https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/issue/feed วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอร์ทเทิร์น 2026-07-19T09:05:04+07:00 Dr.Phutthipong Makmai journalsci@northern.ac.th Open Journal Systems <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์วารสาร </strong><br /> 1. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ได้เผยแพร่บทความทางวิชาการและบทความวิจัยที่มีคุณภาพ <br /> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ด้านวิชาการ และด้านการวิจัย</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong> <br /> </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปีละ 4 ฉบับ<br /> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม <br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>เจ้าของวารสาร </strong> <br /> วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>สำนักงาน </strong><br /> กองบรรณาธิการวารสาร ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น <br /> 888 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน (แนวเก่า) ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000<br /> โทรศัพท์ 055-517488 ต่อ 5</span></p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5797 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดสุโขทัย 2026-06-10T16:09:29+07:00 สุภัทรา เปี่ยมอ่อน am1532528@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานตามบทบาทและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างคือคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในจังหวัดสุโขทัย จำนวน 267 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 70.0 มีคะแนนเฉลี่ย 106.04±13.57 (คะแนนเต็ม 125) และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดสุโขทัย ได้แก่ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่เพียงพอ (β = 0.276) เจตคติเกี่ยวกับการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ (β = 0.264) การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง (β = 0.175) และระยะเวลาการเป็นคณะกรรมการฯ (β = 0.137) ตามลำดับ ตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 4 ตัว ร่วมกันพยากรณ์การปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิได้ร้อยละ 80.4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-06-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5884 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมต่อการโรคความดันโลหิตสูง อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี 2026-07-02T15:53:32+07:00 สุธาทิพย์ จันทคุตโต Suthathip.j2514@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมต่อการโรคความดันโลหิตสูง อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ประชากรคือ ประชาชนอายุ 35ปี ขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 771 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 270 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล การรับรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (57.78%) ( =2.34, S.D.=0.549) พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับปานกลาง (80%) ( =1.88, S.D.=0.432) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมต่อการโรคความดันโลหิตสูง อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.200, P-value&lt;0.001)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5885 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ เขตตำบลทุ่งพลา อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี 2026-07-02T16:23:09+07:00 เพียงฤทัย พงษ์กาบ nokpeang@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ กลุ่มประชากรคือ ผู้สูงอายุเขตตำบลทุ่งพลา อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 264 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 173 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ การรับรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.816 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (69.36%) ( =2.30, S.D.=0.462) พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (61.30%) ( =2.38, S.D.=0.498) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ เขตตำบลทุ่งพลา อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.242, P-value=0.001)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5892 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดของประชากรกลุ่มเสี่ยง เขตเทศบาลตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต 2026-07-03T13:56:22+07:00 อรรยา จันทร์เพ็ญ anraya17@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจการทำนายของปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดของประชากรกลุ่มเสี่ยง ประชากรคือ ประชากรกลุ่มเสี่ยงเขตเทศบาลตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ปีงบประมาณ 2569 จำนวน 285 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 172 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้โรคหัวใจและหลอดเลือด การรับรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด &nbsp;ทดสอบคุณภาพของแบบสอบถามโดยแบบแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.834 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการวิจัย พบว่า ความรู้โรคหัวใจและหลอดเลือดมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (43.02%) ( =2.20, S.D.=0.781) การรับรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (91.86%) ( =2.92, S.D.=0.274) พฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (98.26%) ( =2.98, S.D.