https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนอร์ทเทิร์น
2026-10-14T14:31:35+07:00
Dr.Phutthipong Makmai
journalsci@northern.ac.th
Open Journal Systems
<p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>วัตถุประสงค์ของการจัดพิมพ์วารสาร </strong><br /> 1. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิชาการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ได้เผยแพร่บทความทางวิชาการและบทความวิจัยที่มีคุณภาพ <br /> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ด้านวิชาการ และด้านการวิจัย</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>กำหนดการเผยแพร่ </strong> <br /> </span><span style="font-size: 0.875rem;">ปีละ 4 ฉบับ<br /> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม <br /> ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน<br /> ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>เจ้าของวารสาร </strong> <br /> วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"><strong>สำนักงาน </strong><br /> กองบรรณาธิการวารสาร ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ วิทยาลัยนอร์ทเทิร์น <br /> 888 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน (แนวเก่า) ตำบลหนองบัวใต้ อำเภอเมือง จังหวัดตาก 63000<br /> โทรศัพท์ 055-517488 ต่อ 5</span></p>
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6285
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี
2026-10-03T10:48:31+07:00
สารภี รังสีโกศัย
sarapee152519@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ประชากรคือ ผู้สูงอายุในชมรมผู้สูงอายุ เขตอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี จำนวน 336 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 196 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล การรับรู้ด้านสุขภาพแรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ แบบสัมภาษณ์ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.939 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ระดับพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุอยู่ในระดับสูง (81.12%) ( =2.81, S.D.=0.392) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุในชุมชน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย การรับรู้ด้านสุขภาพ (r=0.0.421,P-value<0.001, แรงสนับสนุนทางสังคม (r=0.479,P-value<0.001) ตามลำดับ</p>
2026-10-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6287
ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 ในอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2026-10-04T09:45:00+07:00
อุไรพร วิเศษสมิต
vsmithpom@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ อสม. จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมที่พัฒนาตามกรอบแนวคิดของ Nutbeam และ Finn & O’Fallon ครอบคลุมความรอบรู้ 6 ด้าน สัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวม 6 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบวัดความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 และแบบวัดพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นจาก 100.90 ± 17.82 เป็น 146.17 ± 3.94 คะแนน คะแนนพฤติกรรมการเฝ้าระวังสุขภาพตนเองจากฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นจาก 38.77 ± 8.90 เป็น 58.23 ± 1.92 คะแนน และคะแนนพฤติกรรมการป้องกันการสัมผัสฝุ่น PM2.5 เพิ่มขึ้นจาก 45.47 ± 7.57 เป็น 59.20 ± 1.27 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br>(p < 0.001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัวแปร (p < 0.001) โปรแกรมจึงมีประสิทธิผลในการยกระดับความรอบรู้และพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM2.5 ของ อสม. หน่วยบริการสุขภาพในพื้นที่ประสบปัญหาหมอกควันจึงควรนำโปรแกรมไปใช้พัฒนาศักยภาพ อสม. ก่อนเข้าสู่ฤดูหมอกควัน และติดตามผลระยะยาวในช่วงฤดูหมอกควันจริง</p>
2026-10-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6301
ประสิทธิผลของโปรแกรมการเตรียมหญิงตั้งครรภ์ก่อนและหลังผ่าตัด ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการผ่าคลอด ในโรงพยาบาลสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย
2026-10-07T14:34:17+07:00
พิมพ์ใจ พระเทพ
Pimjai.pra2514@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองเกี่ยวกับการผ่าคลอดและคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟูหลังผ่าคลอด ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่แพทย์วินิจฉัยให้ผ่าคลอด ณ โรงพยาบาลสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย จำนวน 60 ราย คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมการเตรียมหญิงตั้งครรภ์ก่อนและหลังผ่าตัดที่บูรณาการทฤษฎีการบรรลุเป้าหมายของคิงกับแนวคิด Enhanced Recovery After Surgery (ERAS) และแบบสอบถามที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังได้รับโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นจาก 26.00±3.00 เป็น 38.00±1.50 คะแนน และคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟูหลังผ่าคลอดเพิ่มขึ้นจาก 146.00±14.00 เป็น 187.00±12.00 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) ขณะที่กลุ่มควบคุมทั้งสองตัวแปรไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=.319 และ p=.168 ตามลำดับ) และเมื่อเปรียบเทียบภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้และคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟูสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) สรุปได้ว่า โปรแกรมการเตรียมหญิงตั้งครรภ์ก่อนและหลังผ่าตัดที่บูรณาการทฤษฎีการบรรลุเป้าหมายของคิงกับแนวคิด ERAS ช่วยเพิ่มความรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองและส่งเสริมความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟูหลังผ่าคลอดได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6302
ประสิทธิผลของโปรแกรมการพยาบาลก่อนและหลังผ่าตัดในผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์และศัลยกรรมที่ได้รับการระงับความรู้สึกชนิดดมยาสลบ โรงพยาบาลสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย
2026-10-07T14:38:00+07:00
พัณณ์พิศา เดชกุล
Dechkul20@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการพยาบาลก่อนและหลังผ่าตัดในผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์และศัลยกรรมที่ได้รับการระงับความรู้สึกชนิดดมยาสลบ โรงพยาบาลสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดแบบมีแผนล่วงหน้าภายใต้การดมยาสลบ จำนวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพยาบาลที่พัฒนาตามแนวคิดการฟื้นตัวที่เพิ่มขึ้นหลังผ่าตัด (Enhanced Recovery After Surgery: ERAS) และทฤษฎีความสุขสบายของ Kolcaba ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมก่อนดมยาสลบ การให้ความรู้และลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด การดูแลในห้องพักฟื้น และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด 72 ชั่วโมง กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินความวิตกกังวล STAI ฉบับภาษาไทย มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข (NRS 0–10) แบบบันทึกการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการดูแลพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test, Independent t-test, Chi-square test ,Mann-whitney U test และ Fisher's exact test.</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดลดลงจาก 61.60 ± 4.53 เป็น 34.73 ± 4.80 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจต่อการดูแลพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 55.93 ± 4.55 เป็น 87.37 ± 6.28 คะแนน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยมีความวิตกกังวลต่ำกว่าและความพึงพอใจสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) กลุ่มทดลองมีคะแนนความปวดหลังผ่าตัดที่ 24 ชั่วโมง (3.87 ± 0.82 และ 6.93 ± 0.69) และ 48 ชั่วโมง (2.50 ± 0.90 และ 6.40 ± 0.89) ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และไม่พบภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดในกลุ่มทดลอง (ร้อยละ 0.0) ขณะที่กลุ่มควบคุมพบร้อยละ 26.7 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.005) โปรแกรมการพยาบาลก่อนและหลังผ่าตัดจึงมีประสิทธิผลในการลดความวิตกกังวล ลดความปวด ลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย โรงพยาบาลชุมชนจึงควรนำโปรแกรมไปใช้เป็นแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดแบบมีแผนล่วงหน้าภายใต้การดมยาสลบ</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6307
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ของผู้ปกครอง เขตอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี
2026-10-08T09:48:00+07:00
สุภิดา โจทย์สัน
supida05251@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ของผู้ปกครอง เขตอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ประชากรคือผู้ปกครองของเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ที่มีรายชื่อตามทะเบียนบ้านใน เขตอำเภอโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี พ.ศ.2568 และอาศัยอยู่ในพื้นที่จริงอย่างน้อย 6 เดือน ขึ้นไป จำนวน 546 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 240 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้ปกครอง คุณลักษณะส่วนบุคคลเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี การรับรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการส่งเสริมการได้รับวัคซีน แบบสัมภาษณ์ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.867 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ระดับของพฤติกรรมการส่งเสริมการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุ ต่ำกว่า 1 ปี ของผู้ปกครอง อยู่ในระดับสูง (51.25%) ( =2.51, S.D.= 0.501) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการส่งเสริมการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ในเด็กอายุ ต่ำกว่า 1 ปี ของผู้ปกครอง เขตอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประกอบด้วย การรับรู้ด้านสุขภาพ (r=0.489, P-value<0.001) ตามลำดับ</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6309
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
2026-10-08T11:19:15+07:00
พุธดี ดาราพันธ์
