https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอร์ทเทิร์น
2026-07-03T16:37:52+07:00
Dr.Phutthipong Makmai
journalsci@northern.ac.th
Open Journal Systems
<p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์วารสาร </strong><br /> 1. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ได้เผยแพร่บทความทางวิชาการและบทความวิจัยที่มีคุณภาพ <br /> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ด้านวิชาการ และด้านการวิจัย</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong> <br /> </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปีละ 4 ฉบับ<br /> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม <br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>เจ้าของวารสาร </strong> <br /> วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>สำนักงาน </strong><br /> กองบรรณาธิการวารสาร ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น <br /> 888 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน (แนวเก่า) ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000<br /> โทรศัพท์ 055-517488 ต่อ 5</span></p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5797
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ ในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดสุโขทัย
2026-06-10T16:09:29+07:00
สุภัทรา เปี่ยมอ่อน
am1532528@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานตามบทบาทและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างคือคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในจังหวัดสุโขทัย จำนวน 267 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 70.0 มีคะแนนเฉลี่ย 106.04±13.57 (คะแนนเต็ม 125) และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดสุโขทัย ได้แก่ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่เพียงพอ (β = 0.276) เจตคติเกี่ยวกับการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิ (β = 0.264) การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง (β = 0.175) และระยะเวลาการเป็นคณะกรรมการฯ (β = 0.137) ตามลำดับ ตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 4 ตัว ร่วมกันพยากรณ์การปฏิบัติงานตามบทบาทคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอในการพัฒนาหน่วยบริการปฐมภูมิได้ร้อยละ 80.4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-06-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5884
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมต่อการโรคความดันโลหิตสูง อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี
2026-07-02T15:53:32+07:00
สุธาทิพย์ จันทคุตโต
Suthathip.j2514@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมต่อการโรคความดันโลหิตสูง อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ประชากรคือ ประชาชนอายุ 35ปี ขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 771 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 270 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล การรับรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (57.78%) ( =2.34, S.D.=0.549) พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับปานกลาง (80%) ( =1.88, S.D.=0.432) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมต่อการโรคความดันโลหิตสูง อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.200, P-value<0.001)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5885
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ เขตตำบลทุ่งพลา อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี
2026-07-02T16:23:09+07:00
เพียงฤทัย พงษ์กาบ
nokpeang@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ กลุ่มประชากรคือ ผู้สูงอายุเขตตำบลทุ่งพลา อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี จำนวน 264 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 173 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ การรับรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.816 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (69.36%) ( =2.30, S.D.=0.462) พฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (61.30%) ( =2.38, S.D.=0.498) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ เขตตำบลทุ่งพลา อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.242, P-value=0.001)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5892
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดของประชากรกลุ่มเสี่ยง เขตเทศบาลตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต
2026-07-03T13:56:22+07:00
อรรยา จันทร์เพ็ญ
anraya17@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>การวิจัยแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจการทำนายของปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดของประชากรกลุ่มเสี่ยง ประชากรคือ ประชากรกลุ่มเสี่ยงเขตเทศบาลตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ปีงบประมาณ 2569 จำนวน 285 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 172 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้โรคหัวใจและหลอดเลือด การรับรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ทดสอบคุณภาพของแบบสอบถามโดยแบบแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.834 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการวิจัย พบว่า ความรู้โรคหัวใจและหลอดเลือดมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (43.02%) ( =2.20, S.D.=0.781) การรับรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (91.86%) ( =2.92, S.D.=0.274) พฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (98.26%) ( =2.98, S.D.=0.131) ตามลำดับ ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ประกอบด้วย ความรู้โรคหัวใจและหลอดเลือด (P-value<0.001) การรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด (P-value<0.001) การรับรู้ความรุนแรงของโรคหัวใจและหลอดเลือด (P-value=0.017) การรับรู้ประโยชน์ในการปฏิบัติ (P-value<0.001) ตามลำดับ โดยมีความแม่นยำในการพยากรณ์ ร้อยละ 15.7 (R<sup>2 </sup>=0.157)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5893
ประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลทางไกล (Tele-Nursing) ในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ เขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาจาน อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
2026-07-03T14:37:28+07:00
อธิพงษ์ สุขเพ็ญ
Atipong213@gmail.com
อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ
Amornsakpoum1@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองเป็นการศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการพยาบาลทางไกล (Tele-Nursing) ในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสม ในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 30 คน รูปแบบการพยาบาลทางไกล (Tele-Nursing) ในการควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) การติดตามตนเอง (Self-Monitoring) 2) การประเมินตนเอง (Self-Evaluation) และ 3) การเสริมแรงตนเอง (Self-Reinforcement) จำนวน 5 กิจกรรม ระยะเวลาทดลองใช้ 4 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามและสมุดบันทึกข้อมูลสุขภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมุติฐานการวิจัยเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลองใช้สถิติ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองผู้ป่วยโรคเบาหวานมีค่าคะแนนเฉลี่ยด้านพฤติกรรมสุขภาพ สูงกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=6.393<strong>, </strong>P-value<0.001) ระดับของน้ำตาลในเลือดได้ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน หลังทดลองมีคะแนนเฉลี่ย ( =7.67, S.D.= 1.05) ลดลง เมื่อเทียบก่อนทดลอง ( =8.38, S.D.=1.07) ผลการวิจัยสรุปว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=2.567, P-value=0.016)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5898
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุเขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
2026-07-03T15:41:41+07:00
นอร์ไอนี ยูโซ๊ะ
noraineeissara@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ประชากรคือ ผู้สูงอายุที่มีรายชื่อตามทะเบียนราษฎร์เขตอำเภอ ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 8,420 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 383 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 คุณลักษณะส่วนบุคคล ส่วนที่ 2 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ส่วนที่ 3 พฤติกรรมสุขภาพ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.912 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (66.84%) ( =2.67, S.D.=0.471) และพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (62.86%) ( =3.55, S.D.=0.347) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุเขตอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.295, P-value<0.001)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5901
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา
2026-07-03T16:33:13+07:00
สุชาดา อนุกูล
pakklong2521@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา กลุ่มประชากรคือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เขตตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา จำนวน 174 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 132 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.867 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (84.85%) ( =2.84, S.D.=0.387) ด้านพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (73.50%) ( =2.92, S.D.=0.264) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า การรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยเบาหวานเขตตำบลรมณีย์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.914, P-value=0.05)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5902
การประเมินประสิทธิภาพและศักยภาพความยั่งยืนของระบบสุขภาพ อำเภองาว ในการลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
2026-07-03T16:37:52+07:00
วสันต์ จันทร์ศักดิ์
sud_tae@hotmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบสุขภาพอำเภองาวในการดำเนินงานลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง วิเคราะห์ศักยภาพความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพกับศักยภาพความยั่งยืนของระบบสุขภาพในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรสาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในอำเภองาว จำนวน 353 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเที่ยงตรง (IOC) ระหว่าง 0.67 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.92 ร่วมกับแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของระบบสุขภาพอำเภองาวในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมิติด้านผลผลิต (Output) และด้านกระบวนการ (Process) มีประสิทธิภาพโดดเด่นที่สุด อันเป็นผลมาจากความเข้มแข็งของกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และการบูรณาการงานเชิงรุกที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการคัดกรองได้อย่างครอบคลุม สำหรับศักยภาพความยั่งยืนของระบบสุขภาพในภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยเฉพาะมิติการมีส่วนร่วมที่แสดงถึงพลังของเครือข่ายภาคประชาชนและ อสม. ในพื้นที่อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามมิติทรัพยากรด้านงบประมาณและกำลังคนยังคงเป็นข้อจำกัดที่อยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ประสิทธิภาพของระบบสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับศักยภาพความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในระดับสูง (r = .714) โดยมิติด้านกระบวนการมีความสัมพันธ์กับความยั่งยืนมากที่สุด (r = .782) งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันนโยบายพัฒนาภาวะผู้นำแบบสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความยั่งยืนของการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระดับอำเภอต่อไป</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026