=0.131) ตามลำดับ ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ประกอบด้วย ความรู้โรคหัวใจและหลอดเลือด (P-value&lt;0.001) การรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด (P-value&lt;0.001) การรับรู้ความรุนแรงของโรคหัวใจและหลอดเลือด (P-value=0.017) การรับรู้ประโยชน์ในการปฏิบัติ (P-value&lt;0.001) ตามลำดับ โดยมีความแม่นยำในการพยากรณ์ ร้อยละ 15.7 (R<sup>2 </sup>=0.157)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5893 ประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลทางไกล (Tele-Nursing) ในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ เขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาจาน อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก 2026-07-03T14:37:28+07:00 อธิพงษ์ สุขเพ็ญ Atipong213@gmail.com อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ Amornsakpoum1@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองเป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลทางไกล (Tele-Nursing) ในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสม&nbsp; ในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 30 คน รูปแบบการพยาบาลทางไกล (Tele-Nursing) ในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) การติดตามตนเอง (Self-Monitoring) 2) การประเมินตนเอง (Self-Evaluation) และ 3) การเสริมแรงตนเอง (Self-Reinforcement) จำนวน 5 กิจกรรม ระยะเวลาทดลองใช้ 4 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามและสมุดบันทึกข้อมูลสุขภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมุติฐานการวิจัยเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลองใช้สถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองผู้ป่วยโรคเบาหวานมีค่าคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=6.393<strong>, </strong>P-value&lt;0.001) ระดับของน้ำตาลในเลือดได้ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน หลังทดลองมีคะแนนเฉลี่ย ( =7.67, S.D.= 1.05) ลดลง เมื่อเทียบก่อนทดลอง ( =8.38, S.D.=1.07) ผลการวิจัยสรุปว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=2.567, P-value=0.016)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5898 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุเขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส 2026-07-03T15:41:41+07:00 นอร์ไอนี ยูโซ๊ะ noraineeissara@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ประชากรคือ ผู้สูงอายุที่มีรายชื่อตามทะเบียนราษฎร์เขตอำเภอ ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 8,420 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 383 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน &nbsp;ได้แก่ ส่วนที่ 1 คุณลักษณะส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ส่วนที่ 3 พฤติกรรมสุขภาพ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.912 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (66.84%) ( =2.67, S.D.=0.471) และพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (62.86%) ( =3.55, S.D.=0.347) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์​ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุเขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.295, P-value&lt;0.001)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5901 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา 2026-07-03T16:33:13+07:00 สุชาดา อนุกูล pakklong2521@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา กลุ่มประชากรคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา จำนวน 174 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 132 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.867 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (84.85%) ( =2.84, S.D.=0.387) ด้านพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (73.50%) ( =2.92, S.D.=0.264) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า การรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยเบาหวานเขตตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.914, P-value=0.05)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5902 การประเมินประสิทธิภาพและศักยภาพความยั่งยืนของระบบสุขภาพ อำเภองาว ในการลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 2026-07-03T16:37:52+07:00 วสันต์ จันทร์ศักดิ์ sud_tae@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบสุขภาพอำเภองาวในการดำเนินงานลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง วิเคราะห์ศักยภาพความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพกับศักยภาพความยั่งยืนของระบบสุขภาพในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรสาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในอำเภองาว จำนวน 353 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเที่ยงตรง (IOC) ระหว่าง 0.67 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.92 ร่วมกับแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของระบบสุขภาพอำเภองาวในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมิติด้านผลผลิต (Output) และด้านกระบวนการ (Process) มีประสิทธิภาพโดดเด่นที่สุด อันเป็นผลมาจากความเข้มแข็งของกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และการบูรณาการงานเชิงรุกที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการคัดกรองได้อย่างครอบคลุม สำหรับศักยภาพความยั่งยืนของระบบสุขภาพในภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยเฉพาะมิติการมีส่วนร่วมที่แสดงถึงพลังของเครือข่ายภาคประชาชนและ อสม. ในพื้นที่อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามมิติทรัพยากรด้านงบประมาณและกำลังคนยังคงเป็นข้อจำกัดที่อยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ประสิทธิภาพของระบบสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับศักยภาพความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในระดับสูง (r = .714) โดยมิติด้านกระบวนการมีความสัมพันธ์กับความยั่งยืนมากที่สุด (r = .782) งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันนโยบายพัฒนาภาวะผู้นำแบบสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความยั่งยืนของการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับอำเภอต่อไป</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5904 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเหรียง อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา 2026-07-04T10:04:34+07:00 ภัชราวลัย บำรุง K.bumrung2513@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ประชากรคือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเหรียง <br>อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา จำนวน 131 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 108 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บตัวอย่างโดยใช้โดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล การรับรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า<br>ครอนบาค เท่ากับ 0.902 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 <br>ผลการวิเคราะห์พบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (89.81%) (= 2.89, S.D.=0.303) พฤติกรรมสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (96.30%) (= 2.96, S.D.