ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามบทบาทพยาบาลผู้จัดการรายกรณี ในผู้ป่วยเบาหวานที่รักษาด้วยอินซูลิน คลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลสมุทรปราการ
คำสำคัญ:
กระบวนการจัดการรายกรณี, ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้อินซูลิน, การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคเบาหวาน, ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน, ระดับน้ำตาลในเลือดบทคัดย่อ
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้อินซูลินในการรักษาต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรายบุคคลตามสภาพปัญหาของผู้ป่วย เปรียบเทียบความรู้โรคเบาหวานกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังเข้ากระบวนการจัดการรายกรณี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้อินซูลินในการรักษาขึ้นทะเบียนในโรงพยาบาลสมุทรปราการ จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบ่งเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ แบบวัดพฤติกรรม การดูแลตนเอง และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ และทดสอบคุณภาพของเครื่องมือด้วยวิธีอัลฟ่าของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.73 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ Independent t–test
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยของความรู้ ก่อนและหลังเข้ากระบวนการจัดการรายกรณี เท่ากับ M = 14.84, SD = 2.24 และ M = 16.65, SD = 0.60 ตามลำดับ คะแนนเฉลี่ยของการปฏิบัติตัว ก่อนและหลังเข้ากระบวนการจัดการรายกรณี เท่ากับ M = 37.0, SD = 3.98 และ M = 43.0, SD = 6.17 ตามลำดับ เมื่อทดสอบความแตกต่างทางสถิติ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความรู้ และการปฏิบัติหลังเข้ากระบวนการจัดการรายกรณีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.01) ผลระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนและหลังเข้ากระบวนการจัดการรายกรณี ลดลงจากค่าเฉลี่ย เท่ากับ 200 mg/dL (SD = 50.87) เป็นเท่ากับ 159 mg/dL (SD = 47.03) ระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ก่อนและหลังเข้ากระบวนการจัดการรายกรณี มีค่าเฉลี่ยลดลงจาก 10.30 mg% (SD = 1.48) เป็นเท่ากับ 9.55 mg% (SD = 1.43) ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.01) ภาพรวมของความพึงพอใจในการเข้ากระบวนการจัดการรายกรณีอยู่ในระดับมาก (M = 3.0)
สรุปว่า กระบวนการจัดการรายกรณี เป็นบทบาทที่สำคัญของพยาบาล ช่วยเพิ่มความรู้ การปฏิบัติตัวในผู้ป่วยเบาหวานที่รักษาด้วยอินซูลิน ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมในบริบทของแต่ละพื้นที่
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. รณรงค์วันเบาหวานโลก 2564 ตระหนักถึงการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ให้ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง [อินเทอร์เน็ต]. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 31 กรกฎาคม 2566]. เข้าถึงได้จาก: http://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=21692 & deptcode=brc
World Health Organization. World health statistics 2012; 2013 [Internet]. 2014 [cited 2016 Feb 10]. Available from: www.who.int/gho/.../world_health_statistics/2012/en/
American Diabetes Association. Standards of medical care in diabetes-2015.Diabetes Care; 2015.
Creer LT. Self-management of chronic illness: Handbook of self-regulation. California: Academic; 2000.
ศุภมาส ศรีหาบุตร, กีรดา ไกรนุวัตร, ปิยะธิดา นาคะเกษียร. ปัจจัยทำนายคุณภาพการดูแลผู้ป่วยเบาหวานศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร. วารสารพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2562;37(2):92-106.
สิชล ทองมา, วารี กังใจ, สหัทยา รัตนจรณะ. ผลของโปรแกรมส่งเสริมความยืดหยุ่นต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองและระดับฮีโมโกลบินเอวันซีของผู้สูงอายุโรคเบาหวาน. ไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ. 2564;16(2):140-8.
กุลธิดา พานิชกุล, อติพร สำราญบัว. การประยุกต์ใช้โมเดลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกาย. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีนครราชสีมา. 2556; 19(1):66-74.
พรรณี ปานเทวัญ, อายุพร ประสิทธิเวชชา. การประยุกต์ทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่. วารสารทหารบก [อินเทอร์เน็ต]. 2557 [เข้าถึงเมื่อ 22 เมษายน 2566];15(1):36-44. เข้าถึงได้จาก:
https://he01.tcithaijo.org/index.php/JRTAN/article/download/106919/92836/316435
ธีรภาพ เสาทอง, ปาหนัน พิชยภิญโญ, สุนีย์ ละกำปั่น. ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล. 2563;36(3):19-32.
อำพรทิพย์ อุดทาโย. การพัฒนารูปแบบการจัดการตนเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้. เชียงรายเวชสาร. 2564; 13(1):136-51.
Bloom BS. Handbook on Formative and Summative Evaluation of Student Learning. New York: McGraw-Hill; 1971.
จิรายุทธ์ อ่อนศรี. การพัฒนาแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้สู่การปฏิบัติในศตวรรษที่ 21 ของ Bloom [อินเทอร์เน็ต]. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 22 เมษายน 2566]. เข้าถึงได้จาก: http://www.nwm.ac.th/nwm/wpcontent/uploads/2018/07/%E0%B8%81%3E%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-21
นพพร โสวรรณะ. การเรียนออนไลน์กำลังบูม ทฤษฎีของบลูม (Bloom’s taxonomy) ช่วยได้ [อินเทอร์เน็ต]. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 31 มกราคม 2566]. เข้าถึงได้จาก: http://www.knonatwork.com/post/
McWhinney IR. A Textbook of Family Medicine. 2nd ed. New York: Oxford University Press; 1997.
เพชรสุนีย์ ทั้งเจริญกุล กุลวดี อภิชาติบุตร, นาตยา คำสว่าง, วิทวดี สุวรรณศรวล.อิทธิพลของการดูแลแบบเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางที่มีต่อการรับรู้ความปลอดภัยในโรงพยาบาลของผู้ป่วย. วารสารพยาบาลสภาการพยาบาลไทย. 2564;14(1):107-20.
สายพิณ หัตถีรัตน์. คู่มือหมอครอบครัวฉบับสมบูรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: หมอชาวบ้าน; 2549.
อนุศร การะเกษ, นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์. ผลของรูปแบบการพยาบาลผู้จัดการรายกรณีต่อผลลัพธ์ที่คัดสรรในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลต่ำในเลือด ณ แผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ. 2560;35(1):119-27.
เพชรน้อย สิงห์ช่างชัย. การวิจัยทางการพยาบาล. สงขลา: อัลลายด์ เพรส; 2535.
Best, J. W. (1977). Research in Education. 3rd ed. New Jersey: Prentice Hall.
ภูวดล พลพวก, นวรัตน์ ชุติปัญญาภรณ์. การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวาน. พุทธชินราชเวชสาร. 2561;35(3):348-60.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการโรงพยาบาลสมุทรปราการ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
