https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/issue/feed วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอร์ทเทิร์น 2024-01-10T10:13:28+07:00 Dr.Phutthipong Makmai journalsci@northern.ac.th Open Journal Systems <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์วารสาร </strong><br /> 1. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ได้เผยแพร่บทความทางวิชาการและบทความวิจัยที่มีคุณภาพ <br /> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ด้านวิชาการ และด้านการวิจัย</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong> <br /> </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปีละ 4 ฉบับ<br /> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม <br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>เจ้าของวารสาร </strong> <br /> วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>สำนักงาน </strong><br /> กองบรรณาธิการวารสาร ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น <br /> 888 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน (แนวเก่า) ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000<br /> โทรศัพท์ 055-517488 ต่อ 5</span></p> https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/2059 การพัฒนารูปแบบการบริการงานผู้ป่วยนอกตามแนวคิดลีน โรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2024-01-09T15:56:41+07:00 ทัศนาภรณ์ ชัยแก้ว c_chanawee@yahoo.co.th <p>งานวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการให้บริการงานผู้ป่วยนอกตามแนวคิดลีนโรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ประชากรคือผู้มารับบริการประเภทผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเชียงแสน จำนวน 27,196 ราย กลุ่มตัวอย่างคือผู้มารับบริการประเภทผู้ป่วยนอก ที่ได้รับกิจกรรมตามรูปแบบการรับบริการงานผู้ป่วยนอก จำนวน 30 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ รูปแบบการบริการงานผู้ป่วยนอกตามแนวคิดลีน โรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จำนวน 3 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 ให้ตอบแบบสอบถาม ประเมินความรู้ 5 ด้าน กิจกรรมที่ 2 ประเมินการให้ความรู้แบบเป็นคอขวดเกี่ยวกับการให้บริการผู้ป่วย กิจกรรมที่ 3 ประเมินความรู้กลุ่มตัวอย่าง จากแบบสอบถามความรู้ 5 ด้าน ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล ระหว่างเดือน พฤศจิกายน–ธันวาคม พ.ศ.2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t-test ผลการศึกษา พบว่า คุณลักษณะส่วนบุคคล ความพึงพอใจของผู้รับบริการ ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.959 ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการบริการงานผู้ป่วยนอกด้านความเป็นรูปธรรมของการให้บริการ ด้านความเชื่อถือและไว้วางใจได้ ด้านการตอบสนองความต้องการของผู้ป่วย ด้านการสร้างความมั่นใจ ด้านการเข้าใจความรู้สึก ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจก่อนและหลังการทดลองพบว่าผู้รับบริการมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value&lt;0.001)</p> 2024-01-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/2064 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการลดระดับน้ำตาลในเลือดกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2024-01-10T08:07:03+07:00 ศรีวรรณ เหลี่ยมทอง seewan_tom@hotmail.co.th <p>งานวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการลดระดับน้ำตาลในเลือดกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน กลุ่มทดลองคือ กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ที่ได้รับกิจกรรมตามโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการลดระดับน้ำตาลในเลือด และกลุ่มเปรียบเทียบได้รับการดูแลตามปกติ (34 คนต่อกลุ่ม) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง จำนวน 5 กิจกรรม เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพ การเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารสุขภาพ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง พฤติกรรมสุขภาพ แบบสอบถามมีความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.834 เก็บข้อมูลระหว่างเดือน สิงหาคม – พฤศจิกายน พ.