ผลการใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดภาวะตกเลือดในระยะ 2 ชั่วโมงหลังคลอดในมารดาคลอดปกติ โรงพยาบาลโชคชัย
Effects of Clinical Practice Guidelines toward the Prevention of Postpartum Hemorrhage within Two Hours after Delivery during Normal Vaginal Delivery in Chokchai Hospital
คำสำคัญ:
ภาวะตกเลือดหลังคลอด, แนวทางปฏิบัติ, คลอดปกติบทคัดย่อ
การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการป้องกันการเกิดภาวะตกเลือด ในระยะ 2 ชั่วโมงหลังคลอด ในมารดาคลอดปกติโรงพยาบาลโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีระยะการดำเนินการ 3 ระยะได้แก่ 1) ระยะเตรียมการ 2) ระยะดำเนินการ และ3) ระยะประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานที่ห้องคลอด จำนวน 7 คน และมารดาที่คลอดปกติจำนวน 60 คน ซึ่งทำการศึกษาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึง กรกฎาคม 2565 เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับพยาบาล เลขที่ CNPG – LAR– 001 เรื่องการป้องกันและการพยาบาลมารดาตกเลือดหลังคลอด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมี 3 ชุด ประกอบด้วย 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินการปฏิบัติตามแนวทางป้องกันการเกิดภาวะตกเลือด ในระยะ 2 ชั่วโมงหลังคลอด และ3) แบบประเมินความพึงพอใจในการใช้แนวทางปฏิบัติของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา
ผลการวิจัย พบว่า 1) ไม่พบมารดาที่คลอดปกติมีภาวะตกเลือดภายในระยะ 2 ชั่วโมงแรกหลังคลอด 2) พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานที่ห้องคลอดปฏิบัติตามขั้นตอนตามแนวปฏิบัติการป้องกันการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด คิดเป็นร้อยละ 85 ซึ่งขั้นตอนที่ไม่ปฏิบัติตามแนวทาง 3 ขั้นตอนจำแนกตามลำดับได้ดังนี้ 1) การใช้โมเดลจำลองเปรียบเทียบลักษณะการแข็งตัวของมดลูกสอนมารดาซ้ำในการคลึงมดลูก คิดเป็นร้อยละ 42.9 2) การประเมินเลือดทางช่องคลอดและแผลฝีเย็บหลังย้ายออกจากห้องคลอดในรายที่เสี่ยงต่อภาวะตกเลือดหลังคลอด คิดเป็น ร้อยละ 28.6 และ3) การนวดคลึงมดลูกหลังรกคลอดทันทีหากมดลูกแข็งตัวไม่ดีให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกและวางซองน้ำแข็งบริเวณยอดมดลูก คิดเป็นร้อยละ14.3 นอกจากนั้นยังพบว่า ความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ ต่อการใช้แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดในระยะ 2 ชั่วโมงหลังคลอด อยู่ในระดับพึงพอใจมาก
ข้อเสนอแนะ: 1) ควรมีการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตกเลือดในมารดาทุกรายก่อนคลอด 2) ควรปรับแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการเกิดภาวะตกเลือดให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของผู้คลอดเพื่อให้ขั้นตอน ในแนวปฏิบัติมีความเหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้ครบถ้วน และ 3) ควรนำแนวทางปฏิบัติที่พัฒนาไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้นเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของแนวทางปฏิบัติ
