปัญญาไทยใส่ใจน้ำนมแม่” ต่อความรู้และทัศนคติในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของหญิงตั้งครรภ์ 5) อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่มีไตวายเฉียบพลันระหว่างฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 6) ความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของพยาบาลชุมชนเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน 7) การพัฒนารูปแบบและผลลัพธ์ของรูปแบบบริการส่งกลับผู้ป่วยโดยรถพยาบาล ในเครือข่ายจังหวัดลำปาง 8) ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความสามารถของตนต่อความรู้ พฤติกรรมในการป้องกันการพลัดตกหกล้มและการทรงตัวในผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 9) ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ ต่อความรู้ และพฤติกรรมการสร้างความผูกพันระหว่างมารดา-ทารกในการให้นมแม่ครั้งแรกในห้องคลอดโรงพยาบาลบ้านธิ จังหวัดลำพูน และ บทความวิชาการ 1 เรื่อง คือ การใช้เกมมิฟิเคชันในการกระตุ้นการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย</p> <p>กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความทั้ง 10 เรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านในการนำไปใช้พัฒนางานทางการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพต่อไป และขอเชิญทุกท่านร่วมส่งบทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวกับการพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และส่งผลงานวิชาการผ่านทางระบบออนไลน์ได้ที่ <a href="https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj">https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj</a></p>
อัศนี วันชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
5 2
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นในเขตสุขภาพที่ 2
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5614
<p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นในเขตสุขภาพที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นจำนวน 194 คนซึ่งได้จากกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้ตารางอำนาจการทดสอบของโพลิทและเบค กำหนดคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเข้า คัดออกและการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 7 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การรับรู้ประโยชน์ในการบริโภคอาหาร การรับรู้ความสามารถแห่งตนในการบริโภคอาหาร การสนับสนุนทางสังคมด้านโภชนาการ ความเชื่อเกี่ยวกับการบริโภคอาหาร และความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และการถดถอยพหุคูณ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นในเขตสุขภาพที่ 2 อยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 75.63, S.D. = 9.24) และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ในการบริโภคอาหาร การรับรู้อิทธิพลระหว่างบุคคล และความรู้เกี่ยวกับการบริโภคอาหาร โดยร่วมทำนายได้ร้อยละ 59 (R2 = 0.59, p< .01)</p> <p>ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาปัจจัยเชิงทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านโภชนาการของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น เสนอว่าสามารถนําปัจจัยเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอาหารของสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นให้ดีขึ้นต่อไป</p>
จิตตระการ ศุกร์ดี
ปิยะเนตร วิริยะปราโมทย์
ภูษิตา ครุธดิลกานันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-31
2026-05-31
5 2
1
16
-
ผลของการพัฒนานวัตกรรม “DSHR Smart Bag” เพื่อการส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการควบคุมการบริโภคโซเดียม ในการควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5624
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อพัฒนานวัตกรรม “DSHR Smart Bag” ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์และวิเคราะห์สถานการณ์ 2) การพัฒนานวัตกรรม 3) ทดลองใช้นวัตกรรม 4) ประเมินประสิทธิผลของการใช้นวัตกรรม เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง จากการคำนวณโดยใช้โปรแกรม G* Power เครื่องมือดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 2) นวัตกรรม “DSHR Smart Bag” 3) แบบบันทึกความดันโลหิต 4) แบบประเมินความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการควบคุมการบริโภคโซเดียม และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา paired t-tests และ independent t-tests</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการควบคุมการบริโภคโซเดียมของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มทดลองที่ใช้นวัตกรรม “DSHR Smart Bag” มีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลรูปแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .05 2) ระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในกลุ่มทดลองที่ใช้นวัตกรรม “DSHR Smart Bag” มีระดับความดันโลหิตต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลรูปแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p < .05</p> <p>ข้อเสนอแนะ นวัตกรรม “DSHR Smart Bag” สามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการควบคุมการบริโภคโซเดียม เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</p>
อวินนท์ บัวประชุม
อังคณา เรือนก้อน
อภิเชษฐ์ พูลทรัพย์
นพรัตน์ ธรรมวงษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-31
2026-05-31
5 2
17
34
-
ประสบการณ์ความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5356
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ วัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์ความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการ ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 ผู้ให้ข้อมูลเป็นบุคคลในครอบครัวที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 12 ครอบครัว เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์ เชิงเนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ประสบการณ์ความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลัก คือ 1) พลังครอบครัวเมื่อเผชิญวิกฤต 2) เครือข่ายความช่วยเหลือนอกครัวเรือน 3) ความช่วยเหลือจากระบบสุขภาพชุมชน 4) การเผชิญปัญหาผ่านการแสวงหาข้อมูลด้านสุขภาพ ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนภาพกระบวนการรับมือของครอบครัว ที่นำเอาความเข้มแข็งของสมาชิกมาผสานกับระบบสนับสนุนทางสังคมภายนอก รวมทั้งมีการแสวงหาข้อมูลและระบบบริการสุขภาพเชิงรุก เพื่อให้สามารถก้าวข้ามภาวะวิกฤตไปได้</p> <p>ดังนั้น ประสบการณ์ความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 นี้ สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมและการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมความแข็งแกร่งในชีวิตของครอบครัวที่มีการติดเชื้อไวรัส โคโรน่า-19 และ/หรือเมื่อเผชิญภาวะวิกฤตในครอบครัวต่อไป</p>
อังคณา เรือนก้อน
สุวรรณี สร้อยสงค์
สุกัญญา ธีระวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-31
2026-05-31
5 2
35
44
-
ประสิทธิผลของแอปพลิเคชันแชทบอท “Mom Milk Wise Thai ภูมิปัญญาไทยใส่ใจน้ำนมแม่” ต่อความรู้และทัศนคติในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของหญิงตั้งครรภ์
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5107
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความรู้ และทัศนคติการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ของหญิงตั้งครรภ์ก่อนและหลัง การใช้แอปพลิเคชันไลน์แชทบอท “Mom Milk Wise Thai ภูมิปัญญาไทยใส่ใจน้ำนมแม่” กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แอปพลิเคชันแชทบอท “Mom Milk Wise Thai ภูมิปัญญาไทยใส่ใจน้ำนมแม่” ค่าความตรงเชิงเนื้อหา เทากับ 1.00 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความรู้ ค่าความตรง เชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่น KR-20 เท่ากับ 0.80 และแบบประเมินทัศนคติในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของหญิงตั้งครรภ์ ค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เทากับ 0.90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติ paired samples t-test </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งได้รับแอปพลิเคชันแชทบอท “Mom Milk Wise Thai ภูมิปัญญาไทยใส่ใจน้ำนมแม่” หลังการทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้การเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่สูงกว่าก่อนทดลอง และมีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05)</p> <p>ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันแชทบอท “Mom Milk Wise Thai ภูมิปัญญาไทยใส่ใจน้ำนมแม่” มีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้และเพิ่มทัศนคติในการเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ของหญิงตั้งครรภ์ ควรนำไปใช้กับหญิงตั้งครรภ์</p>
นุจเรศ โสภา
สุธิดา สุปันตี
จินตนาพร จันทพันธ์
นาริซ่า พันชั่ง
วรวรรณ ตะบองเพชร
วัลยรัตน์ แก้วช่างเขียน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
5 2
59
68
-
อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยวิกฤตที่มีไตวายเฉียบพลันระหว่างฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4966
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันระหว่างการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ณ โรงพยาบาล พุทธชินราช พิษณุโลก เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันที่ได้รับการฟอกเลือด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 จำนวน 78 ราย เครื่องมือที่ใช้คือแบบบันทึกข้อมูลการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหา (CVI = 0.94) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 76.92) อายุเฉลี่ย 61.79 ปี (S.D. = 8.75) วินิจฉัยโรคหลักคือภาวะไตวายเฉียบพลันที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อ (62.82%) และมีสาเหตุจากความผิดปกติก่อนถึงไต (94.87%) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้เครื่องช่วยหายใจ (91.03%) มีความดันโลหิตเฉลี่ยก่อนฟอกมากกว่า 75 มิลลิเมตรปรอท (76.90%) และได้รับยากระตุ้นความดันโลหิต (65.39%) ส่วนใหญ่สามารถฟอกเลือดได้ครบตามแผน (84.62%) อุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนคิดเป็นร้อยละ 55.13 โดยพบภาวะความดันโลหิตต่ำขณะฟอกเลือด (34.62%) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเร็ว (14.10%) ภาวะพร่องออกซิเจน (3.85%) ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดช้า (1.28%) และภาวะการขาดสมดุลจากการฟอกเลือด (1.28%) ตามลำดับ</p> <p>การวิจัยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงของการฟอกเลือดในผู้ป่วยวิกฤต โดยเฉพาะภาวะความดันโลหิตต่ำ ในชั่วโมงแรก ตลอดจนความสำคัญของการเฝ้าระวังความดันโลหิตทุก 15 นาทีในระยะเริ่มต้น และการปรับโปรแกรมฟอกเลือดให้เหมาะสมกับสภาวะการไหลเวียนโลหิตของผู้ป่วยเพื่อความปลอดภัย</p>
