การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
คำสำคัญ:
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, แนวทางการดูแลผู้ป่วย, การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม, พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ, โรงพยาบาลชุมชนบทคัดย่อ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน และเพื่อประเมินผลลัพธ์ของแนวทางดังกล่าวต่อความสามารถในการดูแลตนเอง คุณภาพชีวิต และอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำของผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น การดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบ PAR จำนวน 2 วงรอบ ตามแนวคิด Spiral Model ประกอบด้วยขั้นตอนการวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการสะท้อนผล โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ บุคลากรสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วย COPD จำนวน 10 คน และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกลุ่มนำร่อง จำนวน 12 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะสุขภาพ (MMRC, BMI, 6-Minute Walk Test, VAS-D, PHQ-9) และแบบประเมินคุณภาพชีวิต St. George’s Respiratory Questionnaire (SGRQ) ร่วมกับการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไม่อาศัยการแจกแจงปกติ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วย COPD ที่พัฒนาขึ้นเป็นแนวปฏิบัติการพยาบาลแบบสหสาขาวิชาชีพที่ชัดเจน เป็นระบบ และสามารถนำไปใช้ได้จริง ผู้ป่วยมีความสามารถในการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยคะแนน SGRQ ลดลงในทุกมิติ และอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำภายใน 28 วันลดลงจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 10 ขณะเดียวกัน บุคลากรมีความพึงพอใจต่อแนวทางในระดับสูง และเกิดการพัฒนาศักยภาพทีมพยาบาลในการจัดการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง
เอกสารอ้างอิง
Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease (GOLD). (n.d.). Global strategy for the diagnosis, management, and prevention of chronic obstructive pulmonary disease (COPD). Retrieved from https://goldcopd.org
ศิริณา รังกลิ่น. (2567). การพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น. วารสารวิชาการทางการพยาบาล, 38(4), 98-115.
Jenkins, S. (2007). Six-minute walk test in patients with chronic obstructive pulmonary disease. Respiratory Medicine, 101(7), 1350-1354.
Kemmis, S., & McTaggart, R. (2000). Participatory action research. In N. K. Denzin & Y. S. Lincoln (Eds.), Handbook of qualitative research (2nd ed., pp. 567–605). Thousand Oaks, CA: Sage.
Kervio, G., Carre, F., & Ville, N. (2003). Reliability and intensity of the six-minute walk test in healthy elderly subjects. European Journal of Cardiovascular Prevention & Rehabilitation, 10(2), 91-98.
Mahler, D. A., Fierro-Carrion, G., Mejia-Alfaro, R., Ward, J., & Baird, J. C. (2006). Visual Analog Scale to measure dyspnea: Longitudinal consistency and responsiveness to change in clinical trials. Chest, 129(3), 643-651.
Lotrakul, M., Sumrithe, S., & Saipanish, R. (2008). Reliability and validity of the Thai version of the PHQ-9. BMC Psychiatry, 8, 46.
Jones, P. W., Quirk, F. H., & Baveystock, C. M. (1991). The St George’s Respiratory Questionnaire. Respiratory Medicine, 85(Suppl B), 25-31.
มาโนช หล่อตระกูล, สมฤทธิ์ สุมามินทร์, & รัชดา ทองอยู่. (2551). การแปลและตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบประเมินภาวะซึมเศร้า PHQ-9 ฉบับภาษาไทย. วารสารจิตเวชศาสตร์ทั่วไป, 2(1), 5–10.
Miles, M. B., & Huberman, A. M. (1994). Qualitative data analysis: An expanded sourcebook (2nd ed.). Thousand Oaks, CA: Sage.
Orem, D. E. (2001). Nursing: Concepts of practice (6th ed.). Mosby. Rosenstock, I. M. (1974). Historical origins of the health belief model. Health Education Monographs, 2(4), 328–335.
พรวิภา ยาสมุทร์. (2563). การพัฒนาการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังแบบองค์รวมโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน. วารสารสุขภาพชุมชน, 44(3), 120-138.

