ผลของการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะที่มีต่อความสามารถ ในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ในนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมและมีการสุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะที่มีต่อความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายในนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกิน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชาย สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม อายุระหว่าง 18–22 ปี จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินตามเกณฑ์ และแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 20 คน โดยใช้วิธีการจับคู่จากความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายก่อนการฝึกแล้วสุ่มเข้ากลุ่ม กลุ่มทดลองเข้ารับการฝึกตามโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 60–70 นาที เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมดำเนินชีวิตตามปกติโดยไม่ได้รับโปรแกรมฝึกเสริมใด ๆ ทำการทดสอบ Åstrand–Ryhming cycle ergometer test และ Bioelectrical Impedance Analysis วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติทดสอบความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ และเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการฝึกเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนาย เพิ่มขึ้นจาก 31.59 ± 6.09 mL·kg-1·min-1 (95% CI: 28.75–34.44) เป็น 35.29 ± 5.91 mL·kg-1·min-1 (95% CI: 32.48–38.09) ขณะที่เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายลดลงจาก 28.72 ± 4.63% (95% CI: 26.61–30.82) เป็น 24.86 ± 4.06% (95% CI: 22.85–26.87) ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยค่าความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายเปลี่ยนจาก 31.33 ± 6.46 mL·kg-1·min-1 (95% CI: 28.49–34.17) เป็น 31.18 ± 6.44 mL·kg-1·min-1 (95% CI: 28.38–33.98) และเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเปลี่ยนจาก 27.96 ± 4.66% (95% CI: 25.86–30.07) เป็น 28.02 ± 4.77% (95% CI: 26.02–30.03) และผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางแบบวัดซ้ำ (Two-way repeated measures ANOVA) พบว่า ความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 1.25, p = .27, η²p = .03) แต่พบอิทธิพลของช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 55.36, p < .001, η²p = .59) และพบปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 65.35, p < .001, η²p = .63) ในทำนองเดียวกัน เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 0.74, p = .40, η²p = .02) แต่พบอิทธิพลของช่วงเวลา (F = 35.72, p < .001, η²p = .49) และพบปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มและช่วงเวลาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 38.06, p < .001, η²p = .50) แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม โดยกลุ่มทดลองมีแนวโน้มพัฒนาความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนาย และลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้มากกว่ากลุ่มควบคุม
สรุปได้ว่า โปรแกรมการออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวประกอบจังหวะสามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการใช้ออกซิเจนสูงสุดจากการทำนายและลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกายในนักศึกษามหาวิทยาลัยได้
Article Details
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ถือเป็นลิขสิทธิ์ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรมสุขภาพ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย ก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
American College of Sports Medicine. (2021). ACSM’s guidelines for exercise testing and prescription (11th ed.). Philadelphia, PA: Wolters Kluwer.
Aslinejad, A., Abdoshahi, M., & Naiemikia, M. (2024). The effects of body combat and body balance exercises on mindfulness, aggression control and cognitive emotion regulation in female high-school students. Women’s Health Bulletin, 11(4), 240-249.
Babić, M., Pobrić, I., & Čular, D. (2023). Physiological response and biomarkers in kickboxing-systematic review. Physical Activity Review, 11(2), 120-137. https://doi.org/10.16926/par.2023.11.27
Huang, T., Feng, H., Xie, Z., Wang, Y., Wang, Q., & Wang, Z. (2025). Effects of exercise on body fat percentage and cardiorespiratory fitness in sedentary adults: a systematic review and network meta-analysis. Frontiers in Public Health, 13, 1624562. https://doi.org/10.3389/fpubh.2025.1624562
Liu, G., & Danaa, G. (2025). The Influence of martial arts training on the body composition and cardiovascular fitness of college students and the medical imaging assessment of arterial stiffness. Journal of Radiation Research and Applied Sciences, 18(1), 101301. https://doi.org/10.1016/j.jrras.2025.101301
Mérida, R. V., León, P. P., Arias, C. A., & Lluch, Á. C. (2023). A comparative case study of caloric expenditure of two fitness activities: Cinta Dance and continuous running. Retos: Nuevas Tendencias en Educación Física, Deporte y Recreación, (48), 284-290. https://doi.org/10.47197/retos.v48.97075
Prado, J. C. D., Guedes, D. P., Dias, P. H. G., Stabelini Neto, A., & Oliveira, R. G. D. (2024). Associations between cardiorespiratory fitness and metabolic syndrome in adolescents: a systematic review and meta-analysis. Metabolites, 14(11), 635. https://doi.org/10.3390/metabo14110635
Reisman, E. G., Hawley, J. A., & Hoffman, N. J. (2024). Exercise-regulated mitochondrial and nuclear signalling networks in skeletal muscle. Sports Medicine, 54(5), 1097-1119. https://doi.org/10.1007/s40279-024-02007-2
Sangthong, N., Saingthong, P., Rathore, A., Dropati, F. N. U., & Ethisan, P. (2024). Determinants and associated factors affecting body mass index among students of university at Thailand. Journal of Ayub Medical College Abbottabad, 36(2), 407-411. https://doi.org/10.55519/JAMC-02-13252
Siwarom, S., Aekplakorn, W., Pirojsakul, K., Paksi, W., Kessomboon, P., Neelapaichit, N., Chariyalertsak, S., Assanangkornchai, S., & Taneepanichskul, S. (2021). Metabolic syndrome in Thai adolescents and associated factors: the Thai National Health Examination Survey V (NHES V). BMC Public Health, 21(1), 678. https://doi.org/10.1186/s12889-021-10728-6
Sports Authority of Thailand. (2000). Thai physical fitness standards for the general population (Sports Science Division). Bangkok: Sports Authority of Thailand. (in Thai).
Tantiwiboonchai, N., Kritpet, T., & Yuktanandana, P. (2017). Effects of muay thai aerobic dance on biochemical bone markers and physical fitness in elderly women. Journal of Exercise Physiology Online, 20(1), 188-199.
World Health Organization. (n.d.). Obesity and overweight [Online]. Retrieved February 8, 2026, from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/obesity-and-overweight