การพัฒนารูปแบบการบำบัดหญิงตั้งครรภ์ใช้สารเสพติดเมทแอมเฟตามีน
Main Article Content
บทคัดย่อ
ความเป็นมาและความสำคัญ: การใช้เมทแอมเฟตามีนในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบซับซ้อนต่อมารดาและทารก ขณะที่โปรแกรมบำบัดมาตรฐานเดิม (Matrix Program) ใช้เวลานานและหญิงตั้งครรภ์เข้าถึงได้ยาก งานวิจัยและพัฒนานี้จึงมุ่งพัฒนารูปแบบการบำบัดเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบางในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหาของหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้เมทแอมเฟตามีน
2) เพื่อพัฒนารูปแบบการบำบัดโดยใช้แนวคิดการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) และ 3) เพื่อประเมินผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น
วิธีดำเนินการวิจัย โดยการศึกษานำร่อง (Pilot Study) แบบวิจัยและพัฒนา (R&D) 3 ระยะ ในกลุ่มตัวอย่างหญิงตั้งครรภ์ที่ผลตรวจปัสสาวะพบเมทแอมเฟตามีน 30 ราย (census sampling ของประชากรเป้าหมายในช่วงเวลาที่ศึกษา ไม่มีกลุ่มควบคุม) รูปแบบประกอบด้วยการคัดกรอง โปรแกรม CBT 10 สัปดาห์ และระบบติดตามต่อเนื่อง เครื่องมือมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับ (S-CVI) 0.85 และค่าความเชื่อมั่น 0.78 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired-samples t-test (พร้อม Cohen's d) Chi-square Goodness-of-fit
และ Fisher's Exact Test
ผลการวิจัย พบว่าหลังบำบัด คะแนนทัศนคติในการป้องกันการเสพซ้ำเพิ่มขึ้นจาก M = 3.02 เป็น M = 3.18 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.22, df = 29, p = .02, Cohen's d = 0.45) ระหว่างบำบัด 10 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมร้อยละ 86.67 มีพฤติกรรมดีขึ้น (หยุดเสพต่อเนื่องร้อยละ 26.67 และลดปริมาณการเสพร้อยละ 60.00) โดยไม่มีผู้ใดกลับไปเพิ่มปริมาณการเสพระหว่างการบำบัด ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญ (χ² = 4.81, p = .028) ที่ติดตาม 3 เดือน ร้อยละ 60.00 มีผลตรวจปัสสาวะเป็นลบ และพฤติกรรมระหว่างบำบัดสัมพันธ์กับการไม่กลับไปเสพซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ (Fisher's Exact Test, p = .014) ความพึงพอใจรวมอยู่ในระดับมาก
(M = 3.96)
การศึกษานำร่องนี้แสดงว่ารูปแบบการบำบัดที่ใช้แนวคิด CBT มีความเป็นไปได้และให้ผลเบื้องต้น
เชิงบวกในการปรับทัศนคติและพฤติกรรมการใช้สารของหญิงตั้งครรภ์ การขยายผลควรผ่านการทดสอบใน
กลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และหลายพื้นที่ก่อน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร