การพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาและส่งต่อผู้ป่วยธาลัสซีเมียในเด็กในโรงพยาบาลชุมชน จังหวัดเลย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหา พัฒนาระบบบริการและประเมินผลลัพธ์ของระบบบริการการดูแลรักษาพยาบาลและการส่งต่อผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือดในเด็ก จังหวัดเลย ดำเนินการตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis และ McTaggart ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติการ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผล กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย ทีมสหวิชาชีพ 54 คน ผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือดในเด็ก 109 คน และญาติผู้ป่วย 109 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติทางคลินิก แนวทางการส่งต่อและประสานงาน แบบรายงานผลการรักษาตามตัวชี้วัด และแบบสอบถามความพึงพอใจ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า CVI มากกว่า 0.80 และค่า IOC มากกว่า 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Dependent t-test วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า ระบบบริการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 1) แนวปฏิบัติทางคลินิกการรักษาผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดพึ่งพาเลือดในเด็ก 2) แนวทางการส่งต่อและประสานงานระหว่างโรงพยาบาลเครือข่าย 3) แนวทางการจัดระบบบริการในโรงพยาบาลชุมชน และ 4) ระบบการรายงานผลการรักษา หลังการพัฒนาระบบ โรงพยาบาล
ทั้ง 14 แห่ง สามารถปฏิบัติตามระบบได้ครบถ้วนร้อยละ 100 ผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยระดับฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้นจาก 8.55 เป็น 9.05 g/dl และมีค่าเฉลี่ยระดับเฟอร์ริตินลดลงจาก 1,668.79 เป็น 1,394.57 ng/ml อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01) ความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติเพิ่มขึ้นทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01)
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบบริการที่พัฒนาขึ้นสามารถปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิกและเพิ่มความ
พึงพอใจของผู้ป่วยและญาติ ควรนำระบบนี้ไปขยายผลในพื้นที่อื่นที่มีบริบทคล้ายคลึงกัน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. (2557). แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย. กระทรวงสาธารณสุข.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย. (2567). รายงานสถานการณ์โรคธาลัสซีเมียจังหวัดเลย ปี 2567. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย.
Angastiniotis, M., & Lobitz, S. (2019). Thalassemias: An overview. International Journal of Neonatal Screening, 5(1), 16. https://doi.org/10.3390/ijns5010016
Cappellini, M. D., Cohen, A., Porter, J., Taher, A., & Viprakasit, V. (2014). Guidelines for the management of transfusion dependent thalassaemia (TDT) (3rd ed.). Thalassemia International Federation.
Fucharoen, S., & Winichagoon, P. (2011). Haemoglobinopathies in Southeast Asia. Indian Journal of Medical Research, 134(4), 498–506.
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
Modell, B., & Darlison, M. (2008). Global epidemiology of haemoglobin disorders and derived service indicators. Bulletin of the World Health Organization, 86(6), 480–487.
Pornpatkul, N., Srivorakun, H., Fucharoen, G., Singha, K., Sanchaisuriya, P., & Fucharoen, S. (2017). Blood transfusion management in thalassemia patients at community hospital level in Thailand. Hemoglobin, 41(4–6), 289–293.
Riewpaiboon, A., Nuchprayoon, I., Torcharus, K., Indaratna, K., Thavorncharoensap, M., & Ubol, B. O. (2010). Economic burden of beta-thalassemia/Hb E and beta-thalassemia major in Thai children. BMC Research Notes, 3, 29. https://doi.org/10.1186/1756-0500-3-29
Taher, A. T., Weatherall, D. J., & Cappellini, M. D. (2018). Thalassaemia. The Lancet, 391(10116), 155–167. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(17)31822-6
Viprakasit, V., Lee-Lee, C., Chong, Q. T., Lin, K. H., & Khuhapinant, A. (2013). Iron chelation therapy in the management of thalassemia: The Asian perspectives. International Journal of Hematology, 97(4), 435–445. https://doi.org/10.1007/s12185-013-1302-0
Weatherall, D. J., & Clegg, J. B. (2001). The thalassaemia syndromes (4th ed.). Blackwell Science.