การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ระยะที่ 4 โรงพยาบาลโกสุมพิสัย

ผู้แต่ง

  • เพลินพิศ วงศ์ใหญ่ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ งานผู้ป่วยนอก กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลโกสุมพิสัย
  • ณัฐวุฒิ มาสาซ้าย แพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลโกสุมพิสัย
  • นราภรณ์ ท่อนโพธิ์ แพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลโกสุมพิสัย
  • จารุภา อยู่เมือง พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ งานผู้ป่วยนอก กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลโกสุมพิสัย
  • อาคม รัฐวงษา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา โรงพยาบาลโกสุมพิสัย

คำสำคัญ:

การโค้ชสุขภาพ, พฤติกรรมสุขภาพ, โรคไตเรื้อรังระยะที่ 4, เครื่องวัดความเค็มในอาหาร

บทคัดย่อ

     การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4 2) พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4 และ 3) ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น พื้นที่ดำเนินการศึกษา โรงพยาบาลโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม - 1 ธันวาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 4 รายใหม่ที่เข้ารับการรักษาในคลินิกชะลอไตเสื่อม จำนวน 17 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นใช้แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจร่วมกับเทคนิคการโค้ชสุขภาพ (Health Coaching) โดยพยาบาลเฉพาะทางทำหน้าที่เป็นโค้ชสุขภาพรายกรณี ประกอบด้วยการประเมินภาวะสุขภาพ การตั้งเป้าหมายร่วมกัน การสร้างแรงจูงใจ การให้ความรู้ การติดตามประเมินผล และการสนับสนุนจากครอบครัวและเครือข่ายชุมชน พร้อมทั้งใช้เครื่องวัดความเค็มในอาหาร (Salt Meter) และเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้านเป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการตนเอง ระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน และติดตามผลต่อเนื่อง 9 เดือน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพการจัดการตนเอง แบบประเมินความตระหนักรู้ด้านการบริโภคเกลือและโซเดียม บันทึกการตรวจความเค็มในอาหาร และค่าการทำงานของไต (GFR) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติ Paired Sample t-test

     ผลการศึกษาพบว่า หลังการพัฒนารูปแบบการดูแล ผู้ป่วยมีคะแนนพฤติกรรมสุขภาพด้านการจัดการตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.21, p < .05) มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการบริโภคเกลือและโซเดียมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 11.20, p < .001) และค่าการทำงานของไต (GFR) ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 2.31, p = 0.034)

เอกสารอ้างอิง

Gibson, C. H. (1991). A concept analysis of empowerment. Journal of Advanced Nursing, 16(3), 354–361.

สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย. (2565). คำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทน ไต (ฉบับปรับปรุง).

วันวิสาข์ สนใจ. (2561). ผลของการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพและสมรรถภาพไตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภาวะไตเสียหน้าที่ระยะที่ 2.

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และคณะ. (2567). เครื่องวัดความเค็ม (Salt Meter) ในอาหาร. มหาวิทยาลัยมหิดล

ศรีรัตน์ อินถา, และกิริยา คำนาน. (2022). ผลของโปรแกรมการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจร่วมกับการใช้โค้ชด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่มีร่วมกับโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 ต่อการบริโภคโซเดียม ระดับความดันโลหิต และอัตราการกรองของไต.

สาคร เสริญไธสง. (2566). ผลของการใช้เครื่องวัดความเค็มในอาหารต่อพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมในผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง.

เบญจมาศ มณีฉาย, และคณะ. (2563). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพและสมรรถภาพไตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง. วารสารการพยาบาลโรคไต.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-04-30

รูปแบบการอ้างอิง

วงศ์ใหญ่ เ. ., มาสาซ้าย ณ. ., ท่อนโพธิ์ น. ., อยู่เมือง จ. ., & รัฐวงษา อ. (2026). การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ระยะที่ 4 โรงพยาบาลโกสุมพิสัย. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 11(2), 161–170. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5557