ดวงรัตน์ ทิมศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
5 2
69
79
-
ความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของพยาบาลชุมชนเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4733
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง 2) ความต้องการความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความต้องการความรู้และทักษะ กับความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของพยาบาลชุมชน กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตสุขภาพที่ 4 จำนวน 312 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวัดความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง และแบบสอบถามความต้องการความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน มีค่าความตรงตามเนื้อหา (IOC = .79 - 1.00) และความเชื่อมั่น .97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับสูง (Mean = 3.95, S.D. = .43) ความต้องการความรู้และทักษะที่จำเป็นอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์ทำงาน มีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการเรียนรู้ด้วย การนำตนเอง อย่างมีนัยสำคัญ (p-value < .001) นอกจากนี้ความต้องการความรู้และทักษะที่จำเป็นมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับความพร้อมในการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง (r = .53 และ r = .55, p-value < .001 ตามลำดับ)</p> <p>ข้อเสนอแนะควรส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองควบคู่กับการพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง ผลวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลวางแผนพัฒนางานสาธารณสุขปฐมภูมิ และเป็นแนวทางจัดอบรมระยะสั้นแก่พยาบาลชุมชน</p>
วิบูลย์ลักษณ์ ปรียาวงศากุล
กอปรภรณ์ อัมพรพันธ์
สุรัตนา ทศนุต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
5 2
80
92
-
การพัฒนารูปแบบและผลลัพธ์ของรูปแบบบริการส่งกลับผู้ป่วยโดยรถพยาบาล ในเครือข่ายจังหวัดลำปาง
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5154
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและประเมินผลบริการส่งกลับผู้ป่วยโดยรถพยาบาล ในเครือข่ายจังหวัดลำปาง ประยุกต์ใช้กรอบ Six Building Blocks ของ WHO ร่วมกับทฤษฎีระบบ (IPO Model) การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ 1) วิเคราะห์สถานการณ์จากการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและพยาบาล 13 คน 2) พัฒนารูปแบบร่วมกับพยาบาลศูนย์ส่งต่อ 13 แห่งและนำไปใช้ และ 3) ประเมินผลรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในผู้ป่วยส่งกลับ 1,214 ราย (มี.ค.-ต.ค. 2568) และพยาบาลศูนย์ส่งต่อ 13 แห่ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนา การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และ Paired <em>t</em>-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบบริการส่งกลับผู้ป่วยโดยรถพยาบาลในเครือข่ายจังหวัดลำปาง (RBM LAMPANG Model) ประกอบด้วย 1) เครือข่าย 4 Node refer back 2) แนวทางปฏิบัติมาตรฐาน 3) กระบวนการส่งกลับ 4) การบริหารจัดการเตียงผ่าน dashboard กลางแบบ real-time และ 5) ระบบเฝ้าระวังความเสี่ยงและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ผลลัพธ์พบว่า ระยะเวลาส่งกลับเฉลี่ยลดลงจาก 32 ชั่วโมง 36 นาที เหลือ 8 ชั่วโมง (ลดลงร้อยละ 75.46) เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ลดลงจากร้อยละ 0.50 เป็นร้อยละ 0.16 และพยาบาลมีคะแนนการรับรู้ ความเข้าใจ และการปฏิบัติตามแนวทางสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>t</em> = 8.89, <em>p</em>-value < .001)</p> <p>รูปแบบบริการที่พัฒนาขึ้น (RBM LAMPANG Model) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงาน ลดความล่าช้า ยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของบริการส่งกลับผู้ป่วยโดยรถพยาบาลในเครือข่ายจังหวัดลำปาง โดยมีพยาบาลเป็นผู้ประสานระบบบริการ</p>
ดารากาญจน์ จันทร์ตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
5 2
93
107
-
ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความสามารถของตนต่อความรู้ พฤติกรรมในการป้องกัน การพลัดตกหกล้มและการทรงตัวในผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5207
