การพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยทางรังสีสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย โรงพยาบาลวังสะพุง จังหวัดเลย: การวิจัยและพัฒนา
Main Article Content
บทคัดย่อ
โรงพยาบาลวังสะพุงให้บริการรังสีวินิจฉัยทั้งในแผนกรังสีวิทยาและหน่วยงานอื่นที่ใช้เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ ทำให้บุคลากรหลายวิชาชีพเกี่ยวข้องกับการใช้รังสี แต่ยังไม่มีระบบการจัดการความปลอดภัยทางรังสีที่เชื่อมโยงทุกหน่วยงาน
วัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการ (2) พัฒนาและประเมินความเหมาะสมของระบบการจัดการความปลอดภัยทางรังสี และ (3) ประเมินผลหลังนำระบบไปใช้
วิธีการศึกษา: การวิจัยและพัฒนา 3 ระยะ (R1–D1, R2, D2) ระหว่างเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ผู้เข้าร่วมคือบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการใช้รังสี 36 คน (ศึกษาทั้งประชากร) ผู้ป่วย ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการทางรังสีวินิจฉัยก่อนใช้ระบบ 140 ราย และหลังใช้ระบบอีก 140 ราย ซึ่งเป็นคนละกลุ่ม รวม 280 ราย และผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามสถานการณ์และความต้องการ แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามทัศนคติ แบบประเมินการปฏิบัติ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ป่วย แบบสังเกตการปฏิบัติตามตัวชี้วัด และแบบประเมินความเหมาะสมของระบบ (IOC 0.67–1.00; KR-20 = 0.82; ค่าแอลฟาของครอนบาค 0.88–0.92) วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา paired-samples t-test ในบุคลากรสำหรับเปรียบเทียบผลก่อนและหลังของบุคลากรกลุ่มเดิม และ independent-samples t-test สำหรับเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ป่วยสองกลุ่มอิสระ พร้อมช่วงความเชื่อมั่น 95%
ผลการศึกษา: ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) แนวปฏิบัติทางคลินิกและคู่มือการปฏิบัติงาน (2) โปรแกรมการอบรมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากร และ (3) เครื่องมือติดตามและประเมินผล โดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.64, SD = 0.37) ภายหลังใช้ระบบ บุคลากรมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 12.86 ± 2.14 เป็น 17.94 ± 1.56 คะแนน ผลต่างเฉลี่ย 5.08 คะแนน (95% CI 4.25–5.91, p < .001) คะแนนทัศนคติเพิ่มขึ้นจาก 3.42 ± 0.46 เป็น 4.38 ± 0.39 ผลต่างเฉลี่ย 0.96 (95% CI 0.77–1.15, p < .001) และคะแนนการปฏิบัติเพิ่มขึ้นจาก 3.31 ± 0.51 เป็น 4.29 ± 0.42 ผลต่างเฉลี่ย 0.98 (95% CI 0.78–1.18, p < .001) ผู้ป่วยหลังใช้ระบบมีคะแนนความพึงพอใจโดยรวมสูงกว่ากลุ่มก่อนใช้ระบบ จาก 3.59 ± 0.46 เป็น 4.47 ± 0.35 ผลต่างเฉลี่ย 0.88 (95% CI 0.78–0.98, p < .001) และร้อยละการปฏิบัติตามตัวชี้วัดความปลอดภัยเพิ่มขึ้นทุกตัวชี้วัด
สรุป: ระบบที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินว่ามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และภายหลังนำระบบไปใช้พบการเพิ่มขึ้นของคะแนนความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของบุคลากร รวมถึงความพึงพอใจของผู้ป่วยและการปฏิบัติตามตัวชี้วัด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการประเมินบุคลากรไม่มีกลุ่มควบคุมและผลลัพธ์ส่วนหนึ่งเป็นการประเมินตนเอง จึงควรตีความผลเป็นการเปลี่ยนแปลงที่พบภายหลังนำระบบไปใช้ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันความสัมพันธ์เชิงเหตุผลหรือการเพิ่มขึ้นของความปลอดภัยทางรังสีโดยตรง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสารเอกสารอ้างอิง
Beardmore, C., England, A., Cruwys, C., & Carrié, D. (2024). How can effective communication help radiographers meet the expectations of patients—COMMUNICATION—A joint statement by the ESR & EFRS. Insights into Imaging, 15(1), Article 300. https://doi.org/ 10.1186/s13244-024-01868-5
Chau, M. (2024). Enhancing safety culture in radiology: Key practices and recommendations for sustainable excellence. Radiography, 30(Suppl. 1), 9–16. https://doi.org/10.1016/j.radi.2024.04.025
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A.-G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175–191.
