ผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็ก โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรงพยาบาลตรัง

ผู้แต่ง

  • อัศรีย์ พิชัยรัตน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง
  • เบญจวรรณ ช่วยแก้ว อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง
  • สร้อยสุวรรณ พลสังข์ อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง

คำสำคัญ:

แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ, พฤติกรรมการดูแล, ผู้ดูแลเด็ก, โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

บทคัดย่อ

     การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรงพยาบาลตรัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลเด็กที่ป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันและเข้ารับการรักษาที่หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลตรัง ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2567 จำนวน 42 คน สุ่มแบ่งอย่างง่าย เป็นกลุ่มทดลอง 21 คน และกลุ่มควบคุม 21 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแล และโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Independent t-test และ Paired t-test

     ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 6.228, p < 0.05) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ      (t = 12.590, p < 0.05) ดังนั้นโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพจึงมีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็กโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. The treatment of diarrhea: a manual for physicians and other senior health workers. Geneva: World Health Organization; 1995.

สมาคมกุมารเวชศาสตร์ทางเดินอาหารและตับ. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาโรคท้องร่วงเฉียบพลันในเด็ก. นนทบุรี: แพทยสภา; 2562.

ธิติมา สุขเลิศตระกูล. การพยาบาลเด็กที่มีภาวะไม่สมดุลอิเล็กโทรไลต์. วารสารพยาบาลสาร. 2561;45(4):240-52.

กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด. รายงานสถานการณ์โรคติดต่อ จังหวัดตรัง ปี 2557-2561. ตรัง: สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง; 2562.

โรงพยาบาลตรัง. สถิติผู้ป่วยในผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลตรังประจำปี 2559-2561. ตรัง: กลุ่มงานเวชระเบียน โรงพยาบาลตรัง; 2562.

Becker MH. The Health Belief Model and personal health behavior. Health Educ Monogr. 1974;2(4):324-473.

Rosenstock IM. Historical origins of the Health Belief Model. Health Educ Monogr. 1974;2(4):328-35.

Owiti BA, Asweto CO, Oyieke JA, Aluoch JR, Obonyo CO. Dehydration knowledge and diarrheal perception are predictors of diarrheal home management: a cross-sectional study of caregivers in West Seme, Kisumu County, Kenya. Am J Public Health Res. 2021;9(2):57-62. doi:10.12691/ajphr-9-2-3.

Abate BB, Zemariam AB, Wondimagegn A, Abebe GK, Araya FG, Kassie AM, et al. Knowledge, attitude and practice of home management of diarrhea among under-five children in East Africa: a systematic review and meta-analysis. PLoS One. 2024;19(2):e0298801. doi:10.1371/journal.pone.0298801.

Emea MK, Lawal SA. Effect of health education intervention on diarrhea prevention practices among mothers of under-five children in Abia State, Nigeria. Int J Public Health Pharm Pharmacol. 2023;8(2):28-43.

Tola HH, Tol A, Shojaeizadeh D, Garmaroudi G. Tuberculosis treatment adherence and its association with perceived benefits and barriers among patients: application of the Health Belief Model. BMC Public Health. 2021;21(1):1953. doi:10.1186/s12889-021-11913-9.

พรรณี ยาท้วม. ผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อของผู้ป่วยวัณโรค. วารสารวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิและสาธารณสุข. 2567;2(2):94-106.

อรวรรณ หล้าสวัสดิ์. ผลของโปรแกรมการสอนต่อความรู้และการปฏิบัติของผู้ดูแลในการดูแลเด็กโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน. Nursing Science Journal of Thailand. 2562;37(3):63-78.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2024-12-31

รูปแบบการอ้างอิง

พิชัยรัตน์ อ. ., ช่วยแก้ว เ. ., & พลสังข์ ส. . (2024). ผลของโปรแกรมแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลของผู้ดูแลเด็ก โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรงพยาบาลตรัง. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 9(6), 989–999. สืบค้น จาก https://he03.tci-thaijo.org/index.php/ech/article/view/5486