<p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความสามารถของตนต่อความรู้ พฤติกรรมป้องกันการพลัดตกหกล้ม และการทรงตัวในผู้สูงอายุ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่าง 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรม 12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับสุขศึกษาปกติ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ และพฤติกรรมป้องกันการหกล้ม และแบบประเมินการทรงตัว (Time Up and Go test) มีค่าความเชื่อมั่น 0.84, 0.87 และ 0.98 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา paired t-test และ independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ พฤติกรรมป้องกันการพลัดตกหกล้ม และการทรงตัว สูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) และ 2) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ พฤติกรรมฯ และการทรงตัว สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) </p> <p>ข้อเสนอแนะ บุคลากรสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมนี้ไปใช้เป็นแนวทางป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุทั้งในชุมชนและสถานบริการสุขภาพ และควรส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมความสามารถของผู้สูงอายุต่อไป</p>
ปิลันธนา จันทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
5 2
108
121
-
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจในการให้นมแม่ ต่อความรู้ และพฤติกรรมการสร้างความผูกพันระหว่างมารดา-ทารกในการให้นมแม่ครั้งแรกในห้องคลอดโรงพยาบาลบ้านธิ จังหวัดลำพูน
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4836
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนความรู้ของมารดาเกี่ยวกับการสร้างความผูกพันระหว่างมารดา–ทารกโดยเร็วและการให้นมแม่ครั้งแรกในห้องคลอด (Early Bonding) ก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และ 2) เปรียบเทียบคะแนนการปฏิบัติเกี่ยวกับการสร้างความผูกพันระหว่างมารดา–ทารกโดยเร็วและการให้นมแม่ครั้งแรกในห้องคลอดก่อนและหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างคือมารดาที่มาฝากครรภ์และคลอด ณ โรงพยาบาลบ้านธิ จังหวัดลำพูน จำนวน 24 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์–สิงหาคม 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการสร้างเสริมพลังอำนาจในการสร้างความผูกพันระหว่างมารดา–ทารกโดยเร็วและการให้นมแม่ครั้งแรกในห้องคลอด 2) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและข้อมูลการตั้งครรภ์ 3) แบบประเมินความรู้ และ 4) แบบประเมินการปฏิบัติ เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ 0.82 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Dependent t-test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า คะแนนความรู้เกี่ยวกับการสร้างความผูกพันระหว่างมารดา–ทารกโดยเร็วและการให้ นมแม่ครั้งแรกในห้องคลอดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าเฉลี่ย 7.12 เป็น 9.83 คะแนน (<em>p-</em>value < .001) และมีคะแนนการปฏิบัติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากค่าเฉลี่ย 17.67 เป็น 28.17 คะแนน (<em>p-</em>value < .001)</p> <p>ข้อเสนอแนะ โปรแกรมการสร้างเสริมพลังอำนาจมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความรู้และส่งเสริมการปฏิบัติเกี่ยวกับการสร้างความผูกพันระหว่างมารดา–ทารกโดยเร็วและการให้นมแม่ครั้งแรกในห้องคลอด โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรพหุวัฒนธรรมที่ส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์พม่า และสามารถประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการสุขภาพอื่นที่มีบริบทใกล้เคียงได้</p>
นงลักษณ์ ดวงศรี
เพ็ชรินทร์ เขียวสิงห์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-31
2026-08-31
5 2
122
134
-
การใช้เกมมิฟิเคชันในการกระตุ้นการรู้คิดในผู้สูงอายุที่มีภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5147
<p>ภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เป็นภาวะที่ความสามารถของสมองทั้ง ด้านความคิด ความจำ และการใช้เหตุผลลดลงกว่าปกติกว่าคนในวัยเดียวกัน แต่ยังไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวันหรือ การเข้าสังคม และเป็นสัญญาณเตือนการเกิดสมองเสื่อมในอนาคตได้ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทาง การชะลอความเสื่อมถอยของการทำงานของสมองและการกระตุ้นการรู้คิดของผู้สูงอายุ โดยใช้กิจกรรมการมีส่วนร่วมทางปัญญาหรือกิจกรรมการยึดมั่นผูกพันทางปัญญาผ่านกลไกของเกมมิฟิเคชัน กิจกรรมเหล่านี้เป็นการนำองค์ประกอบของเกมในบริบทที่ไม่ใช่เกมมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมกลุ่มสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย กิจกรรมกลุ่มดังกล่าวสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในบ้านของผู้สูงอายุและในสถานบริการสุขภาพ การประยุกต์ใช้กลไกของเกมมิฟิเคชันมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจและความสม่ำเสมอในการเข้าร่วมกิจกรรม ส่งผลให้สมองได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องและช่วยชะลอ ความเสื่อมของสมองด้านพุทธิปัญญาได้</p>
จิตนธี ริชชี่
ขนิษฐา จันทร์เทศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
5 2
45
58