https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/issue/feed วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอร์ทเทิร์น 2026-04-24T15:09:36+07:00 Dr.Phutthipong Makmai journalsci@northern.ac.th Open Journal Systems <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์วารสาร </strong><br /> 1. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ได้เผยแพร่บทความทางวิชาการและบทความวิจัยที่มีคุณภาพ <br /> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ด้านวิชาการ และด้านการวิจัย</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong> <br /> </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปีละ 4 ฉบับ<br /> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม <br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>เจ้าของวารสาร </strong> <br /> วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>สำนักงาน </strong><br /> กองบรรณาธิการวารสาร ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น <br /> 888 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน (แนวเก่า) ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000<br /> โทรศัพท์ 055-517488 ต่อ 5</span></p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5372 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตรวจพบโรคนิ่วในท่อไต โรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-02-26T14:57:22+07:00 ธนาพร กีรติตระกูล Tanaporn01@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตรวจพบโรคนิ่วในท่อไตของผู้ป่วยโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจวินิจฉัยด้วยการตรวจทางรังสีระบบทางเดินปัสสาวะในโรงพยาบาลสิชล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ข้อมูลด้านการแพทย์ และพฤติกรรมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ &nbsp;</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 60.00 มีอายุเฉลี่ย 55.24 ปี (S.D. = 12.73) และตรวจพบโรคนิ่วในท่อไตร้อยละ 81.43 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคนิ่วในท่อไตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ประวัติการเจ็บป่วยทางเดินปัสสาวะ ประวัติครอบครัวเป็นโรคนิ่วท่อไต อาการปัสสาวะขัด พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวิเคราะห์ด้วยการถดถอยโลจิสติกพหุคูณ พบว่า พฤติกรรมการกลั้นปัสสาวะและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยพยากรณ์การตรวจพบโรคนิ่วในท่อไตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผู้ที่มีพฤติกรรมกลั้นปัสสาวะมีโอกาสตรวจพบโรคนิ่วในท่อไตมากกว่าผู้ที่ไม่กลั้นปัสสาวะประมาณ 9.85 เท่า และผู้ที่มีประวัติการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีโอกาสตรวจพบโรคนิ่วในท่อไตมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มประมาณ 9.97 เท่า ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการพัฒนาแนวทางการป้องกันโรคนิ่วในท่อไตในพื้นที่สิชลต่อไป</p> <p>&nbsp;</p> 2026-02-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5373 ผลสำเร็จของการพัฒนาตลาดสีเขียวอย่างมีส่วนร่วม ในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม 2026-02-26T16:07:12+07:00 สมศักดิ์ อินทมาต Somsak01@gmail.com ดาวประกาย หญ้างาม Daoprakai02@gmail.com วริศรา รักษาภักดี Warisara03@gmail.com สุจิตรา พงศ์วงประเสริฐ Sujittra04@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาตลาดสีเขียวอย่างมีส่วนร่วม ประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ และเสนอแนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนตลาดสีเขียวอย่างยั่งยืนในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ บุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่มที่มีส่วนร่วมในตลาดสีเขียว ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม ประกอบด้วย 1) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและสนับสนุนตลาดสีเขียว จำนวน 6 ราย 2) เกษตรกรอินทรีย์หือวิสาหกิจชุมชน ที่นำสินค้ามาจำหน่ายในตลาดสีเขียว จำนวน 10 ราย 3) ประชาชน/ผู้เข้าร่วมใช้บริการ ตลาดสีเขียว จำนวน 10 ราย รวมทั้งหมด 26 ราย เก็บข้อมูลด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกการประชุมและการระดมความคิดเห็น