การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลผู้ป่วยระยะกลาง จังหวัดเลย
Main Article Content
บทคัดย่อ
จังหวัดเลยมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงเป็นอันดับต้นของประเทศและมีผู้ป่วยระยะกลางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถิติสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย ปี พ.ศ. 2565-2567 พบอัตราแผลกดทับในผู้ป่วยระยะกลางเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.9 เป็นร้อยละ 13.8 การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลผู้ป่วยระยะกลาง จังหวัดเลย โดยใช้แนวคิด GROW Model ของ Whitmore ผสานกับกระบวนการนิเทศทางการพยาบาลของสภาการพยาบาลและคู่มือการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลางของกรมการแพทย์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาแบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์สถานการณ์ การพัฒนารูปแบบและทดลองใช้ และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพผู้นิเทศ 14 คน และผู้รับการนิเทศ 20 คน จากโรงพยาบาล 14 แห่งในจังหวัดเลย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามทัศนคติ แบบสอบถามความ
พึงพอใจ และแบบติดตามตัวชี้วัดคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ บทบาทหน้าที่และคุณสมบัติของผู้นิเทศ ขั้นตอนปฏิบัติการนิเทศ และการประเมินผล ภายหลังการใช้รูปแบบ พบว่าคะแนนความรู้ของผู้นิเทศเพิ่มขึ้นจาก 10.36±4.03 เป็น 22.43±5.93 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=9.39, p<.001) คะแนนทัศนคติเพิ่มขึ้นจาก 66.07±7.26 เป็น 93.21±4.21 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=-16.68, p<.001) ความพึงพอใจของผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) อัตราการเกิดแผลกดทับลดลงจากร้อยละ 13.8 เหลือร้อยละ 5.0 และผู้ป่วยร้อยละ 70 มีคะแนน Barthel Index เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 คะแนน
รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลผู้ป่วยระยะกลางที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้ ทัศนคติ และความพึงพอใจ รวมถึงยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการอื่นที่มีบริบทคล้ายคลึงกันได้
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
กรมการแพทย์ กองบริหารการสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. (2562). คู่มือการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (Guideline for Intermediate Care) สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan). บอร์น ทู บี พับลิซซิ่ง.
กระทรวงสาธารณสุข. (2566). รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลระยะกลางในประเทศไทย ประจำปี 2566. กระทรวงสาธารณสุข.
นงลักษณ์ พะไกยะ, สมจิต หนุเจริญกุล, และวรรณภา ประไพพานิช. (2562). การพัฒนาระบบการนิเทศทางการพยาบาล: กรณีศึกษาโรงพยาบาลชุมชน. วารสารพยาบาลศาสตร์, 39(2), 45-58.
นิตย์นภา สว่างศรี. (2560). การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลโดยใช้ GROW Model. [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยขอนแก่น].
บุญชู ทิมา. (2563). การดูแลผู้ป่วยในระยะกลาง: แนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพและการดูแลหลังการรักษา. สำนักพิมพ์การแพทย์.
ผ่องศรี สุพรรณพายัพ, จันทนา จินาวงศ์, และรัชนี อยู่ศิริ. (2556). การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลกลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลพระปกเกล้า. วารสารพยาบาลศาสตร์, 31(4), 89-101.
พวงทอง คงคา. (2559). การประยุกต์ใช้ GROW Model ในการนิเทศทางการพยาบาล. [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].
มณีรัตน์ ภูวนันท์, สุภาพร วงศ์สุวรรณ, และนภาพร แสงสว่าง. (2563). ผลของการใช้รูปแบบการนิเทศทางคลินิก CLEAR Model สำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ, 14(2), 78-92.
โรงพยาบาลเลย ฝ่ายการพยาบาล. (2563). รายงานประจำปี 2563. โรงพยาบาลเลย.
สภาการพยาบาล. (2563). มาตรฐานการนิเทศทางการพยาบาล. สภาการพยาบาล.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย. (2567). รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยระยะกลางจังหวัดเลย ประจำปี 2567. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย.
สุดารัตน์ วงศ์ประทุม. (2565). รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยระยะกลางในระบบเครือข่าย. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 40(3), 50-62.
สุวรรณา จันทร์ประเสริฐ. (2563). ผลกระทบของการดูแลผู้ป่วยระยะกลางต่อครอบครัวและชุมชน. วารสารสาธารณสุข, 50(3), 45-56.
แสงมะลิ พลเวียง. (2566). การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมในโรงพยาบาลชุมชน. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 33(1), 112-125.
Carver, N. (2020). The impact of clinical supervision on patient outcomes: A systematic review. Journal of Nursing Management, 28(4), 890-902. https://doi.org/10.1111/jonm.13015
Chow, S. C., Wang, H., & Shao, J. (2003). Sample size calculations in clinical research. Taylor & Francis.
Fraser, S. W. (2019). Clinical supervision and professional development in nursing: A systematic review. Journal of Advanced Nursing, 75(11), 2340-2351. https://doi.org/10.1111/jan.14021
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1990). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
Lachin, J. M. (1981). Introduction to sample size determination and power analysis for clinical trials. Controlled Clinical Trials, 2(2), 93-113. https://doi.org/10.1016/0197-2456(81)90001-5
Proctor, B. (2001). Training for the supervision alliance: Attitude, skills and intention. In J. R. Cutcliffe, T. Butterworth, & B. Proctor (Eds.), Fundamental themes in clinical supervision (pp. 25-46). Routledge.
Whitmore, J. (2010). Coaching for performance: The principles and practice of coaching and leadership (4th ed.). Nicholas Brealey Publishing.
World Health Organization. (2022). Rehabilitation need worldwide: Update 2022. World Health Organization. https://www.who.int/publications/rehabilitation-2022