ผลของการพัฒนาความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพผู้ดูแลเด็ก อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์
คำสำคัญ:
ความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ, ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย, พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Study) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ ศึกษาความรู้ ความรอบรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กของผู้ดูแลก่อนและหลังการใช้โปรแกรม และเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กของผู้ดูแลก่อนและหลังการใช้โปรแกรม อำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ดูแลเด็กปฐมวัยอายุ 3-5 ปี จำนวน 65 คน แบ่งเป็นกลุ่มเดียว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ แบบประเมินทัศนคติ และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็ก สถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ paired t-test
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 65 คน ส่วนมากเป็นเพศหญิง ร้อยละ 89.23 มีอายุเฉลี่ย 33.20 ± 8.15 ปี ความสัมพันธ์กับเด็กส่วนมากเป็นมารดา ร้อยละ 80.00 การศึกษาส่วนมากจบระดับประถมศึกษา ร้อยละ 47.69 อาชีพส่วนมากเป็นเกษตรกร ร้อยละ 64.62 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนมากต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 43.08 เด็กส่วนมากเคยมีประสบการณ์ฟันผุ ร้อยละ 53.85 ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ความรู้เกี่ยวกับทันตสุขภาพเด็กเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 42.25 เป็นร้อยละ 81.40 ความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 56.20 เป็นร้อยละ 83.71 ทัศนคติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 57.88 เป็นร้อยละ 84.30 และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากเด็กเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 51.68 เป็นร้อยละ 81.64 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 18.92, 15.47, 19.67, 21.35 ตามลำดับ)
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization.(2025). Oral health. Geneva: WHO; 2025.
Global Burden of Disease Collaborative Network.(2024). Global Burden of Disease Study 2021. Seattle: Institute for Health Metrics and Evaluation; 2024.
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.(2568). การสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติครั้งที่ 9 พ.ศ. 2565-2566. กรุงเทพฯ: กรมอนามัย; 2568.
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.(2561). รายงานสถานการณ์สุขภาพช่องปากเด็กไทย พ.ศ. 2561. กรุงเทพฯ: กรมอนามัย; 2561.
Nutbeam D. Health promotion glossary.(1998) Health Promotion International. 1998;13(4):349-364.
Silva LF, Thomaz EB, Freitas HV, Pereira AL.(2022). Association between oral health literacy of caregivers and oral health-related quality of life of children in Diadema, São Paulo State, Brazil. Cadernos de Saúde Pública. 2022;38(7):e00492021.
Hui BK, Duangthip D, Chu CH, Lo EC.(2025). Evaluation of an oral health education training program for kindergarten teachers in Hong Kong. Community Dentistry and Oral Epidemiology. 2025;53(1):45-52.
ปัณฑิตา วนิชไสยถง, ปิยะดา ประเสริฐสม.(2565). การพัฒนาและตรวจสอบความตรงของเครื่องมือวัดความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพสำหรับเด็กนักเรียนประถมศึกษาในประเทศไทย. วารสารการแพทย์ป้องกันแห่งประเทศไทย. 2565;12(2):89-102.
Becker MH.(1974). The health belief model and personal health behavior. Health Education Monographs. 1974;2(4):324-473.
Sharma S, Yeluri R, Mundra RK.(2023). Effectiveness of oral health education to caregivers for improving oral health status of 3-6 years old children in Nellore city, India. Journal of International Society of Preventive & Community Dentistry. 2023;13(2):123-130.