และ แบบบันทึกผลการประเมินและสรุปบทเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการใช้การพรรณนาเหตุการณ์ตามความเหมาะสม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการพัฒนาตลาดสีเขียวอย่างมีส่วนร่วมในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนมประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ การเตรียมการและสร้างความเข้าใจร่วม การวางแผนร่วม การดำเนินการและส่งเสริมกิจกรรม และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงาน ได้แก่ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การสนับสนุนด้านทรัพยากร การสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย พฤติกรรมผู้บริโภคที่ตระหนักถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนระบบติดตามผลที่ส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาว แนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนตลาดสีเขียวอย่างยั่งยืนควรมุ่งเน้นการส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาองค์ความรู้ผู้ประกอบการ การสื่อสารประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และการประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับตลาดให้เป็นต้นแบบของตลาดสีเขียวในเครือข่ายโรงพยาบาลยุพราชทั่วประเทศอย่างยั่งยืน</p> 2026-02-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5374 การศึกษาการเจริญเติบโตของผักสลัดเรดโอ๊คด้วยจุลินทรีย์สังเคราะห์ด้วยแสง บริเวณลุ่มน้ำเเม่กลองในจังหวัดสมุทรสงคราม 2026-02-26T16:18:27+07:00 กิตติวัฒน์ ดิษฐประเสริฐ Kittiwat01@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการเจริญเติบโตของผักสลัดเรดโอ๊คและตำแหน่งของแหล่งน้ำที่ส่งเสริมต่อการเจริญเติบโตโดยใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์ด้วยแสง บริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม การทดลองวางแผนแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design; CRD) จำนวน 3 ซ้ำ ซ้ำละ 3 กระถาง โดยเก็บตัวอย่างน้ำจาก 3 บริเวณ ได้แก่ บริเวณอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก บริเวณตลาดน้ำอัมพวา และบริเวณวัดศรัทธาธรรม จังหวัดสมุทรสงคราม ทำการพ่นผักสลัดเรดโอ๊คด้วยชนิดของน้ำ ได้แก่ น้ำประปา น้ำในแม่น้ำแม่กลอง และจุลินทรีย์สังเคราะห์ด้วยแสง เป็นระยะเวลา 60 วัน และตัวแปรตามที่ศึกษา ได้แก่ ความสูงของต้น จำนวนใบ ค่าความเขียวของใบ และความกว้างของทรงพุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วย One-way ANOVA</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า การใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์ด้วยแสงส่งผลต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดเรดโอ๊คด้านความสูงของต้น จำนวนใบ และค่าความเขียวของใบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ความกว้างของทรงพุ่มไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ตำแหน่งของแหล่งน้ำบริเวณลุ่มน้ำแม่กลองไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของผักสลัดเรดโอ๊คอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าจุลินทรีย์สังเคราะห์ด้วยแสงสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมการปลูกผักสลัดเรดโอ๊คได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-02-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5375 การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซี ที่เข้ารับบริการคลินิกโรคตับอักเสบ โรงพยาบาลสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย 2026-02-26T16:45:51+07:00 ธนัชชา มีฤทธิ์ thanatchaclinic@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาในกระบวนการดูแลผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซี พัฒนาแนวทางปฏิบัติทางคลินิกที่เป็นมาตรฐาน และประเมินประสิทธิผลของแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีที่เข้ารับบริการคลินิกโรคตับอักเสบ โรงพยาบาลสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ 10 คน และผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซี 10 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางการดูแลตามวงจร PAOR ของ Kemmis &amp; McTaggart ครอบคลุม 5 ขั้นตอน Clinical Pathway เครื่องมือประเมินความรู้ การปฏิบัติ และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Matched-Pairs Signed-Rank Test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังการใช้แนวทาง บุคลากรทางการแพทย์มีค่ามัธยฐานคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 8.0 เป็น 14.0 คะแนน (Z=-2.810, p&lt;0.001) และการปฏิบัติเพิ่มขึ้นจาก 45.0 เป็น 71.0 คะแนน (Z=-2.803, p&lt;0.001) โดยมีความพึงพอใจ 46.7±3.2 คะแนน จาก 50 คะแนน (ร้อยละ 93.4) ผู้ป่วยมีค่ามัธยฐานคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 6.5 เป็น 11.5 คะแนน (Z=-2.807, p&lt;0.001) และการปฏิบัติเพิ่มขึ้นจาก 43.5 เป็น 66.0 คะแนน (Z=-2.803, p&lt;0.001) โดยมีความพึงพอใจ 41.6±3.5 คะแนน จาก 45 คะแนน (ร้อยละ 92.4) สำหรับผลลัพธ์ทางคลินิก ค่ามัธยฐานของเอนไซม์ตับ ALT และ AST ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมีผลการตรวจ HCV RNA <br>เป็น Undetectable ร้อยละ 100.0 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก ทั้งนี้แนวทางการดูแลที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลสูงในการเพิ่มพูนความรู้และการปฏิบัติของทั้งบุคลากรและผู้ป่วย พร้อมทั้งบรรลุเป้าหมายการรักษาตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ควรขยายผลการศึกษาไปยังโรงพยาบาลอื่นพร้อมเพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างและติดตามผลระยะยาว</p> 2026-02-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5392 อุบัติการณ์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจคัดกรอง สารพันธุกรรมเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV DNA) ในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-03-05T15:43:40+07:00 วิชชาภรณ์ ลักษณา mean_l@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของการติดเชื้อเอชพีวี และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวี และการเป็นมะเร็งปากมดลูกในกลุ่มเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกที่รับบริการคัดกรองด้วยการตรวจคัดกรองสารพันธุกรรมเชื้อไวรัสเอชพีวี 72 ราย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบเก็บข้อมูลประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมสุขภาพ และผลการตรวจทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบไคสแควร์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 41–50 ปี ร้อยละ 44.44 ไม่เคยเข้ารับการคัดกรอง ร้อยละ 36.11 มีประวัติครอบครัวเกี่ยวกับมะเร็ง ร้อยละ 95.83 ผลการตรวจ HPV DNA testing พบผลบวกร้อยละ 25.00 อุบัติการณ์ของการติดเชื้อเอชพีวีเท่ากับ 14.91 ต่อประชากรหนึ่งพันคน เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าจำนวนบุตรและประวัติการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีความสัมพันธ์กับผลการตรวจมะเร็งปากมดลูกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้น การส่งเสริมการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในสตรีที่ไม่เคยได้รับการตรวจมาก่อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมมะเร็งปากมดลูกในพื้นที่</p> 2026-03-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5415 ผลของโปรแกรมการให้ความรู้เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง โรงพยาบาลสุโขทัย 2026-03-12T14:28:28+07:00 ปวริศา จังกินา Pawsrisa.bnc45@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้เพื่อป้องกันการเกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง โรงพยาบาลสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องมากกว่า 1 ปี จำนวน 34 ราย เครื่องมือในการทดลองได้แก่โปรแกรมการให้ความรู้ที่พัฒนาตามกรอบแนวคิดทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนของแบนดูรา ระยะเวลา 6 สัปดาห์ ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ การประเมินความรู้เบื้องต้น การให้ความรู้แบบบรรยาย สาธิต และสาธิตย้อนกลับ การให้สื่อและเอกสารสนับสนุน และการติดตามทางโทรศัพท์/แอปพลิเคชันไลน์ เครื่องมือเก็บข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินทักษะในการปฏิบัติตัว และแบบบันทึกการติดตามอุบัติการณ์ภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ McNemar test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br>จาก 10.15±2.34 เป็น 15.62±1.18 คะแนน (t=15.82, p&lt;.001) คะแนนทักษะในการปฏิบัติตัวเพิ่มขึ้น<br>จาก 42.18±6.85 เป็น 58.26±3.42 คะแนน (t=18.73, p&lt;.001) และอุบัติการณ์การเกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบลดลงจากร้อยละ 23.5 เป็นร้อยละ 2.9 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (χ²=6.13, p=.013) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมการให้ความรู้ตามกรอบแนวคิดทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนของแบนดูรามีประสิทธิภาพสูงในการส่งเสริมความรู้ ทักษะการปฏิบัติตัว และลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง</p> 2026-03-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5416 ประสิทธิผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน งานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย 2026-03-12T14:35:13+07:00 จิราพรรณ ศิริวัฒน์ทภูวดล chaininpun@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน และเปรียบเทียบผลลัพธ์ต่อพยาบาลและผู้ป่วยก่อนและหลังการใช้แนวปฏิบัติ ณ งานอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ 10 คน และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางการพยาบาลตามวงจร PAOR ของ Kemmis &amp; McTaggart ร่วมกับแนวคิด Collaborative Quality Improvement ของ IHI ครอบคลุม 7 ขั้นตอนการดูแล เครื่องมือประเมินความรู้ การปฏิบัติ ความพึงพอใจ และคะแนน NIHSS วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon Signed-Rank Test และ McNemar Test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า หลังการใช้แนวปฏิบัติ พยาบาลมีค่ามัธยฐานคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 14.0 เป็น 18.0 คะแนน (Z=2.810, p&lt;0.001) และการปฏิบัติเพิ่มขึ้นจาก 25.0 <br>เป็น 30.0 คะแนน (Z=2.528, p&lt;0.001) โดยมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด (Mean=4.43, SD=0.37) สำหรับผลลัพธ์ต่อผู้ป่วย พบว่าระยะเวลาตั้งแต่มาถึง ER ถึงได้ CT Brain ลดลงจาก 90.0 เป็น 40.0 นาที <br>(Z=4.286, p&lt;0.001) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลลดลงจาก 128 เป็น 62.0 วัน (Z=4.298, p&lt;0.001) และผลต่าง NIHSS เพิ่มขึ้นจาก 2.0 เป็น 7.0 คะแนน (Z=4.124, p&lt;0.001) โดยผู้ป่วยที่มีความรุนแรงระดับ Mild impairment เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.0 เป็นร้อยละ 60.0 (χ²=17.000, p&lt;0.001) ทั้งนี้ แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลสูงในการเพิ่มพูนความรู้และการปฏิบัติของพยาบาล รวมทั้งปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ ควรขยายผลไปยังโรงพยาบาลชุมชนอื่นพร้อมติดตามผลระยะยาว</p> 2026-03-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5540 พฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสาธารณสุข โรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต 2026-04-18T13:30:01+07:00 ศักดิ์ชัย ณ วังอ่าง nsakchai107@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยแบบภาคตัดขวางเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และมีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลถลาง กลุ่มประชากรคือ บุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 392 คน โดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 215 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือ แบบสอบถามประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคและคูเดอร์ริชาร์ดสัน 20 เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลถลาง มีค่าเฉลี่ยในระดับสูง (80%) และพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต มีค่าเฉลี่ยในระดับสูง (81.39%) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.433, P-value&lt;0.001) ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมสุขภาพของบุคลากรสาธารณสุขโรงพยาบาลถลาง จังหวัดภูเก็ต ประกอบด้วย การจัดการตนเองให้มีความปลอดภัย (P-value&lt;0.001) การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ (P-value&lt;0.001) การสื่อสารเพิ่มความเชี่ยวชาญ (P-value=0.017) การเข้าถึงข้อมูลทางสุขภาพและบริการสุขภาพ (0.018) ตามลำดับ สามารถทำนายได้ร้อยละ 32.6 (R<sup>2 </sup>=0.326)</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5541 