การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟริน ออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย ในห้องผู้ป่วยหนักโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลนครปฐม

ผู้แต่ง

  • วรลักษณ์ หาญทอง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลนครปฐม

คำสำคัญ:

การป้องกันและจัดการภาวะรั่วซึมของยา, ภาวะรั่วซึมของยาออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย, ยานอร์อิพิเนฟริน

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟรินออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลายและศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติ
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพัฒนา
วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาวิจัยโดยใช้แบบจำลอง Conduct and utilization of research in nursing (CURN) เป็นกรอบแนวคิด โดยการ 1) วิเคราะห์ปัญหา 2) พัฒนาแนวทางปฏิบัติ 3) ทดลองใช้แนวปฏิบัติ 4) ประเมินผลลัพธ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ ประชากรพยาบาลวิชาชีพจำนวน 24 คน ที่ใช้แนวปฏิบัติ และกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับยา Norepinephrine ทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย จำนวน 17 ราย ในห้องผู้ป่วยหนักโรคหลอดเลือดสมองและห้องผู้ป่วยหนักศัลยกรรมประสาทและสมอง โรงพยาบาลนครปฐม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟรินออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย พัฒนาโดยผู้วิจัยจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง คู่มืออบรมเรื่องภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟริน แบบประเมินความเป็นไปได้ในการใช้แนวปฏิบัติและแบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วยที่ใช้แนวปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย
ผลการวิจัย: แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการภาวะรั่วซึมของยานอร์อิพิเนฟรินออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย ประกอบด้วย แนวทางการป้องกันการเกิดภาวะรั่วซึมของยา 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ก่อนให้ยา NE โดยคัดเลือกตำแหน่งของหลอดเลือดดำให้เหมาะสม และเลือก Catheter ให้เหมาะสมกับขนาดของหลอดเลือด ขั้นตอนที่ 2 ขณะให้ยา NE ตรวจสอบหลอดเลือดก่อนให้ยา เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีภาวะรั่วซึมของยา และเพิ่มความถี่ในการประเมินทุก 1 ชั่วโมง หากพบว่ามีภาวะรั่วซึมของยา ขั้นตอนที่ 3 เกิดภาวะรั่วซึมออกนอกหลอดเลือด เพิ่มการประคบร้อนและเพิ่มการรายงานเภสัชกร การรายงานความเสี่ยง เพื่อพัฒนาระบบต่อไป ผลประเมินความเป็นไปได้ของการนำแนวปฏิบัติฯ ไปใช้ ทุกข้ออยู่ในระดับมาก เมื่อนำแนวปฏิบัติมาใช้ในกลุ่มตัวอย่าง ไม่พบภาวะรั่วซึมของยา NE ออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย
สรุปและข้อเสนอแนะ: ควรนำแนวปฏิบัตินี้มาใช้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยานอร์อิพิเนฟริน เพื่อช่วยป้องกันภาวะรั่วซึมของยาออกนอกหลอดเลือดดำส่วนปลาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและควรเผยแพร่แนวปฏิบัตินี้เป็นวิธีปฏิบัติงานในโรงพยาบาลต่อไป

 

เอกสารอ้างอิง

กาญจนา อุดมอัษฎาพร และมยุรี พรมรินทร์. (2561). ประสิทธิผลของการใช้แนวทางปฏิบัติการป้องกันการอักเสบของหลอดเลือดดำและการรั่วซึมออกนอกหลอดเลือดดำ จากการใช้ยากระตุ้นการหดตัวของหลอดเลือด หอผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์. วารสารสาธารณสุขล้านนา, 14(1), 35-45.

กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลนครปฐม. (2560). วิธีปฏิบัติงานเรื่อง การบริหารยา Vasopressor (Norepinephrin, Dopamine). กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลนครปฐม.

กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลนครปฐม. (2566). วิธีปฏิบัติงานเรื่องการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลจากการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ. กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลนครปฐม.

ฐิติพร ปฐมจารุวัฒน์. (2559). ผลของการใช้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการกับภาวะ extravasation. วารสารสภาการพยาบาล, 31(2), 81-95.

ฐิติพร ปฐมจารุวัฒน์. (2560). การป้องกันและการจัดการกับการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อจากการรั่วของยาหรือสารน้ำจากการบริหารยาทางหลอดเลือดดำ. วารสารการพยาบาลสงขลานครินทร์, 37(2), 169-181.

ฐิติรัตน์ ลิ้มสินทวีคุณ, จิตติมา ภูริทัตกุล, ชวนชม ขาวบริสุทธิ์, นิภาพรรณ นิระโทษะ, และปารมี ถิ่นจันทร. (2566). ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ และการรั่วซึมออกนอกหลอดเลือดจากยานอร์อีพิเนฟริน. วารสารการพยาบาลสุขภาพและสาธารณสุข, 2(3), 11-21.

