การศึกษาปัจจัยด้านความรู้ ทัศนคติ และการสนับสนุนทางสังคมที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายในประชากรวัยทำงาน
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ทัศนคติต่อการออกกำลังกาย การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชากรวัยทำงาน ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ และการสนับสนุนทางสังคมกับพฤติกรรมการออกกำลังกาย รวมทั้งศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการออกกำลังกาย กลุ่มตัวอย่าง
คือประชากรวัยทำงานอายุ 18-59 ปี ที่อาศัยในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเมี่ยง อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย จำนวน 340 คน คัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 53.82 อายุ 45-59 ปี ร้อยละ 48.82ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 57.35 มีความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 57.35
มีทัศนคติต่อการออกกำลังกายอยู่ในระดับดี ร้อยละ 71.18 ได้รับการสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.94 แต่มีพฤติกรรมการออกกำลังกายอยู่ในระดับน้อย ร้อยละ 67.06 ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ (p < .05) ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย (r = .262, p < .001) และการสนับสนุนทางสังคม (r = .215, p < .001) มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการออกกำลังกาย ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการออกกำลังกายได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกาย (β = .262) และการสนับสนุนทางสังคม (β = .215) โดยร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 11.4
ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างความรู้กับการปฏิบัติ การส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายในประชากรวัยทำงาน ควรเน้นการให้ความรู้เชิงปฏิบัติควบคู่กับการสร้างเครือข่ายสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวและชุมชน รวมถึงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการออกกำลังกาย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
จักรกฤษณ์ นุบาล. (2560). ความรู้ เจตคติ พฤติกรรมการออกกำลังกายและสมรรถภาพทางกายของเจ้าหน้าที่พลศึกษาประจำจังหวัดขอนแก่น. วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 17(2), 75-86.
ฉัตรชัย ประภัศร. (2560). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการออกกําลังกายกรณีศึกษา: นักศึกษาสาขาการบัญชีและนักศึกษาสาขาการจัดการ ระดับปริญญาตรี ภาคพิเศษ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558. วารสารราชนครินทร์, 14(32), 81-92.
ธนพร แย้มศรี, ชนัญชิดาดุษฎี ทูลศิริ และยุวดี ลีลัคนาวีระ. (2560). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เครือข่ายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ, 35(2), 158-168.
บรรจง พลไชย. (2561). พฤติกรรมการออกกำลังกายและปัจจัยเอื้อต่อการออกกำลังกายของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองนครพนม. วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ, 25(1), 117-131.
เปรมวดี คฤหเดช. (2562). การรับรู้พฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชนที่มาออกกำลังกายในสวนสาธารณะกรุงเทพมหานคร. วารสารวชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตร์เขตเมือง, 63(6), 455-466.
พยงค์ ขุนสะอาด. (2563). ศึกษาพฤติกรรมการออกกำลังกายและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของผู้สูงอายุ ในเขตพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านห้วยส้านพลับพลา ตำบลโป่งแพร่ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, 15(1), 33-49.
พรภัทรา แสนเหลา และอณัญญา ลาลุน. (2562). การศึกษาพฤติกรรมทางสุขภาพในการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ, 2(2), 21-33.
แววใจ พ้นภัย และอมร ไกรดิษฐ์. (2560). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการออกกำลังกายของบุคลากรสาธารณสุขเครือข่ายบริการสุขภาพ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 4(ฉบับพิเศษ), 180-195.
สมเกียรติยศ วรเดช. (2557). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการออกกำลังกายของนิสิตมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 44(3), 288-299.
สรากร บุญกิจเจริญ. (2549). ศึกษาการใช้เวลาว่างในการประกอบกิจกรรมนันทนาการของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีการศึกษา 2548 [ปริญญานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ].
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2560). การสำรวจพฤติกรรมการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายของประชากร พ.ศ. 2560. สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
สุดจิต ไตรประคอง. (2558). พฤติกรรมการออกกำลังกาย ปัจจัยการทำนายการออกกำลังกาย บุคลากรฝ่ายบริการพยาบาล. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 20(2), 75-92.
สุวัฒนา เกิดม่วง. (2559). การพัฒนารูปแบบพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพด้วยการออกกำลังกายแบบวิถีไทยของประชาชนบ้านท่าระหัด จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 26(1), 66-78.
อโนทัย ผลิตนนท์เกียรติ และคณะ. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษากายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. วารสาร ม.ฉก.วิชาการ, 21(42), 55-64.
อรนภา ทัศนัยนา. (2561). ศึกษาพฤติกรรมการออกกำลังกายของนิสิตมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 30(1), 39-54.
Green, L. W., & Kreuter, M. W. (2005). Health program planning: An educational and ecological approach (4th ed.). McGraw-Hill.
Scarapicchia, T. M. F., Amireault, S., Faulkner, G., & Sabiston, C. M. (2017). Social support and physical activity participation among healthy adults: A systematic review of prospective studies. International Review of Sport and Exercise Psychology, 10(1), 50-83. https://doi.org/10.1080/1750984X.2016.1183222
Sun, X., Guo, Y., Wang, S., & Sun, J. (2015). Social participation and urban-rural disparity in mental health among older adults in China. Journal of Affective Disorders, 274, 160-168. https://doi.org/10.1016/j.jad.2015.03.028
World Health Organization. (2020). WHO guidelines on physical activity and sedentary behaviour. https://www.who.int/publications/i/item/9789240015128
Yamane, T. (1973). Statistics: An introductory analysis (3rd ed.). Harper & Row.