ประสิทธิผลของการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองโดยใช้รูปแบบ D-METHOD-P ต่อการจัดการอาการรบกวนในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเชียงคาน จังหวัดเลย

Main Article Content

ขจรศรี สอนมาลา

บทคัดย่อ

การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะท้ายในประเทศไทยนำมาซึ่งความท้าทายในการดูแลแบบประคับประคอง จากการศึกษาบริบทการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในโรงพยาบาลเชียงคาน พบว่ารูปแบบการวางแผนจำหน่ายเดิมยังขาดองค์ประกอบสำคัญในการเชื่อมโยงความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและพยากรณ์โรค ผู้วิจัยจึงพัฒนารูปแบบการวางแผนจำหน่าย D-METHOD-P โดยเพิ่มองค์ประกอบ D: Diagnosis เข้ากับรูปแบบเดิม METHOD-P ให้ครอบคลุม 8 องค์ประกอบ วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้และพฤติกรรมในการจัดการอาการรบกวนของผู้ป่วยและผู้ดูแล ก่อนและหลังการใช้รูปแบบ D-METHOD-P และศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแล ใช้การวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กับผู้ป่วยระยะท้าย 30 ราย และผู้ดูแล 30 ราย โรงพยาบาลเชียงคาน จังหวัดเลย ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เครื่องมือประกอบด้วยรูปแบบ D-METHOD-P แบบสอบถามความรู้และพฤติกรรม และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test


        ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้ป่วยระยะท้ายมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการจัดการอาการรบกวนเพิ่มขึ้นจาก 9.37±2.84 เป็น 17.83±1.66 คะแนน (t = 16.89, p < .001, Cohen's d = 3.91) และคะแนนพฤติกรรมเพิ่มขึ้นจาก 8.63±3.12 เป็น 18.27±1.44 คะแนน (t = 18.42, p < .001, Cohen's d = 4.27) (2) ผู้ดูแล
มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 10.23±2.67 เป็น 18.47±1.28 คะแนน (t = 19.47, p < .001, Cohen's
d = 4.52) และคะแนนพฤติกรรมเพิ่มขึ้นจาก 9.47±2.95 เป็น 18.90±1.06 คะแนน (t = 20.18, p < .001, Cohen's d = 4.68) โดยมีขนาดอิทธิพลระดับสูงมากทุกตัวแปร และ (3) ผู้ป่วยและผู้ดูแลมีความพึงพอใจ
ต่อรูปแบบ D-METHOD-P อยู่ในระดับมากที่สุด (4.68±0.34 และ 4.73±0.31 ตามลำดับ)


        สรุปได้ว่า รูปแบบการวางแผนจำหน่าย D-METHOD-P มีประสิทธิผลสูงในการเพิ่มความรู้และพฤติกรรมการจัดการอาการรบกวนของผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ดูแล การบูรณาการองค์ประกอบการทำความเข้าใจโรคเข้ากับการดูแลแบบองค์รวมช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีความพร้อมในการดูแลต่อเนื่อง
ที่บ้าน รูปแบบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคอง และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในช่วงสุดท้ายของชีวิต

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
สอนมาลา ข. . (2025). ประสิทธิผลของการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยระยะท้ายแบบประคับประคองโดยใช้รูปแบบ D-METHOD-P ต่อการจัดการอาการรบกวนในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเชียงคาน จังหวัดเลย. วารสารสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย, 3(2), 93–108. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/JOPOLO/article/view/5196
ประเภทบทความ
Research Article

เอกสารอ้างอิง

กรมอนามัย. (2567). การคุ้มครองสุขภาพผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง. https://doc.anamai.moph.go.th/index.php?r=str-project/view&id=7341

กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2560). แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข) พ.ศ. 2560–2579. กระทรวงสาธารณสุข.

กัมพล อินทรทะกูล, และคณะ. (2563). ผลของการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักโดยใช้รูปแบบ METHOD-P ต่อความรู้ในการจัดการกับอาการไม่พึงประสงค์หลังรับยาเคมีบำบัด. วชิรสารการพยาบาล, 22(1), 1–14.

กิ่งกาญจน์ ชุ่มจำรัส, & พชรน้อย สิงห์ช่างชัย. (2561). ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายร่วมกับให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยเจาะคอต่อความรู้ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยเจาะคอและความพึงพอใจของผู้ดูแลในหอผู้ป่วยตา หู คอ จมูก โรงพยาบาลสงขลา. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 5(1), 124–134.

ฉันชาย สิทธิพันธุ์. (2560). การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย. https://tmc.or.th/pdf/tmc_knowlege-59.pdf

รัตนาภรณ์ แซ่ลิ้ม, นงลักษณ์ ว่องวิษณุพงศ์, & สุดจิต ไตรประคอง. (2557). ประสิทธิผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตันในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์. วารสารสภาการพยาบาล, 29(2), 102–113.

ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2568). ข้อมูลเพื่อตอบสนอง Service Plan สาขา Intermediate & Palliative Care. https://hdcservice.moph.go.th/hdc/reports/page.php?cat_id=b08560518ca0ebcaf2016dab69fb38b5

หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเชียงคาน. (2567). จำนวนผู้ป่วยระยะท้าย [เอกสารไม่ได้เผยแพร่].

Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. W. H. Freeman.

Higginson, I. J., Bausewein, C., Reilly, C. C., Gao, W., Gysels, M., Dzingina, M., McCrone, P., Booth, S., Jolley, C. J., & Moxham, J. (2022). Effectiveness of early integration of palliative care in patients with advanced cancer: A systematic review and meta-analysis. The Lancet Oncology, 23(5), e215–e227. https://doi.org/10.1016/S1470-2045(22)00012-8

Kokorelias, K. M., Gignac, M. A. M., Naglie, G., & Cameron, J. I. (2019). Towards a universal model of family centered care: A scoping review. BMC Health Services Research, 19(1), Article 564. https://doi.org/10.1186/s12913-019-4394-5

Orem, D. E. (2001). Nursing: Concepts of practice (6th ed.). Mosby.

Weetman, K., Grimley, C., Bailey, C., Hewison, A., Payne, S., & Sadler, E. (2025). Improving specialist palliative care discharges from hospitals and hospices to community settings: A qualitative interview study. BMC Palliative Care, 24, Article 214. https://doi.org/10.1186/s12904-025-01851-x

World Health Organization. (2020). Palliative care. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/palliative-care

World Health Organization. (2023). Thailand’s leadership and innovations towards healthy ageing. https://www.who.int/thailand/news/feature-stories/detail/thailands-leadership-and-innovation-towards-healthy-ageing