การประเมินการปนเปื้อนและศักยภาพการสะสมทางชีวภาพของโลหะหนักในผักบุ้งใกล้บริเวณ แหล่งฝังกลบมูลฝอยเทศบาล 2026-04-18T14:01:00+07:00 สมศักดิ์ อินทมาต Somsak01@gmail.com ดาวประกาย หญ้างาม Yangam01@gmail.com วริศรา รักษาภักดี Raksaphakdee01@gmail.com สุจิตรา พงศ์วงประเสริฐ Pongwongprasert01@gmail.com ลำใย ณีรัตนพันธ์ Lamyai01@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณโลหะหนัก (สารหนู แบเรียม แคดเมียม โครเมียม สังกะสี เหล็ก แมงกานีส นิกเกิล และตะกั่ว) ในตัวอย่างน้ำ ตะกอนดิน และผักบุ้งและประเมินศักยภาพการสะสมโลหะหนักทางชีวภาพของผักบุ้งใกล้บริเวณแหล่งฝังกลบมูลฝอยเทศบาลร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เก็บตัวอย่างน้ำ ตะกอนดิน และผักบุ้งชนิดละ 9 ตัวอย่าง การสุ่มเก็บตัวอย่างตัวอย่างแบบเป็นระบบเก็บตัวอย่างทุกๆ 20 เมตร วิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักด้วยเครื่อง inductively coupled plasma optical emission spectrometry (ICP-OES) ประเมินศักยภาพการสะสมทางชีวภาพของโลหะหนักในผักบุ้ง ด้วยค่าtranslocation factor (TF), bioaccumulation factor (BAF) และ bioconcentration factor (BCF) ผลการศึกษาพบว่า โลหะหนักทุกชนิดในน้ำและตะกอนดินมีค่าต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเหล็กมีค่ามากที่สุด (น้ำ 2.86±0.66 มก./ลิตร, ตะกอนดิน 1,433±445.61 มก./กก.) ในผักบุ้ง รากสะสม Fe มากที่สุด ส่วนลำต้นสะสม Mn มากที่สุด ก้านสะสม Fe มากที่สุด และใบสะสม Fe มากที่สุด โดยค่า TF ของ Ba, Cr, Fe, Mn และ Zn เกิน 1 ค่า BAF ของ Ba, Cr, Mn และ Zn เกิน 1 และค่า BCF ของโลหะหนักส่วนใหญ่เกิน 1 ยกเว้น Ni และ Zn แสดงว่าผักบุ้งมีศักยภาพสะสมโลหะหนักจากสิ่งแวดล้อมได้ในระดับสูง</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5542 ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตต่อภาวะซึมเศร้าผู้สูงอายุที่มารับบริการ โรงพยาบาลเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2026-04-18T14:09:29+07:00 นันทรัตน์ ธิวงค์เวียง Tock2523@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่มารับบริการโรงพยาบาลเชียงแสนจังหวัดเชียงราย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างและจับคู่ตามเพศ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินภาวะซึมเศร้า (CES-D) ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .87 กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตที่พัฒนาขึ้น ระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 60–90 นาที &nbsp;ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามมาตรฐานของหน่วยบริการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วย Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรม (= 14.90, SD = 2.59) ต่ำกว่าก่อนการทดลอง (20.13, SD = 3.10)&nbsp;&nbsp; &nbsp;อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ t(29) = 17.11, P-value &lt; 0.001 และผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะซึมเศร้าของ&nbsp;&nbsp; กลุ่มทดลอง (= 5.23) สูงกว่ากลุ่มควบคุม (= 1.86) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ t(58) = 14.28, P-value &lt; 0.001 สรุปได้ว่า โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพจิตมีประสิทธิผลในการลดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการดูแลสุขภาพจิตผู้สูงอายุในหน่วยบริการสุขภาพได้</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5543 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM๒.๕) ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2026-04-18T14:35:12+07:00 อรสา เขื่อนเพชร 5731804089@lamduan.mfu.