ศ.2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Chi-square, Independent t-test ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มทดลองที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ, การเข้าถึงข้อมูลบริการสุขภาพ, การสื่อสาร, การจัดการตนเอง, การรู้เท่าทันสื่อ, การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง, พฤติกรรมสุขภาพ, ระดับน้ำตาลในเลือด ตามลำดับ</p> 2024-01-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/2065 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อความรู้และพฤติกรรมการมารับการตรวจคัดกรองวัณโรคของผู้สูงอายุ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2024-01-10T08:21:06+07:00 ชลีรัตน์ ฟองนวล chleerat@gmail.com <p>งานวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อความรู้และพฤติกรรมการมารับการตรวจคัดกรองวัณโรคของผู้สูงอายุ ประชากรคือ ผู้สูงอายุรับการตรวจคัดกรองวัณโรค จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน โปรแกรมการทดลองคือ โปรแกรมส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อความรู้และพฤติกรรมการมารับการตรวจคัดกรองวัณโรคของผู้สูงอายุ จำนวน 4 กิจกรรม เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ 7 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรู้ เจตคติ การรับรู้ด้านสุขภาพ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรมการตรวจคัดกรองวัณโรค มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.983 เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม พ.ศ.2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Chi-square และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองตัวแปรที่มีความแตกต่างจากก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย ด้านความรู้เรื่องวัณโรค (P-value&lt;0.001) เจตคติต่อโรควัณโรค (P-value&lt;0.001)&nbsp; การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรค (P-value&lt;0.001) การรับรู้ความรุนแรงของวัณโรค (P-value&lt;0.001) การรับรู้ถึงประโยชน์ของการป้องกันวัณโรค (P-value&lt;0.001) อุปสรรคในการปฏิบัติเพื่อการป้องกันวัณโรค (P-value&lt;0.001) ปัจจัยเอื้อในการป้องกันวัณโรค (P-value&lt;0.001) ปัจจัยเสริมในการปฏิบัติเพื่อการป้องกันวัณโรค (P-value&lt;0.001) และพฤติกรรมการมารับการตรวจคัดกรองวัณโรค(P-value&lt;0.001) ตามลำดับ</p> 2024-01-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/2066 ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังต่อการจัดการอาการกำเริบเฉียบพลัน โรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2024-01-10T08:43:27+07:00 รัตนา จันแปงเงิน ratanachiangsaen@gmail.com <p>งานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังต่อการจัดการอาการกำเริบเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เข้ารับการรักษา ณ หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จำนวน 30 คน โดยใช้โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังต่อการจัดการอาการกำเริบเฉียบพลัน &nbsp;ประกอบด้วย 4 กิจกรรม กิจกรรมที่ 1 ประเมินความสามารถในการจัดการอาการกำเริบเฉียบพลัน โดยประเมินตามรูปแบบ D-METHOD กิจกรรมที่ 2 กำหนดข้อวินิจฉัยปัญหาผู้ป่วยแต่ละราย จากการประเมินตามกิจกรรมที่ 1 กิจกรรมที่ 3 วางแผนจำหน่ายผู้ป่วยที่สอดคล้องกับปัญหาของผู้ป่วยแต่ละรายโดยการสอนและให้ความรู้ตามปัญหาของผู้ป่วยที่วินิจฉัยได้ โดยใช้แผนการสอน ภาพพลิก คู่มือการส่งเสริมความสามารถ ในการจัดการอาการกำเริบเฉียบพลันในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กิจกรรมที่ 4 ประเมินติดตามผู้ป่วยทางโทรศัพท์ เพื่อสอบถามความสม่ำเสมอในการปฏิบัติตัวและปัญหาอุปสรรคในการจัดการอาการกำเริบเฉียบพลันของตนเอง ติดตามสัปดาห์ ละ 1 ครั้ง ระยะเวลาดำเนินการ พฤศจิกายน - ธันวาคม 2566 ใช้สถิติ Independent t-test เปรียบเทียบก่อนและหลังทดลองผลการวิจัย พบว่า ความสามารถการประเมินประสบการณ์การมีอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (P-value &lt; 0.001) ความสามารถในการจัดการและควบคุมอาการหายใจลำบากด้วยตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (P-value &lt; 0.001) และการรับรู้สภาวะของอาการกำเริบเฉียบพลันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (P-value &lt; 0.001) ตามลำดับ</p> 2024-01-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/2067 ผลของการใช้โปรแกรม Chiang Saen triage Score ต่อความถูกต้องในการคัดแยกผู้ป่วย งานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 2024-01-10T09:13:54+07:00 อภิรวี พินิจสุวรรณ p.jundee24@gmail.com <p>งานวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรม Chiang Saen triage Score ต่อความถูกต้องในการคัดแยกผู้ป่วย งานการพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินและนิติเวช โรงพยาบาลเชียงแสน