Harrison, J. D., Balonov, M., Bochud, F., Martin, C., Menzel, H.-G., Ortiz-Lopez, P., Smith-Bindman, R., Simmonds, J. R., & Wakeford, R. (2021). ICRP Publication 147: Use of dose quantities in radiological protection. Annals of the ICRP, 50(1), 9–82. doi:10.1177/0146645320911864.
Ibáñez, B., Melero, A., Montoro, A., San Onofre, N., & Soriano, J. M. (2024). Molecular insights into radiation effects and protective mechanisms: A focus on cellular damage and radioprotectors. Current Issues in Molecular Biology, 46(11), 12718–12732. doi:10.3390/cimb46110755.
International Atomic Energy Agency. (2014). Radiation protection and safety of radiation sources: International basic safety standards (IAEA Safety Standards Series No. GSR Part 3). https://doi.org/10.61092/iaea.u2pu-60vm
International Atomic Energy Agency. (2018). Radiation protection and safety in medical uses of ionizing radiation (IAEA Safety Standards Series No. SSG-46). https://www.iaea.org/publications/11102/radiation-protection-and-safety-in-medical-uses-of-ionizing-radiation
Lakens, D. (2013). Calculating and reporting effect sizes to facilitate cumulative science: A practical primer for t-tests and ANOVAs. Frontiers in Psychology, 4, Article 863. doi:10.3389/fpsyg.2013.00863.
Radaideh, K., Matalqah, L., & Radaideh, L. (2026). Knowledge, attitudes, and practices of occupational radiation safety among healthcare professionals: A multi-setting study in Jordan. Health Physics, 130(4), 426–433. https://doi.org/10.1097/HP.0000000000002009
Rodrigues, B. V., Lopes, P. C., Mello-Moura, A. C., Flores-Fraile, J., & Veiga, N. (2024). Literacy in the scope of radiation protection for healthcare professionals exposed to ionizing radiation: A systematic review. Healthcare, 12(20), Article 2033. https://doi.org/10.3390/healthcare12202033
Rovinelli, R. J., & Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Dutch Journal of Educational Research, 2(2), 49–60.
World Health Organization. (2024). Enhancing radiation safety culture in health care: Guidance for health care providers. https://www.who.int/publications/i/item/9789240091115
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. (2566ก). ค่าปริมาณรังสีอ้างอิงในการถ่ายภาพรังสีวินิจฉัยทางการแพทย์ พ.ศ. 2566 (National diagnostic reference levels in Thailand 2023). กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. (2566ข). มาตรฐานคุณภาพเครื่องเอกซเรย์วินิจฉัย พ.ศ. 2566. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.
จังหวัดเลย. (2567, 10 กุมภาพันธ์). รพ.วังสะพุง เปิดตึกไตเทียมและกายภาพบำบัด ช่วยผู้ป่วยลดค่าใช้จ่ายเดินทางรับการรักษาในเมือง.
พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559. (2559, 5 สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา, 133(67 ก), 1–41.
เรวดี สิริธัญญานนท์, ทรงพล จำดิษฐ์, และบุปผา วงษ์ยศ. (2567). การพัฒนาระบบการรับรองคุณภาพห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัยในประเทศไทย. วารสารวิจัยระบบสาธารณสุข, 18(2), 220–238. https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6104
สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน). (2565). มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่ 5.