นภา อุทัยศรี. (2566). การพัฒนาแนวทางการปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบของผู้ป่วยที่ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในงานการพยาบาลผู้ป่วยใน โรงพยาบาลกู่แก้ว จังหวัดอุดรธานี. วารสารวิจัยสุขภาพโรงพยาบาลและชุมชน, 1(3), 199-214.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). สุวีริยาสาสน์.

ปาจรีย์ ศักดิ์วาลี้สกุล และอุษณีย์ ศิริวงศ์พรหม. (2562). ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันหลอดเลือดดำอักเสบจากการได้รับยานอร์อีพิเนฟริน. วารสารมหาวิทยาลัยคริสเตียน, 25(2), 92-108.

ปาริชาติ ลิ้มเจริญ และทองเปลว ชมจันทร์. (2566). การศึกษาการเกิดภาวะรั่วซึมของยาออกนอกหลอดเลือดดำในผู้ป่วยที่ได้รับยานอร์อิพิเนฟรินทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย. วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี, 32(2), B92-B110.

เพชราภรณ์ ประสารฉ่า. (2566). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในการป้องกันและบรรเทาภาวะรั่วซึมออกนอกหลอดเลือดจากยาเคมีบำบัด. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 8(4), 528-537.

พัชรินทร์ แปงกันทา. (2567). ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับยานอร์อิพิเนฟรินทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย ในแผนกผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลสันป่าตอง. สำนักงานสาธารณสุขเชียงใหม่. https://www.chiangmaihealth.go.th/detail_academic.php?academic_id=80

วรพงศ์ เรืองสงค์. (2562). ยาบีบหลอดเลือดและยากระตุ้นหัวใจ. วารสารเภสัชกรรมโรงพยาบาล, 29(2), 167-180

ลำดวน มีภาพ, อนัฆพงษ์ พันธุ์มณี, คำผล สัตยวงษ์, ธิดารัตน์ เกษแก้วกาญจน์, นลัทพร สืบเสาะ, ประกายรุ่ง ต้นทัพไทย, สุมาลี ศิริศิลป์, อุไรวรรณ ใจจังหรีด, และประกอบ ขันทอง. (2563). ผลการทดสอบแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อจัดการอาการของการรั่วของยาและสารละลายทางหลอดเลือดดำส่วนปลายในผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลศรีนครินทร์.วารสารโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขอนแก่น, 1(4), 288-303.

สมพร อยู่ดี. (2564). ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับยานอร์อิพิเนฟรินทางหลอดเลือดดำส่วนปลาย. มหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร, 5(1), 62-72.

สุรีพร มะณีรัตน์, อำภาพร นามวงศ์พรหม, และน้ำอ้อย ภักดีวงศ์. (2562). ผลของการใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันการเกิด Extravasation ต่ออัตราการเกิด Extravasation ในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ, 13(1), 99-109.

Al-Benna, S., O’Boyle, C. & Holley, J. (2013). Extravasation injuries in adults. International Scholarly Research Notices. 2013(1), 1-8. https://doi.org/10.1155/2013/856541

David, H. T., Claire, S., Gerben, K., Stephen, P. M., Sandra, P., Andrew, U., Anthony, D. (2019). Safety of peripheral administration of vasopressor medications. Emergency Medicine Australasia, 32(2), 220-227 https://doi.org/10.1111/1742-6723.13406

Horsley, J.A., Crane, J., Crabtree, M.K, & Woos, D.J. (1983). Using Research to Improve Nursing Practice: A Guide CURN Project. Grune & Stratton.

Jung, T. K., Jeong, Y. P., Hyun, J. L., Young, J. C. (2020). Guidelines for the management of extravasation. Journal of Educational Evaluation for Health Professions, 17(21), 1-6. https://doi.org/10.3352/jeehp.2020.17.21

Krejcie, R.V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.

Laura, E., Andrew, R., Waleed, A., Massimo, A., M, C.C., Craig, F., Flavia, R. M., Lauralyn, M., Marlies, O., Hallie, C. P., Christa, S., Steven, S., W, J. W., Fayez, A., Derek, C. A., Yaseen, A., Luciano, A., Richard, B., Gregory, B., Emilie, B. C., … , Mitchell, L. (2021). Surviving sepsis campaign: international guidelines for management of sepsis and septic shock 2021. Critical Care Medicine, 47(11), 1181–1247. https://doi.org/10.1007/s00134-021-06506-y.

Quincy, K. T., Gaurika, M., Vera, B., Leenah, Z. A., Sanketh, A., Zain, A., Austin, W., Brooke, A., Ann, M., Ali, P. (2020). Complication of vasopressor infusion through peripheral venous. American Journal of Emergency Medicine, 38(11), 2434-2443. https://doi.org/10.1016/j.ajem.2020.09.047

The Joanna Briggs Institute. (2014). Joanna Briggs Institute reviewers’ manual: 2014 edition. The Joanna Briggs Institute.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-12-23

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย