ผลการออกกำลังกายแบบโอทาโกและการฝึกการทรงตัวแบบดั้งเดิม ต่อความสามารถด้านการทรงตัวในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
คำสำคัญ:
โรคหลอดเลือดสมอง, การทรงตัว, การออกกำลังกายแบบโอทาโก, การฝึกการทรงตัวแบบดั้งเดิมบทคัดย่อ
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีอาการอ่อนแรงกล้ามเนื้อครึ่งซีกของร่างกาย ทำให้ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวแขนขาข้างที่อัมพาตได้ เกิดความบกพร่องด้านการทรงตัวส่งผลให้หกล้มได้ง่าย การออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูการทรงตัว ป้องกันการหกล้ม มีการศึกษาการออกกาลังกายแบบโอทาโก ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา กระตุ้นระบบประสาท การลงน้ำหนักขาข้างอ่อนแรงมากขึ้น และการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย ส่งเสริมการทรงตัว
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการออกกำลังกายแบบโอทาโก และการฝึกทรงตัวแบบดั้งเดิม ต่อความสามารถด้านการทรงตัวในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลสมุทรปราการ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน แบ่งกลุ่มโดยวิธีการจัดสรรแบบสลับอย่างเป็นระบบ เป็นกลุ่มทดลอง 15 คน ได้รับการออกกำลังกายแบบโอทาโก และกลุ่มควบคุม 15 คน ฝึกการทรงตัวแบบดั้งเดิม เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ประเมินผลความสามารถด้านการทรงตัวด้วย Berg Balance Scale (BBS) และ Functional Reach Test (FRT) วิเคราะห์เปรียบเทียบผลก่อนหลังการฝึกด้วยสถิติ paired sample t-test เปรียบเทียบผลก่อนหลังระหว่างกลุ่มด้วยสถิติ independent t-test
ผลการศึกษา พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีคะแนน BBS และ FRT เพิ่มขึ้นหลังฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) เมื่อเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มหลังฝึก พบว่า คะแนน BBS ไม่แตกต่างกัน แต่คะแนน FRT กลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) สรุปว่า การออกกาลังกายแบบโอทาโก สามารถเพิ่มการทรงตัว และเคลื่อนไหวในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้
เอกสารอ้างอิง
องค์การโรคหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Organization: WSO). สถานการณ์โรคหลอดเลือดสมอง [อินเทอร์เน็ต]. [ เข้าถึงเมื่อ 1 ก.พ. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.world-stroke.org/world-stroke-day-campaign/about-stroke/impact-of-stroke
กรมควบคุมโรค. กรมควบคุมโรค รณรงค์วันหลอดเลือดสมองโลก ปี 2566 เผยปีนี้ประเทศไทยพบผู้ป่วย กว่า 3 แสนราย ย้ำโรคนี้สามารถป้องกันได้ [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 1 ก.พ. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=37914&deptcode=brc&news_views=4675
กรมควบคุมโรค. กรมควบคุมโรค รณรงค์วันหลอดเลือดสมองโลก 2567 ชวนประชาชนตั้งเป้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคไม่ติดต่อ [อินเทอร์เน็ต]. [ เข้าถึงเมื่อ 1 ก.พ. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=47206&deptcode=brc&news views=1589
แนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง Clinical Practice Guidelines for Stroke Rehabilitation. ธนาเพรส; 2559:13,103,105-6.
ปรีดา อารยาวิชานนท์ [อินเทอร์เน็ต]. การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง. วารสารสรรพสิทธิเวชสาร ม.ค ธ.ค 2559. [เข้าถึงเมื่อ 2 ก.พ. 2568]. เข้าถึงได้จาก https://he02.tcithaijo.org/index.php/sanpasit_medjournal/article/view/252463/171470
Tyson SF, Hanley M, Chillala J, Selley A, Tallis RC. Balance disability after stroke. Phys Ther. 2006; 86(1): 30-8.
อภิฤดี พาผล, ชนิดา ราขวัญ, วิจิตรา ปิ่นน้อย. การศึกษาความเสี่ยงต่อการหกล้มในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังการจำหน่ายจากโรงพยาบาล. วารสารพยาบาลทหารบก.2560;18(2):194-201.
เก้ากานดา เฮงบารุง. ผลการฝึกการทรงตัวแบบดั้งเดิมและการฝึกการทรงตัวโดยใช้ Visual Biofeedback ต่อความสามารถด้านการทรงตัวในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9.2567;18(2):563-75.
มณฑิชา ม่วงเงิน, ธิดารัตน์ นวลยง, ประเสริฐ อินตา, ยอดข้าว ศรีสถาน, พลอยเพ็ญ จารุเวฬ .การศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกการทรงตัวโดยวิธีดั้งเดิมและการฝึกโดยเครื่องแบลันซ์แม็ป (Balance map) ในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกจากโรคหลอดเลือดสมอง. วารสารกรมการแพทย์.2561;43(1):56-62.
วิยะดา ศักดิ์ศรี, สุรัตน์ ธนานุภาพไพศาล. คู่มือกายภาพบำบัดผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก. บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด; 2552.156-61.
รุ้งเพชร สงวนพงษ์, สุภาณี ชวนเชย, ภัสสร วิชิต, น้าผึ้ง คุ้มทรัพย์สิริ, บุญรัตน์ โง้วตระกูล, ปณิชา พลพนาธรรม, ธิดาพร ไตรรัตนสุวรรณ. เอกสารประกอบการสอนภาคบรรยาย กายภาพบำบัดระบบประสาท ปีการศึกษา 2567 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ.172 9,192.