=0.190) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การรับรู้ด้านสุขภาพ &nbsp;(r=0.258, P-value=0.007)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5906 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 2026-07-04T11:15:23+07:00 วาสนา เวชกุล Wassanawet@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน กลุ่มประชากรคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่<br>ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา จำนวน 318 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 183 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ป่วย ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.901 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่<br>ไม่มีภาวะแทรกซ้อนมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (78.10%) (=3.54, S.D.=0.440) พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (83.60%) (=2.87, S.D.=0.618) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางลบ<br>กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=-0.765, P-value&lt;0.001)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5965 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปากพู่ ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา 2026-07-17T14:04:06+07:00 กาญจนา เหมาะมาศ Karn.Mohmas@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปากพู่ ประชากร คือ ผู้ป่วยเบาหวานที่มีรายชื่อตามทะเบียนบ้านเขตจังหวัด พังงา อำเภอกะปง ตำบลท่านา พ.ศ 2568 และอาศัยอยู่ในพื้นที่จริงอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป กลุ่มตัวอย่างจำนวน 114 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพ ทดสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.867 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (56.14%) (=2.15, S.D.=0.66) พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (48.25 %) ( = = 2.20, S.D. = 0.62) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านปากพู่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การสื่อสารเพิ่มความเชี่ยวชาญ (r=0.215, P-value=0.011) &nbsp;</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5966 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสื่อสารเรื่องเพศของผู้ปกครองเด็ก อายุ 13-18ปี เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถ้ำ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา 2026-07-17T14:23:08+07:00 ศิริพร คันธานนท์ siripornkrasom@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการสื่อสารเรื่องเพศของผู้ปกครองเด็ก อายุ 13-18 ปี ประชากรคือ ผู้ปกครองเด็ก อายุ 13-18 ปี เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถ้ำ &nbsp;อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา จำนวน 128 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel มีจำนวนเท่ากับ 102 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจ ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการสื่อสารเรื่องเพศ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.971 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ความรู้ความเข้าใจมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (79.41%) ( =2.71, S.D.=0.623) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (63.70%) ( =2.16, S.D.=0.581) และพฤติกรรมการสื่อสารเรื่องเพศของผู้ปกครอง ค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (61.80%) ( =2.16, S.D.=0.598) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการสื่อสารเรื่องเพศของผู้ปกครอง เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลถ้ำ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.375, P-value &lt; 0.001)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5967 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มพฤฒพลัง เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางทอง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา 2026-07-17T14:49:24+07:00 อัญชลี ศักดาสาวิตร anchalee2511@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มพฤฒพลัง กลุ่มประชากรคือ ผู้สูงอายุเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางทอง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา จำนวน 716 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 264 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลัก 3อ 2ส แรงสนับสนุนทางสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มพฤฒพลัง การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.816 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ 2ส ของผู้สูงอายุกลุ่มพฤฒพลัง มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 93.56) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.94 (=2.93, S.D.=0.245) ส่วนความรู้ด้านสุขภาพ อยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 62.50) มีค่าเฉลี่ย 2.47 (=2.47, S.D.=0.745) แรงสนับสนุนทางสังคม อยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 71.21) ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.69 (=2.69,S.D.=0.492) และพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มพฤฒพลัง อยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 84.85) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.85 (=2.85,S.D.=0.359) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า <strong>ความรอบรู้ด้านสุขภาพ </strong>มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มพฤฒพลัง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.535, P-value&lt;0.001) <strong>ความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพตามหลัก 3อ 2ส </strong>มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มพฤฒพลัง&nbsp; อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.535, P-value&lt;0.001) และ <strong>แรงสนับสนุนทางสังคม </strong>มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มพฤฒพลัง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.535, P-value&lt;0.001</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5968 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ เขตตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา 2026-07-17T15:17:58+07:00 สุดาวดี สินทรัพย์ jubkasom@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ &nbsp;กลุ่มประชากรคือ &nbsp;ผู้สูงอายุเขตตำบลกระโสม &nbsp;อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา จำนวน 1,242 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ จำนวน 309 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมและพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมของผู้สูงอายุมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (74.11%) (=2.74, S.D.