จังหวัดเชียงราย&nbsp;กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพ และเจ้าพนักงานสาธารณสุข (เวชกิจฉุกเฉิน) ที่เกี่ยวข้องกับการคัดแยกผู้ป่วย ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเชียงแสน จำนวน 30 คน โปรแกรม Chiang Saen triage Score ในการคัดแยกผู้ป่วย ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ระยะเวลาทดลอง 3 เดือน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม และแบบบันทึกความถูกต้องของการคัดแยกผู้ป่วย การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทดสอบสมมุติฐานการวิจัยเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลองใช้สถิติ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ในการคัดแยกระดับความรุนแรงของกลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการคัดแยกระดับความรุนแรงของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value=0.009) ความถูกต้องต่อการคัดแยกผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่างสามารถคัดแยกผู้ป่วยได้ถูกต้องเพิ่มขึ้น ก่อนการทดลอง (57.8%) หลังการทดลองเพิ่มขึ้น (85.9%) กลุ่มตัวอย่างที่คัดแยกไม่ถูกต้องมีจำนวนลดลง โดยก่อนการทดลองคัดแยกไม่ถูกต้อง (42.2%) และหลังการทดลองการคัดแยกไม่ถูกต้อง (14.1%) ผลการวิเคราะห์ความแตกต่างในการคัดแยกผู้ป่วย พบว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt;0.001) มีการคัดแยกได้ระดับต่ำกว่าเกณฑ์ (under triage) มีจำนวนลดลง ก่อนการทดลอง (22.40%) หลังการทดลอง (10.70%)&nbsp; และการคัดแยกได้ระดับสูงกว่าเกณฑ์ (Over triage) มีจำนวนลดลง (34.81%) และหลังการทดลองมีการคัดแยกได้ระดับต่ำกว่าเกณฑ์ (Under triage) (3.91%)</p> 2024-01-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/2069 ผลของการให้ความรู้ตามโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพการป้องกันวัณโรคในผู้สูงอายุ อำเภอขุนตาล 2024-01-10T09:22:19+07:00 ประภัสสร กาวิโล pkitpat@gmail.com <p>งานวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการให้ความรู้ตามโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพการป้องกันวัณโรคในผู้สูงอายุ อำเภอขุนตาล กลุ่มทดลองเป็นผู้สูงอายุ อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ที่ได้รับกิจกรรมตามโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพการป้องกันวัณโรค และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ 30 คนต่อกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ โปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพการป้องกันวัณโรคจำนวน 4 กิจกรรม เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามระหว่างเดือนตุลาคม – ธันวาคม พ.ศ.2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Chi-square, Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ย เพิ่มขึ้นเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้การป้องกันวัณโรคปอด การรับรู้ความสามารถของตนเอง และด้านพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคปอด (P-value= 0.008, 0.001, 0.024 ตามลำดับ)</p> 2024-01-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/2070 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ 2024-01-10T09:43:43+07:00 วิชิต นาคเหล็ก afarandaway@hotmail.com <p>การควบคุมระดับความดันโลหิตช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง การวิจัยแบบภาคตัดขวางมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้รับบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 459 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของแดเนียล เท่ากับ 220 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 คุณลักษณะส่วนบุคคล พฤติกรรมสุขภาพ การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ การรับรู้ด้านสุขภาพ ระดับความดันโลหิต แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านและนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.874 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการควบคุมระดับความดันโลหิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ประกอบด้วย การจัดการความเครียด การไม่สูบบุหรี่/ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ การเยี่ยมบ้าน การติดตามประเมินผล การรับรู้โอกาสเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชัยจุมพล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบด้วย การไม่สูบบุหรี่/ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ (P-value=0.008) การเยี่ยมบ้าน (P-value=0.002) การติดตามประเมินผล (P-value=0.018) การรับรู้โอกาสเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง (P-value=0.034) ตามลำดับ ปัจจัยที่สามารถทำนายการควบคุมระดับความดันโลหิต สามารถทำนายได้ถูกต้อง ร้อยละ 18.4 (R<sup>2 </sup>=0.184)</p> 2024-01-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/2071 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากรเครือข่ายบริการสุขภาพ อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย 2024-01-10T10:02:50+07:00 สุเปรม หนูเมือง suprammai@gmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากรเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 248 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความรู้ใช้ KR-20 ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.78 ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทัศนคติ การรับรู้โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรค แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุขและพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ใช้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.79, 0.83 , 0.78, 0.85 และ 0.89&nbsp; ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่าง เป็นเพศหญิง ร้อยละ 81.0&nbsp; สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 55.6 มีอายุเฉลี่ย 42.01±9.66 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 56.0 มีประสบการณ์ปฏิบัติงานเกี่ยวกับมูลฝอยติดเชื้อเฉลี่ย 10.76 ±11.01 ปี มีพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้ออยู่ในระดับสูง ร้อยละ 89.5 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากรเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอเมืองสุโขทัย ได้ทั้งหมด 3 ตัวแปร ได้แก่ ทัศนคติเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ (p &lt; 0.001, β = 0.519) ความรู้เกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ (p &lt; 0.001, β = 0.483) การรับรู้โอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคจากมูลฝอยติดเชื้อ(p&lt; 0.001, β = 0.424) โดยสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการจัดการมูลฝอยติดเชื้อของบุคลากร ได้ร้อยละ 42.8 &nbsp;ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อและจัดทำขั้นตอนการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการมูลฝอยติดเชื้อให้มีความเหมาะสมกับการบริหารจัดการทรัพยากรของเครือข่ายสุขภาพอำเภอละหน่วยบริการสาธารณสุข</p> 2024-01-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/2072 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ ในตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ 2024-01-10T10:13:28+07:00 ธันยานุช คำสีแก้ว Khamseekaew@gmail.com ธนัช กนกเทศ Thanach01@gmail.com <p>การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Survey Research) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุ อายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป จำนวน 119 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากนั้นนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และได้ วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม กับพฤติกรรมสุขภาพ โดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และ อีตา</p> <p>ผลการวิจัยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเป็นหญิง ร้อยละ 60.5 มีอายุต่ำกว่า 65 ร้อยละ 39.5 รองลงมาคือ ระหว่างอายุ 66-69 ร้อยละ 26.1 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างมีระดับการศึกษาชั้นประถมศึกษา รองลงมาคือระดับชั้นมัธยมศึกศึกษา ร้อยละ 52.9 , 15.1 ตามลำดับ มีรายได้ครอบครัวต่อปีระหว่าง 10,001-100,000 บาท แหล่งที่มารายได้ของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้จากตัวเอง ร้อยละ 56.3 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างมีความพอเพียงและเหลือเก็บของรายได้ ร้อยละ 47.9 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างไม่มีโรคประจำตัว ร้อยละ 58.8 และมีโรคประจำตัวที่พบมากที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 24.4 กลุ่มตัวอย่างไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมเลย ร้อยละ 57.1 และเป็นสมาชิกชมรม ร้อยละ 60.5 จากผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุ พบว่า ความพอเพียง (p=0.049) โรคประจำตัว (p=0.000) แรงสนับสนุน บุคลากรสาธารณสุขและบุคคลในครอบครัว (p=0.000) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> 2024-01-08T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024