วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj <p>วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข (Nursing, Health, and Public Health Journal) เป็น วารสารเผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งนี้ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> th-TH nhphj@bcnb.ac.th (ผศ.ดร.อัศนี วันชัย) nhphj@bcnb.ac.th (ผศ.ดร.อัศนี วันชัย) Fri, 12 Sep 2025 21:00:08 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทบรรณาธิการ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5181 <p>วารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข (Nursing, Health, and Public Health Journal: NHPHJ) ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ด้วยความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพองค์ความรู้ด้านการพยาบาล สุขภาพ และสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง วารสารฉบับที่ 3 (กันยายน–ธันวาคม 2568) ซึ่งเป็นเล่มส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ฉบับนี้ บทความวิจัยและบทความวิชาการทุกเรื่องได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานที่เผยแพร่มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนางานวิชาชีพและการบริการสุขภาพได้อย่างมีคุณภาพ</p> <p>ฉบับนี้ประกอบด้วยบทความวิจัยจำนวน 10 เรื่อง ได้แก่ 1) ผลของกิจกรรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น โดยใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี สำหรับแกนนำเยาวชน ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ 2) ผลของโปรแกรมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิตด้วยจิตวิทยาเชิงบวก&nbsp;&nbsp;&nbsp; ต่อภาวะสุขภาพจิตดี ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลท่าทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 3) การศึกษาย้อนหลังความชุกและปัจจัยการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้มีภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว 4) การศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจการทำนายระหว่างระดับการติดนิโคตินและการติดสารเสพติดในวัยรุ่น ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า 5) ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมและการใช้สื่อกับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ของนักศึกษาพยาบาลในเขตภาคเหนือตอนล่าง 6) ลักษณะของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการขาดนัดของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการในโรงพยาบาลบ้านตาก จังหวัดตาก 7) ความสุขของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดตาก 8) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชาชนพื้นที่ตำบลนาเฉลียงอำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ &nbsp;9) ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความรู้ในการดูแลตนเอง และการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด และ 10) ผลของโปรแกรมให้สุขศึกษาตามแนวคิด สบช. โมเดลต่อความรู้ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่โรงพยาบาลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก</p> <p>กองบรรณาธิการหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความวิจัยทั้ง 10 เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางานทางการพยาบาล สุขภาพ และสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งในมิติการปฏิบัติ การบริหาร และการวิจัย พร้อมกันนี้ กองบรรณาธิการขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เขียน และผู้อ่านทุกท่านที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้วารสารดำเนินไปอย่างเข้มแข็งตลอดปีที่ผ่านมา และในวาระส่งท้ายปี 2568 ต้อนรับปี 2569 ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมส่งบทความวิชาการและบทความวิจัยที่เกี่ยวกับการพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษา และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารการพยาบาล สุขภาพและสาธารณสุข โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และส่งผลงานวิชาการผ่านทางระบบออนไลน์ได้ที่ <a href="https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj">https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj</a></p> อัศนี วันชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/5181 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของกิจกรรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น โดยใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี สำหรับแกนนำเยาวชน ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4289 <p>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นโดยใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี สำหรับแกนนำเยาวชน กลุ่มตัวอย่าง คือ แกนนำเยาวชน ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 50 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์กำหนด เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) กิจกรรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นโดยใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี สำหรับแกนนำเยาวชน พัฒนาขึ้นตามแนวคิดความสามารถของตนเองของ Bandura 2) แบบวัดความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเบื้องต้น หาค่าความเชื่อมั่น ได้ค่า KR-20 =.82 แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะตนเอง หาค่าความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อัลฟ่าของครอนบราค ได้ค่า .80 วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ หาความถี่และร้อยละ ข้อมูลส่วนบุคคล เปรียบเทียบระดับความรู้และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนก่อนและหลังทดลองด้วยสถิติ paired t-test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะตนเอง และมีคะแนนเฉลี่ยความรู้สูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p &lt; .001 </p> <p>ข้อเสนอแนะ ควรนำกิจกรรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นโดยใช้เครื่องมือปิงปองจราจรชีวิต 7 สี ไปประยุกต์ใช้ สำหรับแกนนำเยาวชนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองในการนำไปใช้กับกลุ่มครอบครัวหรือชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง </p> ชัชฎาพร จันทรสุข, อดิศักดิ์ แสงเมือง, วรนาถ พรหมศวร, นิสากร เห็มชนาน, วิมลรัตน์ ชูโฉมงาม, ธิดารัตน์ คณึงเพียร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4289 Sun, 05 Oct 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิตด้วยจิตวิทยาเชิงบวกต่อภาวะสุขภาพจิตดี ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลท่าทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4208 <p>การศึกษาวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนหลัง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพจิตด้วยจิตวิทยาเชิงบวกต่อภาวะสุขภาพจิตดีของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำบลท่าทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างคือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่มีคุณสมบัติ ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 70 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 35 คน โดยกลุ่มควบคุมสามารถดำเนินชีวิตตามปกติ กลุ่มทดลองจะเข้าร่วมโปรแกรมฯจำนวน 6 ครั้ง ๆ ละ 180 นาที มีกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้น ได้แก่ 1) การสร้างอารมณ์ด้านบวก 2) การสร้างความผูกพัน 3) การสร้างความสัมพันธ์ 4) การเรียนรู้เพื่ออยู่อย่างมีความหมาย และ 5) การภาคภูมิใจในความสำเร็จ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินภาวะสุขภาพจิตดี มีค่าดัชนีความสอดล้อง (IOC) เท่ากับ 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาค เท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติเปรียบเทียบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยภาวะสุขภาพจิตดีรายด้านของกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ ได้แก่ ความพึงพอใจในชีวิต (p-value &lt; 0.001) การยอมรับตนเอง (p-value = 0.036) การมองโลกในแง่ดี (p-value &lt; 0.001) การเติบโตส่วนบุคคล (p-value &lt; 0.001) และความหยืดหยุ่นทางจิตใจ (p-value &lt; 0.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยภาวะสุขภาพจิตดี รายด้านหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ สูงกว่ากลุ่มควบคุม ได้แก่ ความพึงพอใจในชีวิต (p-value &lt; 0.001) การยอมรับตนเอง (p-value = 0.020) การมองโลกในแง่ดี (p-value = 0.037) การเติบโตส่วนบุคคล (p-value &lt; 0.001) และความหยืดหยุ่นทางจิตใจ (p-value &lt; 0.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงควรขยายผลนำไปพัฒนาสุขภาพจิตดีของ อสม. ให้ครอบคลุมพื้นที่ต่อไป</p> สุทธามาศ อนุธาตุ , เกศกาญจน์ ทันประภัสสร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4208 Sun, 05 Oct 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาย้อนหลังความชุกและปัจจัยการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้มีภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4315 <p>การวิจัยศึกษาย้อนหลังครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ที่มีภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ณ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2560 ถึง 31 ธันวาคม 2565 และเกิดโรคหลอดเลือดสมองภายหลัง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินประวัติโรคร่วม และ 3) แบบประเมินความเสี่ยง ABCD2 Score วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน ค่าสูงสุด และต่ำสุด</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุมากกว่า 60 ปี (ร้อยละ 74.28) มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง (67.8%) เบาหวาน (45.2%) ไขมันในเลือดผิดปกติ (39.6%) และหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (3.5%) รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ (26.2%) และการดื่มแอลกอฮอล์ (22.4%) ค่าคะแนนเฉลี่ยของความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเท่ากับ 6 (S.D. = 1.53) โดยมีผู้ที่อยู่ในระดับความเสี่ยงสูงคิดเป็นร้อยละ 44.55 (95% CI: 41.9–46.2) อุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี พ.ศ.2561 ถึง 2565 (7.56%, 8.90%, 10.63%, 11.83% และ 12.86% ตามลำดับ)</p> <p>การวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มผู้มีภาวะสมอง ขาดเลือดชั่วคราว ตลอดจนการศึกษาปัจจัยเสี่ยงอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อการป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต</p> บุษกร แก้วเขียว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4315 Sun, 05 Oct 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจการทำนายระหว่างระดับการติดนิโคตินและการติดสารเสพติดในวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4229 <p>การวิจัยพรรณนาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจการทำนายระหว่างระดับการติดนิโคตินและการติดสารเสพติดในวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มตัวอย่าง คือ เป็นวัยรุ่น 15-18 ปี ในชุมชนจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 84 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการติดนิโคติน แบบประเมินการใช้สารเสพติด ตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับการติดนิโคตินส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำมาก คิดเป็น ร้อยละ 34.53 (29 ราย) ระดับการติดสารเสพติด ส่วนใหญ่ มีคะแนนระหว่าง 2-3 คะแนน อนุมานว่าเป็นผู้ใช้ คิดเป็นร้อยละ 58.33 (49 ราย) ระดับการติดนิโคตินและมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับการติดสารเสพติดของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.226, p &lt; .05) และพบว่าระดับการติดนิโคตินสามารถทํานายการติดสารเสพติดในวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้ร้อยละ 5.1 (R2=0.051, p&lt;.05)</p> <p>ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การติดนิโคตินมีอิทธิพลต่อการติดสารเสพติดในวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้นควรมีการควบคุมป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดโอกาสการติดสารเสพติดในวัยรุ่นต่อไป</p> นริศรา เสามั่น, รุจิสรร สุระถาวร, วัชรีวงศ์ หวังมั่น, ธิดารัตน์ คณึงเพียร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4229 Fri, 12 Sep 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมและการใช้สื่อกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ของนักศึกษาพยาบาลในเขตภาคเหนือตอนล่าง https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4343 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ และความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมและการใช้สื่อกับระดับ ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ของนักศึกษาพยาบาลในเขตภาคเหนือตอนล่าง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลในสถาบันการศึกษาภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 376 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม การสนับสนุนทางสังคมเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ แบบสอบถามการใช้สื่อเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความเที่ยงตรงเท่ากับ 0.91, 1.0 และ 0.75 ตามลำดับ ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.90, 0.82 และ 0.86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับ ปานกลาง นอกจากนี้การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกัญชา ทางการแพทย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .512, p-value &lt; .001) และการใช้สื่อมีความสัมพันธ์ทางบวกกับ ความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .429, p&lt; .001) </p> <p>ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนทางสังคมและการใช้สื่อล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ของนักศึกษาพยาบาล ดังนั้น ควรมีการพัฒนากลยุทธ์เพื่อส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในประเด็นนี้ต่อไป</p> จุฑานาถ จันทร์ดอก, เปรมิกา พลประสิทธิภาพ, ณิชารีย์ ธะนะตัน, พันธิตรา ทองสะอาด, อลิชา ปินใจ, อังควิภา ชัยชนะ, อุ้มสิริ บัวเปีย, ดวงพร ปิยะคง, ณภัคลชา ผลอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4343 Sun, 16 Nov 2025 00:00:00 +0700 ลักษณะของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการขาดนัดของผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการในโรงพยาบาลบ้านตาก จังหวัดตาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4201 <p>การศึกษาเชิงพรรณนา แบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทั่วไปของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขาดนัด และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการขาดนัดในโรงพยาบาลบ้านตาก จังหวัดตาก เก็บข้อมูลจากผู้ป่วย 780 คน ระหว่างเดือนตุลาคม 2566 ถึงกันยายน 2567 ด้วยเครื่องมือที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรม ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ ได้ค่าความเที่ยง และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการขาดนัดด้วยสถิติถดถอยโลจิสติก</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยขาดนัดส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 54.6 ค่ามัธยฐานอายุ 60 ปี ปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติและสัมพันธ์กับการขาดนัด ได้แก่ ผู้ที่ไม่ได้รับการศึกษา (aOR = 10.01, p = 0.004) ผู้ป่วยที่อาศัยในตำบลแม่สลิด (aOR = 2.70, p = 0.008) ผู้ที่มีระยะเวลาป่วยมากกว่า 5 ปี (aOR = 6.68, p &lt; 0.001) มีโรคร่วมเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (aOR = 4.58, p = 0.026), สูบบุหรี่ (aOR = 2.96, p = 0.016), และดื่มแอลกอฮอล์ (aOR = 2.32, p = 0.041) ส่วนปัจจัยที่ช่วยลดโอกาสการขาดนัด ได้แก่ อายุมากขึ้นทุก 1 ปี โอกาสขาดนัดลดลง 0.97 เท่า (aOR = 0.97, p = 0.033) การศึกษาระดับปริญญา (aOR = 0.13, p = 0.002) มีโรคไขมันในหลอดเลือดสูง (aOR=0.08, p = 0.048) และได้รับการรักษาด้วยยา Atenolol (aOR = 0.14, p = 0.003)</p> <p>การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ สุขภาพ และพฤติกรรมมีส่วนสำคัญต่อการขาดนัดของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ข้อเสนอแนะ ควรมีการพัฒนาระบบนัดหมายที่ยืดหยุ่น การให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของพฤติกรรมเสี่ยง และการสนับสนุนด้านสังคมและเศรษฐกิจเพื่อลดอัตราการขาดนัด</p> พวงพยอม หมีโชติ, มงคล สุริเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4201 Sun, 21 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสุขของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ จังหวัดตาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4288 <p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับความสุขของผู้สูงอายุ ในโรงเรียนผู้สูงอายุ และศึกษามุมมองที่มีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่มาโรงเรียนผู้สูงอายุเมืองแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก การศึกษาเชิงปริมาณ จำนวน 127 คน และการศึกษาเชิงคุณภาพ จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความสุขของผู้สูงอายุ และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับมุมมองที่มีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุ ดำเนินการศึกษาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในจังหวัดตาก มีความสุขโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด รายด้าน พบว่า ผู้สูงอายุมีความสุขด้านความพึงพอใจในการเรียน ด้านความเข้าใจและภาคภูมิใจในตนเอง ด้านความสนใจใฝ่เรียนรู้ และด้านความพึงพอใจในตนเอง อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านความวิตกกังวล อยู่ในระดับน้อยที่สุด มุมมองที่มีผลต่อความสุขของผู้สูงอายุในโรงเรียนเกิดจาก 1) ความภาคภูมิใจในตนเองที่ได้ถ่ายทอดความรู้และทำอะไรได้สำเร็จ 2) ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองส่งผลให้เกิดความสุขอิ่มเอมใจ 3) ความรื่นรมย์จากการร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การร้องเพลง และการฟ้อนรำ ทำให้มีความตื่นตัว มีชีวิตชีวา เกิดความสุข และ 4) ความมีมิตรภาพที่ได้แบ่งปันและมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน แสดงถึงการได้รับการยอมรับจากสังคม ทำให้รู้สึกมีคุณค่าและมีความสุขเช่นเดียวกัน </p> <p>ข้อเสนอแนะการนำผลการวิจัยไปใช้ เป็นข้อมูลพื้นฐานแก่ผู้เกี่ยวข้องในการสนับสนุน ส่งเสริม จัดกำลังคน อุปกรณ์ และงบประมาณการจัดโครงการ </p> คัทรียา รัตนวิมล , เชาวนี ล่องชูผล , ชมนาด วรรณพรศิริ , ชนิกานต์ เสือสิงห์ , นิตยา ศรีบัวรมย์ , พรพรรณ อินต๊ะ , นภัสนันท์ ปิยะศิริภัณฑ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4288 Sun, 21 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชาชนพื้นที่ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4356 <p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในพื้นที่ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนอายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 242 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) เครื่องมือวิจัย เป็นแบบสอบถามประกอบด้วย1) ข้อมูลส่วนบุคคล 2) ด้านทัศนคติต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ 3) ด้านการรับรู้กฎหมาย/มาตรการควบคุมการสูบบุหรี่ 4) ด้านแรงสนับสนุนทางสังคม และ 5) ด้านพฤติกรรมการสูบบุหรี่ โดยผ่านการตรวจสอบ ความตรงของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ค่าดัชนีความตรงของเนื้อหา เท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ไคสแควร์ (chi-square) </p> <p>ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชาย ร้อยละ 68.60 อายุเฉลี่ย 53.29 ปี (S.D. = 14.67) สถานภาพสมรส ร้อยละ 57.85 จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 54.13 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 40.91 รายได้ต่อเดือนสุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 6,086.78 บาท มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ร้อยละ 47.93 และปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ รายได้ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.001) ปัจจัยเสริมด้านแรงสนับสนุนทางสังคม และปัจจัยเอื้อด้านการรับรู้กฎหมาย/มาตรการควบคุมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value &lt; 0.001 และ <em>p</em>-value &lt; 0.003) ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยนำ ด้านทัศนคติต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่</p> <p>การศึกษานี้แนะนำการจัดกิจกรรมให้ความรู้ทางกฎหมายหรือมาตรการควบคุมเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ และ การสนับสนุนทางสังคม จะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชาชน</p> ธันย์ชนก จันทร์ชม, สาโรจน์ นาคจู ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4356 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความรู้ในการดูแลตนเอง และการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/3718 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบศึกษาสองกลุ่มวัดก่อนหลัง การทดลอง (two-group pretest-posttest design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความรู้ในการดูแลตนเองและการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำของหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด การศึกษาได้ดำเนินการที่ห้องคลอดโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก โดยกลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นหญิงตั้งครรภ์แรกที่มีอายุครรภ์ 24-34 สัปดาห์ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 30 คน โปรแกรมการวางแผนจำหน่าย พัฒนาตามกรอบแนวคิด D METHOD ของกองการพยาบาล เป็น D METHHOD วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไป เป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ฯ ภายในกลุ่มด้วย paired t-test และคะแนนเฉลี่ยฯ ระหว่างกลุ่มด้วย independent t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่าย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-<em>value</em> &lt; 0.05) หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-<em>value</em> &lt; 0.05) หญิงตั้งครรภ์กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายมีการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำน้อยกว่ากลุ่มควบคุม</p> <p>ข้อเสนอแนะ: ให้ศึกษาปัจจัยเชิงลึกในกรณีหญิงตั้งครรภ์แรกที่มีภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดที่กลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำเพื่อนำปัจจัยไปพัฒนาโปรแกรมต่อไป</p> อรัญญา วิชิตนาค, เยาวรัตน์ ดุสิตกุล, เบญจมาภรณ์ นาคามดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/3718 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมให้สุขศึกษาตามแนวคิด สบช. โมเดลต่อความรู้ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่โรงพยาบาลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4812 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบหนึ่งกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการให้สุขศึกษาตามแนวคิดสบช.โมเดลต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีความดันโลหิต 140/90 - 180/109 มิลลิเมตรปรอท มารับการรักษาที่คลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก จำนวน 25 คน เข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรมการให้สุขศึกษาตามแนวคิดสบช. โมเดล เป็นเวลา 10 วัน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความรู้ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon signed ranks test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม คะแนนเฉลี่ยความรู้ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .001) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการพัฒนาความรู้และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพได้ </p> <p>ดังนั้น พยาบาลในคลินิกโรคความดันโลหิตสูง ควรนำโปรแกรมให้สุขศึกษาตามแนวคิด สบช. โมเดลในการให้ความรู้และส่งเสริมการปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย</p> อัญชลี แก้วสระศรี, ณภัทร แหยมดอนไพร, เกลียวพรรณ ณะวรรณ์, ชลธิชา ดวงสี, อติกานต์ มณีศรีวงศ์กูล, เบญจมาศ หลีแดง, กมลชนก แก้วไชยะ, กัลยารัตน์ คำแจง, ธัญมาศ กองทุ่งมน, อาณัฐ พึ่งเพ็ง, อารยา พรมสุข, จินุชนัน กลิ่นหอม, นวนันท์ กิ่งภาพ, จิตรานุช กระจางจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/nhphj/article/view/4812 Fri, 26 Dec 2025 00:00:00 +0700