การพัฒนารูปแบบการสอนวิชากระบี่กระบองโดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือ ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคล่องแคล่วว่องไวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนวิชากระบี่กระบองโดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือ
2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกระบี่กระบองโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือ 3) เปรียบเทียบระดับความคล่องแคล่วว่องไวของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้วิชากระบี่กระบองโดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนศรีบุณยานนท์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 80 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชากระบี่กระบองโดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือ 8 แผน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายมาตรฐานระหว่างประเทศ (ICSPFT) วิ่งเก็บของ (Shuttle Run) 4. แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่าผลการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้วิชากระบี่กระบองโดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกแบบร่วมมือสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.67/84.63 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกระบี่กระบองของกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.95 คะแนน กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.63 คะแนน ค่าเฉลี่ยระหว่างผู้เรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ค่าเฉลี่ยระดับความคล่องแคล่วว่องไวหลังเรียน กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.27 วินาที กลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.95 ค่าเฉลี่ยระดับความคล่องแคล่วว่องไวระหว่างผู้เรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยระดับความคล่องแคล่วว่องไว กลุ่มทดลองก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.16 วินาที หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.27 ค่าเฉลี่ยระดับความคล่องแคล่วว่องไวระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลองไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้วิชากระบี่กระบองโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความและข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสาร เป็นทัศนะของผู้เขียน คณะพลศึกษาไม่จำเป็นต้องเห็นชอบด้วยเสมอไปผู้ใดประสงค์จะนำข้อความไปตีพิมพ์หรือเผยแพร่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้เขียนโดยตรง
เอกสารอ้างอิง
Apiwongngam, R. (2018). The use of Krabi-Krabong club hitting exercises on the physical fitness of Chiang Mai
University students [Master's thesis, Chiang Mai Physical Education Institute].
Aphichittrakul, T., Wiratsetthasin, K., & Muangsiritham, P. (2020). Effects of cooperative physical education
learning management on unity and academic achievement of lower secondary school students. Journal of Educational Measurement, 37(101), 60.
Chawisuttigul, A. (1995). 7 major principles of self-defense: Document No. 2 Science and Art of Krabi-Krabong.
Chiang Mai Physical Education Institute.
Chunhahotianan, S., & Yamngamruea, W. (2022). Cooperative learning management in physical education to
enhance life skills for Grade 6 students at Pibuloppatham School. Journal of Health, Physical Education, and Recreation, 48(1).
Dyson, B., & Grineski, S. (2001). Using cooperative learning structures in physical education. Journal of Physical
Education, Recreation & Dance, 72(2), 28-31.
Phromma, P., & Tingsabhat, S. (2023). Effects of cooperative physical education learning management with TAI
technique on the development of football skills and sportsmanship of upper secondary school students. Journal of Health, Physical Education, and Recreation, 49(3).
Phungsai, A., & Kaewjarasvilai, T. (2014). Effects of participatory learning management on attitudes towards
learning physical education of Grade 11 students. Silpakorn Educational Research Journal, 6(1).
Promboon, S. (1997). Theory of participatory learning. Idea Square Press.
Samahito, S. (2013). Physical fitness tests and norms for Thai people aged 19-59 years. Bureau of Sports
Science, Department of Physical Education, Ministry of Tourism and Sports.
Srisamut, W., Prasantree, T., & Anantarak, M. (2014). A comparison of academic achievement in physical
education on basic football skills and emotional control of Grade 6 students between cooperative learning with JIGSAW technique and traditional learning. Journal of Nakhon Phanom University, 4(3).
Thongmak, S., & Khamthoon, P. (2023). Effects of physical education learning management using cooperative
learning on academic achievement in volleyball course of Grade 9 students. Rajapark Journal, 17(54), 252-266.