การพัฒนารูปแบบการส่งตรวจและรายงานผลทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง โดยใช้แนวคิด LEAN
คำสำคัญ:
ธาลัสซีเมีย, หญิงตั้งครรภ์, Hb Typing, LEAN, การวิจัยเชิงปฏิบัติการ, ห้องปฏิบัติการบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งตรวจและรายงานผลทางห้องปฏิบัติการ ลดขั้นตอนและระยะเวลารอคอย และสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์อย่างรวดเร็วและเหมาะสม การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยประยุกต์ใช้วงจร PAOR ได้แก่ Plan, Action, Observation และ Reflection ร่วมกับแนวคิด LEAN ดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 โดยใช้ข้อมูลปีงบประมาณ 2566 เป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนการพัฒนา กระบวนการพัฒนาครอบคลุมระยะ Pre-Analytical และ Post-Analytical โดยระยะ Pre-Analytical ปรับให้ห้องปฏิบัติการสามารถพิจารณาส่งตรวจ Hb Typing ตามเกณฑ์ที่กำหนดจากผล MCV, MCH และ DCIP โดยพิจารณาร่วมกับผลของคู่สามี–ภรรยา เพื่อลดขั้นตอนการรอการพิจารณาก่อนส่งตรวจ ส่วนระยะ Post-Analytical ปรับรูปแบบการรายงานผลจากการดาวน์โหลดและแนบไฟล์ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการภายนอกเข้าสู่ระบบ HosXP เป็นการเชื่อมโยงผลตรวจผ่าน Online Link เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงผลตรวจของแพทย์
ผลการศึกษาพบว่า ระยะเวลาจากการคัดกรองจนถึงการส่งตรวจ Hb Typing ลดลงจากประมาณ 13 วันในปีงบประมาณ 2566 เหลือ 5 วันในปีงบประมาณ 2567 และระยะเวลาจากการคัดกรองจนถึงได้รับผล Hb Typing ลดลงจากประมาณ 14–15 วัน เหลือ 6–7 วัน ปีงบประมาณ 2566 มีหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการคัดกรอง 309 ราย เข้าเกณฑ์ส่งตรวจ Hb Typing 39 ราย และส่งตรวจ PCR 8 ราย ขณะที่ปีงบประมาณ 2567 มีหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการคัดกรอง 276 ราย เข้าเกณฑ์ส่งตรวจ Hb Typing 50 ราย และส่งตรวจ PCR 10 ราย พบคู่เสี่ยงต่อทารก 1 รายในปี 2566 และไม่พบในปี 2567 มีการส่งตรวจ Amniocentesis 1 รายในปี 2566 และไม่พบในปี 2567 และไม่พบรายที่มีความเสี่ยงต่อทารกเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงทั้งสองปี ด้านความพึงพอใจของบุคลากรผู้ใช้งานระบบ ได้แก่ พยาบาล 5 คน และสูตินรีแพทย์ 2 คน เพิ่มจากร้อยละ 82 เป็นร้อยละ 96 ส่วนความพึงพอใจของหญิงตั้งครรภ์กลุ่มเสี่ยง ซึ่งประเมินทุกรายที่เข้าเกณฑ์ส่งตรวจ เพิ่มจากร้อยละ 78 ในปี 2566 จำนวน 39 ราย เป็นร้อยละ 88 ในปี 2567 จำนวน 50 ราย โดยผู้รับบริการส่วนใหญ่พึงพอใจเนื่องจากสามารถทราบผลการประเมินความเสี่ยงได้ทันทีในการนัดฟังผลครั้งแรกและลดการเจาะเลือดหลายครั้ง
เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการและคณะทำงานทบทวนและจัดทำคู่มือปฏิบัติงานการตรวจวินิจฉัยธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติทางห้องปฏิบัติการ.(2567). คู่มือทางห้องปฏิบัติการการตรวจวินิจฉัยธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติ ฉบับปรับปรุง 2567. พิมพ์ครั้งที่ 9. กรุงเทพฯ: บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่น จำกัด; 2567.
Liao C, Mo QH, Li J, Li LY, Huang YN, Hua L, et al.(2005). Carrier screening for alpha- and beta-thalassemia in pregnancy: the results of an 11-year prospective program in Guangzhou Maternal and Neonatal Hospital. Prenat Diagn. 2005;25(7):565-571. doi:10.1002/pd.1079.
ปัญจบุรี บ.(2552). การตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย ในหญิงตั้งครรภ์และสามีที่โรงพยาบาลลำพูน. วารสารสาธารณสุขล้านนา. 2552;5(1):147-153.
Cherie N, Berta DM, Tamir M, Yiheyis Z, Angelo AA, Tarekegn AM, et al.(2024). Improving laboratory turnaround times in clinical settings: a systematic review of the impact of lean methodology application. PLoS One. 2024;19(10). doi:10.1371/journal.pone.0312033.
Raab SS, Grzybicki DM, Condel JL, Stewart WR, Turcsanyi BD, Mahood LK, et al.(2008). Effect of Lean method implementation in the histopathology section of an anatomical pathology laboratory. J Clin Pathol. 2008;61(11):1193-1199. doi:10.1136/jcp.2007.051326.
Kemmis S, McTaggart R, Nixon R.(2014). The action research planner: doing critical participatory action research. Singapore: Springer; 2014.
Stringer ET.(2013). Action research. 4th ed. Thousand Oaks, CA: SAGE Publications; 2013.
ธิปประมาศ ร.(2550). การคัดกรองโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียในสตรีตั้งครรภ์ ในโรงพยาบาลราษีไศล. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์. 2550;22(3):477-488.
Gupta S, Kapil S, Sharma M.(2018). Improvement of laboratory turnaround time using lean methodology. Int J Health Care Qual Assur. 2018;31(4):295-308. doi:10.1108/IJHCQA-08-2016-0116.
White BA, Baron JM, Dighe AS, Camargo CA Jr, Brown DFM.(2015). Applying Lean methodologies reduces emergency department laboratory turnaround times. Am J Emerg Med. 2015;33(11):1572-1576. doi:10.1016/j.ajem.2015.06.013.
เพชรพิชัย ศ, โพธิ์ตา อ, เงินจันทร์ ศ.(2024). ประสิทธิผลการตรวจคัดกรองธาลัสซีเมียและฮีโมโกลบินผิดปกติในเขตสุขภาพที่ 3: ประสิทธิผลการตรวจคัดกรองธาลัสซีเมียในเขตสุขภาพที่ 3. วารสารกรมวิทยาศาสตรการแพทย. 2024 ;66(3):317-28.
Meyer J.(2000). Using qualitative methods in health related action research. BMJ. 2000;320(7228):178-181.

