การพัฒนาแนวทางการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงในบุคลากร โรงพยาบาลหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น

ผู้แต่ง

  • จิวาลักษณ์ เดชสังข์ นักเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลหนองสองห้อง อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น

คำสำคัญ:

วัณโรคระยะแฝง, การตรวจคัดกรอง, บุคลากรทางการแพทย์, IGRA, การวิจัยเชิงปฏิบัติการ

บทคัดย่อ

      การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ประยุกต์แนวคิดการพัฒนาคุณภาพโดยความร่วมมือและวงจรคุณภาพ PDCA 2 วงรอบ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรค และความต้องการ พัฒนาแนวทางการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงในบุคลากร และประเมินประสิทธิผลของแนวทาง ดำเนินการระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2566 รวมระยะเวลา 8 เดือน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ทีมสหวิชาชีพ 10 คน ผู้เชี่ยวชาญ 4 คน และบุคลากรที่ทดลองใช้แนวทาง 20 คน จาก 5 หน่วยงาน และขยายการใช้แนวทางไปยังบุคลากรทั้งโรงพยาบาล 180 คน ในวงรอบที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แนวทางการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบวัดความรู้ แบบสอบถามความคิดเห็นต่อความเหมาะสมของแนวทาง และแบบบันทึกการปฏิบัติตามแนวทางและตัวชี้วัด ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 4 ท่าน (IOC ของแนวทางเท่ากับ 0.68 แบบวัดความรู้เท่ากับ 0.88 และแบบสอบถามเท่ากับ 0.91) มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดความรู้ (KR-20) เท่ากับ 0.77 และแบบสอบถามความคิดเห็น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และเปรียบเทียบความรู้ก่อน-หลังด้วยสถิติ Paired t-test

      ผลการศึกษาพบว่า แนวทางเดิมของโรงพยาบาลคัดกรองได้เฉพาะวัณโรคระยะลุกลาม ไม่มีการจำแนกระดับความเสี่ยงและไม่มีการตรวจ IGRA โดยก่อนใช้แนวทางบุคลากรได้รับการคัดกรองอาการร้อยละ 70.00 แนวทางที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ การจำแนกระดับความเสี่ยงและประเมินข้อมูลพื้นฐาน การคัดกรองอาการสงสัยวัณโรคระยะลุกลาม การตรวจ IGRA การแปลผลและวินิจฉัย และการให้ยาป้องกันวัณโรคและการตรวจติดตาม พร้อมแผนผังการทำงาน (Workflow) ขั้นตอนห้องปฏิบัติการ และการระบุผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน ผลการประเมินหลังใช้แนวทาง พบว่า บุคลากรมีคะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 11.65 (SD = 2.94) เป็น 17.40 (SD = 1.76) คะแนน อยู่ในระดับมากร้อยละ 85.00 ความคิดเห็นต่อความเหมาะสมของแนวทางอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.20) การคัดกรองอาการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 70.00 เป็นร้อยละ 100.00 ในกลุ่มทดลองใช้ และร้อยละ 95.00 เมื่อขยายการใช้ทั้งโรงพยาบาล ได้รับการตรวจ IGRA ร้อยละ 90.00 พบผลบวกร้อยละ 22.22 ของผู้ที่ได้รับการตรวจ และผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อระยะแฝงได้รับยาป้องกันวัณโรคร้อยละ 82.86 การทดสอบทางสถิติพบว่าคะแนนความรู้หลังใช้แนวทางสูงกว่าก่อนใช้แนวทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p < 0.001)

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Global tuberculosis report 2023. Geneva: World Health Organization; 2023.

World Health Organization. The End TB Strategy. Geneva: World Health Organization; 2015. Available from: https://iris.who.int/bitstream/handle/10665/331326/WHO-HTM-TB-2015.19-eng.pdf

กองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. สถานการณ์และผลการดำเนินงานควบคุมวัณโรคของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2562–2566. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2566.

กองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรค พ.ศ. 2560–2564. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2560.

กองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แผนปฏิบัติการระดับชาติด้านการต่อต้านวัณโรค พ.ศ. 2566–2570. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2566.

Corbett EL, Muzangwa J, Chaka K, Dauya E, Cheung YB, Munyati SS, et al. Nursing and community rates of Mycobacterium tuberculosis infection among students in Harare, Zimbabwe. Clin Infect Dis. 2007;44(3):317-23.

Nasreen S, Shokoohi M, Malvankar-Mehta MS. Prevalence of latent tuberculosis among health care workers in high burden countries: a systematic review and meta-analysis. PLoS One. 2016;11(10):e0164034.

Uden L, Barber E, Ford N, Cooke GS. Risk of tuberculosis infection and disease for health care workers: an updated meta-analysis. Open Forum Infect Dis. 2017;4(3):ofx137.

Guo HY, Zhong QH, Zhou J, Zhao ZM, Zhang XL, Chen ZH, et al. Risk of prevalence of latent tuberculosis infection in health care workers—an idiographic meta-analysis from a Chinese perspective. J Thorac Dis. 2021;13(4):2378-92.

Main S, Triasih R, Greig J, Hidayat A, Brilliandi IB, et al. The prevalence and risk factors for tuberculosis among healthcare workers in Yogyakarta, Indonesia. PLoS One. 2023;18(5):e0279215.

จณิศรา ฤดีอเนกสิน, วิพัฒน์ กล้ายุทธ, โสภา ศรีสังข์งาม, และคณะ. ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงในบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 2566;32(4):732-42.

บุญเชิด กลัดช่วง, ชำนาญ ยุงไธสง, ผลิน กมลวัทน์. อัตราความชุกการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในโรงพยาบาลขนาดใหญ่จากการตรวจด้วยวิธี Interferon-Gamma Release Assay (IGRA). วารสารโรคเอดส์. 2563;33(1):21-35.

ฐมฤกษ์ แสงเงิน. ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อวัณโรคแฝงของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลร้อยเอ็ด. ศรีนครินทร์เวชสาร. 2565;37(4):407-18.

กองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางเวชปฏิบัติวัณโรคระยะแฝง พ.ศ. 2566. นนทบุรี: กองวัณโรค กรมควบคุมโรค; 2566.

กองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการควบคุมวัณโรคประเทศไทย พ.ศ. 2564. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2565.

กองวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมวัณโรคในบุคลากรที่ปฏิบัติงานของสถานพยาบาล. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค; 2565.

Institute for Healthcare Improvement. The Breakthrough Series: IHI's collaborative model for achieving breakthrough improvement. IHI Innovation Series white paper. Boston: Institute for Healthcare Improvement; 2003.

Brouwers MC, Kho ME, Browman GP, Burgers JS, Cluzeau F, Feder G, et al. AGREE II: advancing guideline development, reporting and evaluation in health care. CMAJ. 2010;182(18):E839-42.

สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค, สถาบันบำราศนราดูร. แนวทางการป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์; 2559.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-10-31

รูปแบบการอ้างอิง

เดชสังข์ จ. (2026). การพัฒนาแนวทางการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงในบุคลากร โรงพยาบาลหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น. วารสารการศึกษา-สุขภาพและการจัดการสิ่งแวดล้อม, 11(5), 216–230. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/6394