=0.439) แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมอยู่ในระดับต่ำ(47.79%) (=1.84, S.D.=0.881) พฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (53.72%) (=2.41, S.D.=0.543) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุเขตตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.209, P-value&lt;0.001)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5969 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา 2026-07-17T15:56:37+07:00 เมธยา ชูเหล็ก tuktuk2511@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ประชากรคือผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา จำนวน 684 คน โดยคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสูตรของ Daniel&nbsp; จำนวน 231 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ทดสอบความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ 0.956 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง (58.80%) (=2.55, S.D.=0.547) และพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง (61.90%) (=2.61, S.D.=0.496) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r=0.655, P-value&lt;0.001)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5970 ผลของโปรแกรมการจัดการโรคเบาหวานด้วยตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ในตำบลบ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ 2026-07-17T16:08:28+07:00 พัณณิตา คำโสม Phannitak66@nu.ac.th พัฒนาวดี พัฒนถาบุตร thanachk@nu.ac.th ธนัช กนกเทศ thanachk@nu.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการโรคเบาหวานด้วยตนเองต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ในตำบลบ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 24 คน และกลุ่มควบคุม 24 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และผลตรวจระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Mann–Whitney U test และ Wilcoxon signed-rank test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมเพิ่มขึ้นจาก 65.00 (IQR = 60.50–69.50) เป็น 98.00 (IQR = 95.50–101.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมซึ่งมีคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 64.50 (IQR = 61.00–68.00) เป็น 69.00 (IQR = 66.50–72.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) นอกจากนี้ พฤติกรรมรายด้าน ได้แก่ การรับประทานอาหาร การใช้ยา การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียดของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001 ทุกด้าน) ในขณะที่ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดของกลุ่มทดลองลดลงจาก 8.75 (IQR = 8.33–9.08) เป็น 8.40 (IQR = 7.65–9.00) แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.051) และไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม (p = 0.642)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5971 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย 2026-07-17T16:48:58+07:00 สมบัติ ยาวิชัย sombat50yawichai@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง &nbsp;แบบสองกลุ่ม โดยมีกลุ่มเปรียบเทียบ ประกอบด้วยกลุ่มทดลอง &nbsp;และกลุ่มควบคุม วัดก่อนและหลังการทดลอง&nbsp; โดยวัดหลังการทดลองทันทีหลังเสร็จสิ้นโปรแกรมและหลังโปรแกรม 3 เดือน วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในการลดความเสี่ยงภาวะ แทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ ในตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย&nbsp; กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายจากทะเบียนผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมความดันได้ กลุ่มทดลองจำนวน 40 คนเป็นผู้ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำขุม และกลุ่มควบคุม 40 คน จากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองบัว อำเภอ&nbsp; ศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์ ที่ผ่านการพัฒนา และปรับปรุงแล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลประสิทธิผลของโปรแกรม ของค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และค่าเฉลี่ยความดันโลหิต ระหว่างก่อนได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมทันที และภายหลังโปรแกรม 3 เดือน ด้วยสถิติ General linear Model repeated measures ANOVA</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในการลดความเสี่ยงภาวะ แทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ ในตำบลน้ำขุม อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย ในภาพรวมเมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่มในช่วงเวลาในการวัดและประเมินผลที่แตกต่างกัน พบว่าโปรแกรมมีประสิทธิผลต่อคะแนนการรับรู้ทุกด้านและภาพรวม พฤติกรรมการดูแลตนเองทุกด้านและภาพรวมและความดันโลหิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ ผู้ปฏิบัติงานผู้ดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในระดับปฐมภูมิสามารถนำโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยในคลินิกและชุมชน โดยเน้นกระบวนการส่งเสริมสุขภาพรายบุคคล การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการร่วมตั้งเป้าหมายและวางแผนการทบทวนพฤติกรรม และกำกับติดตามประเมินผลร่วมกัน ซึ่งจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการควบคุมคุมความดันโลหิตไม่ได้&nbsp;&nbsp;</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5972 ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลต่อเนื่องแบบบูรณาการ ต่อผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคองและความพึงพอใจของผู้ดูแลผู้ป่วยประคับประคองระยะท้าย อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2026-07-18T16:06:15+07:00 ชณิดาภา นันต๊ะแก้ว chanidapa.nant@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลต่อเนื่องแบบบูรณาการ ต่อผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคองและความพึงพอใจของผู้ดูแลผู้ป่วยประคับประคองระยะท้าย อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่วย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถามข้อมูลคุณลักษณะส่วนบุคคลและแบบบันทึกการติดตามเยี่ยมให้การพยาบาลทางโทรศัพท์ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 1.00 และแบบประเมินผลลัพธ์ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองสำหรับใช้ถามผู้ดูแลของผู้ป่วย (POS-C) และแบบประเมินความพึงพอใจของครอบครัวต่อการดูแลแบบประคับประคอง (FAMCARE-2) ฉบับภาษาไทย มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .81 และ .94 ตามลำดับ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการดูแลต่อเนื่องแบบบูรณาการ มีระยะเวลา 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานของหน่วยบริการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วย Paired t-test และ Independent &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองดีขึ้น กว่าก่อนทดลอง (P-value &lt; 0.001) และดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001) รวมทั้งมีความ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พึงพอใจต่อการดูแลแบบประคับประคอง สูงกว่าก่อนทดลอง (P-value &lt; 0.001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt;0.001) สรุปได้ว่า โปรแกรมการดูแลต่อเนื่องแบบบูรณาการ มีประสิทธิผลช่วยให้ผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองระยะท้ายดีขึ้นและผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลเพิ่มมากขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองระยะท้ายในหน่วยบริการสุขภาพได้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5973 ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพและระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หน่วยบริการปฐมภูมิโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองกระทุ่ม ตำบลไกรใน อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย 2026-07-18T16:14:01+07:00 พรรณราย นาคนาค pannarai5387@gmail.com รินันท์ นวลจันทร์ pannarai5387@gmail.com ภาณุมาศ มุกทั่ง pannarai5387@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพและระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หน่วยบริการปฐมภูมิโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหนองกระทุ่ม จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มี HbA1c ตั้งแต่ร้อยละ 7 ขึ้นไป จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองตามแนวคิดของ Kanfer (1970) จำนวน 4 ครั้ง ตลอด 12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นจาก 39.28 ± 6.94 เป็น 60.47 ± 6.12 คะแนน พฤติกรรมการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นจาก 31.42 ± 5.64 เป็น 46.83 ± 5.03 คะแนน พฤติกรรมการรับประทานยาเพิ่มขึ้นจาก 29.53 ± 4.87 เป็น 41.20 ± 4.34 คะแนน และพฤติกรรมการจัดการความเครียดเพิ่มขึ้นจาก 26.37 ± 4.15 เป็น 37.90 ± 3.98 คะแนน รวมทั้งมีระดับ HbA1c ลดลงจาก 9.21 ± 1.42% เป็น 7.86 ± 1.15% ทุกตัวแปรสูงกว่าหรือต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการจัดการตนเองมีประสิทธิผลในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและลดระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ในหน่วยบริการปฐมภูมิ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5974 การประเมินการปนเปื้อนและศักยภาพการสะสมทางชีวภาพของโลหะหนักในผักบุ้งใกล้บริเวณ แหล่งฝังกลบมูลฝอยเทศบาล จังหวัดพิษณุโลก 2026-07-18T16:22:33+07:00 ปิยพร จิตทอง Oeiy3706@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ (2) พัฒนารูปแบบ และ (3) ประเมินผลรูปแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแบบผู้ป่วยในที่บ้าน โดยครอบครัวมีส่วนร่วม โรงพยาบาลบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ดำเนินการตามแนวคิด Kemmis &amp; McTaggart (1988) แบ่งเป็น 3 ระยะ <br>กลุ่มตัวอย่างในระยะทดลองนำร่องจำนวน 10 ราย และระยะทดลองจริงจำนวน 39 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง รูปแบบที่พัฒนาประกอบด้วย 3 ระยะการบำบัด ได้แก่ ระยะบำบัดยา ระยะฟื้นฟูสมรรถภาพ และระยะติดตาม รวม 8 กิจกรรม บูรณาการการมีส่วนร่วมของครอบครัวและระบบ Telemedicine เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจ (17 ข้อ) แบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF-THAI (26 ข้อ) และแบบสอบถามความพึงพอใจของครอบครัว (14 ข้อ) วิเคราะห์ด้วยสถิติ Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองผู้ป่วยมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจาก 3.21 เป็น 4.38 <br>(t = -15.23, p &lt; 0.001) คะแนนคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้นจาก 51.8 เป็น 67.8 คะแนน (t = -11.45, p &lt; 0.001) ความพึงพอใจของครอบครัวเพิ่มขึ้นจาก 3.18 เป็น 4.41 (t = -14.56, p &lt; 0.001) อัตราการคงอยู่ในระบบร้อยละ 89.7 และอัตราการไม่กลับไปใช้ซ้ำ ร้อยละ 82.1 การสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าการสนับสนุนจากครอบครัวและ Telemedicine เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดการกลับไปใช้ยาซ้ำ เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชนและสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5979 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา 2026-07-19T09:05:04+07:00 ศรัณญา บุญรักษ์ sranyabuyraks@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงในเขตรับผิดชอบโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนและมารับบริการ จำนวน 234 คน คัดเลือก โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ จากประชากรทั้งหมด 468 คน ใน 4 หมู่บ้าน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างใช้สูตรของ Daniel (2010) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย<br>3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ 6 และพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ทดสอบคุณภาพของแบบสัมภาษณ์โดยแบบสัมภาษณ์ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า<br>ครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ์ เท่ากับ 0.851 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมานโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและสถิติไคสแควร์ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br>(r = 0.191, P-value&lt; 0.01) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศมีความสัมพันธ์สูงสุด (r = 0.474, P-value&lt; 0.01) รองลงมาคือ ด้านความรู้ความเข้าใจทางสุขภาพ (r = 0.406, P-value&lt; 0.01) ด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพ (r = 0.327, P-value&lt; 0.01) ด้านการจัดการตนเองให้มีความปลอดภัย<br>(r = 0.277, P-value&lt; 0.01) และด้านการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง (r = 0.165, P-value = 0.011) ยกเว้นด้านการสื่อสารเพิ่มความเชี่ยวชาญทางสุขภาพซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงลบ (r = -0.308, P-value&lt; 0.01)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026