การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในโรงพยาบาลเชียงคาน จังหวัดเลย
Main Article Content
บทคัดย่อ
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข ในอำเภอเชียงคานพบผู้ป่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเพียงร้อยละ 21.85 สะท้อนช่องว่างของระบบบริการที่ต้องพัฒนา
วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานในโรงพยาบาลเชียงคาน และ
2) เพื่อศึกษาผลของระบบที่พัฒนาขึ้น
งานวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามกระบวนการ PAOR ของ Kemmis และ McTaggart 4 ขั้นตอน (วางแผน–ปฏิบัติ–สังเกตการณ์–สะท้อนผล) แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะพัฒนาระบบ (วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา) และระยะประเมินผลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 53 คน คัดเลือกตามเกณฑ์ ดำเนินกิจกรรม 12 สัปดาห์ (กลุ่มเดือนละ 1 ครั้ง รวม 3 ครั้ง) ร่วมกับการติดตามโดยทีมสหวิชาชีพ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test
ผลการวิจัย พบว่า ได้ระบบการดูแลที่ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ 5 ด้าน ภายหลังการพัฒนา
กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มจาก 6.38 เป็น 9.15 (p < .001, Cohen's d = 2.19) พฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มจาก 65.69 เป็น 67.23 (p = .003, d = 0.42) และระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงจาก 9.73 เป็น 8.61 (p < .001, d = 0.86) โดยมีผู้ป่วยควบคุม HbA1c ได้ต่ำกว่าร้อยละ 7 จำนวน 12 คน (ร้อยละ 22.64) ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.73)
ระบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นช่วยส่งเสริมความรู้ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยเบาหวาน จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการปฐมภูมิและโรงพยาบาลชุมชนที่มีบริบทใกล้เคียง ควบคู่กับการติดตามต่อเนื่อง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. (2564). รายงานสถานการณ์โรค NCDs: เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. (2565). แนวทางการดำเนินงานโรงเรียนเบาหวานและการจัดการตนเอง. กระทรวงสาธารณสุข.
กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2568). คู่มือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วยโรคเรื้อรัง. กระทรวงสาธารณสุข.
กาญจน์วจี จตุเทน. (2566). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนโดยโมเดลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Transtheoretical Model: TTM) เทศบาลตำบลเสลภูมิ อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 8(3), 633–644.
ทนงศักดิ์ ราชเจริญ. (2568). ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยเวชศาสตร์วิถีชีวิตต่อระดับน้ำตาลในเลือดและดัชนีมวลกายในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 10(1), 157–168.
วนิดา พงษ์ศักดิ์ชาติ. (2563). การคำนวณหาขนาดตัวอย่างเพื่องานวิจัย. หน่วยบริการข้อมูลสารสนเทศ
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา.
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย. (2568). รายงานสถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานและการควบคุมระดับน้ำตาล จังหวัดเลย. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเลย.
สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย. (2562). แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน 2560 (ฉบับปรับปรุง 2562). ศรีอนันต์การพิมพ์.
สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ. (2564). แนวทางการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
สิระ กอไพศาล. (2566). เบาหวานรู้ก่อนรักษาได้. RAMA Channel ขับเคลื่อนสังคมไทยให้สุขภาพดี. สืบค้นจาก https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/โรคเบาหวาน-โรคควรระวัง-รู้ก่อนรักษาได้/
American Diabetes Association. (2024). Standards of care in diabetes—2024. Diabetes Care, 47(Suppl. 1), S1–S350. https://doi.org/10.2337/dc24-Sint
Best, J. W. (1977). Research in education (3rd ed.). Prentice-Hall.
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1990). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
Powers, M. A., Bardsley, J. K., Cypress, M., Funnell, M. M., Harms, D., Hess-Fischl, A., Hooks, B., Isaacs, D., Mandel, E. D., Maryniuk, M. D., Norton, A., Rinker, J., Siminerio, L. M., & Uelmen, S. (2020). Diabetes self-management education and support in adults with type 2 diabetes: A consensus report. Diabetes Care, 43(7), 1636–1649. https://doi.org/ 10.2337/dci20-0023