ฉัตรสุดา ศรีบุรี, ปารวี มุสิกรัตน์, ปฏิมา ศิลสุภดล, กนกวรรณ ศรีสุภรกรกุล. ผลของการฝึกเดินถอยหลังและเดินไปข้างหน้าต่อการทรงตัว ตัวแปรด้านระยะทางและเวลาของการเดิน และความเสี่ยงของการหกล้มในผู้สูงอายุ. วารสารกายภาพบำบัด. 2565;44(1):12-28.
Campbell AJ, Robertson MC, Gardner MM, Norton RN, Tilyard MW,Buchner DM. Randomised controlled trial of a general practice programme of home based exercise to prevent falls in elderly women. BMJ. 1997;315(7115):1065-9.
He Z, Wu H, Zhao G, Zhang Y, Li C, et al. The effectiveness of digital technology-based Otago Exercise Program on balance ability, muscle strength and fall efficacy in the elderly: a systematic review and meta-analysis. BMC Public Health. 2025;25:1-14.
Wang C, Kim MS. The Otago Exercise Program's effect on fall prevention: a systematic review and meta-analysis. Frontiers in Public Health. 2025;13:1-20.
Berg K, Wood-Dauphinee S, Williams JI, Gayton D. Measuring balance in the elderly. Preliminary development of an instrument. Physiotherapy Canada 1989;41:304-11.
Yoon SH, Han KB, Oh SI, Lee DB, Song HH, Song JE, et al. The effect of otago exercise-based fall prevention education activities on balance, fall efficacy and activities of daily living in the subacute stroke patients: A randomized controlled clinical trial. Journal of Korean Physical Therapy Science. 2020;06:1-8.
Singh B, Pandey NM, Garg RK, Kohli N, Usman K. et al. Sample attrition rate of a community study: An analysis of Lucknow urban and rural elderly follow up over a period of 9 years: Indian Journal of Psychiatry. 2019; 61:290-94.
Maeda N, Kato J, Shimada T. Predicting the probability for fall incidence in stroke Patients using the Berg Balance Scale. The Journal of International Medical Research. 2009;37:697-704.
น้ำผึ้ง คุ้มทรัพย์สิริ, จิตอนงค์ ก้าวกสิกรรม, อัครเดช ศิริพร. การเปรียบเทียบแบบประเมิน Berg balance scale, Timed up & go test, Mini-BES Test และ Fullerton advanced balance scale ในเรื่ององค์ประกอบของการควบคุมการทรงตัวในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง. วารสารกายภาพบำบัด. 2558; 37(2):100-12.
OTAGO Exercise Programme To prevent falls in older adults. Accident Compensation Corporation (ACC), New Zealand. [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 1 ก.พ. 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://hfwcny.org/wp-content/uploads/Otago_Exercise_Programme-Revised.pdf
วาริสา ทรัพย์ประดิษฐ, ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย,นาพร สามิภักดิ์, ชัชวลัย สนธิกุล. จำนวนชั่วโมงกายภาพบำบัดที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน. วารสารกายภาพบำบัด. 2565;44(1):1-11.
Bernhardt J, Hayward KS, Kwakkel G, Ward NS, Wolf SL, Borschmann K, et al. Agreed definitions and a shared vision for new standards in stroke recovery research: The stroke recovery and rehabilitation roundtable taskforce. Int J Stroke. 2017;12(5):444-50.
สมใจ พลรักษา, ปานไพลิน ยอดสม, ดาววงศ์ เบ้าเคลือบ, อัครเดช ศิริพร. การเปรียบเทียบผลการใช้โปรแกรมออกกำลังกายด้วยตารางเก้าช่องและโปรแกรมออกกำลังกายปกติต่อการทรงตัวและการเคลื่อนไหว ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังระยะเฉียบพลัน โรงพยาบาลบางพลี. วารสารวิชาการโรงพยาบาลสมุทรปราการ. 2568;3(2):3-18.
Hsiao HY, Gray VL, Borrelli J, Rogers MW. Biomechanical control of paretic lower limb during imposed weight transfer in individuals post-stroke. J NeuroEng Rehabil. 2020;17(1):1-11.
Tamura S, Miyata K, Kobayashi S, Takeda R, Iwamoto H. The minimal clinically important difference in Berg Balance Scale scores among patients with early subacute stroke: a multicenter, retrospective, observational study. Journal of Physical Therapy Science. 2019;31(9):681-5.
Katz-Leurer M, Fisher I, Neeb M, Bakrine I. The modified functional reach test: reliability and validity in the assessment of persons post-stroke. Physiotherapy Theory and Practice. 2009;25(7):480-6.
พิมพ์ชนก ปานทอง, สุกัญญา แสงภารา. ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบ OTAGO ต่อการทรงตัวและความกลัวในการล้มของผู้สูงอายุภาวะเบาหวานชนิดที่ 2 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9. 2567;18(2):739-54.
Valiv AS, Bhore V. Effectiveness of Otago Exercise Versus Task Oriented Progressive Resistance Strength Training on Balance and Functional Performance in Stroke Patients. International Journal of Health Sciences and Research. 2022;12(6):239-54.
Sueng SH, Won YT. Clinical Feasibility of Otago Exercise Program to Improve the Balance and Gait Ability: In Chronic Stroke Patient, Randomized Controlled Trial. 2016;11(2):63-70.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการโรงพยาบาลสมุทรปราการ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