Putdeeka@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบานา ตามรายชื่อในโปรแกรมmy PCU ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบานา พ.ศ.2568 จำนวน 309 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 188 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ การได้รับการสนับสนุนทางสังคม พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต แบบสอบถามคัดกรองภาวะซึมเศร้าและแนวโน้มการฆ่าตัวตาย (2Q Plus) และแบบประเมินความเครียด (ST5) แบบสัมภาษณ์ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.959 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ระดับพฤติกรรมสุขภาพจิตของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อยู่ในระดับสูง (87.23%)(=2.87, S.D.=0.335) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.198, P-value<0.006)</p> <p>คำสำคัญ: พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, การสนับสนุนทางสังคม, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6311
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าของสตรีมุสลิมวัยทำงาน เขตตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
2026-10-08T13:34:53+07:00
มาสีเตาะ นิมาปู
Maseetoh01@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจในรูปแบบการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Research Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษา 1) คุณลักษณะส่วนบุคคลของสตรีมุสลิมวัยทำงาน 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าของสตรีมุสลิมวัยทำงาน และ 3) ระดับพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าของสตรีมุสลิมวัยทำงานในเขตตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างคือสตรีมุสลิมวัยทำงานอายุระหว่าง 20 ถึง 60 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตะลุโบะ ดำเนินการโดยใช้สูตรการคำนวณกลุ่มตัวอย่างที่ทราบจำนวนประชากรแน่นอนของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 368 คน สุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ (Google form) ที่มีความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น โดยรวม 0.937 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ระหว่าง 30-44 ปี ร้อยละ 71.70 โดยกลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 42.80 ปี อายุสูงสุด 60 ปี และอายุต่ำสุด 20 ปี มีสถานภาพสมรสคู่ แต่งงาน/อยู่ด้วยกัน จำนวน ร้อยละ 70.70 การศึกษาระดับมัธยมศึกษา/ปวช. ร้อยละ 45.90 ไม่มีบุตรหลานที่ต้องดูแล ร้อยละ 29.30 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 49.50 มีรายได้ ต่ำกว่า 30,000 บาท ร้อยละ 50.80 รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 11,228.3 บาท ไม่มีโรคประจำตัวที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 88.60 ไม่มีภาระในการดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยติดเตียง ร้อยละ 92.40 มี และไม่มีประวัติป่วยเป็นภาวะซึมเศร้า/ปัญหาทางสุขภาพจิตที่ได้รับการรักษาในอดีต ร้อยละ 100.00 2) ความรอบรู้ด้านสุขภาพของสตรีมุสลิมวัยทำงาน ประกอบด้วย ด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการ ด้านการสื่อสารเพิ่มความเชี่ยวชาญ ด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ ด้านการตัดสินใจเลือกปฏิบัติ และด้านการจัดการตนเองปลอดภัยของสตรีมุสลิมวัยทำงาน ภาพรวมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 87.20 ความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์สูงกับระดับคุณภาพชีวิตและพฤติกรรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าของสตรีมุสลิมวัยทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.691, P-value=0.001) 3) ดังนั้น ผู้วิจัยจะนำตัวแปรจากผลการวิจัยนี้ มาใช้ในการออกแบบโปรแกรมการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมคุณภาพการป้องกันภาวะซึมเศร้าของสตรีมุสลิมวัยทำงาน เขตตำบลตะลุโบะ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6313
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง เขตตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
2026-10-08T14:11:58+07:00
อาภรณ์ เจะอุบง
Arpornjeh@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขตตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ประชากรคือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ขึ้นทะเบียนและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบานา อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี พ.ศ.2568 และอาศัยอยู่ในพื้นที่จริงอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป จำนวน 459 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Danielเท่ากับ 233 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย 4 ส่วนได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล การรับรู้ด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม แบบสัมภาษณ์ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.887 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (73.80%) ( =2.738, S.D.=0.440) พฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (83.70%) ( =2.832, S.D.=0.493) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า การรับรู้ด้านสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.198, P-value<0.002)</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6314
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเขตตำบลม่วงเตี้ย อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี
2026-10-08T14:46:30+07:00
แวอาแซ มามะ
bossron@hotmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนด้านสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ประชากรคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ด้วยโรคความโลหิตสูง รับการรักษาตามแผนการรักษา มีรายชื่อตามทะเบียนบ้านและอาศัยอยู่ในพื้นที่จริงอย่างน้อย 6 เดือน ในเขตตำบลม่วงเตี้ย อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี จำนวน 540 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel ได้กลุ่มตัวอย่าง 247 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนด้านสังคมและพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.867 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (93.33%) ( =2.94, S.D.=0.239) แรงสนับสนุนด้านสังคมมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในรับดับสูง (98.88%) ( =2.90, S.D.=0.302) พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (88.88%) ( =2.88, S.D.=0.323) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.434, P-value<0.001) และแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขตตำบลม่วงเตี้ย อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.503, P-value<0.001)</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6342
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขตโรงพยาบาลสุขภาพตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
2026-10-14T13:54:58+07:00
อีริณา เบญอาเหม็ด
Irina55409@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขตโรงพยาบาลสุขภาพตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ประชากรคือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขตโรงพยาบาลสุขภาพตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 504 คน โดยใช้สูตรการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Daniel เท่ากับ 241 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพ แบบสัมภาษณ์ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และนำไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค เท่ากับ 0.867 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันที่ระดับความเชื่อมั่น 0.05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (95.02%) ( =2.95, S.D.=0.217) พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง (52.70%) ( =2.47, S.D.=0.500) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขต โรงพยาบาลสุขภาพตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลทางสุขภาพ และบริการสุขภาพ (r=0.163*, P-value 0.011) ความรู้ความเข้าใจ (r=0.142*, P-value 0.027) ด้านการสื่อสารเพิ่มความเชี่ยวชาญ (r=0.187**, P-value 0.004) และการจัดการตนเองให้มีความปลอดภัย (r=0.138*, P-value 0.032) ตามลำดับ และพบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เขต โรงพยาบาลสุขภาพตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.199*, P-value 0.024)</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he03.tci-thaijo.org/index.php/scintc/article/view/6343
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่คุมระดับน้ำตาลไม่ได้ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ตำบลปูยุดอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
2026-10-14T14:31:35+07:00
อัซยะห์ เจะยามา
Tonya.cheyama83@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่คุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ประชากรคือผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในพื้นที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ตำบลปูยุด อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี จำนวน 321 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตร Daniel ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 193 คน และสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แบบสัมภาษณ์ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน และทดลองใช้กับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน พบว่ามีค่าความเชื่อมั่นของแบบสัมภาษณ์ทั้งฉบับเท่ากับ 0.820 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (Mean = 4.12, S.D. = 0.269) และพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง (Mean = 3.82, S.D. = 0.318) ความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับพฤติกรรมการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (r = 0.450, P-value <0.001) เมื่อพิจารณาความรอบรู้ด้านสุขภาพรายด้าน พบว่า ด้านการเข้าถึงข้อมูลทางสุขภาพและบริการสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลาง (r = 0.483, P-value < 0.001) รองลงมา ได้แก่ ด้านการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้อง (r = 0.313, P-value < 0.001) ด้านความรู้ความเข้าใจ (r = 0.310, P-value < 0.001) ด้านการจัดการตนเองให้มีความปลอดภัย (r = 0.247, P-value < 0.001) และด้านการสื่อสารเพิ่มความเชี่ยวชาญ (r = 0.149, P-value=0.039) ตามลำดับ ส่วนด้านการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับต่ำมาก แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.069, P-value=0.340)</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026