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ประชากร คือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ทั้งสิ้น 1,103 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 306 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วน &nbsp;ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการป้องกันการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) แบบสอบถาม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.876 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ประกอบด้วย ความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (r=0.434, P-value&lt;0.001) การเข้าใจข้อมูลอนามัยสิ่งแวดล้อม(r=0.394, P-value&lt;0.001) การเข้าถึงข้อมูลอนามัยสิ่งแวดล้อม (r=0.386, P-value&lt;0.001) ตัดสินใจเลือกป้องกันตนเองจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (r=0.353, P-value&lt;0.001)&nbsp; และการการตรวจสอบข้อมูลอนามัยสิ่งแวดล้อม (r=0.309, P-value&lt;0.001) ตามลำดับ</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5576 ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงของกลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลเชียงแสน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2026-04-24T14:34:36+07:00 อาทร แบนแก้ว Artorn19@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One-Group Pretest-Posttest Design) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ในกลุ่มเสี่ยงจำนวน 30 ราย ของกลุ่มงานบริการด้านปฐมภูมิและองค์รวม โรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพตามหลัก 3อ. 2ส. (ค่าความเชื่อมั่น 0.864) โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ ต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง (60–90 นาที) รวม 7 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การสร้างความรู้ความเข้าใจ, พัฒนาทักษะการจัดการตนเอง, ปรับทัศนคติและสภาวะทางจิตใจ, เสริมสร้างสภาวะทางสังคมและสิ่งแวดล้อม, การเยี่ยมบ้านโดยทีมสหวิชาชีพและแกนนำสุขภาพ (Care Giver) และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้พร้อมบันทึกสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติพรรณนา และเปรียบเทียบคะแนนก่อน-หลังทดลองด้วยสถิติ Independent sample t-test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 2 เดือน กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.001) ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพ, การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ และ การรับรู้ด้านสุขภาพ ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมนี้สามารถพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเสี่ยงในการจัดการตนเองเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/5578 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล (RLU) ในโรงพยาบาลเชียงแสนด้วย Six Sigma 2026-04-24T15:09:36+07:00 ธนัยวัฒน์ ดีงาม tanaiwat@gmail.com อมรศักดิ์ โพธิ์อ่ำ Amornsakpoum1@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล (Rational Laboratory Use: RLU) 2) พัฒนารูปแบบการดำเนินงาน RLU โดยใช้กระบวนการ Six Sigma DMAIC และ 3) ประเมินผลการนำรูปแบบไปใช้จริงในโรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนมกราคม–ธันวาคม พ.ศ.2568 กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 46 คน ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการ RLU คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลจากระบบ HIS/LIS และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูล Sigma Level, DPMO, Pareto Analysis, Chi-square test, Paired t-test และ Linear Regression Analysis</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ค่าพื้นฐาน Sigma Level ของกระบวนการอยู่ที่ 2.0 Sigma (DPMO = 305,495, Yield = 69.45%) มีอัตราการสั่งตรวจแบบชุดที่ไม่เหมาะสม (Inappropriate Laboratory Test Request Rate: ILTR) ในกลุ่มเป้าหมายร้อยละ 32.84 โดยกลุ่ม LFT มีปัญหาวิกฤตที่สุด (Sigma = 0.6) หลังดำเนินการ DMAIC ครบ 5 ขั้นตอนเกิด Paradoxical Outcome กล่าวคือ จำนวน ILTR เพิ่มขึ้นเป็น 79,767 ครั้ง และค่า Sigma Level ลดลงเหลือ 1.1 ซึ่งมีสาเหตุหลักจากการปรับโครงสร้างเมนู HIS ที่ทำให้การสั่งตรวจ Electrolyte Profile เพิ่มขึ้น 12,287.32% อย่างเป็นผลที่ไม่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม ความพึงพอใจและทัศนคติเชิงบวกของบุคลากรต่อกระบวนการ RLU เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกมิติ (p &lt; 0.001) รูปแบบ DMAIC ที่พัฒนาขึ้นมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลชุมชนอื่น โดยต้องให้ความสำคัญกับการทดสอบนำร่องระบบ HIS ก่อนการปรับเปลี่ยน และการติดตามตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-03-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026