การพัฒนารูปแบบการสร้างความตระหนักรู้และพฤติกรรมการบริโภคเกลือและโซเดียมในประชาชนเขตพื้นที่บริการ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฝายแตก อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
คำสำคัญ:
การพัฒนารูปแบบ, การสร้างความตระหนักรู้, พฤติกรรมการบริโภค, เกลือและโซเดียมบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัญหาการบริโภคเกลือและโซเดียมของประชาชน พัฒนารูปแบบ ประเมินผลการใช้รูปแบบ และศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จ ดำเนินการตามวงจร PAOR ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงมีนาคม 2569 ในกลุ่มคณะกรรมการแกนนำ 79 คน และประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป 344 คน โดยใช้แบบประเมินความตระหนักรู้ แบบคัดกรองพฤติกรรม และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired Sample t-test และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ การประชุมชี้แจงสถานการณ์ การอบรมให้ความรู้ การพัฒนาแกนนำ การรณรงค์ในชุมชน และการขับเคลื่อนพลังชุมชน ภายหลังดำเนินการ ประชาชนมีความตระหนักรู้ การรับรู้ พฤติกรรมการบริโภคเกลือและโซเดียม และพฤติกรรมการบริโภคอาหารดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย การสนับสนุนจากหน่วยบริการ การใช้ข้อมูลพื้นที่เป็นฐาน และการสื่อสารที่เหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. (2025). Sodium reduction. World Health Organization.
Chailimpamontree, W. et al. (2021). Estimated dietary sodium intake in Thailand: A nationwide population survey with 24-hour urine collections. The Journal of Clinical Hypertension, 23(4), 744–754.
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์. (2569). รายงานสถานการณ์ระบาดวิทยาและพื้นที่เสี่ยงสุขภาพ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์.
Khalesi, S., et al. (2021). Reducing salt intake: A systematic review and meta-analysis of behavior change interventions. Nutrition Reviews, 80(4), 723–740.
อิสระพงศ์ เพลิดเพลิน และคณะ (2566). ความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรม และปริมาณโซเดียมในอาหารที่ครัวเรือนปรุงรับประทานต่อการดำเนินงานชุมชนต้นแบบลดเค็ม เขตภาคเหนือตอนบนประเทศไทย. วารสารการแพทย์และสาธารณสุขเขต 4, 13(3), 16–31.
Kantachuvesiri, S., et al. (2024). Mobilizing champions for sodium reduction in Thailand. The Lancet Regional Health – Southeast Asia, 26, 100406.
Kemmis & McTaggart. (1988). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
Health Data Center สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์. (2569). ประชากรทะเบียนราษฎร์จำแนกรายอายุและเพศ. สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2569, เข้าถึงได้จาก dhttps://hdc.moph.go.th/ ksn/public/stan dardreportdetail/f83d0cd8b830706dab4cd3cb09afa584?subcatalogId =ac4eed1bddb23d6130746d62d2538fd0.
Cochran, W. G. (1953). Sampling techniques. John Wiley & Sons.
กองโรคไม่ติดต่อ. (2567). รายงานผลการสำรวจปริมาณโซเดียมในอาหารด้วยเครื่องวัดความเค็มและการประเมินความตระหนักรู้ด้านการบริโภคเกลือและโซเดียมของประชาชน ปี 2566. กรมควบคุมโรค.
World Health Organization. (2022). WHO global report on noncommunicable diseases 2022. Geneva: Author.
ศิรินทิพย์ ศาศวัตชวาลวงศ์ และพัฒนาวดี พัฒนถาบุตร. (2566). ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมของวัยทำงาน อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์. วารสารโรคและภัยสุขภาพสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 3 จังหวัดนครสวรรค์, 17(3), 297-308.
World Health Organization. (2016). SHAKE the salt habit: The SHAKE technical package for salt reduction. World Health Organization.
Bandura, A. (1986). Social foundations of thought and action: A social cognitive theory. Prentice-Hall.
Rosenstock, I. M. et al. (1988). Social learning theory and the Health Belief Model. Health Education Quarterly, 15(2), 175–183.
Olarewaju, V. O., et al. (2025). Interventions to reduce dietary salt intake in the out-of-home food sector: A systematic review. Discover Public Health, 22, 264.
Yan, Y. Y., et al. (2024). Technology-supported behavior change interventions for reducing sodium intake in adults: A systematic review and meta-analysis. npj Digital Medicine, 7, 72.

